ทางเลือก... (1)

posted on 03 Jul 2007 03:00 by sloppythinking  in Live

เรื่องนี้ที่จริงตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเป็นเรื่องที่สาม เพื่อเราๆ จะได้รู้จักกันมากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของทางเลือกที่มันเกิดขึ้นมาในชีวิต เราๆ ท่านๆ คงต้องเผชิญทางเลือกหลายๆ ครั้งแต่เราๆ ท่านๆ ก็คงต้องเลือกโดยบางคน หรือบางกรณีอาจใช้ "ใจ" ในการตัดสิน หรือบางครั้ง อาจใช้ "เหตุผล"

ตั้งแต่จำความได้การเลือกที่จะอยู่โรงเรียนอนุบาล และโรงเรียนประถมไม่มีสิทธิที่จะเลือกได้เลยว่าเราจะอยู่โรงเรียนอะไร แต่พอจบประถมเท่านั้นแหล่ะ เริ่มออกลายมาเชียว ณ ขณะนั้นอายุประมาณ 12 ขวบห่างจากตอนนี้ไม่กี่ปี (อิอิ) ตอนนั้นก็เริ่มสวยนิดๆ แล้วหล่ะ (กรุณานึกภาพกระเทยหัวโปกตัวท้วมๆ น่าร้ากน่ารักของเราคนเดียวน่ะ) ที่บ้านพยายามจะให้เข้าโรงเรียนชายประจำจังหวัด แต่เพื่อนๆ ทั้งหลายแหล่แห่แหนไปเข้าโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดกันหมดไอ้เราจะตามไปด้วยก็ไม่ได้ ด้วยความที่เรามีความอ่อนโยนและอ่อนต่อโลกอันโหดร้ายจึงคิดว่าถ้าเข้าไปโรงเรียนชายล้วน (เฉพาะม.ต้นที่เป็นชายล้วน) มีหวังฟาดเรียบ แผล่บๆๆๆๆ คือผู้ชายมันห่ามและป่าเถื่อนถ้าเราเข้าไปมีหวังโดนแกล้ง โดนรุมทำร้ายแน่นอนเลย (กรุณานึกถึงกองขี้ที่มีแต่คนเอาไม้มาแหย่ๆ แล้วก็ทำหน้าตารังเกียจ)

เลยตัดสินใจที่จะคว้าโควต้าเรียนดีมาครองจริงๆ แล้วไม่มีใครเอาเพราะไอ้พวกเรียนดีจริงๆ มันก็ไปอยู่โรงเรียนชาย-หญิง อันดับหนึ่งกันหมดแล้ว โควต้านี้เป็นของโรงเรียนที่เป็นสหศึกษาอันดับสองที่มีทั้งชายและหญิงอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ในปัจจุบันมีชื่อเสียงทางด้านวงดนตรีลูกทุ่งเป็นอย่างมากจากการชนะเลิศการประกวดสองปีซ้อนของรายการชิงช้าสวรรค์ เหตุผลไม่มีอะไรมากจริงๆ ในการตัดสินใจครั้งนี้แค่กลัวผู้ชายมันแกล้งแค่นั้นเอง แล้วจะไม่มีเพื่อนสาวที่สนิทๆ มาเม้าท์กันท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างอื้ออึงของวงศ์ตระกูลที่เราแหกม่านประเพณีออกมาคนเดียว

ก็เรียนไปสายวิทย์-คณิต รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่งเด็กทั้งห้องนี้เป็นเด็กโควต้าเรียนดีทั้งหมดแต่แปลกตรงที่ไม่ได้เป็นห้องที่เรียนเก่งที่สุดซะงั้น (อาจเป็นเพราะมีเราอยู่ก็เป็นได้) พอเรียนไปจนถึงม.3 ในขณะนั้นเมื่อเริ่มแตกเนื้อสาวแล้วต้องโกนขนหน้าแข้งทุกๆ อาทิตย์เลยเบื่อ และตอนนั้นเริ่มมีความใฝ่ฝันที่จะเปิดร้านดอกไม้เล็กๆ แบบเงียบสงบไปเรื่อย พร้อมทั้งคิดว่าไอ้ที่เรียนๆ ไปเนี่ยะจะเอาไปใช้อะไรหว่าเรียนก็ไม่รู้เรื่อง

เลยตัดสินใจไปเรียนต่อในสายอาชีพ ในเบื้องแรกมีความกระสันต์จะเข้าเรียนในแผนกคหกรรม อยากเรียนทำดอกไม้ หรือไม่ก็อาหาร ท่ามกลางเสียงคัดค้านอันอื้ออึงจากบุคคลรอบด้านอีกเช่นเคย แต่มีเหตุผลทั้งหลายหลั่งไหลเข้ามาจนกระทั่งพบกันครึ่งทางก็คือยอมเปลี่ยนสายไปเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (ตอนนั้นก็สนใจคอมพิวเตอร์อยู่บ้าง) เหตุผลตรงนี้ก็ไม่มีอะไรมากอีกเช่นกันคือ ขี้เกียจโกนขนหน้าแข้ง เพราะได้ใส่กางเกงขายาวตลอด แถมยังได้ไว้ผมยาวอีกแน่ะ เก๋ซะไม่มี เรียนไปเรียนมาก็เริ่มเกิดจากการทำกิจกรรม การตรวจสอบทุจริต ทั้งกิจกรรมสันทนาการ และกิจกรรมวิชาการ (แน๊....) ได้รางวัลชนะเลิศระดับภาคเหนือด้วยนะ จนกระทั่งชั้น ปวช.3 ก็เกิดอาการเบื่อหน่ายกอปรกับช่วงนั้นได้หลุดวงโคจรของการเรียนเข้าไปสู่แวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเลขาของนักขายมือหนึ่ง (จริงๆ แล้วเป็น GB) แล้วก็เริ่มมีเพื่อนๆ ที่แก่กว่ามากๆ ทำให้เรารู้สึกว่าการเรียนสายอาชีพคงไม่ใช่แนวของเรา

ในช่วงนั้นเองอาจารย์ก็มาถามว่าจะรับโควต้าปวส.หรือเปล่า ก็ตอบไปว่าไม่แล้วครับ อาจารย์มาถามถึงสองครั้งสองคราปอนก็ปฏิเสธอย่างหนักแน่น เพราะเราตั้งใจไว้ว่าจะไปเรียนภาคพิเศษ (เรียนตอนห้าโมงเย็นถึงสามทุ่ม) ในมหาวิทยาลัยฯ ที่เวียนไหว้ตายเกิดอยู่ในขณะนี้หลุดไม่พ้นสักที เหตุผลที่เรียนภาคพิเศษคือ คิดว่าคงสอบเอนทรานซ์ไม่ได้แน่ๆ เพราะว่าเราไม่ได้เรียนม.ปลาย, มันเรียนตอนเย็นด้วยช้อบชอบ, การตัดสินใจครั้งนี้เป็นที่แน่นอนว่าต้องได้รับเสียงคัดค้านอีกเช่นเคยว่าอย่างน้อยเรียนปวส. แล้วไปต่อ ป.ตรี อีกสองปีก็ได้จะได้มีวุฒิให้ครบ แล้วเปลี่ยนสายไปเรียนจะเรียนได้หรอจะจบหรอ จะเปลืองเงินเปล่าๆ หรือเปล่า เพราะตัดสินใจว่าจะเรียน นิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์

แต่ด้วยความที่มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าชั้นคงเรียนปวส.ต่อไปไม่ได้แน่ๆ เพราะสร้างศัตรูไว้เยอะมาก และเราก็มั่นใจว่าเรียนได้แน่นอนจึงได้เรียนสมใจ เหตุผลตรงนี้ก็คือ หากเรียน ปวส.ต่อไปเราก็คงอึดอัดใจอย่างเต็มที่เพราะเริ่มเบื่อคอมพิวเตอร์แล้วไม่มีอะไรน่าค้นหาแล้วหัวเราทางคอมพิวเตอร์ที่ต้องมานั่งเขียนภาษา C, ปลาสคาล, ฯลฯ อะไรพวกนี้ไม่ถูกกันซะเลยเรียนต่อไปคงไม่รุ่ง ปัจจัยจากการสร้างศัตรูคือ จากการที่ปอนไม่ค่อยจะยอมใครก็เริ่มมีการเถียงกับอาจารย์ในแนวทางของวิชาและการเรียนการสอน รวมทั้งเรากับพรรคพวกและอาจารย์ที่ปรึกษาก็ร่วมกันตรวจสอบทุจริตของอาจารย์คนนึงซึ่งยังไงก็ต้องเรียนกับมัน แล้วไอ้เราก็โดนกลั่นแกล้งไปแล้วรอบนึงด้วย จากเหตุผลดังกล่าวทำให้เรารู้สึกว่าที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ๆ เราควรจะอยู่ต่อไปอีกแล้ว

เมื่อได้เข้ามาเรียนตอนสอบสัมภาษณ์อาจารย์คนที่สอบสัมภาษณ์ก็ถามว่าคุณแน่ใจหรอว่าคุณจะเรียนได้ บทพิสูจน์คำถามนี้ได้ฝากไว้กับอาจารย์ทุกๆ ท่านที่สอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การนำเสนอผลงานร่วมกับภาคปกติในระหว่างเรียนหลายๆ ชิ้นที่ผ่านมา แนวคิด วิธีการ ผลงาน ล้วนเป็นที่ยอมรับทั้งคนที่มาวิพาษ์และอาจารย์โดยเหนือกว่าภาคปกติที่เอนทรานซ์เข้ามาถือว่าเป็นภาคพิเศษรุ่นแรก (ปอนเป็นภาคพิเศษรุ่นที่ 6) เลยก็ว่าได้ที่มีผลงานเหนือกว่าภาคปกติ

เนื่องจากโชคดีในการเซ็ททีมงานที่รู้ใจและเข้าใจกันเกาะกลุ่มกันอยู่หกคนกันตลอดเวลาไม่เคยเปลี่ยนทีมและไม่รับใครเข้ามาใหม่ (มีแต่ไล่คนที่เป็นโรคจิตออกไปคนนึง...แหะแหะ) ถือว่าเป็นทีมที่แข็งที่สุดในรุ่น ในกลุ่มมีตั้งแต่เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง เกียรตินิยมอันดับสอง จนถึงเกรดสองต้นๆ (แต่ตัวปอนเองได้เกรด 2.70 ถ้วนเอง..อิอิ ) และอีนี่ก็เป็นคนเดียวในรุ่นที่เมื่อจบแล้วอาจารย์ที่เป็นผู้ช่วยอธิการบดีดูแลงานประชาสัมพันธ์ เรียกให้ทำงานต่อที่มหาวิทยาลัยฯ ทางเลือกเกิดขึ้นอีกแล้ว

เพราะไอ้เราก็เบื่อที่จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยฯ มันรู้สึกว่าดักดาน (บอกอาจารย์ไปอย่างนี้เลยนะ) อยากใช้ชีวิตเงียบๆ สงบๆ ปลูกต้นไม้ขาย ปลูกไม้ตัดใบขาย ก็เลยขอเวลาห้าเดือน (จบมิถุนายน) ถ้าเดือนตุลายังไม่มีงานทำปอนจะไปทำงานด้วย (นี่มีเล่นตัวด้วยนะ) ในระหว่างที่ว่างอยู่ก็กำลังคิดการณ์ใหญ่กำลังจะทำเรือนเพาะชำแล้วปลูกไม้ตัดใบขาย หรือไม่ก็ขายข้าวแกง ในขณะที่กำลังคิดอยู่พร้อมๆ กับโดนด่าจากทางบ้านไปด้วย อาจารย์ก็โทร.มาบอกว่าวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ให้มาทำงานที่งานประชาสัมพันธ์ได้แล้วเพราะทำเรื่องจ้างเรียบร้อยแล้ว

ฟ้าผ่ากลางใจดังเปรี้ยงๆๆๆๆๆ ความฝันล่มสลาย

ปอนเอง

ปัจฉิมลิขิต : มีต่อนะครับเดี๋ยวมาต่อ กลัวว่าจะยาวเกินแล้วเดี๋ยวขี้เกียจอ่าน

ปัจฉิมลิขิต 2: กลับมาอ่านใหม่รู้สึกว่าอันแรก (ถ้าใครได้อ่านก่อนแก้) รู้สึกว่าเขียนได้กระแดะน่าตบมากเลยมีการแก้ไขจัดพารากราฟใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น แล้วก็ปรับลดภาษาให้กระแดะน้อยลงครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ้าวเฮียยังไม่มาเม้นท์อีกเหรอ ว้างั้นเขียนก่อนก้อแล้วกัน ( ไหนว่าต้องทำวิทยานิพนธ์ กับ ตรวจการบ้านเด็กไม่ใช่เหรอ )
ตอนแรกก้อว่าจะเรียนสายสามัญนั้นแหละ แต่ก้อว่าจะเรียนสายอาชีพด้วยเพราะกลัวว่าป๋ากับม๊าจะส่งไม่ไหว ตอนไปกรอกใบสมัครโรงเรียนสตรีวัดระฆังเจออาจารย์ที่นั้นทักความรู้รอบเอวกับพาดพิงถึงอาจารย์พละที่โรงเรียนเก่า ( ห่างกันจะตายตั้งพันกว่ากิโล ดันมาเจอะญาติเฮียอีก ) เลยเกิดอาการบ้าขึ้นมา กลัวไม่อยากจะเรียนที่นี่ เผอิญพี่สาวไปซื้อใบสมัครที่โชติเวชให้ ก้อเลยไปสมัคร เหมือนฟ้าแกล้ง ( คงไม่หรอกคิดไปเองมากกว่า ) วันที่ต้องสอบเป็นวันเดียวกันกับวัดระฆัง ดิฉันเลยเลือกที่จะเป็นกุลสตรีชาววังซะเลย เลยได้เรียนสายอาชีพโดยประการฉะนี้แหละเจ้าค่ะ ไอ้ความคิดที่ว่าใช้เงินน้อยสำหรับเด็กจบมอ 3 มันช่างผิดอย่างรุนแรง ค่าซื้ออุปกรณ์ต่อเทอมเกือบแสน ( แสนสาหัสซะจริง ) กลายเป็นทำให้ป๋าและม๊าต้องหาเงินมาให้มากขึ้น ตั้งใจจะหางานทำตั้งแต่ตอนจบ ปวช. แต่ป๋ากับม๊าไม่อนุญาต บอกให้เรียนต่อ ก้อเลยได้เรียนจนจบป.ตรี เลยสบายไปเลย

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-03 21:59

ผมเรียนมาตามทางเส้นตรงๆ คือจบประถม 6 ต่อมัธยมต้น รร.สห(สะหะ),สอบเข้ามัธยมปลายชายล้วน สายวิทย์คณิต แล้วก็เอ็นทรานต์ต่อเข้ามหา'ลัย ได้เลือกวิชาเรียนเองตอน ปี4 ภาคสุดท้าย จบแล้วก็เลือกทำงานหลายที่ แต่เขาก็เลือกบ้าง ไม่เลือกบ้าง ที่ทำงานอยู่ปัจจุบันค่อนข้างตรงกับใจมาก แต่ตอนนี้สถานการณ์ในท่ทำงานไม่น่าอภิรมย์เลย ไว้ค่อนไประบายในบล๊อคผมทีหลังดีกว่า เรื่องมันยาวครับ
ปล. เขียนได้ดีรับ หลงอ่านจนจบเอ็นทรี่แบบไม่ทันตั้งตัว ไว้จะแว่บมาอ่านอีกครับ

#2 By -Press F5- on 2007-07-04 12:20

ขอบคุณคุณตุ้มเป๊ะลูกค้าขอประจำของปอนที่มาเยี่ยมเยียนอยู่ตลอดเวลาครับ เรื่องทำวิทยานิพนธ์กับตรวจการบ้านก็ทำอยู่ครับ...แต่ความขี้เกียจมันเริ่มเข้ามาครอบงำเสมือนเมฆฝนที่ครอบคลุมประเทศไทยอยู่ตอนนี้ก็เลยแว่บมาเขียนซะหน่อย (เริ่มติดลม) ถ้ามาเห็นสภาพปอนตอนนี้ก็จะรายล้อมด้วยกองกระดาษ (การบ้านเด็ก) แล้วก็กองหนังสือ (เอาไว้เตรียมการสอน) กับโครงร่างวิทยานิพนธ์ที่ต้องแก้ไข... กลายเป็นนอนจมกองกระดาษอยู่นี่แหล่ะครับ...

ส่วนเฮียคงทิ้งปอนกลับไปหาตัวจริงของเค้าแล้วหล่ะครับ.... ปอนแค่ของชั่วคราวเท่านั้นเอง..กระซิกกระซิก

ขอบคุณคุณมุมหนึ่งของชีวิตมากนะครับที่ให้กำลังใจและทนอ่านของปอนจนจบแล้วจะไปเยี่ยมเยียน พร้อมๆ กับรออ่านของคุณนะครับ ขอบคุณครับ

#3 By ปอนปอน on 2007-07-04 14:02

งานเยอะมาก คืนนี้ทำถึงตี 1 แน่ๆ บัดนี้ได้เวลามาเม้นท์แล้ว
1. คุณเลือกเรียนโรงเรียนสห ถูกต้องแล้วครับ การเข้าโรงเรียนชายล้วนในขณะที่ตัวเราโดดเด่น มันไม่ค่อยจะดี
2. โกนขนหน้าแข้งทุกวัน มันไม่แข็งหรือคันหรือครับ
3. ผมชอบความฝันที่เล็กๆแบบคุณนะ ขายต้นไม้อะไรพวกนี้ ไม่เบียดเบียนใคร
4. GB คือ เจอเนอรัล เบ๊ ถูกมั๊ยครับ
5. 2.7 คุณได้เยอะกว่าผมตอนนั้นอีกนะ
6. น่าสงสารจัง ชีวิตบัดซบเจออาจารย์แกล้งตั้งแต่เด็ก
7. อยากดูภาคต่อ หลังจากเป็นประชาสัมพันธ์สาวสวยแล้วจะเกิดอไรขึ้นอีก
8. เขียนดีแล้วนะครับ เขียนต่อไปอย่าหยุด อย่าสนใจยอดคนเข้าชม ยอดเม้นท์ สวยแล้วต้องเชิ่ด
9. ได้น้องสาวมา 1 คนแฮะ

#4 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-04 17:56

ลืม
เจอตุ้มเป๊ะ แย่งซีนล้างแค้นผม หนอย

#5 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-04 17:57

ปอนดีใจมากๆๆๆ ที่เฮีย ก. รับปอนเป็นน้องสาว (ถึงแม้จะไม่อยากได้ก็เถอะนะ) แต่....ปอนจะมีพี่ชายหรือพี่สาวล่ะครับเฮีย ก. บอกปอนที...

แล้วก็ขอขอบคุณที่ให้กำลังใจในการเขียนครับ ปอนก็จะเขียนต่อไปเรื่อยๆ แหล่ะ... ดูสิว่าหน้าด้านเขียนขนาดนี้แล้ว จะมีคนกล้ามาอ่านมั้ย...

นี่ล่าสุดงัดรูปตัวเองออกมาโชว์กะเรียกแขก แต่ปอนเริ่มสงสัยแล้วหล่ะว่าน่าจะไล่แขกซะมากกว่า

ทำงานให้สนุกนะครับเดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อนถึงตีหนึ่งเลย

ปอนเองครับ

#6 By ปอนปอน on 2007-07-04 20:48

ลืมตอบเฮีย ก. เรื่องโกนขนหน้าแข้งเลย... โกนทุกสามวัน (ถ้าขยัน) หรือทุกอาทิตย์ที่ขี้เกียจครับ..มันก็มีคันบ้าง บางครั้งมีดโกนก็บาดด้วยซ้ำ ตอนนั้นใช้ยิลเลตแบบใบมีดแฝดพร้อมมีสารทำให้ลื่นด้วยนะ (สมัยนั้นไฮโซมาก) ถามงี้แสดงว่าเฮีย ก.เคยโกนเหมือนกันล่ะสิท่า... ฮั่นแน๊ๆๆๆๆๆๆ

#7 By ปอนปอน on 2007-07-04 21:33

ไม่เคยโกนขนหน้าแข็งครับ เคยแต่โกนที่อื่น

คำตอบคือหนวดกะเคราครับ

ขอให้ผมได้เป็นพี่ชายเหอะ เป็นพี่สาวคงลำบาก แขนโตมาก ไม่เนียน

#8 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-04 22:25

ลืมบอก
รูปได้ใจมากๆครับ นึกว่าสมศักดิ์ ชลาชล มาเอง

#9 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-04 22:26

ปอนแก่ขนาดนั้นเชียวหรอ...เฮีย ก.

#10 By ปอนปอน on 2007-07-04 22:47

เฮียเค้าหมายถึงลุคจ๊ะ ดูดีมีสไตลลิสท์กำกับ ดูเหมือนอยู่นะ

#11 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-05 01:13

ดูดี มีไสตล์จริงๆนะครับ แว่นแฟชั่น ทรงผมไฮโซ

#12 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-05 16:47

อิอิ...ขอบคุณคุณตุ้มเป๊ะที่พยายามสร้างความสบายใจให้ครับ

ขอบคุณเฮีย ก.ที่มาปลอบใจน้องสาวคนนี้

นี่เป็นกลยุทธ์การเลือกรูปให้เบลอๆ เข้าไว้จะได้ปิดบังรายละเอียดที่ไม่ควรเห็น..เดี๋ยวจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว....เฮ้ออออ

#13 By ปอนปอน on 2007-07-05 18:54