ได้เรียนมหา'ลัย แล้วไงต่อ

posted on 06 May 2008 15:09 by sloppythinking  in Social




เนื่องในวาระดิถีประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐบาลประจำปีการศึกษา 2551 ก็เลยต้อง
เกาะกระแสกับเขากันสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเชยตาย และเสียดายที่มีโอกาสได้เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
มิหนำซ้ำยังมีโอกาสได้เรียนและสอนไปพร้อมๆ กันในเวลาต่อมาหลังจากที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี 

แต่ๆๆ ความแตกต่างก็มีอยู่นิดนึงตรงที่การเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีไม่ได้เข้าด้วยระบบการสอบแข่งขันสนามใหญ่แต่อย่างใด เพราะดันเรียนปวช. เลยมิอาจจะเผยอไปเทียบชั้นคนจบม.6 เลยตัดสินใจเข้าเรียนภาคพิเศษในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน และในเวลาไม่นานนักก็ได้ทำงานที่นั่น จนกระทั่งออกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบัน ผีซ้ำด้ามพลอยยังต้องกลับมาสอนเด็กๆ ในมหาวิทยาลัยที่เพิ่งจากมา....ดูชีวิตสับสนวนเวียนจมปลักยังไงก็ไม่รู้แฮะ

เกริ่นซะมายืดยาววัยรุ่นคงเริ่มเซ็ง แค่จะบอกว่าในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยมากมายขนาดนี้ เลยมีมุมมองบางอย่างอยากจะมานำเสนอทั้งผู้ที่กำลังจะเข้าไป "เรียน" และผู้ที่ "กำลังเรียน" อยู่ โดยเป็นมุมมองทั้งจากบทบาทการเป็นนิสิตนักศึกษา และผู้บรรยายเนื้อหายัดเยียดความรู้ตามรายวิชา (อาจารย์นั่นแหล่ะแต่ไม่ค่อยอยากใช้เท่าไหร่...อิอิ) จนปัจจุบันก็ยังมีสถานะเป็นนักศึกษาอยู่ให้พวกเราได้คิดสักนิดก่อนก่อนตัดสินใจจะทำอะไรลงไปในขณะที่เล่าเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน ทั้งแบบเปิดและแบบปิด ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์บ้างต่อการใช้ชีวิตในช่วงที่เรียนอยู่ครับ

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่าการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษามีวัตถุประสงค์หลัก อันดับหนึ่ง สำคัญสุดๆ ก็คือ "การเข้าไปเรียนรู้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ด้านวิชาการชั้นสูงของแต่ละสาขาวิชา ส่วนการเรียนรู้ทางด้านสังคมนั้นเป็นสิ่งที่ "จะต้อง" เรียนรู้ควบคู่กันไปโดยผ่านทางการทำกิจกรรมต่างๆ ที่มีอยู่เยอะแยะมากมายไปหมดให้เลือกตามความถนัดของแต่ละคน นะครับ

ดังนั้นสิ่งที่พวกเราพึงกระทำในขณะที่กำลังเล่าเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษา ที่ประมวลมาคร่าวๆ จากประสบการณ์มีดังนี้ครับ

การปฏิบัติการการเรียน

1. ตั้งเป้า

         ก่อนจะทำการปฏิบัติการเรียนเราควรตั้งเป้าหมายไว้ว่าเราจะทำเกรดไม่ต่ำกว่า 2.00 แต่ไม่เกิน 2.50 เดี๋ยวถ้าเกินกว่านี้พ่อแม่ตกใจแย่เลย หรือเกียรตินิยมอันดับ 1 อันดับ 2 หรือเกลียดนิยม ก็ว่ากันไปครับ เพราะจะทำให้เราสามารถกำหนดพฤติกรรมการเรียนของเราได้ว่าเราควรทำตัวอย่างไร

2. เข้าเรียน

           หากไม่ป่วยเจียนตายก็ขอให้เข้าเรียนไว้ก่อน อยากหรือไม่อยากก็ต้องเข้านะครับ เพราะนั่นจะทำให้เราสามารถเรียกคะแนนความเห็นใจจากอาจารย์ได้ในเวลาให้คะแนนหรือตัดเกรด ยิ่งถ้าเราสามารถทำให้อาจารย์จำหน้าเราได้ยิ่งดีครับ เช่น ตอบคำถามบ่อยๆ จ้องหน้าอาจารย์ทำเสมือนว่าเข้าใจ ฯลฯ  แต่หากเราไม่สามารถเข้าเรียนได้จริงๆ เราต้องสร้างการรับรู้ให้อาจารย์ด้วยนะครับไม่ว่าจะฝากเพื่อนมาบอก หรือเรามาบอกก่อน บอกทีหลัง แต่เหตุผลของการไม่เข้าเรียนต้องสามารถยอมรับได้ในระดับปัญญาชนให้เหตุผลด้วยนะครับ

3. การจับกลุ่ม

             ก่อนอื่นเราควรเสาะแสวงหาเพื่อนที่ถูกชะตากันให้ได้ก่อนครับ บางครั้งคนที่คิดว่าเราถูกชะตากันก็อาจจะไม่มั่นคงในระยะยาว แต่เราควรจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเราว่าเราควรจะคบกับเพื่อนกลุ่มไหนหรือคนไหนได้อย่างสบายใจและมีเป้าหมาย อุดมการณ์ ความคิด คล้ายคลึงกัน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในข้อ 1 ของเราครับ  เพราะเพื่อนๆ เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยเราในยามคับขันในการเรียนได้เป็นอย่างดี ถ้าหากเราเลือกเพื่อนผิดอาจตายหมู่ หรือตายเดี่ยวโดยที่คนอื่นลอยตัวได้ครับ

4.  การจดคำบรรยาย

               เราควรจดตามความเข้าใจของเราเอง จะสั้นหรือยาวก็ได้ แต่ในระหว่างที่อาจารย์บรรยายอยู่นั้นไม่ควรก้มหน้าก้มตาจดอย่างตะบี้ตะบันเสมือนว่าชั้นเกิดมาเพื่อจดๆๆๆๆ แต่เราควรฟังอาจารย์บรรยายให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยจดลงในสมุดของเรา บางทีอาจจะทำให้เราไม่ต้องจดยาวยืดมากนักเพราะเป็นการประมวลตามความเข้าใจของเราแล้วเอามาเขียนเพื่อให้นึกขึ้นได้ในภายหลังอีกที แต่หากว่าเราเป็นคนจดช้า ขี้เกียจจด ลายมืออ่านเองยังไม่ออกขอแนะนำว่าให้ฟังอาจารย์ให้เข้าใจอย่างเดียวครับ แล้วค่อยไปยืมสมุดของเพื่อนไปถ่ายเอกสารเก็บไว้อ่านเวลาสอบ (วิธีการนี้ปอนก็ใช้อยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เรียนปริญญาตรีจนถึงปริญญาโทเลยทีเดียว)

5.  การเอาใจมาใส่ในการเรียน

                 มีหลายๆ คนครับพอได้เข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาแล้ว แต่ไม่ได้เอาใจและวิญญาณมาเรียน มักจะมาแต่ตัวแถมยังมาช้ามากๆ อีกต่างหาก บางคนพอมาถึงก็รีบไปเฝ้าพระอินทร์เลยทีเดียว อยากจะบอกว่าเนื้อหาการเรียนมันไม่ได้สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจเหมือนดูแฮรี่พอตเตอร์ ตลอดเวลาถึงแม้ว่าอาจารย์ผู้สอนจะพยายามทำให้บรรยากาศในการเรียนมันสนุกสนานมากมายขนาดไหน แต่ด้วยเนื้อหาวิชาแล้วมันได้แค่นี้จริงๆ มันทำให้สนุกตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นการเรียนจึงจำเป็นต้องอาศัยความใส่ใจ โดยที่เราในฐานะผู้ที่เข้าไป "ศึกษา" จะต้องใส่ใจไปในการเรียนในชั้นเรียน และหมั่นไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ตามที่อาจารย์แนะนำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

                   การนั่งฟังบรรยายในห้องเรียนไม่มีทางเพียงพอต่อการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือการทำข้อสอบได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลภายนอกทั้งหนังสือ อินเทอร์เนต สื่อมวลชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่พวกเราควรทำให้ครบ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นควรแสดงออกให้เห็นถึงการเอาใจใส่ในการเรียนของเราให้โลกได้รับรู้โดยเฉพาะอาจารย์ประจำวิชา ที่ง่ายที่สุดก็คือการส่งงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรงเวลาหรือถามเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานที่ได้รับมอบหมาย สิ่งนั้นจะเป็นการสร้างการรับรู้ให้อาจารย์จดจำเราได้เป็นอย่างดี  และหากเมื่อเราไปพบเจอแหล่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนขอให้รีบนำมาป่าวประกาศให้เพื่อนๆ ทั้งหลายได้รับทราบโดยเร็วเพื่อช่วงชิงพื้นที่ภายในจิตใจของเพื่อนๆ และเป็นการต่อยอดทางวิชาการทำให้การเรียนสนุกมากยิ่งขึ้นนะครับ

                     การอุทธรณ์ว่ามีงานเยอะมากแล้ว วิชาอื่นก็ให้มาไม่มีเวลาทำงานที่อาจารย์ให้หรอก เป็นพฤติกรรมที่บั่นทอนการแสดงความเอาใจใส่ในการเรียนอย่างมากครับ การอุทธรณ์อย่างนี้ต่ออาจารย์ประจำวิชาจะมีแต่ผลร้ายเท่านั้น เพราะการสั่งงานในแต่ละวิชาจะถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบสนองวัตถุประสงค์ของรายวิชาอยู่แล้ว งานทั้งหลายจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ในปริมาณที่ได้ตั้งไว้ เพราะฉะนั้น ควร "จัดการ" ตัวเราเองเพื่อทำให้งานทั้งหลายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีครับ และเราจะได้รับการชื่นชมว่าเป็นผู้ที่ใส่ใจในการเรียนและบริหารจัดการชีวิตได้เป็นอย่างดีด้วย

6.  การจัดลำดับความสำคัญในแต่ละวิชา

                     คนบางคน "หลง" ไปว่าตัวเองยังคงเรียนในระดับมัธยมศึกษาอยู่ จึงไปให้ความสำคัญกับวิชาพื้นฐานเช่นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม ฯ ซึ่งเป็นรายวิชาพื้นฐานของในแต่ละมหาวิทยาลัยได้บังคับไว้ในหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์มากขึ้นเอาไว้ การเน้นที่รายวิชาเหล่านี้เพราะคิดว่าจะทำเกรดได้จากความถนัด แต่ในความเป็นจริงแล้ววิชาที่เราควรให้ความสำคัญที่สุดก็คือรายวิชาในสาขาที่ตัวเองเลือกมาครับ หลายคนบ่นว่าวิชาเอกเป็นวิชาที่ยากมากไม่เข้าใจ ถ้าคิดอย่างนั้นแล้วเราคงต้องกลับมาพิจารณาตัวเราใหม่ซะแล้วหล่ะ ว่าเราชอบหรือเหมาะสมกับสาขาวิชาที่เราเลือกจริงหรือเปล่า

                      การที่เราจะเรียนให้มีความสุขจะต้องให้ความสำคัญกับรายวิชาหลักในสาขาวิชาของตัวเองเพราะวิชาเหล่านั้นเป็นเนื้อนาบุญที่จะมีผลติดตัวเกื้อหนุนชีวิตเราไปตลอดชีวิต หากเราละทิ้งวิชาเอกเราก็จะไม่มีบุญติดตัวทำให้เราอาจเสียศูนย์ในชีวิตไปเลยก็เป็นได้ ที่สำคัญเราต้องสนุกกับวิชาเอกเหล่านั้นอย่างที่สุดด้วยครับ

7.  การแต่งตัว

                   การมาเรียนในระดับอุดมศึกษาคือการแสวงหาความรู้ชั้นสูงในแต่ละศาสตร์ นะครับ (ย้ำอีกรอบ) เพราะฉะนั้นการแต่งตัวควรจะอื้อกับการเรียนรู้ครับ ไม่จำเป็นต้องก้าวล้ำนำสมัยแฟชั่นจ๋าระยะร้อยเมตรมาก็ได้ครับ (ยกเว้นบางสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม) เช่น การใส่เสื้อรัดปลิ้นมาเลยทั้งหน้าอกแล้วก็พุง พอมานั่งเรียนก็ลำบากอึดอัดทำให้หายใจลำบากเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิในการเรียน หรือใส่กระโปรงสั้นๆ มาทำให้เวลานั่งลำบากต้องหาวัตถุมาปิดมาบัง หวาดระแวงว่ารถหวอจะมาหรือเปล่าทำให้สมาธิในการเรียนของตัวเองเสียไปอย่างไม่น่าให้อภัย

                     หรือบางคนที่ไม่คิดว่าจะต้องระมัดระวังคิดว่าตัวเองมีดีที่หวอต้องโชว์ให้ทั้งโลกประจักษ์ชัด ไม่ได้สะทกสะท้านสายตาของคนที่จะมองเห็น แต่การกระทำดังกล่าวกลับกลายเป็นมลพิษทางสายตายหรือทัศนอุจาดในชั้นเรียน ที่จะทำให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้บรรยายเห็นต้นกล้วยสองต้นคู่ หรือตะเกียบพลาสติกที่ไม่มีลวดลายแล้วมีหลืบเร้นลับเข้าไปด้านในเป็นที่น่าสยดสยองขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง ขอให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ซะ หรือน้องใหม่ๆ ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง มันยิ่งทำให้สภาพในห้องเรียนเลวร้ายลงอย่างที่สุด

                      การใส่รองเท้าของผู้หญิงควรที่จะหัดใส่รองเท้าคัทชูหรือส้นสูงก็ได้เพราะนอกจากจะดูดีมีสกุลรุนชาติแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกภาพอีกด้วยนะครับ การใส่รองเท้าแตะแฟชั่นหรือรองเท้าผ้าใบไม่ได้ช่วยทำให้ดูสดใสน่ารักขึ้นมาแต่อย่างใด (ยกเว้นคนที่จำเป็นต้องใส่เพื่อให้เหมาะสมกับวิชาที่เรียนจริงๆ เท่านั้น) การฝึกใส่รองเท้าเช่นนี้จะทำให้สามารถปรับตัวได้เข้ากับทุกๆ สถานการณ์เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะต้องใส่รองเท้าประเภทนี้เมื่อไหร่ฝึกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่าไปหัดใส่ตอนเรียนจบนะครับ

                       สำหรับพวกผู้ชาย การใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงแสลคสีเข้มเป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างมากเพราะจะทำให้เราดูมีสง่าราศีคนหน้าตาไม่ดีก็จะดูดีได้ด้วยชุดนี้ การใส่เสื้อยืดตราห่านคู่เก่าๆ เหลืองๆ มีรูแล้วใส่กางเกงขาสามส่วนรองเท้าแตะมาเรียน หรือใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าแตะโดยไม่มีเหตุผลที่จำเห็น เว้นเสียแต่ว่า การเรียนบางประเภทต้องใส่เสื้อผ้าประเภทนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับกาละ (เวลา) เทศะ (สถานที่และโอกาส) เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การใส่เสื้อผ้าดังที่กล่าวมาจะไม่ก่อให้เกิดความร่วมมือกับคนอื่นๆ เลย เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงแสลคถือว่าเป็นใบเบิกทางชั้นยอดสำหรับพวกเรานะครับ

                       มิหนำซ้ำบางคนหน้าตาไม่ดีแล้วยังใส่เสื้อเชิ้ตที่ขาวจนเหลืองหลุดรุ่ยออกนอกกางเกงยีนส์ ไม่ใส่ถุงเท้า เพราะไม่สะดวกต่อการใส่รองเท้าแตะตราดาวเทียมมาเรียน แล้วนั่งอ่านหนังสือบอลในห้องเรียนประดุจว่าอาจารย์เสมือนเป็นคนขายตรงจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง บางคนก็มาเรียนในสภาพเพิ่งลุกจากเตียงด้วยเสื้อผ้าชุดเมื่อวานยังไม่ได้ทำอะไรกับร่างกายก่อนมาเรียนเลยแม้แต่นิดเดียว แต่บางคนก็ใช้ห้องเรียนเป็นห้องนอน หอพักเก็บไว้พักผ่อนเล่นเกมส์เล่นเนตมาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ตั้งหลักนอนอย่างเดียว ด้วยสภาพเละๆ จากการแต่งตัว


                        ดังนั้น ขอเน้นว่าบรรดากระทาชายและน้องหญิงทั้งหลายแหล่ถ้าหากไม่จำเป็นที่จะต้องแต่งตัวสมบุกสมบันในการเรียนแบบลุยๆ แล้ว ขอให้แต่งกายให้สมกับระดับของการศึกษาที่สังคมยังคาดหวังว่าการประพฤติตัวที่เหมาะสมกับภูมิความรู้ของเราที่ได้เข้ามาศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเมื่อเราศึกษาสูงแล้วเราก็ควรจะยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้สูงส่งยิ่งขึ้นไปสู่การยอมรับจากสังคมนะครับ  ถึงแม้การเรียนจะดีเด่นขนาดไหนแต่หากประพฤติตัวไม่เหมาะกับกาลเทศะแล้ว ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมานั้นก็จะขาดความเชื่อถือครับ ถ้าหากจะอ้างว่าการแต่งตัวแสดงถึง "ตัวตน" ของตัวเองแล้วยังมีโอกาสให้แสดงตัวตนในที่อื่นๆ อีกมากครับ ในห้องเรียนเข้าไปตักตวงความรู้ให้เต็มที่เถอะครับ อย่ามาห่วงเรื่องความสวย ความงาม ความหล่อกันเลยครับ "เรามาหาความรู้ไม่ได้มาหาลูกค้า" นะครับ


การปฏิบัติการด้านการทำกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตร


                      การทำกิจกรรมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากและควรทำควบคู่ไปกับการเรียนให้ได้ เพราะจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในคณะและต่างคณะ แต่การที่จะปฏิบัติการทำกิจกรรมได้นั้นมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่หลายอย่างด้วยกัน ดังนี้ครับ

1.  แบ่งเวลา

                      ความสำคัญที่สุดอยู่ที่การศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน แต่การทำกิจกรรมเป็นการแสวงหาความรู้อีกด้านหนึ่งเพื่อเสริมสร้างทักษะทางสังคม เพราะฉะนั้นการแบ่งเวลาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ว่าจะติดพันการทำกิจกรรมมากขนาดไหนก็ต้องเข้าเรียนก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นแล้วค่อยแบ่งเวลาในการทำสิ่งอื่นๆ ต่อ หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดก็ขอให้ใช้วิธีการตามที่บอกมาข้างต้นคือแจ้งอาจารย์และพึ่งเพื่อนๆ ในห้องด้วย

2.  รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

                        การทำกิจกรรมเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ดังนั้นจะทำกิจกรรมให้ดีเราควรที่จะลดอัตตาของตัวเองลง เพื่อฟังคนอื่นมากขึ้น เมื่อฟังแล้วต้องพยายามเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเป็นผู้ตามเสมอไป แต่เราสามารถนำเสนอความคิดเห็นบนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกัน ไปสู่คนอื่นๆ หากผลที่ปรากฏออกมาไม่ตรงใจเรา ก็ขอให้ยอมรับและปฏิบัติตามโดยพยายามหาข้อเรียนรู้จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เราได้เจอ นั่นจะทำให้เราได้ประโยชน์จากการที่เรารับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ อย่างสูงสุด

3.  รับผิดชอบ

                         ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำกิจกรรม นอกจากรับผิดชอบต่อตัวเองในการแบ่งเวลาเพื่อทำให้การเรียนไม่บกพร่องแล้ว ความรับผิดชอบต่อผู้อื่นต่องานก็จำเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งเราอาจจะไม่อยากทำแต่เราก็จำเป็นต้องทำเพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายออกมาอย่างสมบูรณ์เพื่อให้คนอื่นๆ ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น การฝึกรับผิดชอบจะทำให้เราเป็นคนคุณภาพดีในสังคมได้เลยทีเดียวครับ



หลักที่สำคัญๆ ก็คงมีอยู่เพียงเท่านี้นะครับ การปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่และการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ๆ เป็นสิ่งที่พวกเราจำเป็นต้องทำให้ได้ และถ้าทำได้ดีก็จะติดตัวเราไปใช้ในชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างดีทีเดียวครับ




ปอนเองครับ