ความรัก........แบบปอนปอน (2)

posted on 31 Jul 2007 23:07 by sloppythinking  in Live

เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคอีกแล้วครับ ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนให้อยู่ใน 2 เอ็นทรี่ แต่เขียนไปเขียนมามันยาวมากขออนุญาตเพิ่มเป็น 3 เอ็นทรี่แล้วกันนะครับ มันอาจจะยาวสักหน่อยไม่รู้ว่ามีใครจะทนอ่านกันหรือเปล่า ดูเสมือนว่าจะเป็นวิชาการ แต่ก็อ่านแบบสบายๆ นะครับ

เรื่องทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ปอนคิดได้หลังจากผ่านประสบการณ์ในการความรักและความชอบในแต่ละครั้งมันทำให้ปอนคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้ตลอด และในที่สุดระยะเวลาผ่านมาอย่างยาวนานทำให้ปอนได้พัฒนาจนกระทั่งมาเป็นกลไกการป้องกันตนเองขั้นสูงอย่างในปัจจุบันนี้ที่ปอนใช้อยู่มีทั้งหมด 7 ขั้นตอนครับหวังว่าจะอ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรบางอย่างกลับไปนะครับ... ปอนไม่รู้ว่ามันจะมีสาระพอที่จะจดจำไปใช้หรือเปล่าแต่ปอนเขียนจากใจและความรู้สึกอยากให้ทุกคนมีความสุขในการใช้ชีวิตครับ... ขอบคุณทุกๆ ท่านทั้งที่เป็นคนที่เข้ามาให้กำลังใจเป็นประจำ และคนที่เข้ามาอ่านเป็นประจำแต่ไม่แสดงตัว และคนที่หลงเข้ามาอ่านครับ...

เพียงครึ่งใจ-ปนัดดา เรื่องวุฒิ

กลไกการป้องกันตนเองขั้นสูง

ขั้นตอนที่ 1

ต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความ ชอบ กับความ รัก

หลายคนอาจมีนิยามของตัวเองว่าความรักคืออะไร แต่บางคนมักจะละเลยความชอบของตัวเองไปจนเอาความชอบไปเหมารวมกับความรัก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วความชอบและความรักแตกต่างกันมากพอสมควร ความชอบมักเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน หรือความพึงพอใจที่มีให้กับใครคนใดคนหนึ่งโดยที่เรายังไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของคนๆ นั้นเท่าใดนัก

แต่กับความรักเป็นความลึกซึ้งมากกว่าความชอบหลายๆ คนอาจพัฒนามาจากความชอบ หรือความเป็นเพื่อนที่มีการเรียนรู้ เข้าใจกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งซึ่งไม่มีข้อจำกัดตายตัว บางคนที่มีลักษณะนิสัย ความชอบ รสนิยม ฯลฯ สอดคล้องต้องกันในการดำเนินชีวิต มีสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่คล้ายคลึงกันก็อาจใช้เวลาไม่นานนัก แต่หากคู่ใดที่มีความต่างกันมากอาจจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่า

สรุปว่า ความชอบเกิดขึ้นได้ง่ายดายเพียงพบหน้าในครั้งแรกก็สามารถที่เกิดความชอบขึ้นได้ แต่หากยังไม่ถึงขั้นของการชอบพอ อาจเกิดความสนใจขึ้นก่อนเป็นอันดับแรกหลังจากนั้นจึงค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ พัฒนาเป็นความชอบ และอาจจะถึงกลายเป็นความรักในที่สุด

หลายๆ คนอาจคิดว่าเกิดอาการรักแรกพบ หรือรักเค้าหมดหัวใจได้ในเวลาเพียงแค่เจอหน้ากัน พูดคุยกันเพียงไม่กี่ครั้ง จริงๆ แล้วกรณีอย่างนี้อาจเกิดขึ้นได้ถ้าเป็นพรหมลิขิตให้คนๆ นั้นเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ แต่ก็มีน้อยมาก ดังนั้นจึงต้องตั้งสติและทำในขั้นตอนต่อไป ไม่เช่นนั้นกรณีดังกล่าวอาจเป็นเพียงอาการ หลง (หลงชอบ, หลงรัก)เท่านั้น

ขั้นตอนที่ 2

กระบวนการก่อเกิดความรัก

กระบวนการนี้ไม่ได้มีข้อแม้ว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ของคนสองคนว่าเป็นแบบใดบางคนอาจเกิดจากความเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นลูกค้า เป็นคนรู้จัก ฯลฯ กระบวนการดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน และทุกๆ คู่ ระยะเวลาและความรวดเร็วของพัฒนาการทางความรักมีความผันแปรไปตามปัจจัยต่างๆ มากมาย บางคนยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเกิดความรักขึ้น เพราะเคยชินกับความเป็นเพื่อน หรือคนใกล้ตัว แต่เมื่อรู้สึกแล้วความสำคัญคือจะรักษาไว้ได้นานเท่าใด และนี่เป็นกระบวนการที่ปอนสรุปมาจากประสบการณ์ของตัวเองครับ

เมื่อคนสองคนมาเจอกันโดยไม่มีเพศเป็นกรอบนะครับ อันดับแรกที่จะเป็นบันไดไปสู่ความรักก็คือ เกิดความสนใจ อาจจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสนใจฝ่ายเดียว หรือเกิดความสนใจซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย เมื่อเกิดความสนใจขึ้นแล้วฝ่ายที่สนใจย่อมต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อทำรู้จักความเป็นตัวตนของฝ่ายนั้นๆ ให้ได้หรือหากยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้กันได้เร็วมากขึ้น แต่บางครั้งเมื่อสนใจศึกษา เรียนรู้กันไปได้ระยะหนึ่งจนกระทั่งรู้ว่าไม่สามารถไปด้วยกันได้แน่อาจมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถอนตัวออกมาก่อนที่จะพัฒนาไปในขั้นต่อไป

เมื่อเรียนรู้กันจากความสนใจในกันและกันมาได้สักระยะหนึ่ง ความรู้จัก กันและกัน ทำให้ความชอบเกิดขึ้นตามมา การเรียนรู้กันมาช่วงหนึ่งทำให้รู้ว่าคนๆ นี้น่าจะเป็นคนที่สามารถคบหา พูดคุย ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้มีความชอบความรู้สึกที่คล้ายๆ กันจึงทำให้ ความชอบ ในคนๆ นั้นมากยิ่งขึ้น แต่หากได้เรียนรู้กันไปจนในระดับหนึ่งทำให้รู้ความคิดทัศนคติ สภาพแวดล้อมบางประการทำให้ไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ให้ก้าวหน้าไปมากกว่านี้อาจจะเลือกใช้วิธีดำรงความรู้สึกนี้ไว้ หรือบางคนหากมีความคาดหวังว่าอยากจะให้เป็นคนรักแต่ไม่สามารถก้าวไปถึงได้ก็จะยุติความสัมพันธ์ไว้ที่ระดับนี้

เมื่อรู้สึกชอบความสัมพันธ์ก็จะตามมา เช่น เขามีความสุขเราก็จะมีความสุข เขามีความทุกข์เราก็จะทุกข์ตามเขา มีปัญหาก็จะช่วยกันคิดช่วยกันแก้ปัญหา ฯลฯ ที่แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของคนสองคนก็คือความรู้สึกร่วมกันทำให้เหมือนกราฟสองเส้นที่ขึ้นก็ขึ้นด้วยกันลงก็ลงด้วยกันแต่ปริมาณความมากน้อยย่อมไม่เท่ากันฝ่ายที่ประสบปัญหาย่อมมีปริมาณที่สูงกว่า แต่กราฟทั้งสองเส้นนี้จะมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันไปตลอด

ความผูกพันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดีและต่อเนื่อง การที่คนสองคนได้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคกันมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาระยะหนึ่งทำเกิดการซึมซับความรู้สึกของกันและกัน การแสดงพฤติกรรมหรือการตัดสินใจใดๆ ก็ย่อมที่จะต้องคิดถึงความรู้สึกหรือเป็นห่วงผลที่จะตามมาที่อีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับเสมอ

เมื่อคนทั้งคู่ได้เรียนรู้จนกระทั่งเกิดความรู้สึกที่ดีและผูกพันกันมาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิด ความเข้าใจ ในความเป็นตัวตนของแต่ละคน ยอมรับข้อดีข้อด้อยของกันและกันพร้อมๆ ไปกับการช่วยกันปรับในส่วนที่ปรับได้ และยอมรับในส่วนที่ไม่สามารถปรับได้ของกันและกัน แต่บางคู่อาจยุติอยู่แค่ระดับนี้เท่านั้นเพราะอาจมีปัจจัยอื่นที่ไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้ ซึ่งปอนก็เป็นหนึ่งในนั้น

แล้วในที่สุดกระบวนการต่างๆ ก็จะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่คนสองคนพึงจะมีกันได้นั่นก็คือการแปลงสภาพเป็น ความรัก ที่มีพื้นฐานที่หนักแน่นมาจากกระบวนการที่เกิดจากคนสองคนมีถ่ายทอดแลกเปลี่ยนส่วนหนึ่งของชีวิตให้แก่กันและกัน แต่ในบางกรณีก็อาจเกิดเป็นรักข้างเดียว แต่ทำอย่างไรให้รักข้างเดียวอย่างมีความสุขและถูกหลักจริยธรรมอันดีงามนี่คือโจทย์ที่เราจะต้องอาศัยขั้นตอนของระบบป้องกันตนเองขั้นสูงในขั้นตอนต่อๆ ไป

ข้อสังเกตของความรักอีกประการหนึ่งคือ ความรักเป็นกระบวนการเห็นได้จากแผนผังเป็นการวนไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ความรักยั่งยืนนานต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากว่าเกิดความรักแล้ว ความสนใจลดลงความรักก็จะเริ่มจืดจางลงไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็จะหมดไป

ขั้นตอนที่ 3

แยกองค์ประกอบของความรู้สึกและความสัมพันธ์

บ่อยครั้งที่หลายๆ คนจะเจอนั่นก็คือความรู้สึกดันล้ำหน้าไปมากกว่าความสัมพันธ์ไปมากโข เพราะฉะนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกแยะความรู้สึกและระดับของความสัมพันธ์ให้ชัดเจนข้อสำคัญที่สุดในข้อนี้ก็คือ ห้ามโกหกตัวเองเด็ดขาด ดังที่กล่าวไปในขั้นตอนที่สองล้วนเป็นระดับของความรู้สึกทั้งสิ้น ความรู้สึกที่เราจำเป็นจะต้องแยกแยะให้ได้มีสามส่วนด้วยกันก็คือ

- รู้สึกสนใจ

- รู้สึกชอบ

- รู้สึกรัก

เกณฑ์ในการแยกแยะความรู้สึกได้อธิบายไว้แล้วในขั้นตอนที่ 2 ครับ หากเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาปอนขอแนะนำให้ลองอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพักแล้วคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ให้มีเขาหรือเธอคนนั้นเข้ามายุ่งเกี่ยว พร้อมๆ กับเขียนเหตุผลต่างๆ เพื่อสนับสนุนความรู้สึกแล้วลองเอามาทาบกับคำอธิบายในขั้นตอนที่ 2 ครับ

ส่วนความสัมพันธ์จะสามารถแยกแยะได้ง่ายกว่าว่าระหว่างคนสองคนเป็นอะไรกันจากสถานะทางสังคม หรือสถานะเริ่มต้นที่เริ่มคบหากัน บางครั้งอาจเกิดจากการพูดคุยตกลงกันอย่างเป็นทางการ เช่น เป็นเพื่อนกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเจ้านายกับลูกน้อง เป็นคนรู้จักกัน เป็นคู่ค้า เป็นคู่รัก เป็นคนที่กำลังดูใจกันอยู่ เป็นคนที่แอบชอบ ฯลฯ ดังนั้นความสัมพันธ์จึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคนสองคนเมื่อความรู้สึกพัฒนาไปพร้อมๆ กันทั้งสองฝ่ายก็ควรตกลงเรื่องความสัมพันธ์ให้ชัดเจน แต่หากไม่แน่ใจว่าความรู้สึกพัฒนาไปฝ่ายเดียวหรือไม่ควรจะรอดูพฤติกรรมต่อไป

การจะดูระดับความสัมพันธ์ให้มั่นใจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแต่เพียงพฤติกรรมเท่านั้น เพราะพฤติกรรมจะเป็นเครื่องบอกทุกสิ่งทุกอย่างมากกว่าคำพูด แต่ไม่ใช่ใครที่มาทำดีกับเราจะต้องมีจิตใจอภิเชษฐ์เราทุกคน เราจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์รอบๆ ด้วยว่าที่เขาทำดีกับเราเพราะอะไรส่วนใหญ่อาจะเวทนาสงสาร แต่ควรจะต้องดูพฤติกรรมนอกจากการช่วยเหลือทั่วๆ ไป เช่น ชวนไปเที่ยว ชวนไปกินข้าวเย็น ชวนไปดูหนัง ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้มักเกิดขึ้นสองต่อสอง หากสังเกตพฤติกรรมไปได้สักระยะจนกระทั่งเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวควรถามอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เราสามารถกำหนดความรู้สึกและพฤติกรรมของเราได้

ขั้นตอนที่ 4

คิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking)

เมื่อเราสามารถแยกแยะความรู้สึกและความสัมพันธ์ออกมาได้เป็นชิ้นๆ แล้ว เราก็จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ระหว่างเราและเขาประมาณวิเคราะห์ SWOT แต่เราไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้นนะครับ เราแค่คิดว่าเราชอบหรือไม่ชอบเขาตรงไหน เขาไม่ชอบหรือชอบเราตรงไหน ในอนาคตหากความสัมพันธ์ก้าวหน้าไปจนถึงขั้นเป็นคนรักกันแล้วจะสามารถไปกันได้หรือไม่ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเรื่องที่เราไม่ชอบเขาทำ และเรื่องที่เขาไม่ชอบให้เราทำ

ที่สำคัญคือครอบครัวของทั้งเขาและเราว่ามีการยอมรับเรื่องใดได้บ้างไม่ได้บ้าง รสนิยม ค่านิยมของครอบครัวว่าจะสามารถรับกันได้หรือไม่ และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Time and Space เรื่องนี้ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาดกันมาแล้วหลายรายเพราะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ทุกๆ วัน หรือในระหว่างที่คบกันนานๆ จะเจอกันทีซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเปราะบางหากความสัมพันธ์และความรู้สึกไม่มั่นคงแข็งแรงมากพอปัญหาที่จะตามาก็คือความสั่นคลอนของความสัมพันธ์ ดังนั้นระยะเวลากับพื้นที่จึงเป็นสิ่งที่ควรจะนำมาคิดให้รอบคอบว่าจะรับความสัมพันธ์แบบเป็นพักๆ ได้หรือไม่

เมื่อคิดตามโจทย์ได้อย่างนี้แล้ว... เพื่อป้องกันความผิดพลาดควรเขียนลงในกระดาษเท่านั้นนะครับ ต้องเป็นกระดาษเพราะในขณะที่เราเขียนเราสามารถที่จะตรวจทานและคิดซ้ำได้อีกรอบหนึ่ง โดยเขียนแยกข้อที่เรารับได้ และรับไม่ได้เป็นข้อๆ แล้วมาลองดูว่าในข้อที่เรารับไม่ได้มีขั้นตอนการแก้ไขได้อย่างไรโดยเริ่มการแก้ไขจากตัวเราเองเป็นหลัก อาทิ ปรับความรู้สึก ปรับวิธีคิด ปรับรสนิยม เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ฯลฯ หากยังไม่สามารถแก้ไขที่ตัวเองได้จำเป็นที่จะต้องคุยกันหรือหากเห็นแนวโน้มว่าทำอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาหรือเธอได้ก็จำเป็นที่จะต้องตัดสินใจบางสิ่งบางอย่างหรือมองข้ามไป

การคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking) จะทำให้เรารู้ว่าเราอนาคตของความสัมพันธ์ของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป และทำให้เราสามารถเตรียมตัวรับสภาพได้ในอนาคตความเสียใจก็จะบรรเทาเบาบางลง ซึ่งจะก้าวไปสู่ขั้นตอนที่ 5

(ยังเหลืออีก 3 ขั้นตอนนะครับถึงจะจบเรื่องนี้ ปอนจะพยายามเขียนให้เร็วๆ นะครับ)

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต 1 : คิดถึงพี่พีครับ ไม่ว่าพี่พีจะวนเวียนอยู่ในภพภูมิใด ณ ขณะนี้หากแวะเข้ามาอ่านกรุณาคอมเม้นต์ให้หายคิดถึงด้วยนะครับ ไปอ่านในบล็อกของพี่ตุ้มเป๊ะเห็นบอกว่าอาการโรคเก่ากำเริบหมอบอกว่าเป็นระยะไหนแล้วครับมารายงานด้วยนะ หรือไม่ก็ออนเอ็มบ้างนะครับจะได้คุยกัน

ปัจฉิมลิขิต 2 : ท่านที่เข้ามาอ่านครับมีมุมมองอย่างไรกันบ้างครับช่วยแชร์กันหน่อยนะครับถือเป็นวิทยาทาน โดยเฉพาะเฮีย ก. ครับ แนวคิดแบบนี้พอจะเอาไปใช้บ้างได้ไหมครับ

ปัจฉิมลิขิต 3 : มีแนวคิดไปทัวร์วัดโดยคุณโอ้จะเป็นไกด์นำไปอยุธยาครับ อยากพาคนแก่เช่นเฮีย ก. ไปเปิดหูเปิดตาให้ดูถึงที่ๆ ที่ควรจะอยู่ครับ ใครสนใจหรือมีความคิดเห็นอย่างไรเสนอแนะได้ทั้งที่ปอน คุณโอ้ และเฮีย ก. ครับ


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่มีเม้นท์จ๊ะ เพราะเขียนได้ชัดเจนตีแผ่ดี ส่วนตัวค่อนข้างจะหวือหวา ใจอ่อน ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง และมักจะตัดก่อน ( ไม่รู้คิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า ) แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยเสียใจนะ อีกอย่างไม่รู้ว่าจะจริงอย่างที่เค้าพูดกันหรือเปล่า ... คนใต้ใจดำ.... จริงไม่อยากยกประโยคนี้ แต่ที่เคยเป็นและเกิดขึ้นไม่ว่ากรณีใดก็ตามทุกเรื่องที่ทำให้เสียใจมากจนเกินขีด ถึงเวลาตัดก็ตัดแม้ว่าจะยังมีความรู้สึก เมื่อบอกตัวเองว่าเลิกก็จะเลิก แต่ไม่ใช่ทันทีนะ คนนะไม่อิฐไม่ใช่ปูน แต่ว่าต่อไปนี้เอาวิธีของปอนมาใช้บ้างดีกว่าน่าจะดี ว่าแต่ปอนต้องสอบเดือนไหนนะ ตุลาหรือพฤศจิ อ่านหนังสือบ้างยัง เอาให้ผ่านนางวดนี้ จะได้ฉลอง

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-31 23:29

ขนาดวิเคราะห์ SWOT เลยเหรอ ปอนปอน

555+

Strange จุดแข็ง
บางครั้งก็ ต้องใช้เวลา
บางครั้งก็ ต้องอาศัยสิ่งกระตุ้น เฮ้ยยย

Weakness จุดอ่อน
เป็นจุดเดียว กับจุดแข็งซะงั้น

Opp โอกาส
บางครั้งต้องสร้างเอง อย่ารอ
เพราะอาจโดนสุนัขคาบไป ... ได้

Threat อุปสรรค
พ่อ เธอ
แม่ เธอ
พี่ เธอ
น้อง เธอ
และ แฟน เธอ จ๊ากกกกก !!!


เป็น SWOT ที่มั่วนิ่มที่สุดในโลก

555+ วันนี้ผมรั่วแต่เช้าเลย

#2 By riddler on 2007-08-01 07:07

โห....ตีแผ่กันขนาดนี้เลยเหรอ.....
ย้าว...ยาวเนอะ...
แต่หามานานแล้วไอ้เรื่องความรักที่ตีความแบบจริงจังอย่างงี้
รักเป็นอย่างไรไม่รู้จัก รู้จักแต่เกลียดใครไม่เป็นอะคะ งงไหมคะ

#4 By MayaKniGht on 2007-08-01 21:30

กลับไปอ่าน ความรักแบบปอนปอน (1) มาแล้วด้วย
คุณปอนเขียนเองทั้งหมดหรืออ้างอิงตำราฉบับใดเหรอครับ
ทำไมเป็นขั้นเป็นตอน เป็นหลักการน่าเชื่อถือขนาดนี้
ชอบประโยคท้ายของเรื่อง"ข้างหลังภาพ"เหมือนกัน
ดูแล้วร้องไห้เลย
ปล. ขอบคุณที่แวะมาคอมเม้นท์เรื่อย ๆ นะครับ
วันนี้จะเขียนเรื่องความรักของผมบ้างแล้วแหละ..อย่าลืมไปอ่านนะครับ
แล้วช่วยบอกคำแนะนำด้วย ตอนนี้สถานะการณ์กำลังแย่

#5 By Ch@i on 2007-08-01 22:09

วันนี้น้องปอนเริ่มแต่งบล็อกแล้ว มีการระบุด้วยว่าชั่วคราว ว่าแต่กี่วันเหรอจ๊ะ มีวัดแถวเชียงใหม่แนะนำเฮียไปบวชหรือปฏิบัติธรรมหรือเปล่า

#6 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-08-01 22:32

ขอบคุณครับพี่ตุ้มเป๊ะ....ถ้าเราจะมีความรักเราต้องใจแข็งครับ ใจแข็งได้แต่ใจอย่ากระด้างนะครับ.. ปอนจะสอบปลายเดือนตุลาครับ ตอนนี้ก็มีคนหนึ่งคนนั้นมากระตุ้นเย้วๆ ให้เตรียมอ่านหนังสือได้แล้วครับ..ปอนก็จะรีบเคลียร์งานแล้วจะเริ่มอ่านแล้วครับ

อิอิคุณโอ้ครับ ถ้าวิเคราะห์ SWOT อย่างนั้น เราคงจะท้อครับ เอาวิเคราะห์แบบถามใจตัวเองให้แม่นมั่นแล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นเราก็จะเสียใจน้อยลงครับ

แหม..คุณอะสุจิครับ ทำไมคิดว่าปอนตีแผ่จัง ปอนเขียนประสบการณ์ตรงที่เจอมาครับ ขอบคุณครับที่ชอบความคิดแบบปอนปอน

คุณมายาครับ ปอนไม่งงหรอกครับเพราะสำหรับบางคนความรักมันจะแทรกซึมอยู่ทุกๆ ที่จนบางครั้งเราไม่สามารถแยกแยะความรักออกจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ หรืออาจจะไม่คิดจะแยกแยะเลยก็ได้ ที่คุณมายาเกลียดใครไม่เป็นเพราะคุณมายามีความรักให้กับทุกสิ่งทุกอย่างครับเป็นคนที่มีจิตใจดี.... แต่ปอนเป็นคนแยกๆๆๆ ทุกอย่างแล้วก็คิดๆๆ ทุกอย่าง แต่ปอนก็ไม่อยากเกลียดใครนะครับเพราะถ้าเกลียดแล้วคนๆ นั้นจะกลายเป็นอากาศธาตุในสายตาปอนไปทันทีจนวันตายจากกันครับ.. ปอนอยากมีจิตใจดีอย่างคุณมายาจังครับ

ปอนเขียนเองครับคุณชัย ปอนประมวลจากประสบการณ์ที่เคยเจอแล้วก็วิธีการคิดในแต่ละช่วงขณะนั้นที่เจอกับเหตุการณ์ด้านความรักต่างๆ แล้วก็เอาแยกแยะแล้วก็เขียนออกมาครับ.. ที่ดูเป็นหลักเป็นการอาจเป็นเพราะช่วงนี้ผีวิชาการกำลังเข้าสิงมั้งครับ เพราะกำลังขลุกอยู่กับงานวิชาการทั้งวิทยานิพนธ์ ตรวจงานเด็ก สอนหนังสือ มันก็เลยยังมีอิทธิพลเข้ามาถึงการเขียนบล็อกครับ ที่จริงปอนไม่อยากเขียนให้มันออกมาแนวเป็นหลักเป็นการขนาดนี้หรอกครับกลัวไม่มีใครอ่าน...ขอบคุณนะครับที่ทนอ่านเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ รออ่านเรื่องของคุณชัยอยู่นะครับ หากเห็นว่าความคิดเห็นปอนมีประโยชน์ปอนยินดีจะตอบคำถามหรือให้ความคิดเห็นครับ

พี่ตุ้มเป๊ะครับ ที่ต้องแต่งบล็อกเพราะปอนรู้สึกว่าที่ปอนเขียนมันย้าวยาวมากกก ถ้ายังไม่ขยายความกว้างมันจะยาวไปน่ะครับ ส่วนรูปที่หัวเนี่ยะปอนก็ถ่ายดอกบัวที่บ้านนี่แหล่ะครับ แล้วก็เอามาลงขัดตาทัพไว้ก่อน รอฤกษ์งามยามดีค่อยเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดครับ คงอีกไม่นานมากครับ

เฮีย ก. ครับ ปอนขอโทษนะครับที่ทำให้เฮียต้องลำบากลำบนกับการอ่านบล็อกมหากาพย์ของปอน แสดงตัวก่อนก็ได้นะครับแล้วค่อยเม้นท์ เป็นห่วงนะครับ ตรวจร่างกายอย่างไรมารายงานผลด้วยนะครับ

พี่พีครับ ปอนรู้นะว่าพี่พียังวนเวียนอยู่แถวนี้ ปอนไม่รู้จะจุดธูปอย่างไร รบกวนช่วยแสดงตัวด้วยนะครับเป็นเงาๆ ก็ยังดี แล้วบอกเลขงวดหน้าด้วยนะครับ เอาสามตัวก็ยังดีจะเอาตังค์ไปซื้อเครื่องทำไอศกรีมครับ

#7 By ปอนปอน on 2007-08-01 23:14

ลืมตอบพี่ตุ้มเป๊ะไปอีกเรื่องนึง... วัดที่ปอนชอบมีอยู่วัดนึงครับ ชื่อวัดเทพนิมิตรวิปัสสนาราม อยู่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เขตชายแดนติดกับจังหวัดที่ปอนอยู่นี่แหล่ะครับ เป็นวัดที่เงียบสงบแต่ก็ไม่ลำบากนะครับ เป็นวัดป่าที่ไม่ลำบากน่ะครับ... น่าอยู่ทีเดียวอากาศก็ดี อยากให้เฮีย ก. ได้ลองไปจัง

#8 By ปอนปอน on 2007-08-01 23:24

ไม่เคยเม้นท์เลย ขอเม้นท์หน่อยนะ
เพิ่งอกหัก เพิ่งรู้ว่าถูกหลอก โดนคนใช้ความใจดีของเราเป็นจุดเข้ามาในใจ ซึ่งก็ทำให้เสียใจมากเช่นกัน
ทบทวนตัวเองอยู่นาน
ค้นพบว่า จะรักใครก็รักเถอะ แต่ต้องทำใจว่า อาจจะไม่ได้รักตอบ ขอเก็บสิ่งดีๆไว้ในใจก็พอ
ชีวิตที่เหลือ ขอหาความสุขให้ตัวเองโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
ตัวเองโชคดีอยู่อย่างตรงที่มีเพื่อนดีหลายคน ทำให้ไม่เหงาใจ

#9 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-08-02 17:45

สมกับเป็นน้องสาวคนเก่งของผมจริงๆ
ถ้าน้องปอนสามารถลำดับความคิดออกมาเป็นแผนภูมิแบบนี้แล้ว ผมว่าน้องปลอดภัยจากการโดนทำร้ายทางจิตใต ไปได้ระดับนึงแล้วครับ
ความสนใจ ชอบ รัก มันแยกกันไม่ค่อยออกเท่าไรสำหรับผม ตีกันมั่วครับ
ส่วนตัวผม พอสนใจใครปุ๊บ จะข้ามเสต็ปของน้องปอน กลับไปกลับมา ผมจะมถามตัวเอง ทำไม อะไร ทำให้เราชอบคนๆนี้ครับ ทำความเข้าใจก่อน แล้วค่อยกลับมาตัดสินใจว่าจะมีความสัมพันธ์ดีหรือไม่
เรื่องไปวัด คงไปได้แค่ใกล้ๆ เช่นวัดปทุมตรงพารากอน มีบวชขาวด้วย ยังมีภาระที่ไม่สิ้นสุดอยู่ครับ

#10 By มนุษย์กล่อง on 2007-08-04 11:10

ใช่แล้วครับคุณสาวเหนือ เราจะรักใครก็เป็นเรื่องของเราสิ่งที่ได้ตอบกลับมาอาจจะไม่เหมือนที่เรามีหรือให้เขา เราไม่ควรจะไปหวังกับความเป็นมนุษย์โลกครับ ไม่เช่นนั้นเราก็มีแต่เจ็บอย่างเดียว.. รักตัวเองแล้วรักคนอื่นอย่างที่เขาเป็นแล้วเราจะไม่เจ็บนะครับ...

เฮีย ก. ครับปอนเข้าใจเฮียครับเพราะเฮียเป็นคนใจร้อนตามแบบฉบับของคน กทม. กับการเป็นนักธุรกิจ ดังนั้นปอนถึงอยากให้เฮียลองไปหยุดทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการบวชครับ การบวชไม่ต้องบวชพระก็ได้ครับ เฮียบวชนุ่งขาวห่มขาวที่วัดประทุมวนารามข้างๆ พารากอนก็ดีมากครับปอนเคยดูโทรทัศน์กับอ่านหนังสือเห็นว่าเป็นวัดที่เงียบสงบดีมาก แต่เฮียห้ามออกจากวัดไปหาแสงสีนะครับ.. ถ้าเฮียลองดูแล้วเฮียจะรู้ว่า "หยุด" สักนิดชีวิตจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะนะครับ

#11 By ปอนปอน on 2007-08-04 19:54