เชื่อว่าทุกๆ คนน่าจะผ่านความซวยพร้อมๆ กับชีวิตตกต่ำสุดชีวิตตั้งแต่เกิดกันมาบ้างแล้ว บางคนบอกว่าอายุ 25 วัยเบญจเพสถือว่าเราต้องระวังตัวที่สุด แต่เมื่อตอนนั้นปอนคิดว่าความโชคร้าย หรือความซวยที่สุดของปอนก็คือต้องเข้าโรงพยาบาลไปขุดตาปลาที่ส้นเท้าออก ทำให้เป็นหลุมลึกประมาณ 1 ซม. ไปประมาณสามอาทิตย์ ต้องไปทำแผลทุกๆ วัน และหลังจากที่ไปขุดตาปลาออกได้เพียง2 วันก็เป็นวันที่นัดหมอฟันเพื่อใส่เหล็กดัดฟันที่ทำให้ต้องปวดรวดร้าวทรมานไปประมาณ สองสัปดาห์

แต่นี่ไม่ใช่ความซวยที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา เหตุการณ์ความซวยที่สุดมันเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี่เอง

หลายๆ ท่านที่เรียนปริญญาโทคงคุ้นเคยกับการสอบประมวลวิชา (Comprehensive Test) เป็นอย่างดี ในระยะเวลาที่เรียนมา 2 ปี เพื่อการสอบสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ในคณะฯ ที่ปอนเรียนอยู่มีกฎว่ามีโอกาสสอบได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น ถ้าสอบไม่ผ่านแปลว่าพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาไม่สามารถลอยหน้าลอยตาได้ในสังคม ที่เรียนมาทั้งหมดต้องสูญสลายไปในทันทีไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น

และผลการสอบครั้งแรกเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา แล้วข้ามมาประกาศผลในวันที่ 17 พฤษภาคม ปรากฏว่า..... "ปอนไม่ผ่าน"................ พร้อมๆ กับเพื่อนๆ อีก 21 คน ในรุ่นของปอนเหลืออยู่ประมาณ 35 คน และมีรุ่นอื่นๆ มาแจมอีก รวมกันที่สอบรอบนั้นมีประมาณ 40 คน คนที่ผ่านมีเพียง 19 คน จาก 3 สาขาวิชาเท่านั้นเอง หลังจากที่คนๆ นั้น (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) โทร.มาบอกทั้งๆ ที่เราก็ทำใจไว้แต่แรกๆ แล้วว่าเราอาจจะไม่ผ่านก็ได้แต่ก็เสีย Self อย่างร้ายแรง กำลังใจที่จะสอนลูกศิษย์ในเทอมนี้แทบจะหมดสิ้น เพราะหลายคนอาจมองว่าความรู้ยังไม่ถึงเข้าขั้นเจ้ายุทธภพยังอาจหาญมาเปิดสำนัก

แต่คนอย่างปอนรึ จะมานั่งเศร้าซึมเหมือนใครบางคนตอนนี้ที่สติเสียเมื่อผิดหวัง พอเช้าวันรุ่งขึ้นวัน ศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม ก็กะว่าจะต้องไปหาอะไรกินให้อร่อยๆ กระแทกปากให้สะใจไปถือว่าเป็นการฉลองสอบตก.. ทันใดนั้นเองอาจารย์ผู้มีพระคุณ ที่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่สาว และเจ้านาย รวมทั้งอาจารย์ด้วย ก็โทร.มาชวนไปกินข้าวกลางวันในทันที เราก็ตอบตกลงพร้อมกับเสนอว่าจะเลี้ยงเองถือว่าฉลองสอบตก

โดยที่อาจารย์ให้ปอนขับรถอาจารย์ไป หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำก็เป็นไปตามสเต็ปคือไปรับลูกสาวอาจารย์ที่โรงเรียน แล้วก็เอาไปฝากไว้ที่บ้านพี่เลี้ยงแล้วปอนกับอาจารย์ก็กะว่าจะไปช้อปปิ้งให้หนำใจ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

เมื่อเอาลูกของอาจารย์ไปปล่อยแล้วก็ออกมาซื้ออาหารเย็นไว้ให้แต่เมื่อซื้อเสร็จแล้วในขณะที่กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยเพื่อเอาอาหารไปส่งนั้นเอง...

1... ปอนเปิดไฟเลี้ยวขวาอยู่กลางถนน (ถนนกว้างประมาณ 8 เมตร) เพราะกำลังมีรถขับสวนมา

2... เมื่อรถที่สวนมาผ่านไปแล้วก็ใส่เกียร์มองกระจกหลัง กระจกข้างมองข้างหน้าไม่เห็นมีรถสักคันแล้วหักพวกมาลัยพร้อมขยับรถไปได้ประมาณแค่ยี่สิบองศา ยังไม่ทันจะเคลื่อนตัวรถเลย

3... ในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงปัง........ ในใจก็นึกว่าเฮ้อกูละเบื่อ อีกแล้ว.... ยังไม่ทันเห็นคู่กรณี หลังจากที่คิดได้ประมาณ 2 วินาทีก็มองไปด้านหน้ารถเห็นรถมอเตอร์ไซค์ กับเด็กอีกสองคนตัวอ้วนหนึ่งคน แล้วก็ตัวเล็กผอมๆ แกร็นๆ อีกหนึ่งคนกระดอน กระเด็นกระดุกๆๆๆ ไปด้านหน้ารถ แล้วก็ไปหยุดอยู่ตรงขอบถนน

4... ทันใดนั้นเองไอ้เด็กตัวเล็กผอมๆ ก็ชักกระแด่วกระแด่ว พร้อมกับเลือดไหลออกจากปาก ปอนก็นั่งดูอยู่ในรถประดุจดูหนังของฉลอง ภักดีวิจิตร แต่ก็จอดรถนิ่งนะ เพราะด้วยความเชี่ยวชาญด้านการชนถ้าขยับรถเดี๋ยวเสียรูปคดี (นีๆๆๆๆๆ ใครเป็นตำรวจปอนยังไม่มีแฟนนะครับ)

5... อาจารย์ที่นั่งข้างๆ อยู่ก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยประสบเหตุเช่นนี้มาก่อน นังปอนก็บอกให้อาจารย์ลงไปดูน้องๆ เด็ก(เวร) สองคนนั้น อาจารย์ก็ตะโกนบอกว่าให้ปอนกลับรถ ก็อะกลับรถก็ได้ กลัวไอ้เด็กตัวเล็กมันจะตายซะก่อน ในขณะนั้นชาวบ้านแถวๆ นั้นก็มามุงๆๆๆ และมุง

6... ชาวบ้านผู้ปรารถนาดีทั้งหลายก็ยก (กรุณานึกถึงหมูอยู่ในคานหาม) เด็กทั้งสองคนนั้นมาใส่รถ

7... ปรากฏว่า..ขับไปได้ประมาณแค่ 10 เมตรเท่านั้นรถไปต่อไม่ได้ ปอนไม่สามารถบังคับพวงมาลัยรถได้ แต่ก็พยายามเอารถไปจอดไว้ข้างทาง แล้วก็ตะโกนบอกให้นักข่าว (มาเร็วมากไม่รู้มาได้ไง) โทร.แจ้งหน่วยกู้ภัย

8... พอลงมาจากรถ ต๊ายยยยยย........ตาย..........อกอีปอนจะแตกกรุณานึกถึงรถยนต์โตโยต้าโซลูน่ารุ่นก่อนวีออส ที่มีไฟขาวๆ สองดวงอยู่ที่กระโปรงท้ายน่ะจ๊ะ แก้หน้ารถด้านขวา (ด้านคนขับ) ยุบทั้งแถบ ฝาครอบกระทะล้อที่เป็นพลาสติกแตก กันชนหน้าที่เป็นมุมกางออก 90 องศาไฟหน้าแตก กระทะล้อที่เป็นเหล็กเบี้ยว

9... แล้วก็รอรถหน่วยกู้ภัยมาเอาพวกมันไป... พอแม่มันมาถึงที่เกิดเหตุ ก็ได้ยินเสียงแปร๊ดดดดดมาเลยว่า "ใครๆๆๆ ชนลูกชั้น" ชาวบ้านแถวนั้นเค้าก็ชี้หน้าแม่มันว่า "ลูกแกนั่นแหล่ะ.. ขี่รถชนเค้า" แล้วชาวบ้านเหล่านั้นเค้าก็รุมด่ามันกันเป็นแถวว่าเป็นขี่รถเร็วอย่างนี้ทุกวันปาดซ้ายปาดขวา แล้วแม่มันก็หันมาพูดว่า "หนูจนหนูไม่มีเงินนะ" แม่วววววว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

แล้วขั้นตอนต่างๆ ก็ดำเนินไปผู้กองผู้น่ารักก็มาตรวจที่เกิดเหตุยกรถมอเตอร์ไซค์ที่กลายเป็นเศษเหล็กขึ้นรถตำรวจไป วันนั้นกว่าจะกลับบ้านก็เย็นย่ำค่ำมืด แล้วก็กลับบ้านได้เพราะคุณแม่สุดที่รักพอได้รับโทรศัพท์จากลูกน้อยหอยสังข์ก็รีบรุดมาที่เกิดเหตุทันที ส่วนรถอาจารย์ก็ต้องให้รถยกมาลากไปไว้ที่ศูนย์โตโยต้า คุณภาพการซ่อมและราคาที่คุณวางใจ

ในวันอาทิตย์ก็ได้ไปเยี่ยมไอ้ตัวเล็กซึ่งไม่เป็นอะไรมากแค่ปากข้างในกับปากข้างนอกแตก แต่ด้วยความดื้อของมันๆ ไม่ยอมให้หมอเย็บ ส่วนไอ้เด็กตัวอ้วนนั้นหรือกระดูกขาแตก แล้วก็ถลอกปอกเปิกด้วยกันทั้งคู่

จนมาถึงวันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม ก็ถึงวันนัดคู่กรณีในตอนบ่าย เป็นไปตามที่คาดหมาย... แม่ไอ้เด็กอ้วนไม่รับผิดชอบอะไรเลยให้ยายซึ่งขายขนมจีนอยู่ในตลาดมาจัดการทั้งหมด พร้อมกับญาติอีกคนนึง.... หลังจากที่คุยกันกว่าสามชั่วโมง ความสรุปได้ดังนี้ บ้านจนมากกกกก ลำบากกกกกก ไม่มีเงินให้หรอก ถือว่าทำบุญทำทานให้ลูกศิษย์สักคน พ่อมันก็ทิ้งไป แม่มันก็ไม่สนใจหาเช้ากินค่ำ เงินไม่มีไปโรงเรียน พี่สาวต้องเดินไปโรงเรียนเพราะมีจักรยานเก่าๆ คันนึงไม่อยากให้หลานขี่ไปเพราะกลัวหลานจะอาย ถือซะว่าทำกรรมร่วมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ฯลฯ

ส่วนฝ่ายปอนไม่ต้องสรุปอะไรมากมายเพราะพูดอยู่ไม่กี่ประโยค ดังนี้ ประเมินราคาค่าซ่อมมาแล้ว 29,060.- บาท เนี่ยะจะใช้เท่าไหร่ จะจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ ระยะเวลาเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องแสดงความรับผิดชอบ เดือนละ 500 บาท 12 เดือนก็ได้นะ คำตอบที่ได้กลับมาก็คืออย่างข้างบนครับ...ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนพูดไดอะล็อกเดิมตลอดเวลา ยายเป็นเบาหวานจะวูบเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฯลฯ ก็เลยบอกไปว่ายายไม่ต้องหาเงินหรอกให้หลานเนี่ยะไปทำงานพิเศษแล้วได้เงินเท่าไหร่ค่อยเอามาให้สักปีนึงก็ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวหางานให้ก็ได้ คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ เค้าไม่เอาหรอกมันยังเด็กอยู่ ฯลฯ (มันอยู่ ม. 2 แล้ว) พอถามไอ้เด็กเวรนั่นมันก็ไม่พูดอะไรสักอย่างแล้วมันยังไม่ยอมรับผิดอีกต่างหาก

บทสรุปวันนั้นตอนบ่ายแก่ๆ ก็คือ มันต้องจ่ายค่าปรับ 400 บาท แต่คุณยายมีเงินแค่ 200 บาท ทีนี้อีปอนกับอาจารย์ก็โดนกดดันจากสายตาของคุณตำรวจ ประกัน ญาติผู้ต้องหา จนในที่สุดด้วยความเป็นคนดีศรีสังคมเลยต้องควักตังค์จ่ายให้มันอีก 200 โดยที่ไม่ได้ยินคำว่าขอบคุณ

พอเสร็จจากการโดนดูดพลังชีวิตแทบจะไม่เหลือแล้ว.. ตอนเย็นก็คิดว่าไปนวดฝ่าเท้าผ่อนคลายที่สวนสาธารณะที่กว่า... ก็นอนนวดเพลินๆ พร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมอนวดฟังไปด้วย ก็มีนกบินผ่านมา แล้ว ....แผละ...ลงที่หนังสือที่ปอนอ่านอยู่แล้วมันก็ไหลลงจากหนังสือมาเปื้อนพุงทันที...ก็เช็ดไปหนึ่งดอก พอสักพักก็มาอีก.....แผละ...นึงตรงหน้าอก.... ยังไม่ทันเช็ดเรียบร้อย ก็อีก....แผละ....นึง ที่แขนเสื้อ....

ความอดทนในโชคชะตาเกือบจะสิ้นสุด ไม่รู้ว่าใครจะเคยมีความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า คือเกือบจะลุกขึ้นยืนแล้วกระทืบเท้า แล้วก็กรี๊ดดดดดดดด แล้วก็ร้องไห้ซะแล้ว เพราะนอกจากเรื่องที่ว่ามานี้มันเป็นช่วงที่กำลังบูรณะบ้านอย่างหนัก บ้านก็สกปรกจากสี กลิ่นสี คุมช่าง ฯลฯ แล้วก็เรื่องเหล่านี้อีก มันประเดประดังมาพร้อมๆ กันทีเดียว

เมื่อความเครียดมันสุมดั่งไฟลนไข่เฮีย ก.ขนาดนี้แล้ว... ในเอนทรี่หน้า..จะเป็นผลสรุปกับวิธีการจัดการของปอนครับว่าจะทำอย่างไร...

ปอนเองครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มีกั๊กต่อภาคสอง จะหลอกให้ตามไปอ่านอีกหล่ะสิ สู้พี่ก็ไม่ได้ มีไตรภาค แต่คนไม่เข้าอ่ะ ไม่รู้สาระมากไปหรือโดนใครมา block คนไว้ไม่ให้เข้า แต่สู้ตาย อีก 2 เอ็นทรี่เท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ประเภทรถชนมอเตอร์ไซค์ พี่อ่ะโชกโชน จนมันกระเด็นหลุนๆๆขึ้นมานอนบนฝากระโปรงรถพี่ พอเบรคสนิท มันก็กระเด็นตัวลอยไปเลย คาตาจริงๆ กระโปรงรถเป็นลอนคลื่นเลย แล้วเป็นมันที่ผิด มาตัดหน้ารถซิ่งอย่างพี่เอง ไม่อยากเล่า มันยาว เดี๋ยวเรตติ้งเม้นท์พี่จะดีเกินหน้าเอ็นทรี่น้องปอน หุหุ...

#1 By nine-p (222.123.193.11) on 2007-07-15 19:18

ดีนะที่เป็นฝ่ายถูก หากเป็นฝ่ายผิด แม่เด็กคงเรียกค่าเสียหายไปตั้งตัวได้เลยละคะ เป็นคู่กรณีกับมอเตอร์ไซค์ละซวยกันทุกคนละคะ ต้องจ่ายค่าซ่อมรถเอง ก็ต้องจ่ายให้คู่กรณี มีแค่นี้ จริงๆ จ่ายลูกเดียว

#2 By MayaKniGht on 2007-07-15 20:45

1. ไม่เคยขับรถชนใคร หรือถูกชน เป็นเพราะดวงดีมั๊งครับ ทั้งๆที่ผมใจร้อนและขับรถเร็วมาก ประมาทสุดๆ
2. เรื่องซวยซ้ำซ้อนในบางวันที่กระหน่ำเข้ามาแบบ continuous tense แบบนี้ผมก็เคยเจอ แต่ไม่บ่อย แต่จบลงด้วยการเจอขี้นกหยดบนกลางหัวเหมือนกัน แปลกมากๆครับ เพราะเจ้ามีจริง แล้วคงแกล้งเรา 2 คน ให้เจอขี้
3. ผมไม่ชอบอย่างแรงมากๆ กับพวกคนขับมอเตอร์ไซค์ครับ คือยังไงรถใหญ่กว่าก็ดูจะเป็นฝ่ายผิดครับ
ถ้ามอเตอร์ไซค์เป็นฝ่ายผิดจะบอกว่า กูจนมากๆ ไม่มีปัญญา พ่อแม่พีน้องกูป่วยฉิบหาย
ถ้าเราเกิดผิดจริงๆขึ้นมา มันจะขูดเลือดขูดเนื้อ ให้ชดใช้ต่างๆนาๆ แบบทั้งชีวิตต้องเป็นหนี้มัน
ฟังแล้วมันทะแม่งๆนะครับ
4. เรื่องซวยๆแบบนี้ทุกคนต้องมีสักครั้งครับ พระเจ้ากำหนดมา น้องปอนเจอแล้วอาจไม่เจออีก หรือไม่ก็อีกนานครับ
5. ภาค 2 นี่จบเลยมั๊ยครับ หรือจะมีภาค 3 แบบคุณพี

#3 By มนุษย์กล่อง on 2007-07-15 23:32

บางครั้ง เวลา เข้า โหมดด้านมืด
ก็ อยากจะ ชนไอ้ พวก แก๊งมอร์ไซค์ ซักที

แต่เต็มที่ ก็ แค่ เปิดไฟสูง บีบแตรยาว
ขับ ไล่บี้

#4 By riddler on 2007-07-16 08:40

บรูณะบ้านเสร็จหรือยังอาจารย์..งานช้างหรือเปล่างานนี้นะคะ

#5 By MayaKniGht on 2007-07-17 18:23

...

แวะมาเยือนค่ะ ตามมาจากห้องคุณ MayaKniGht ...

ตั้งกะปลายปีที่แล้วหลังวันเกิดมา ก็เจอแต่เรื่องสวยๆมาหลายเรื่องแล้วเหมือนกันค่ะ ...

ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน นี่อยู่ใกล้กันเลยนะคะ


#6 By กะจิ๋วหลิว on 2007-07-17 22:20

คุณพี่พี...ใครจะไปบล็อกไม่ให้เข้าไปดูได้ล่ะจ๊ะ แหม.... ธรรมดาเรตติ้งก็พุ่งกระฉูดอยู่แล้วนี่หน่า

ขอบคุณคุณมายา มากครับที่เข้ามาดันให้... ส่วนเรื่องจ่ายตังค์... ตอนที่เถียงกันตำรวจเค้าก็บอกว่าถ้ามันเป็นฝ่ายถูกก็คงเรียกเต็มที่ล่ะสิ... พวกญาติๆ เด็กก็บอกว่า "ไม่หรอกค่ะไม่เคยเรียกเงินใครมีแต่ให้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นไม่เคยเรียกร้อง เพราะถือว่าเป็นกรรมเก่าทำร่วมกันมา ฯลฯ"

ส่วนเรื่องบูรณะบ้าน.. เสร็จแต่ยังไม่สมบูรณ์ไปตั้งแต่เมื่อต้นเดือนมิ.ย แล้วหล่ะครับ หลังจากรบรากับช่างทาสีมากมาย เพราะทาสีบ้านใหม่หมดทั้งหลังทั้งด้านนอกและด้านในเป็นบ้านเก่า (ประมาณ 30 ปี) ข้างบนเป็นไม้ ด้านล่างเป็นปูน แล้วก็มีงานซ่อมหลังคา ปะซ่อมรอยร้าวของไม้กับปูน ทุบห้องน้ำใส่ชักโครก ปูกระเบื้องใหม่ครึ่งห้อง ฯลฯ ก็แย่มากกกก ครับ

เฮีย ก.ครับ (1)ปอนก็ไม่เคยขับรถชนใครครับ.. รู้สึกว่าจะครั้งเดียวคือมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยบ้าน นอกนั้นก็ชนรถคนอื่นบ้าง ตอไม้บ้าง นอกนั้นก็มีแต่มาชนอย่าง กรณีนี้ครับแต่ไม่แรงเท่า
(2) ปอนไม่เคยเจอขี้ๆ อย่างนี้มาก่อนเลยครับ.. ความซวยมันเลยทำให้เราต้องสัมผัสกับขี้นก.. แต่ของปอนระยะเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที สามแหมะเลยนะครับ แสดงว่าเฮียยังซวยไม่ถึงปอนครับ
(3) ปอนแค่ต้องการความรับผิดชอบจากมันแค่นั้นเองครับ มันเอาสถานะทางสังคม ด้านการเป็นอาจารย์มาข่มขู่ครับ บอกว่าเป็นอาจารย์ก็ต้องอยากให้ลูกศิษย์ไปถึงฝั่ง การไม่เอาค่าเสียหายก็ถือว่าเป็นการช่วยลูกศิษย์ให้ไปถึงฝั่งเพราะจะทำให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตามอัตภาพของมัน (ดูเป็นเหตุเป็นผลดีมั้ยครับ) ปอนก็เลยตอบมันว่า ก็เพราะเป็นอาจารย์ไงเลยต้องสอนให้เรียนรู้ถึงความรับผิดชอบ ให้ได้เรียนรู้ชีวิต ได้เรียนรู้ถึงความลำบากที่เกิดขึ้นจากความประมาทและความคึกคะนอง ถ้าไม่สอนอย่างนี้ก็จะไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้เลย (ลองเปรียบเทียบเหตุผลดูนะครับว่าจะเลือกอย่างไหน) แต่มันก็พูดวนๆ อยู่อย่างนั้นนับได้เป็นสิบๆ รอบ

(4) ปอนคิดว่าเรื่องที่เขียนเอ็นทรี่นี้เป็นเรื่องที่ซวยที่สุด ตั้งแต่เกิดมาแล้วหล่ะครับ.. แต่ในอนาคตไม่รู้จะเจออะไรอีก แต่ที่รู้ๆ ปลายปีปอนอาจต้องไปขุดตาปลาที่ส้นเท้าอีกรอบแน่ๆ เลยครับ เพราะมันเริ่มมาอีกแล้ว
(5) ภาคสองจบแล้วครับปอนไม่สามารถเขียนเป็นไตรภาคได้อย่างพี่พีหรอกครับ (ความสามารถไม่ถึง) แต่หลังจากภาคสองว่าจะเขียนเรื่อง "ความรัก" น่ะครับ

คุณ riddler โหดจัง... ปอนก็แค่นั่งด่าอยู่ในรถ ปอนไม่ค่อยชอบบีบแตรเพราะก็เข้าใจความรู้สึกของคนขี่มอเตอร์ไซค์ครับเพราะตอนนี้ปอนก็ขี่อยู่เหมือนกันเวลาที่ไปไหนใกล้ๆ บ้าน หรือวันที่อากาศดีๆ แต่บางคนก็น่าจะเบียดให้ตกถนนแล้วลงไปจิกผมตบๆๆๆๆๆ ให้มันสาแก่ใจเพราะมันงี่เง่าในการขี่มากกกก เช่นอีพวกนึกว่าตัวเองสวยแต่จริงๆ แล้วไม่มีสมองแม้กระทั่งการขี่รถ มีอยู่อย่างเดียวคือทำยังไงถึงจะให้ผู้ชายใช้หางตามามองแค่นั้นเอง

ขอบคุณมากกก ครับคุณกะจิ๋วหลิวที่ให้เกียรติมาดูบล็อกที่ไม่ค่อยมีอะไรของปอนที่บอกว่าตั้งแต่วันเกิดมามีเรื่อง "สวยๆ" ตลอดแสดงว่าเข้าเบญจเพสมาแล้วใช่มั้ยครับ แต่เบญจเพสรอบที่เท่าไหร่ครับ.. แล้วคุณกะจิ๋วหลิวอยู่ไหนครับเนี่ยะ... ท่าทางจะใกล้ๆ กันนะเนี่ยะ ...ดีใจจังได้ลูกค้าเพิ่มอีกคน

#7 By ปอนปอน on 2007-07-17 23:28

เอ.....รู้สึกว่าบล็อกเราสมาชิกคนสำคัญหายไปคนนึงนา...... พี่ตุ้มเป๊ะหายไปไหนเนี่ยะ...ไม่เห็นมาเยี่ยมเยียนน้องสาวเลย...หายยยยยไปเลย

#8 By ปอนปอน on 2007-07-18 00:33

มาแล้วจ้า เพิ่งกลับมาจากพารากอน เคยเหมือนกันแวลาเคราะห์หามยามซวยขึ้นมา จะมีเรื่องประเดประดังเข้ามาไม่รู้จักจบจักสิ้นทำให้ยิ่งรู้สึก ซวย เข้าไปใหญ่ งวดนี้กลับไปทำธุระที่บ้านกว่าจะเสร็จหืดแทบขึ้นคอ มีแต่เรื่องโก๋ตั้งแต่ออกจากกรุงเทพจนถึงบ้าน จากบ้านถึงกรุงเทพ ยังเล่าให้เพื่อนฟังไม่จบเลย เพราะมีงานที่คั่งค้างตอนหยุดรอจ่อให้เคลียร์เป็นทิวแถว แล้วจะรออ่านเรื่องรักๆในเอนทรี่หน้านะ

ปล. คุณพีมาบ่นในบลอกน้องปอน คุ้นๆๆประจวบกับเฮียบ่นว่าถูกหลอก หรือว่าสองคนนี้แอบมีอะไรกันเนี่ย

#9 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-18 00:49

...

เลยเบญจเพสไปนานแล้วค่ะ
เค้าว่า คนเกิดปีมะเส็งจะชงกับปีกุน
ก็เลยเจอเรื่องสวยๆ หนักๆ ไปหลายเรื่องแล้ว

ภาคกลางตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง
ก็จะมี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์
แล้วแต่ว่า แต่ละหน่วยงานจะแบ่งอย่างไร

มืดๆค่ำๆ อย่าไปแถวหนองสมบูรณ์ตามลำพังนะคะ

#10 By กะจิ๋วหลิว on 2007-07-18 10:34

พี่ตุ้มเป๊ะครับ...ปอนก็คิดเหมือนๆ กับพี่ตุ้มเป๊ะเลยหล่ะ...แต่..ยังไม่รู้ว่าจะรู้ความจริงได้อย่างไร

คุณกะจิ๋วหลิว ถ้าหมายถึงอุทยานสวรรค์ปอนไม่เคยเข้าไปตอนกลางคืนครับ แต่เคยเข้าไปตอนที่มีการขายต้นไม้เมื่อหลายปีก่อนมาครั้งนึง นอกนั้นก็ขับรถผ่านเฉยๆ ครับ ตอนที่จะเข้า กทม. บ้านปอนไม่ได้อยู่นครสวรรค์นะครับ... คุณกะจิ๋วหลิวอยู่นครสวรรค์หรอครับ

#11 By ปอนปอน on 2007-07-19 14:56

free counters