ไปปล้นที่เชียงใหม่
posted on 10 Jul 2007 01:04 by sloppythinking in Liveวันนี้เป็นวันที่เหนื่อยอีกวันหนึ่ง แต่น่าทึ่งเป็นอย่างมากที่แม่ไม่เป็นอะไรเลย...ทั้งๆ ที่อายุก็เฉียด 59 อยู่อีกไม่ถึงสองเดือน
ภารกิจในวันนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำทั้งภาระหน้าที่ทางการเรียน และภาระหน้าที่ทางใจ ดังนั้นการไปเชียงใหม่วันนี้จึงต้องทำทั้งสองอย่างให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
....
....
ด้วยหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่จะต้องมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสื่อหนังสือพิมพ์ของจังหวัดเชียงใหม่ จึงจำเป็นต้องใช้หนังสือพิมพ์ของจังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งข้อมูลของวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ การที่ตัวอยู่ไกลขนาดนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานหนึ่งนั่นก็คือ แผนกประชาสัมพันธ์ มูลนิธิโครงการหลวง ที่มีสายสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ตอนไปฝึกงานอยู่ที่นั่นเมื่อปี พ.ศ.2546
นอกจากไปฝึกงานแล้วยังมีการแอบแฝงไปเที่ยวฟรีกินฟรีกับ กรูเมต์ทัวร์อ่างขาง โปรแกรมทัวร์ไฮโซอันลือลั่นสะท้านวงการที่คนจองกันเต็มข้ามปีข้ามชาติ อาหารจากเชฟนอร์เบิร์ตโรงแรมโอเรียนเต็ล ฯลฯ (คงต้องแยกอีกเอ็นทรี่นึงสำหรับเขียนเรื่องนี้) แต่ก็สามารถไปฟรีกินฟรีได้ด้วยความเมตตาจากพี่ๆ เหล่านี้
และในครั้งนี้ก็เช่นกัน พี่ๆ แผนกประชาสัมพันธ์ได้ให้ความอนุเคราะห์เก็บหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไว้ให้สองฉบับเป็นเวลาหกเดือน ตามคำขอร้องอีกเช่นเดิมวันนี้จึงเป็นวันที่ไปรับหนังสือพิมพ์จำนวนสามเดือนหลัง (หลังจากที่ไปเอาของสามเดือนแรกของปีมาเมื่อเดือนเมษา) พร้อมๆ กับขอความรบกวนให้บอกรับหนังสือพิมพ์อีกประมาณ 8 ฉบับให้อีกสามเดือน..... เมื่อรับหนังสือพิมพ์กับขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วอีนังปอนก็กราบสวัสดีสะบัดตูดกลับแทบจะทันที (ดู๊..ดูมันทำ)
กอปรกับคุณแม่นั่งรออยู่ในรถเพราะหล่อนไม่ยอมลงไปด้วยบอกว่านั่งในรถก็เย็นดี...... นี่แหล่ะคือหล่อน หลังจากนั้นแม่ลูกคู่หูก็พากันซื้อๆๆๆ และซื้ออออ ก่อนอื่นเลยเคยแวะซื้อไส้อั่วที่ตลาด (กาด) ต้นพยอม หลัง มช. นั่นเอง จากนั้นก็ไปกินข้าวมันไก่แถวๆ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ (ตอนนั้นประมาณบ่ายสองแล้ว) หลังจากกินข้าวกลางวันจนอิ่มหนำแล้วก็วนกลับไปซื้อลูกชิ้นปิ้งย้งทัวร์ที่ถนนหน้าวัดพระสิงห์ พร้อมกับซื้อลูกชิ้นเปล่าๆ บรรจุถุงมาอีกสองถุง
แต่กรี๊ดดดดดด.........ขับรถผ่านสวนบวกหาดตรงข้ามกับโรงพยาบาลสวนปรุง กำลังมีงานเทศกาลลิ้นจี่ราคาถูกคุณภาพดีมาจอดขายหลายเจ้าเหลือเกิน..แต่...ไม่ทันซะแล้วขับรถเข้าเลนส์ขวาสุดทำให้พลาดไป แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวแวะซื้อแถวๆ ลำพูนก็ได้เห็นมีขายเยอะแยะ... ก็ขับรถตรงดิ่งไปสันกำแพงเพื่อซื้อร่มผ้าคันใหญ่ๆ เพื่อที่คุณแม่จะเอามาใช้กางเวลาถอนหญ้า เด็ดใบบัวในอ่าง แต่มีหรือที่จะเข้าไปซื้อของแพงๆ ในตลาดสันกำแพง ของถูกๆ ต้องอยู่ที่บ้านผู้ผลิตที่ถูกชะตากันมาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว (ถูกชะตาเพราะขายถูกคุณภาพดีนะจ๊ะ)จนกระทั่งตามไปซื้อถึงบ้านของลุงกับป้าแก
ได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจเช่นเดิมเสมือนคนคุ้นเคยกัน หลังจากซื้อขายกันมาแล้วสองครั้ง แต่ครั้งนี้มาซื้อแค่สองคันก็ยังให้ราคาถูกเหมือนเดิม และก็คุยกันเรื่องต่างๆ จิปาถะประดุจญาติมิตร เมื่อแม่ถามถึงลำไยก็รีบออกไปหาให้ทันทีด้วยราคาถูกแสนถูกคือ พวงใหญ่ๆ (มาก) น่าจะมากกว่า 1 กิโล 13 พวง100 บาทถ้วนและมีแถมให้อีกนิดหน่อย....
และออกจากสันกำแพงไปสู่ลำพูนก็ถึงเวลาเก็บตกลิ้นจี่ที่ทำตกหายไปเพราะความเซ่อซ่าของนังคนนี้ แต่.....ของข้างทางก็คือของข้างทาง...แม้ว่าจะถูกเตือนจากคุณป้าขายร่มมาแล้วก็ยังอยากลอง ปาดรถเข้าไปท่ามกลางร้านขายลิ้นจี่ที่เรียงรายเต็มข้างทาง พร้อมๆ กับการโบกเรียกรถลีลาต่างๆ ของแม่ค้าหลากหลายหน้าตา เมื่อเปิดกระจกถามจักรพรรดิ์โลละเท่าไหร่คำตอบที่ได้คือ 2 โลร้อย "เนี่ยะจะวายแล้วนะถูกที่สุดแล้วลองไปถามที่อื่นสิโลละหกสิบเจ็ดสิบ" แต่ๆๆๆๆๆๆๆ อยากจะตะโกนใส่หน้าที่เป็นฝ้าของแม่ค้าไปว่า "ที่บ้านชั้นโลละ 35 บาทแพงสุด 40 บาทย่ะ ชั้นจะแบกจากที่นี่ไปทำหอกอะไรย่ะ"ลองถามอยู่สองสามกลุ่มก็ได้รับคำตอบเดียวกันเลยคิดว่ากลับไปซื้อกินที่บ้านดีกว่า....เอ...วังก็อดกินลิ้นจี่เหนือแท้ๆ เลย
หลังจากนั้นถัดมาอีกไม่กี่สิบกิโลคุณนายแม่ก็กระสันอยากจะแวะซื้อของผิดกฎหมายข้างทาง ก็เลยต้องตามใจ ได้มาหลากหลายต้น หลากหลายกอ แต่ๆๆๆ ต้องซื้ออุปกรณ์ควบคู่กันไปด้วยแต่เท่าที่หาจากลำพูนถึงลำปางไม่มีขายเลย.... จนกระทั่งมาถึงอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ก็หกโมงนิดๆ โชคดีที่วันนี้ฝนไม่ตกพระอาทิตย์ยังคงสาดแสงอย่างร้อนแรง แต่ร้านรวงที่ขายอุปกรณ์เหล่านั้นก็ปิดกันหมดแล้ว (จะรีบปิดทำไมกันหนา) เลยต้องพุ่งไปที่เป้าหมายการซื้อต่อมาก็คือ หมูยอเด่นชัย หากใครเคยกินคงจะรู้ว่ารสชาติก็ใกล้เคียงกับอุบลแต่มีรสชาติจากพริกไทยดำเยอะกว่า แต่ไม่มีรสชาติลึกซึ้งเท่ากับอุบล
ใครที่คิดจะผ่านไปทางนั้นในช่วงระยะเวลานี้ขอแจ้งราคาให้ทราบโดยทั่วกันว่า ณ ขนาดนี้ ราคาอยู่ที่ 14 แท่ง 100 บาท หากได้ต่ำกว่านี้ถือว่าแพงนะครับ ราคาของหมูยอที่นี่จะผันผวนไปกับราคาขายเนื้อสุกร ช่วงแพงมากๆ อยู่ที่ 10 แท่ง ต่อ 100 บาททีเดียว... แต่สองแม่ลูกก็ยังคงไม่หยุด ยังคงขับรถชะลอๆๆ เพื่อมองหาอุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กับของที่ซื้อมา บรรยากาศเริ่มเข้าสู่ภาวะผีตากผ้าอ้อมพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่ต้องการแขวนอยู่ต่องแต่ง เลยสั่งให้แม่รีบเลี้ยวรถกลับทันที อุปกรณ์ดังกล่าวราคาแพงกว่าที่วางขายอยู่ที่สนามหลวง 2-3 เท่าตัว แต่คนขายพยายามสร้างภาพให้ดูไฮโซกว่าของที่สนามหลวง 2 นั่นก็คือ "มันทำจากไม้สักทอง นะคะ" ก็ตัดสินใจซื้อมาหนึ่งพวง 10 อัน (ราคาไม่กล้าบอกกลัวโดนประณามว่าซื้อแพง)
จากนั้น...ก็ขับรถคดเคี้ยวขึ้นเขาแต่ยังไม่ลงห้วยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพตอน 21.00 น. กว่าๆ
การไปเชียงใหม่ในวันนี้ได้มานั่งคิดๆ ดู ในเวลาอันเร่งรีบ การพูดคุยที่ใช้เวลาอันน้อยนิดที่สำนักงานมูลนิธิโครงการหลวงที่ทุกคนให้ความรัก ความเอ็นดู ความห่วงใย และมีความปรารถนาดีให้อย่างจริงใจ ทั้งๆ ที่คนดีๆ เหลานี้มีเรื่องให้พูด ให้คุย ให้เล่าสู่กันฟัง ทั้งสุข ทั้งทุกข์อย่างมากมายในระหว่างที่ไม่ได้เจอกันนานหลายเดือน การสนทนาไม่ยอมสิ้นสุดลงสักที แต่ด้วยเวลาอันรีบเร่งทำให้ต้องผละออกมาทั้งๆ ที่มีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่ยังคงไม่หมด การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อรถได้ถูกสตาร์ทเครื่องและขับออกไป จนมาถึงป้าขายร่มถึงแม้จะเจอกันในสถานะคนขายกับลูกค้าเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถคุยกันได้อย่างสนิทสนมทั้งเรื่องสภาพการค้าขาย การที่ป้าไปท่องเที่ยวเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว สภาพอากาศ ความห่วงใจในการขับรถกลับบ้าน
ความจริงใจ และปรารถนาดีที่ได้รับมาในวันนี้ เสมือนเป็นการไป "ปล้น" ความผูกพันธ์ มิตรภาพ สัมพันธภาพจากพี่ๆ ในโครงการหลวง และป้าที่ขายร่ม ด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วแต่ก็เก็บเกี่ยวมาเต็มที่ แต่ปอนสัญญากับทุกๆ คนว่าอีกไม่นานปอนคงจะได้เอาสิ่งที่ไปปล้นในวันนี้กลับไปคืนให้กับทุกคนแน่นอน
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต 1 : ตอนแรกตั้งใจว่าจะถ่ายรูปการเก็บตกมากๆๆ หรือจะเรียกว่าเก็บเศษของงานพืชสวนโลก แต่ปรากฏว่ามันเบี้ยวครับมันยังไม่เปิดให้เข้าชมอีกรอบทั้งๆ ที่บอกว่าจะเปิดตั้งแต่เดือนที่แล้ว.... แล้วก็อยากจะถ่ายรูปมาให้ดูแต่ก็อย่างที่เขียนด้านบนแหล่ะครับมันเร่งรีบจริงๆ นะ
ปัจฉิมลิขิต 2 : ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกของปอนนะครับ ทั้งคนที่อ่านแล้วมีคอมเม้นท์ และไม่มีคอมเม้นท์ โดยเฉพาะพี่ตุ้มเป๊ะ, เฮีย ก. มนุษย์ในกล่อง, คุณพี มุมหนึ่งของชีวิต, พี่วิซชี่, พี่เจ้าชายน้อย ฯลฯ และอีกหลายๆ ท่านครับที่ให้กำลังใจตลอดมา
เฉลยหน่อยซิ ผลของวันนี้ก้อจะมาโผล่ให้เห็นบนวิทยานิพนธ์นั้นแหละ ทำให้เต็มที่นะ สู้สู้
ส่วนเรื่องขับรถก็คือแม่ขับตั้งแต่ออกจากบ้านจนไปถึงลำพูนเพราะแม่ปอนเมารถมาก ถ้านั่งรถขึ้นเขาจะพ่นลาวาออกมากระหน่ำ ดังนั้นช่วงขึ้นเขาปอนจึงให้แม่ขับ แล้วปอนก็ขับเข้าเชียงใหม่เพราะรู้จักทางดี แต่ก็หลงตลอดไม่รู้เป็นยังไง ส่วนขากลับปอนขับตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงลำปาง แล้วแม่ก็ขับจนถึงบ้าน... ที่สำคัญตอนเช้าแม่ปอนยังสามารถตื่นไปทำงานได้ตามปกติ...เธอช่างแข็งแกร่งเสียจริงๆ ส่วนเรื่องซื้อของก็ไม่รู้จะซื้ออะไรนี่เพราะที่นี่ก็มีขายแทบทุกอย่างที่เชียงใหม่มี แต่....บางอย่าง...ปอนก็ไม่กล้าซื้อ เพราะต้องแลกด้วยความรักเท่านั้น...หุหุ (แหว่ะเนอะ)
ได้แต่ลุกๆ นั่งๆ เดินๆ ยืนๆ อ่านอยู่แน่ๆ เลย) ปอนเคยไปฝึกงานที่โครงการหลวงครับ แล้วก็มีสัมพันธภาพที่ดีมากๆ เพราะปอนได้ไปทำความเปลี่ยนแปลง (ในทางที่ดี) ให้กับที่นั่นหลายอย่าง และที่นั่นก็ให้สิ่งดีๆ กับปอนมากมายเช่นกันตั้งแต่ฝึกงานปี 2546 จนถึงบัดนี้ปอนยังไม่เคยขาดหายการติดต่อจากพี่ๆ ใจดีเหล่านั้นเลยครับ
(ตายละจะโดนซ้อมมั้ยเนี่ยะ)
ไม่อยากจะเชื่อเลย คนที่หลอกเฮียได้คงมาเหนือเมฆแน่ๆเลย 
#1 By ยูเอะ (61.91.188.152) on 2007-07-10 01:15