ความรัก........แบบปอนปอน (1)
posted on 24 Jul 2007 08:58 by sloppythinking in Liveเอ็นทรี่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการไปสอดแทรกแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวความรัก ความรู้สึกของชาวบ้านชาวเมืองโดยเฉพาะเฮีย ก. กับพี่พี(ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ล้างบล็อกหายไปไหนแล้ว) เลยคิดว่าน่าจะเขียนเรื่องราวความรัก และมุมมองเกี่ยวกับความรักในรูปแบบปอนปอนดูบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะยำรวมๆ กับที่สะเออะทำเป็นรู้ดีไปคอมเม้นต์ให้คนนู้นคนนี้และขยายความจากที่ไปคอมเม้นต์ด้วย ตอนแรกคิดว่าจะเขียนแค่เอนทรี่เดียวแต่เขียนไปเขียนมาการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นไม่ คงต้องสองเอ็นทรี่จบอีกเช่นเคยนะครับหวังว่าจะทนอ่านๆ กันไปนะครับ
วันนี้ปอนมีเพลงมาให้ฟังด้วยนะครับ ถือว่าเป็นเพลงที่ตรงกับใจที่สุดและคิดว่าน่าจะตรงกับใจของหลายๆ คนนะครับ อยากให้ทุกคนคลิกฟังกันเป็นเพลงที่ชอบตั้งแต่แรกฟังตอนที่ไปดูภาพยนตร์เรื่องข้างหลังภาพและตามเก็บมาจนได้ปอนคงไม่ตั้งออโตครับคือเกรงใจ และตั้งไม่เป็นครับ หวังว่าจะอ่านไปแล้วก็ฟังเพลงไปนะครับ
มนุษย์ทุกคนต่างมีความรักในรูปแบบของตัวเอง แต่ความรักไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบครอบครัวที่ต่างก็มีการถ่ายทอดความรักกันภายในครอบครัวในรูปแบบต่างๆ ความรักของครอบครัวถือว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์และมั่นคงถาวรที่สุด
แต่ปัจจุบันคนยุคโลกาภิวัตน์มักจะเรียกร้องความรักแบบอื่นๆ โดยเฉพาะความรัก แบบชู้สาว กันอย่างไม่ลืมหูลืมตาทั้งๆ ที่ความรักรูปแบบนี้เป็นความรักที่มีความบริสุทธิ์น้อยมากและทำให้คนหลายๆ คนเจ็บปวดรวดร้าวไปนานหรือบางคนอาจเข็ดขยาดที่จะมีความรักไปอีกเลยก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันคนบางคนอาจตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองจากโลกนี้ไปอย่างง่ายดายทั้งๆ ที่เกิดมาและมีชีวิตอยู่พร้อมๆ กับเผาผลาญทรัพยากรบนโลกนี้ไปจำนวนมหาศาล และการใช้ชีวิตอยู่ของคนเหล่านี้ก็อยู่ได้ด้วยความยากลำบากของคนรอบข้างมานานหลายปี
ปอนก็มีความรักเช่นนี้เหมือนกันกับคนอื่นๆ แต่จะแตกต่างจากค่านิยมกระแสหลักของสังคมนั่นก็คือไม่ได้มีความรักให้กับคนต่างเพศอย่างที่นิยมกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่โบราณกาล ด้วยความแตกต่างของเป้าหมายที่ทวนกระแสกับค่านิยมของสังคมทำให้เจอปัญหาเหมือนเช่นหลายๆ คน ปัญหาที่เกี่ยวกับความรักในเรื่องชู้สาวของกลุ่มคนที่มีค่านิยมทวนกระแส น่าจะแบ่งได้เป็นข้อๆ ครับ
- อันดับแรกเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง บางคนที่ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้หรืออยู่ในระยะสับสนวุ่นวายในจิตใจก็จะเกิดความรู้สึกต่อต้านความต้องการที่อยู่ภายในจิตใจลึกๆ ของตัวเอง แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ยอมรับความต้องการจากก้นบึ้งของหัวใจได้ ปัญหานี้ก็จะหมดไป
- ปัญหาที่เกิดจากครอบครัว อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนที่ริจะมารักกับคนที่ไม่ใช่คนต่างเพศ บางคนอาจกลางเป็นคนสว่างจิตภายนอกบ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือในสังคมทั่วๆ ไปรับรู้กันว่าคนๆ นี้มีค่านิยมในความรักความชอบที่สวนทางกับค่านิยมกระแสหลักของสังคม แต่พอกลับถึงบ้านคนเหล่านี้กลับทำตัวเสมือนเป็นคนที่มีค่านิยมตามกระแสหลักของสังคมได้อย่างแนบเนียน หรือบางครอบครัวอาจใช้วิธีการรู้ทั้งรู้อยู่เต็มอกแต่มองข้ามๆ ประเด็นเหล่านี้ไป โดยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่รับรู้
บางครอบครัวก็รู้และพยายามจะปรับเปลี่ยนประหนึ่งว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งที่รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ก็จะต่อต้านแบบหัวชนฝาชนิดไม่ต้องผุดต้องเกินในยุทธจักรกันเลยทีเดียว แต่บางครอบครัวกลับสนับสนุนอย่างเต็มที่จะทำอะไรก็ทำช่วยเหลือได้ทุกอย่าง
- ปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมดังกล่าวเช่นในที่ทำงานมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง สภาพทางธุรกิจ สถานะทางสังคม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นปัญหาทำให้เกิดการ แอ๊บแมนแอ๊บสาวแอ๊บหนุ่ม เกิดขึ้นอย่างมากมายบางคนแอ๊บได้ บางคน แอ๊บหลุด
- ปัญหาจากค่านิยม One Night Only ทำให้คนกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นพวกชอบหาความสุขแบบชั่วคราว และไม่มีความรักจริงในหมู่คนเหล่านี้ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการคบกันแบบถาวร
- ปัญหาวัตถุดิบมีน้อย ทำให้วัตถุดิบสามารถเลือกได้ และส่วนใหญ่วัตถุดิบมักจะไม่เลือกเรา (แฮะ) หรือบางคนที่สวยเลือกได้ก็มักจะเลือกไปเลือกมาจนได้ แร่ มาแทนที่จะได้ทองมาครอบครอง
ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่มีผลต่อความรักทั้งสิ้น บางคู่อาจจะต้องเลิกรากันไปเนื่องจากปัจจัยดังกล่าวไม่เอื้ออำนวยให้ครองคู่กัน ความเจ็บปวดรวดร้าวจากความรักของคนกลุ่มนี้จึงมีให้เห็นกันทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่ทั้งปัญหาและความเจ็บปวดเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะในแวดวงของคนกลุ่มคนรักเพศเดียวกันเท่านั้น แต่คนที่มีค่านิยมชมชอบเพศตรงข้ามตามค่านิยมกระแสหลักของบรรพบุรุษต่างก็เจอเหมือนๆ กัน เพียงแต่คนละรูปแบบกันเท่านั้น
แล้วความรักแบบปอนปอนล่ะ.... เป็นยังไง?
เนื่องจากปัญหาที่เกิดจากตัวเองหมดไป (สว่างจิตมาตั้งแต่เกิด) และครอบครัวก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ซะตราบใดที่ไม่ลุกขึ้นไปเฉาะ ไปยัดก็ไม่เป็นไรดีนะที่ไม่คิดอยากจะทำ ส่วนเรื่องความรักก็แบ่งออกได้เป็นช่วงๆ ได้ดังนี้จ้า
ช่วงริอยากจะลองรัก
ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงม.ต้น ก็เริ่มชอบเพื่อนในห้องเรียนคนหนึ่งก็ไม่ได้หน้าตาดีอะไรหรอกนะครับ แค่หน้าตาตี๋ๆ เท่านั้นเอง แล้วก็พัฒนามาแอบชอบรุ่นพี่ ม. 6 สเปคตอนนั้นต้องคนสูงๆ เท่านั้นดูอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ในช่วง ม.ต้นก็ไม่มีอะไรได้แต่แอบชอบเงียบๆ แล้วไอ้เพื่อนที่เราแอบชอบมันก็เป็นเพื่อนสนิทไปซะ แล้วในช่วงนี้ก็รู้สึกว่าการที่เราจะ ชอบ หรือ รัก ใครเนี่ยะมันยากมากนักนะ
ช่วงเริ่มจะรัก
เมื่อเข้าเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ถือว่าเป็นช่วงเกิดใหม่เนื่องจากบ้ากิจกรรมเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรใครเท่าไหร่ แต่จนกระทั่งปี 3 ที่เป็นปีสุดท้ายได้ไปเจอคนๆ หนึ่งเข้ามาจีบ (เขินจัง) ตายหล่ะหว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครมาจีบเอาไงดีหว่า.......... ในที่สุดก็คบกับเขาคนนั้นอย่างง่ายดาย นี่แหล่ะการเรียนรู้กับความรักก็เกิดขึ้น
...
...
...
...
คนๆ นั้นชอบกินเหล้า เคล้านารี (แล้วมาจีบตูทำไมฟระ) รักเพื่อนพ้องมากกว่าใดๆ ทั้งสิ้น ชอบให้ความหวัง ความเจ็บปวดต่างๆ จึงประเดประดังเข้ามา แต่ยังดีนะที่ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่าการคบกัน เพราะคิดว่าถึงยังไงเราก็คงต้องยอมให้กับคนที่เรารัก แต่คนๆ นี้เราไม่เคยแน่ใจได้เลย ความเจ็บปวดใจจากการคบกันหลากหลายอย่างอดรนทนมาได้ประมาณ 1 ปีกว่าๆ (อะไรจะทนขนาดนั้น) ที่ทนขนาดนั้นได้น่าจะเป็นเพราะว่าคนๆ นั้นเป็นผู้ชายคนแรกที่หลงผิดคิดมาจีบก็ได้ แล้วไอ้เราก็หน้าตา รูปร่างซะขนาดนี้ในรอบ 18 ปีมีผู้ชายหลงมาจีบตั้งคนนึง และในที่สุดก็ต้องมีอันจบลงจากการตัดสินใจของเราเอง ถึงแม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้กลับมาดีกันเป็นระยะๆ พร้อมๆ กับการปรับปรุงตัวของเขาคนนั้นที่ดีขึ้นเป็นลำดับแต่อย่างไรก็ตามไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้อย่างแน่นอนจึงเปลี่ยนสถานะมาเป็นพี่-น้องกันไป แม้ในปัจจุบันยังมีการกระเซ้าเย้าแหย่ว่าจะมาขอเป็นระยะๆ
ความทุกข์ทรมานในช่วงนั้นทำให้ได้เรียนรู้ว่า การที่จะรักใครควรรักได้เพียงครึ่งใจเท่านั้นหลังจากนั้นการพัฒนาเกราะป้องกันตัวเองจากความเสียใจในเรื่องรักก็เข้มแข็งขึ้นมาจากเมื่อตอนม.ต้นเป็นอย่างมาก
จนกระทั่งเข้าเรียนปริญญาตรีก็เริ่มชอบเพื่อนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน แต่เมื่อคบกัน (เป็นเพื่อน) ได้สนิทพอสมควรแล้วก็รู้ว่าเป็นเพื่อนกันแหล่ะเหมาะแล้วเพราะเค้าไม่สามารถเป็นผู้นำได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในที่สุดความรักอย่างจริงจังก็เริ่มขึ้นเมื่อตอนปลายๆ ปี 2 มีรุ่นน้องคนหนึ่งทำให้สะดุดตาและสะดุดใจหน้าตาก็ไม่ดีสูงก็ไม่สูง แต่ก็สูงเท่าๆ กัน ความสัมพันธ์พัฒนาไปเรื่อยๆ จากโทรศัพท์คุยกัน ไปซื้อต้นไม้ด้วยกัน ไปเที่ยวจังหวัดรอบๆ ด้วยกัน ขายต้นไม้ในตลาดนัดด้วยกัน เพื่อนๆ ทั้งสองฝ่ายสนิทกันเป็นอย่างมาก ฯลฯ จากเวลาที่คบกันประมาณ 6 เดือนจาก ความสนใจ กลายมาเป็น ความชอบ จากหกเดือนย่างเข้าสู่ปีกว่าๆ ก็กลายมาเป็น ความรัก
แต่อย่างไรก็ตาม ความรัก ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นแต่เมื่อเป็นรักข้างเดียวมันก็เหมือนการเติมน้ำลงในโอ่งรั่วเติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม นอกจากไม่เต็มแล้วน้ำที่เราใส่ลงไปก็จะไหลออกไปและซึมลงไปในดินหรือระเหยไปในอากาศจนหมดในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามรู้ทั้งรู้ก็ยังเติมไปอยู่นั่นแหล่ะ... แต่อย่างไรก็ตามเวลาของชั่วแรกก็หมดลงด้วยระยะเวลาประมาณ 2 ปี จากเหตุการณ์วัดใจเหตุการณ์หนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ทำให้รู้ว่าคนๆ นี้เราไม่สามารถที่จะให้ใจได้อีกต่อไป... โดยที่เสียใจเพียงคืนเดียวเท่านั้นจริงๆ
แต่หลังจากห่างหายกันไปสัก 7-8 เดือน ก็กลับมาคุยกันใหม่แต่ความรู้สึกก็ยังคงไม่เหมือนเดิมเท่าใดนัก แต่จุดแปรผันอีกครั้งหนึ่งก็คือการที่ตัดสินใจต้องไปเรียนทำให้ได้บอกความในใจทั้งหมดไป แต่หลังจากนั้นแค่เพียงแปดเดือนความรู้สึกรักก็เริ่มลดลงๆ ไปจนกระทั่งหมดไปแล้วสำหรับเขาคนนั้น แต่เพื่อป้องกันพลาดก็ถามเขาคนนั้นไปว่า เคยคิดว่าจะรักกันบ้างไหม เมื่อคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ ไม่ จึงจบกันไป ในปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่ (แต่คนนี้ก็ไม่มีอะไรกันนะ....จริงๆ นะ)
ความรู้สึกเกี่ยวกับความ รัก ในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในสองสามครั้งที่ผ่านมา ในแต่ละครั้งของความไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักกลับทำให้การพัฒนากลไกป้องกันตนเองพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนในปัจจุบันกลไกการป้องกันตัวเองพัฒนาจนมาถึงขั้นสูง บางครั้งสูงจนกระทั่งกลัวว่าจะทำให้กลายเป็นคนแข็งกระด้าง เย็นชา แต่ก็มีคนๆ หนึ่งเข้ามาทำให้ความคิดที่จะไม่ชอบใครอีกแล้วต้องเปลี่ยนแปลงไป สเปคในปัจจุบันมีเพียงแค่ คุยกันรู้เรื่อง เท่านั้น และเขาคนนี้ก็เป็นคนที่คุยกันรู้เรื่อง มีความห่วงใยให้กันตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะถูกจำกัดความสัมพันธ์ระหว่างกันไว้เพียงแค่ เพื่อน เท่านั้น
แต่ความสัมพันธ์ที่มีให้ก็เพียงพอและพอเพียงต่อความต้องการของคนๆ หนึ่งที่จะพึงมีเพื่อทำให้ไม่กลายเป็นคนที่กระด้างจนเกินไปนัก การโทร.หากันถึงแม้ว่าจะไม่ทุกวันแต่ก็เข้าใจถึงความเป็นห่วงกันบางครั้งไม่มีเรื่องที่จะคุยกันก็จะขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ มาคุยกันเรื่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้น่าเบื่อแม้แต่น้อย
ในอนาคตความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรต่อไปก็ไม่สามารถคาดเดาได้ จากสภาพการณ์ในปัจจุบันด้วยเหตุผลความรับผิดชอบต่อบุพการีของทั้งเราและเขาไม่สามารถจะอยู่ด้วยกันได้ ในอนาคตไม่ว่าเขาจะมีครอบครัวหรือไม่ก็ตามแต่ความรู้สึกที่มีให้ก็ยังคงเดิม ครั้งหนึ่งปอนเคยบอกเขาว่า ถึงแม้จะมีความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน แต่ไม่เคยคิดเกินกว่าเพื่อนเลยแม้แต่น้อย ความสุขที่มีในหัวใจตอนนี้ก็เป็นความสุขที่เกิดจากความเข้าใจทั้งเข้าใจในความเป็น เขา และเข้าใจในความเป็น เรา ความเข้าใจที่พัฒนามาสู่ ความชอบ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้เป็นรากฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และความรู้สึกให้ก้าวไปสู่ ความรัก แม้ว่าจะเป็นความรัก ที่เกิดขึ้นจากคนๆ เดียวเท่านั้นไม่มีความรักตอบกลับมาแต่มีความสัมพันธ์คงเดิมอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็มีความสุขใจอย่างมาก ถึงแม้อนาคต เขา จะมีครอบครัวมีคู่ครองและมีลูกที่น่ารัก แต่ความรู้สึกและความคิดก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้
หากจะอธิบายถึง ความรัก ที่มีก็คงจะไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่าประโยคทองของภาพยนตร์เรื่อง ข้างหลังภาพ ที่คุณหญิงกีรติเขียนให้นพพรว่า
ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจที่ฉันมีคนที่ฉันรัก
(พอเขียนมาถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ยังไงชอบกล)
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต 1: อ่านแล้วมีมุมมองอย่างไรกันบ้างครับ บอกๆ กันมั่งนะครับ
ปัจฉิมลิขิต 2: หวังว่าเฮีย ก. กับพี่พี จะเข้ามาอ่านอย่างละเอียดและเข้าใจนะครับ
เฮีย ก. อย่าลืมฟังเพลงนะครับ
ปัจฉิมลิขิต 3: ขอบคุณพี่ตุ้มเป๊ะสำหรับคำแนะนำในเรื่องการเอาเพลงมาลงครับ
ถ้าพี่ตุ้มเป๊ะไม่บอกปอนก็ไม่รู้จะทำยังไงครับ
ปัจฉิมลิขิต 4: ในเอ็นทรี่ต่อไป (เอ็นทรี่สุดท้ายของเรื่องนี้ครับ) จะเป็นความแตกต่าง
ของความชอบกับความรักครับ แล้วก็จะเป็นมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับ
รักให้มีความสุขครับ หวังว่าคงจะไม่เบื่อกันไปซะก่อนนะครับ
The Truth Of My Heart /สายสุนีย์ สุกฤต
[จาก อัลบั้ม : เพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง ข้างหลังภาพ]
คำร้อง : คุณหญิง จำนงศรี หาญเจนลักษณ์
ทำนอง : พีรสันต์ จวบสมัย
Truth in my heart
Has no word for your ears
Truth in my heart
Has no voice
Only silence and the purity of tears
Only your love
That at last
Passing time
Words on your lips
Make melodies so sweet
Words on your lips
Make me weep
Words on your lips
Light up my life
But won't last as long
Or run as deep..
As the truth in my heart
(Has no word for your ears) Hoo Hmm hmm..
(Has no voice) As the truth in my heart
Words on your lips
Light up my life
But won't last as long
Or run as deep..
As the truth in my heart...
--------------------------------------------------------------------------------
Print By Aor
Copyright 2001 By Aor Lyrics Music Network
เอาใหม่นะ
เรื่องแบบนี้ต้องคุยกันยาว
... แต่ปอนคิดว่าปอนจะให้คะแนนอย่างเป็นธรรมได้ครับ เพราะเวลาตรวจข้อสอบปอนจะดูเนื้อหาที่เขียนอย่างเดียวไม่ดูชื่อครับ... ปอนคิดว่าปอนแยกได้ครับ... จะพยายามครับขอบคุณครับที่เป็นกำลังใจให้
#1 By Little Girl on 2007-07-24 12:54