(เอ็นทรี่นี้อาจจะมีกลิ่นอายทางวิชาการไปบ้างนะครับ...อ่านแล้วอาจจะง่วงนอนได้ เพราะฉะนั้นไม่ควรอ่านก่อนหรือในขณะขับรถอาจเกิดอันตรายในการขับขี่ขึ้นได้)

ในเบื้องแรกปอนก็ไม่ได้ปรารถนาการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์เท่าไรนักออกจะต่อต้านนิดๆ ด้วยซ้ำ จะใช้บ้างก็แต่อีเมล์ แต่เมื่ออยู่ๆ ไปก็ไม่สามารถต้านทานกระแสวัฒนธรรมการสื่อสารไร้ขอบเขตเช่นนี้ได้ จึงได้ลงมาคลุกวงในดูสักตั้งเพราะจะได้เก็บไว้ใช้ในงานและเอาไว้ทำความเข้าใจคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวโดยเฉพาะลูกศิษย์ที่กำลังอยู่ในวัยกลัดมันและนิยมใช้การสื่อสารผ่านทางนี้แทบทุกคน (ไม่รู้มันใช้ทำอะไรกันมั่ง..เนอะ)

การสื่อสารผ่านทางนี้มีมิติที่หลากหลายเป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารระหว่างบุคคล สื่อสารระหว่างคนในกลุ่ม จนกระทั่งสามารถให้คนๆ นึงสามารถที่จะสื่อสารกับคนในระดับมวลชนได้ อย่างเสรีและไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา หรือบางคนก็ใช้พื้นที่ในนี้หรือที่เรียกว่าโลกไซเบอร์เป็นที่เปิดเผยตัวตนที่ได้แอ๊บไว้บอกใครไม่ได้เช่นคนที่อยู่ในกล่อง และในบล็อกของพวกเราๆก็มีคนทั้งสองประเภทนี้อยู่

เมื่อมันมีความหลากหลายเช่นนี้จึงมีกระแสแว่วๆ มาเป็นระยะๆ ว่าคนในโลกไซเบอร์เชื่อถือไม่ค่อยได้ อันตราย หรือบางครั้งก็บอกว่าตัวตนที่แท้จริงกับตัวตนในโลกเสมือนแห่งนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงไม่ต้องคาดหวังอะไรกับคนในนี้หรอก ฯลฯ

จากการที่ลงมาเล่นการติดต่อสื่อสารอย่างเป็นจริงเป็นจังในระยะเวลาสองเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาทำให้ได้สัมผัสความแตกต่างทางด้านการสื่อสารของแต่ละฟังก์ชั่นในอินเทอร์เนต และคนในแต่ละแห่งก็จะแตกต่างออกไป

เว็บบอร์ด (Webboard) เป็นฟังก์ชั่นแรกๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อทำการสื่อสารระหว่างคนในกลุ่ม ถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว หากสื่อสารสองทางก็อาจจะไม่สามารถทำให้มีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างทันทีทันใด บางเว็บบอร์ดอาจถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การสื่อสารของคนในเว็บบอร์ดจึงมีลักษณะหลวมๆ ไม่ได้กระชับแนบแน่นเท่าไรนักส่วนมากมักใช้เป็นช่องทางในการประกาศข้อมูล ข่าวสาร และให้คนอ่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้

จากประสบการณ์ในการใช้เว็บบอร์ดที่ผ่านมา จะได้เห็นน้ำใจจากในเว็บบอร์ดสาธารณะในหลายๆ เว็บบอร์ด เช่นข้อมูลด้านการทำอาหาร ข้อมูลทางวิชาการ การแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างหลากหลาย แต่บางครั้งก็มีการใช้ในทางโจมตีซึ่งกันและกัน ที่สำคัญมีการใช้โจมตีทางการเมืองเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา และคนในเว็บบอร์ดก็สืบหาตัวตนได้ยาก ดังนั้นความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของข้อมูลในเว็บบอร์ดจึงมีความน่าเชื่อถือน้อย แต่หากสามารถระบุตัวตนคนโพสต์ได้ความน่าเชื่อถือก็จะสูงยิ่งขึ้น และความคงทนถาวรของข้อมูลมีสูง

ห้องแชท (Chat Room) ถือว่าเป็นการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ได้อย่างทันทีทันใด หรือบางครั้งสามารถคุยเป็นการส่วนตัวกับคนที่เราต้องการได้หลายคนในเวลาเดียวกัน หรือบางครั้งก็สามารถคุยที่หน้าห้องโต้ตอบกันได้เป็นหมู่คณะ

จากการใช้ห้องแชททั้งจากอดีต และปัจจุบันทำให้เห็นว่าความน่ากลัวของห้องแชทยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง บางคนที่ใช้ต่างมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน หรืออาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ห้องแชทในการหาคู่ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร แต่....มักจะได้คู่เพียงชั่วคราวกันไปเพียงเท่านั้น (แต่ปอนไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ...รู้นะคิดกันล่ะสิ) ห้องแชทถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของปัญหาหรือข้อพิพาทที่กล่าวมาตั้งแต่เริ่มว่าไม่สามารถไว้ใจใครได้ เนื่องจากถึงแม้จะคุยกันอย่างออกรสออกชาติถูกคอกันอย่างไร ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วคนๆ นั้นมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร เพราะไม่สามารถวิเคราะห์จากอวัจนภาษา (ท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง) ของคู่สนทนาได้เลย นอกจากนั้นยังมีการใส่ร้ายป้ายสีกันได้ง่ายๆ อีกด้วย

การแชทส่วนบุคคล (Messenger live chat)ไม่ว่าจะเป็น MSN Yahoo ฯลฯ ค่อนข้างมีพื้นฐานในทางที่ดีเนื่องจากผู้คุยอาจมีความรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว หรือบางครั้งก็อาจจะเพิ่งรู้จักกัน แต่ฟังก์ชั่นนี้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าแชทธรรมดาตรงที่เราสามารถคัดเลือกได้ สามารถเห็นหน้าเห็นตากันได้แบบเรลไทม์ (Real Time) แต่ทั้งนี้ก็ไม่สามารถที่จะเดาความรู้สึกจากอวัจนภาษาได้เช่นเดิม

จากประสบการณ์ตรงไม่ค่อยจะรู้สึกประทับใจกับการสื่อสารประเภทนี้สักเท่าไหร่ ตั้งแต่ตอนทำงาน ขณะนั้นมีคนที่เล่นเอ็มจนกระทั่งไม่ทำการทำงาน หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แล้วก็มาเบียดเบียน เอาเปรียบการทำงานของเราซึ่งต้องมานั่งแก้ไขงานมันที่ทำมาแบบไม่มีสติ แล้วล่าสุดเมื่อตอนเรียนก็ไม่สามารถทำให้การสื่อสารระหว่างกลุ่มได้เข้าใจตรงกันทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง แต่ในปัจจุบัน เอ็มเอสเอ็นใช้คุยกับเพื่อนที่รู้จักกันด้วยเรื่องสัพเพเหระเท่านั้น หากจะเล็งผลเลิศในการคุยจะใช้โทรศัพท์มากกว่าเพราะเราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ อารมณ์ ฯลฯ ของคนที่เราคุยอยู่ด้วยได้มากกว่า

เว็บล็อก (Weblog) เป็นฟังก์ชั่นที่พัฒนามาจากเว็บบอร์ดอีกทีหนึ่ง เว็บล็อกถือเป็นช่องทางที่คนระดับเราๆ หรือปัจเจกบุคคลสามารถสื่อสารกับคนในระดับมวลชนโดยผ่านอินเทอร์เนตได้อีกช่องทางหนึ่งนอกจากทำเว็บไซต์ คนทำบล็อกไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีใครเข้ามาอ่านบล็อกของเรา และนอกจากนั้นแล้วยังถือว่าเราสามารถสื่อสารเรื่องราวที่เราสนใจออกไปให้สาธารณชนอ่าน เว็บล็อกจึงเปรียบเสมือนเป็นหนังสือของเราเอง ตัวเรามีหน้าที่เป็นทั้งคอลัมนิสต์ และบรรณาธิการด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นเว็บล็อกจึงเป็นหนังสือเล่มหนึ่งของเราที่ต้องการบอกให้ชาวโลกได้รู้ และนอกจากนั้นเว็บล็อกยังเป็นชุมชนหนึ่ง (Cyber Community) ในโลกเสมือน มีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบล็อกต่างๆ และบุคคลจากภายนอกชุมชน

จากประสบการณ์ทั้งการอ่านมานาน และเพิ่งทำมาได้ไม่นานทำให้ได้รู้ว่าในโลกของเว็บล็อกจะมีเหตุและมีผลมากที่สุด เนื่องจากกระบวนการสร้างข้อความในบล็อกล้วนแต่ถูกคิดกลั่นกรองมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองเหล่านี้ทำให้เกิดความละเอียดรอบคอบ และเป็นพิษเป็นภัยน้อยกว่าการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นๆ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับเว็บบอร์ดที่เป็นการสื่อสารแบบทางเดียวเช่นกัน ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ถูกวางกรอบการเขียน และแสดงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แต่การแชทไม่ว่าจะในห้องแชท หรือเอ็มเอสเอ็น ต่างก็มีการกลั่นกรองที่น้อยกว่าเนื่องจากเป็นการสื่อสารแบบปัจจุบันทันด่วน (Real Time) มีการปฏิสัมพันธ์ (Interactive) มากกว่าและรวดเร็วกว่าการสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เนตรูปแบบอื่นๆ

การสื่อสารไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตามต่างก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น แต่ข้อเสียไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่อยู่ที่ "คน" นำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในทางที่สนองกับตัณหาด้านต่ำของมนุษย์มากจนเกินไป ทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ในขณะนี้จะเห็นได้จากเทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่ถูกเบี่ยงเบนทำให้เสียหายไปทั้งเอ็มเอสเอ็น แคมฟร้อกซ์ หรือห้องแชท ฯลฯ

ปัญหาที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการไร้ศีลธรรม และจริยธรรมในตัวของผู้ใช้เอง นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่มุ่งแต่วัตถุและตัวเลข กอปรกับสภาพทางสังคมที่มีความเปราะบางและอ่อนแอลง ทำให้เกิดปรากฏการณ์หลอกลวงมากขึ้นโดยเฉพาะการสื่อสารผ่านทางระบบเครือข่ายที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้อย่างแน่ชัด จึงกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีมิจฉาทิฐินำไปใช้เพื่อหลอกลวงคนอื่นๆ ให้หลงคล้อยตามไป

หนทางแก้ไขมีอยู่ทางเดียวก็คือผู้ส่งสารต้องมีศีลธรรม และผู้รับสารต้องมีสติ จึงจะทำให้การท่องโลกไซเบอร์เป็นไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน บางครั้งการอ่านบล็อกของใครคนหนึ่งเราก็สามารถที่จะสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของๆ คนๆ นั้นได้ ถึงแม้ว่าการดำเนินชีวิตประจำวันของคนๆ นั้นจะมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการเขียนในบล็อกแต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจากบล็อกก็คือตัวตน ความสนใจ ความปรารถนา ของคนทำบล็อกนั่นเองครับ

ปอนเองครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณนะครับสำหรับบทความดีๆ
จริงๆแล้วการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ก็มีข้อดีมากมาย
แต่คนใช้เนี่ยบางคนมันก็มีมารยาทในการใช้อยู่นะ
แต่บางจำพวก (ไม่บางสิ มากเลยทีเดียว)
ก็ใช้เน็ตนี่แหละคือสื่อระบายอารมณ์
เพราะมันไม่รู้ไงว่า มันเป็นใคร หน้าตาแบบไหน ฯลฯ
ทำให้การใช้เน็ตในการสื่อสารในทางที่ผิด
โดยเฉพาะเว็บบอร์ด แล้วมี Topic ต่างๆ
บางคนก็เขียนด่าแบบเหน็บแหนม จนไปถึงด่าแบบว่าให้เสียสกุลกันเลยทีเดียว
หรือบางที่ก็ตั้งข้อมูลแบบผิดๆ จึงทำให้คนเข้าใจข้อมูลแบบผิดเพื้ยน จึงทำให้คนคิดว่าข้อมูลนั้นเป็นจริงๆ ทั้งๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย...
โดยเฉพาะพวกดารา หรือรายการเรียลลิตี้ ก็จะมีเยอะเป็นพิเศษ
ประเภทที่ว่าแฟนคลับรุมด่าคนที่เกลียดดาราคนนั้น
หรือไม่ก็เรื่อง... การเมือง (คงไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะนะ)
และประเภทเกรียนนี่ก็เหมือนกัน
สร้างสีสรรจนทำให้อยากจะถีบออกจากบอร์ดกันเลยทีเดียว
ผมเคยเจอเว็บหึงพึ่งเปิดใหม่... ก็มีคนเข้ามาใช้พอสมควร
พวกเกรียนที่ไหนก็ไม่รู้มาโพสรูป "ก้อนอุจจาระ" ก็มี...

อีกจำพวกนึงก็ Live Chat นี่ก็น่ากลัวเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็น Chat Room หรือ MSN ก็ตามที
จะมีจำพวกนึงที่แบบว่า "สัดแต่ว่าจะหาคู่" อย่างเดียวเลย
ทำนองแบบว่า จะพูดอะไรก็ไม่พูด จะให้เป็นแฟนลูกเดียว

ส่วนบลอกผมว่า EXTEEN ดีที่สุดแล้วล่ะ เกรียนไม่ค่อยมีอ่ะ


ยังไงซะก็ขอให้ใช้อย่างมีสติแล้วกันเน่อ
เป็นงานเขียนที่ดีนะคะ


จะรับ และ ส่ง สารอย่างมีศีลธรรมค่ะ


#2 By เ ห็ ด ห อ ม * on 2007-07-12 16:42

เขียนมาทั้งหมดถูกต้องหมดเลยคะ
โดยเฉพาะการแชทส่วนบุคคล คุยสัพเพเหระได้ จะเอาสาระเป็นการเป็นงานต้องโทรศัทพ์เท่านั้น
ชอบโทรศัพท์มากกว่า ความหมายไม่ผิดเพี้ยนระหว่างคุย


#3 By MayaKniGht on 2007-07-12 16:56

เขียนได้ตรงใจจริงคุณน้องปอนขา ยกให้ 2 นิ้วเลย ก่อนหน้าที่จะเข้ามาเล่นบลอก มีเพื่อนยั้งเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะสังคมไหน ถ้าคนในสังคมนั้นขาดศีลธรรมอยู่เยอะ อันนั้นก็เน่า เราสามารถเลือกและจำกัดวงสังคมของเราได้ใช่ไม๊จ๊ะ จบจากอันนี้ขอแบบมีเฮนะ

#4 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-12 19:09

ว้าว วันนี้ คุณปอน มาแนว วิชาการ แน่นปึ้ก.

เห็นด้วยครับ ที่ว่า ปัญหามันไม่ได้
อยู่ที่ technology แต่อยู่ที่ คน

#5 By riddler on 2007-07-12 19:45

เอ รู้สึกตะหงิดๆนะครับเกี่ยวกับเอ็นทรี่เรื่องนี้ ผมไม่ได้ร้อนตัวนะ แต่อยากจะบอกว่า สารที่ส่งเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจริงเท็จแค่ไหน หรือมีอะไรแอบแฝงอยู่รึเปล่า แต่ผู้รับสารต้องตระหนักและพินิจพิจารณาให้ดีว่า สารนั้นดีเลวจริงเท็จแต่ไหนอย่างไร ใครประสบการณ์น้อยอาจตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ใครประสบการณ์มากถ้าใช้ในทางที่ผิดก็อาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่นได้เช่นกัน คิดแบบระแวงก็มีส่วนดีอยู่บ้างเหมือนกันครับ
แต่ถ้าระแวงผม จะตามไปหลอกไปหลอนถึงที่เลยจริงๆเอ้า...

#6 By -Press F5- on 2007-07-13 02:23

ขอบคุณคุณบอยอุดรมากเลยนะครับที่เข้ามาอ่าน... แหม..มีบล็อกในเครือเยอะแยะท่าทางจะขยัน และเป็นผู้กว้างขวางนะเนี่ยะ ท่าทางจะเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล

ขอบคุณครับคุณเห็ดหอม ที่เข้ามาอ่านความรักเป็นสิ่งสวยงามนะครับแต่อยากผูกติดกับใครบางคนมากเกินนะครับเดี๋ยวเราจะเสียศูนย์ (เหมือนอย่างคุณพีhttp://nine-p.exteen.com)

#7 By ปอนปอน on 2007-07-13 17:01

ปอนจะระวังครับคุณมายา โดยเฉพาะกับชายหนุ่ม(?)ทั้งสองคนที่มาวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวปอน แล้วระวังลูกชายด้วยนะครับเป็นห่วง และขอบคุณที่ให้กำลังใจครับ

ใช่แล้วครับพี่ตุ้มเป๊ะ สังคมเราวันนี้อยู่อยากขึ้นทุกวันๆ แต่จบจากนี้แล้วมีเฮยังไงหรอครับ

ปอนต้องมาแนววิชาการบ้างครับคุณ riddler เพราะสมองใกล้ฝ่อเต็มทน จนหมดมุขจะสอนเด็กแล้วครับ

พี่พีครับปอนเป็นคนมีประสบการณ์น้องด้วยหล่ะครับ.. ปอนเลยกลัวกับระแวงแทบทุกคนเลย โดยเฉพาะเฮีย ก. กับพี่ พี ว่าจะเป็นแฟนกันแล้วมาหลอกคนอื่นว่าเพิ่งรู้จักกันน่ะครับ หากจะมาหลอกหลอนปอนถึงที่ก็ยินดีครับเดี๋ยวส่งแผนที่ให้ แต่ถ้าแน่จริงออกจากโรงพยาบาลให้ได้ก่อนดีกว่าครับ

มีคำถามครับ... คุณบอยอุดร พวกเกรียนนี่หมายความว่ายังไงครับ.. หรือถ้าใครรู้บอกปอนด้วยนะครับ

#8 By ปอนปอน on 2007-07-13 17:09

สาระมากเลยครับ เหมือนกลับไปเรียนอีกครั้ง การเล่นเน็ตต้องใช้วิจารณญาน มันมีคุณอนันต์ และก็มีโทษมหันต์เหมือนกัน

คุณปอนอ่ะ ว่าผมแบบว่าเสียอิมเมจหมดเลย กับผมไม่ต้องระแวงครับ แต่ต้องระวัง 5555

คุณปอนดูมีสติ และวิจารณญานมากกว่าผมเยอะเลยครับ สมแล้วแหละครับที่เป็นอาจารย์ ซึ่งผมทำได้เทอมเดียวแล้ววิ่งหนีออกมาแทบไม่ทันแน่ะครับ

#9 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-13 22:32

หมายถึงเอาแบบสนุกมันส์มาเล่า อะไรขำๆๆ แต่ถ้าจะแบบวิชาการไม่ว่านะเพราะชอบอ่าน ส่วนเรื่องเกรียน อยากอ่านจริงอ่ะปล่าว งั้นตามลิ้งค์นี้ไปนะ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99

#10 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-13 23:08

คิดถึงเฮีย ก. จังเลย นึกว่าทิ้งน้องสาวคนนี้ไปดื่มด่ำในความรักซะแล้ว..เห็นเงียบๆ ไป (แล้วอัพบล็อกหรือยังครับ) ส่วนเรื่องระวังเนี่ยะ ปอนว่าเฮียน่าจะระวังปอนมากกว่านะ เพราะปอนน่าจะน่ากลัวกว่าเฮีย...หุหุ แต่เรื่องระแวงเนี่ยะปอนยังไม่วางใจก็คงต้องระแวงต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเฮียกับคุณพีจะแถลงข่าวร่วมกันครับ

ขอบคุณพี่ตุ้มเป๊ะมาครับที่หาข้อมูลมาให้ เป็นความรู้ใหม่มากกกก เอาไว้สอน (โม้) ให้เด็กฟังได้อีกเป็นกระบุงโกย ขอบคุณครับ

ขอบคุณ

#11 By ปอนปอน on 2007-07-13 23:48

มันก็มีบ้างบางเวลาจ๊ะ แต่เคยตกลงกับตัวเองเอาไว้เวลาเศร้าหรือทุกข์ ต้องไม่ให้เกิน 1 วัน ห้ามเศร้าติดต่อกันเด็ดขาด ไม่งั้นมันจะกู่ไม่กลับ เวลาแบบนี้ก็จะหาเพื่อนให้มันช่วยกันทำให้เราดีขึ้น มันก็จะคอยปลอบใจแต่ก็มีบ้างที่ด่ากลับมาให้ได้สติ

#12 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-14 13:06

#13 By นิก (58.8.36.148) on 2007-10-21 10:23