ม็อบเรียกฝนกับวิถีชีวิตคนเมือง
posted on 01 Jul 2007 15:01 by sloppythinking in Politicจากสถานการณ์ตอนนี้ที่มีม็อบแล้วก็ฝนตกอย่างหนักในกทม.(ตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในกทม.นะจ๊ะแต่มีสายสืบรายงานมาเป็นระยะๆ)เอ...พูดเรื่องการเมืองเหมาะมั้ยเนี่ยะ..งั้นไม่พูดดีกว่าเนอะ..
...
.......
.......
แต่ก็พูดดีกว่าเดี๋ยวจะเสียเที่ยวที่ได้ไปเรียนอยู่ในพื้นที่นั้นตั้งสองปี เหตุการณ์ที่เจอในช่วงสองปีที่อยู่แถวๆ นั้น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นรุ่นวารสารฯ เดนตาย (เพื่อนหลายๆ คนว่ากันเช่นนั้นนะ) เลยก็ได้ เนื่องจากก่อนที่จะได้ฟลุคเข้าไปเรียนก็มีเหตุการณ์คณะถูกส่งระเบิดมาทางพัสดุไปรษณีย์ หลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรก็ทำให้ได้ลิ้มรสของความตื่นเต้นเป็นระยะๆ เช่น อาจารย์เดินเข้ามาสอนในเย็นวันหนึ่งแล้วประกาศว่าวันนี้เราคงต้องเลิกกันเร็วหน่อยนะ หกโมงกว่า ไม่เกินทุ่มนึง เพราะมีข่าวว่าจะโดนวางระเบิดในมหาวิทยาลัยฯ เค้าบอกให้ออกจากตึกให้เร็วๆ หน่อย เป็นอยู่อย่างนี้ถ้าจำไม่ผิดจะประมาณสองสามครั้งได้ เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองเริ่มคุกรุ่นมากยิ่งขึ้น ม็อบสนามหลวงที่แปรเปลี่ยนไปเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มีการจัดการชุมนุมที่ดุเดือดรุนแรงขึ้น พร้อมๆ กับการปราศัยแทบจะทุกวัน แต่ในขณะนั้นนักศึกษาตาดำมั่ง ตัวขาว ตัวดำมั่ง ก็ต้องทำตัวเสมือนผู้ชุมนุมชั้นดี คือไม่จำเป็นต้องไปนั่งที่สนามหลวงให้เมื่อยขบเหมือนที่เค้าทำๆ กัน แต่สามารถฟังได้ทุกที่ไม่ว่าจะนั่งอยู่หน้าคณะ นั่งอยู่ในห้องน้ำ หรือแม้แต่ในห้องเรียนเสียงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะตามเข้าไปกรอกโสตประสาทในทุกหนทุกแห่ง จนมีเพื่อนบางคนยืนร้องตะโกนอยู่หน้าคณะว่า "ทักษิณออกไป ออกไป ออกไป" ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อเกิดรัฐประหารก็มีม็อบหน้าโหดจากไหนก็ไม่รู้เอารถกระบะมาจอดหน้าคณะขอบๆ สนามฟุตบอลแล้วก็ปราศรัยโจมตีคณะปฏิรูปฯ อย่างโจ๋งครึ่ม เราก็สงสัยว่ามึงจะมาพูดแถวนี้ทำไมหว่า... ทำไมแน่จริงไม่ไปพูดแถวอนุสาวรีย์ หรือสนามหลวงล่ะ (หรือมันไม่แน่จริง) ไอ้เราก็ต้องกลัวทั้งทหารจะเข้ามายิงมันแล้วเราจะโดนลูกหลง แล้วอีกกลัวนึงก็คือกลัวว่าไอ้พวกนั้นมันจะมาทำลายข้าวของแสดงความรุนแรงใดๆ หรือเปล่า (กูจะเรียนน่ะ พวกมึงเข้าใจบ้างมั้ยยยยย) เพราะหน้าตามันแต่ละคนโหดมากกกกก
สิ่งที่ได้พบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นนอกจากการขู่วางระเบิดแล้ว (เข้าใจคุณมนุษย์ในกล่องหรือเฮีย ก.ขึ้นมาจับใจ) ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองม็อบ (อันนี้วิเคราะห์ด้วยความเป็นกลางแบบแยกองค์ประกอบเฉยๆ นะ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างยิ่งยวด)
ด้านวัตถุประสงค์และอุดมการณ์ ม็อบพันธมิตรของสนธิลิ้มมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและแน่นอนมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งมีอุดมการณ์แน่วแน่ที่จะล้มล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซากไป แต่ในทางกลับกันม็อบพีทีวีที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์สิทธิใครก็ไม่รู้ ในตอนแรกบอกว่าเป็นการพิทักษ์สิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน แต่พอมาถึงสนามหลวงกลับกลายเป็นการพิทักษ์สิทธิของพรรคไทยรักไทย ทำไปทำมากลายเป็นพิทักษ์สิทธิของอดีตนายก จนสุดท้ายเปลี่ยนแนวมาขับไล่เผด็จการ
ด้านรูปแบบและวิธีการ รูปแบบและวิธีการไม่ต่างกันมากนัก เพราะเนื่องจากม็อบ พีทีวี (หรือ นปก. ในปัจจุบัน) ได้คัดลอกรูปแบบและวิธีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนฯ มาแทบทุกกระเบียดนิ้ว แต่ไม่เป็นขั้นเป็นตอนเท่า รวมทั้งการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการชุมนุมมีน้อยกว่าพันธมิตรเยอะ เนื่องจากโดนตัดแขนตัดขาไปบางส่วนจากการทำแท้งสถานีโทรทัศน์พีทีวี แล้วนั่นเอง
ด้านลักษณะของบุคคลที่เข้าร่วม อันต้องขอบอกว่าเห็นมากับตาจริงๆ นะ ไม่ได้ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างแต่อย่างใด ม็อบพันธมิตรฯ เปรียบเสมือนม็อบลงแขกใครว่างก็มาช่วยกันนั่งฟังด้วยวัตถุประสงค์แทบจะเหมือนกันซะทั้งหมด (นอกจากพวกสายสืบฝ่ายตรงข้าม, พวกที่ได้ฟังอย่างไม่ได้ตั้งใจกับผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ ณ บริเวณสนามหลวง) นั่นก็คือการขับไล่นายกในขณะนั้น ลักษณะที่ได้เห็นในช่วงนั้นมักจะเป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในบริษัท หรือหนุ่มสาวออฟฟิส เป็นส่วนใหญ่ ในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็จะเป็นกลุ่มครอบครัวมากันประหนึ่งว่ามาปิคนิคที่สนามหลวง มีหลายครอบครัวที่ปอนได้เห็นว่าเอาลูกอายุประมาณขวบสองขวบใส่ผ้าโพกหัวสีเหลืองข้ามเรือไปๆ มาๆ หรือบางคนก็ผูกเนคไทด์มานั่งฟัง แต่สำหรับม็อบพีทีวี เรากลับได้เห็นคนจากชนบท (จริงๆ นะแตกต่างจากชนบทแล้วเข้ามาทำงานในกทม.) แล้วก็ผู้ที่มีอาชีพรับจ้างใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่
ด้านเนื้อหา การคัดเลือกและการจัดเตรียมเนื้อหามีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในม็อบพันธมิตรฯ เราจะเห็นการเรียงลำดับและการหาพยานหลักฐานมานำเสนอค่อนข้างแน่นหนา รอบด้าน ประกอบกับผู้พูดสามารถเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านั่นมานำเสนอให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย และบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ จึงทำให้ฝ่ายพันธมิตรฯ มีความน่าเชื่อถือ (Credibility) มากกว่า ม็อบ นปก. นั้นมักจะใช้การพูดที่เร้าอารมณ์ (Sensation) ทำให้ผู้ฟังรู้สึกฮึกเหิม (หรือเปล่า) ตามสไตล์นักการเมือง ความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ซ้ำไปซ้ำมาก็เท่าที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น แต่ข้อมูลเชิงสืบสวนสอบสวน (Investigation) ไม่ได้มีเหมือนดังเช่นม็อบของพันธมิตร ข้อมูลเชิงสืบสวนสอบสวนถือเป็นส่วนสำคัญในการโน้มน้าวใจสำหรับผู้ที่มีการศึกษา หรือผู้ที่มีวุฒิภาวะ และวุฒิปัญญาสูง เพราะเป็นการใช้หลักการทางด้านตรรกะที่มีความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลกัน
ปอนจึงมองว่า หากม็อบ นปก. ต้องการจะดำเนินรอยตามความสำเร็จของพันธมิตรจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ของประเทศอาจจะต้องออกแบบเนื้อหาสองชุดทั้งในเชิงสืบสวนสอบสวน และการเร้าอารมณ์รวมทั้งต้องพัฒนากระบวนการระดมคนให้ขยายฐานไปสู่คนที่มีความรู้สูงหรือผู้ที่มีวุฒิภาวะสูงให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่.....มันคงสายเกินไปแล้วสำหรับนปก. เพราะว่าได้เพลี่ยงพล้ำในเชิงการต่อสู้มาตั้งแต่ต้น การจะกลับไปแก้ไขจุดเริ่มต้นได้นั้นคงทำได้ยากมากๆ หากจะทำ
ต้องขอโทษด้วยที่เอนทรี่ที่สองพูดเรื่องเหมือนจะซีเรียส แต่เราก็คงต้องมองเรื่องเหล่านี้อย่างเท่าทันเพราะมันก็คือสงครามข้อมูลข่าวสารที่เราได้เจอทุกวัน... ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่เราบริโภคกันอยู่ล้วนแต่สอดไส้วัตถุประสงค์เพื่อโน้มน้าวให้เราโน้มเอียงไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคก็ขอให้เลือกรับจากหลายๆ ด้านแล้วเลือกที่จะเชื่อหัวใจตัวเองมากกว่าคนอื่นที่มาบอกให้เราเชื่อนะจ๊ะ แต่อย่างไรก็ตามหากภายหลังมีข้อมูลมาหักล้างได้แล้วก็ขอให้เชื่อในแนวทางที่ถูกที่ควร และเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องนะจ๊ะ....สังคมไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกอักโขเลย
ปอนเอง
ปัจฉิมลิขิต 1: มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ
ปัจฉิมลิขิต 2: ใครมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกันหรือแนวๆ เดียวกันมาเล่าให้ฟังหน่อยนะอยากฟัง
ปัจฉิมลิขิต 3: ไม่รู้ว่าจะมีใครมาอ่านหรือเปล่าแต่บอกก่อนดีกว่าเดี๋ยวจะหาว่าหายไป ปอนจะหายไปประมาณ 1 อาทิตย์นะครับ ขอไปเคลียร์เรื่องแก้วิทยานิพนธ์ กับตรวจงานเด็กๆ ตาดำๆ ตัวดำๆ ก่อนเพราะทั้งสองอย่างนี้จะล้มลงมาทับปอนให้แดดิ้นสิ้นชีวาอยู่แล้ว....ขอบคุณทุกๆ ท่านด้วยนะครับที่เข้ามาอ่าน ความคิดแบบปอนปอน ขอบคุณจริงๆครับ
edit @ 2007/07/03 01:42:12
อิอิ...เดี๋ยวเขียนเล่าให้ฟังอีกทีละกันนะครับ
1. สิ่งนึงที่เห็นได้คือต่อให้ยึดเงินอดีตนาย ก. เท่าไร มันก็ยังมีปัญญาจ้างคนวันละ 500 มาร่วมประท้วงอยู่ดี
2. แสดงว่าสมัยที่ยังเป็นนาย ก. อยู่อมไว้ได้เยอะมากๆ
3. ผมเสียใจกับ อ. จักรภพ เพ็ญแข เป็นอย่างมาก คนที่เก่งแบบมากๆแบบนี้ สุดท้ายยอมไปรับเงิน มาเป็นหุ่นเชิดแบบ ปญอ.
4. ถ้าพูดขึ้นมาจริงๆแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของสนธิ ลิ้ม มีอะไรหรือเปล่า คมช. ดีจริงหรือเปล่า สุรยุทธ์อยู่ฝ่ายไหนกันแน่
5.ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่รอดพ้นจากการก่อการร้ายอีกต่อไปแล้ว
6. ข่าวลือเรื่องผู้ก่อการร้ายมีเยอะมากๆครับ บ้างก็บอกคนนี้ให้เงิน ประเทศโน้นสนับสนุนอยู่ ฟังหูไว้หูดีกว่าครับ
7. เขียนเรื่องการเมืองก็ดีครับ แปลกดีเพราะ คนส่วนใหญ่จะเขียนแต่เรื่องของตัวเองเช่นผม
8. เขียนต่อไปครับ อาจจะหาเรื่องที่ไม่ยาวมากมาเขียนก่อนครับ
9. อย่าหาว่าผมปาก dog นะครับ คือว่า สีของ font กับสี background มันอยู่ในโทนเดียวกัน ทำให้อ่านยากมากๆครับ สำหรับคนมีอายุเช่นผม ผมพอจะเข้าใจว่าเป็น concept เดียวกันหมดทั้ง banner ภาพด้านหลังด้วย แต่ผมแก่ครับ
10. ขอให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองครับ วิทยานิพนธ์สำคัญมากจริงๆครับ อย่ารีบทำ
#1 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-01 20:31