ความรัก........แบบปอนปอน (2)
posted on 31 Jul 2007 23:07 by sloppythinking in Liveเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคอีกแล้วครับ ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนให้อยู่ใน 2 เอ็นทรี่ แต่เขียนไปเขียนมามันยาวมากขออนุญาตเพิ่มเป็น 3 เอ็นทรี่แล้วกันนะครับ มันอาจจะยาวสักหน่อยไม่รู้ว่ามีใครจะทนอ่านกันหรือเปล่า ดูเสมือนว่าจะเป็นวิชาการ แต่ก็อ่านแบบสบายๆ นะครับ
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ปอนคิดได้หลังจากผ่านประสบการณ์ในการความรักและความชอบในแต่ละครั้งมันทำให้ปอนคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้ตลอด และในที่สุดระยะเวลาผ่านมาอย่างยาวนานทำให้ปอนได้พัฒนาจนกระทั่งมาเป็นกลไกการป้องกันตนเองขั้นสูงอย่างในปัจจุบันนี้ที่ปอนใช้อยู่มีทั้งหมด 7 ขั้นตอนครับหวังว่าจะอ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรบางอย่างกลับไปนะครับ... ปอนไม่รู้ว่ามันจะมีสาระพอที่จะจดจำไปใช้หรือเปล่าแต่ปอนเขียนจากใจและความรู้สึกอยากให้ทุกคนมีความสุขในการใช้ชีวิตครับ... ขอบคุณทุกๆ ท่านทั้งที่เป็นคนที่เข้ามาให้กำลังใจเป็นประจำ และคนที่เข้ามาอ่านเป็นประจำแต่ไม่แสดงตัว และคนที่หลงเข้ามาอ่านครับ...
เพียงครึ่งใจ-ปนัดดา เรื่องวุฒิ
กลไกการป้องกันตนเองขั้นสูง
ขั้นตอนที่ 1
ต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความ ชอบ กับความ รัก
หลายคนอาจมีนิยามของตัวเองว่าความรักคืออะไร แต่บางคนมักจะละเลยความชอบของตัวเองไปจนเอาความชอบไปเหมารวมกับความรัก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วความชอบและความรักแตกต่างกันมากพอสมควร ความชอบมักเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน หรือความพึงพอใจที่มีให้กับใครคนใดคนหนึ่งโดยที่เรายังไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของคนๆ นั้นเท่าใดนัก
แต่กับความรักเป็นความลึกซึ้งมากกว่าความชอบหลายๆ คนอาจพัฒนามาจากความชอบ หรือความเป็นเพื่อนที่มีการเรียนรู้ เข้าใจกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งซึ่งไม่มีข้อจำกัดตายตัว บางคนที่มีลักษณะนิสัย ความชอบ รสนิยม ฯลฯ สอดคล้องต้องกันในการดำเนินชีวิต มีสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่คล้ายคลึงกันก็อาจใช้เวลาไม่นานนัก แต่หากคู่ใดที่มีความต่างกันมากอาจจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่า
สรุปว่า ความชอบเกิดขึ้นได้ง่ายดายเพียงพบหน้าในครั้งแรกก็สามารถที่เกิดความชอบขึ้นได้ แต่หากยังไม่ถึงขั้นของการชอบพอ อาจเกิดความสนใจขึ้นก่อนเป็นอันดับแรกหลังจากนั้นจึงค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ พัฒนาเป็นความชอบ และอาจจะถึงกลายเป็นความรักในที่สุด
หลายๆ คนอาจคิดว่าเกิดอาการรักแรกพบ หรือรักเค้าหมดหัวใจได้ในเวลาเพียงแค่เจอหน้ากัน พูดคุยกันเพียงไม่กี่ครั้ง จริงๆ แล้วกรณีอย่างนี้อาจเกิดขึ้นได้ถ้าเป็นพรหมลิขิตให้คนๆ นั้นเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ แต่ก็มีน้อยมาก ดังนั้นจึงต้องตั้งสติและทำในขั้นตอนต่อไป ไม่เช่นนั้นกรณีดังกล่าวอาจเป็นเพียงอาการ หลง (หลงชอบ, หลงรัก)เท่านั้น
ขั้นตอนที่ 2
กระบวนการก่อเกิดความรัก
กระบวนการนี้ไม่ได้มีข้อแม้ว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ของคนสองคนว่าเป็นแบบใดบางคนอาจเกิดจากความเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นลูกค้า เป็นคนรู้จัก ฯลฯ กระบวนการดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน และทุกๆ คู่ ระยะเวลาและความรวดเร็วของพัฒนาการทางความรักมีความผันแปรไปตามปัจจัยต่างๆ มากมาย บางคนยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเกิดความรักขึ้น เพราะเคยชินกับความเป็นเพื่อน หรือคนใกล้ตัว แต่เมื่อรู้สึกแล้วความสำคัญคือจะรักษาไว้ได้นานเท่าใด และนี่เป็นกระบวนการที่ปอนสรุปมาจากประสบการณ์ของตัวเองครับ
เมื่อคนสองคนมาเจอกันโดยไม่มีเพศเป็นกรอบนะครับ อันดับแรกที่จะเป็นบันไดไปสู่ความรักก็คือ เกิดความสนใจ อาจจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสนใจฝ่ายเดียว หรือเกิดความสนใจซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย เมื่อเกิดความสนใจขึ้นแล้วฝ่ายที่สนใจย่อมต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อทำรู้จักความเป็นตัวตนของฝ่ายนั้นๆ ให้ได้หรือหากยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้กันได้เร็วมากขึ้น แต่บางครั้งเมื่อสนใจศึกษา เรียนรู้กันไปได้ระยะหนึ่งจนกระทั่งรู้ว่าไม่สามารถไปด้วยกันได้แน่อาจมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถอนตัวออกมาก่อนที่จะพัฒนาไปในขั้นต่อไป
เมื่อเรียนรู้กันจากความสนใจในกันและกันมาได้สักระยะหนึ่ง ความรู้จัก กันและกัน ทำให้ความชอบเกิดขึ้นตามมา การเรียนรู้กันมาช่วงหนึ่งทำให้รู้ว่าคนๆ นี้น่าจะเป็นคนที่สามารถคบหา พูดคุย ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้มีความชอบความรู้สึกที่คล้ายๆ กันจึงทำให้ ความชอบ ในคนๆ นั้นมากยิ่งขึ้น แต่หากได้เรียนรู้กันไปจนในระดับหนึ่งทำให้รู้ความคิดทัศนคติ สภาพแวดล้อมบางประการทำให้ไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ให้ก้าวหน้าไปมากกว่านี้อาจจะเลือกใช้วิธีดำรงความรู้สึกนี้ไว้ หรือบางคนหากมีความคาดหวังว่าอยากจะให้เป็นคนรักแต่ไม่สามารถก้าวไปถึงได้ก็จะยุติความสัมพันธ์ไว้ที่ระดับนี้
เมื่อรู้สึกชอบความสัมพันธ์ก็จะตามมา เช่น เขามีความสุขเราก็จะมีความสุข เขามีความทุกข์เราก็จะทุกข์ตามเขา มีปัญหาก็จะช่วยกันคิดช่วยกันแก้ปัญหา ฯลฯ ที่แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของคนสองคนก็คือความรู้สึกร่วมกันทำให้เหมือนกราฟสองเส้นที่ขึ้นก็ขึ้นด้วยกันลงก็ลงด้วยกันแต่ปริมาณความมากน้อยย่อมไม่เท่ากันฝ่ายที่ประสบปัญหาย่อมมีปริมาณที่สูงกว่า แต่กราฟทั้งสองเส้นนี้จะมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันไปตลอด
ความผูกพันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดีและต่อเนื่อง การที่คนสองคนได้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคกันมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาระยะหนึ่งทำเกิดการซึมซับความรู้สึกของกันและกัน การแสดงพฤติกรรมหรือการตัดสินใจใดๆ ก็ย่อมที่จะต้องคิดถึงความรู้สึกหรือเป็นห่วงผลที่จะตามมาที่อีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับเสมอ
เมื่อคนทั้งคู่ได้เรียนรู้จนกระทั่งเกิดความรู้สึกที่ดีและผูกพันกันมาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิด ความเข้าใจ ในความเป็นตัวตนของแต่ละคน ยอมรับข้อดีข้อด้อยของกันและกันพร้อมๆ ไปกับการช่วยกันปรับในส่วนที่ปรับได้ และยอมรับในส่วนที่ไม่สามารถปรับได้ของกันและกัน แต่บางคู่อาจยุติอยู่แค่ระดับนี้เท่านั้นเพราะอาจมีปัจจัยอื่นที่ไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้ ซึ่งปอนก็เป็นหนึ่งในนั้น
แล้วในที่สุดกระบวนการต่างๆ ก็จะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่คนสองคนพึงจะมีกันได้นั่นก็คือการแปลงสภาพเป็น ความรัก ที่มีพื้นฐานที่หนักแน่นมาจากกระบวนการที่เกิดจากคนสองคนมีถ่ายทอดแลกเปลี่ยนส่วนหนึ่งของชีวิตให้แก่กันและกัน แต่ในบางกรณีก็อาจเกิดเป็นรักข้างเดียว แต่ทำอย่างไรให้รักข้างเดียวอย่างมีความสุขและถูกหลักจริยธรรมอันดีงามนี่คือโจทย์ที่เราจะต้องอาศัยขั้นตอนของระบบป้องกันตนเองขั้นสูงในขั้นตอนต่อๆ ไป
ข้อสังเกตของความรักอีกประการหนึ่งคือ ความรักเป็นกระบวนการเห็นได้จากแผนผังเป็นการวนไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ความรักยั่งยืนนานต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากว่าเกิดความรักแล้ว ความสนใจลดลงความรักก็จะเริ่มจืดจางลงไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็จะหมดไป
ขั้นตอนที่ 3
แยกองค์ประกอบของความรู้สึกและความสัมพันธ์
บ่อยครั้งที่หลายๆ คนจะเจอนั่นก็คือความรู้สึกดันล้ำหน้าไปมากกว่าความสัมพันธ์ไปมากโข เพราะฉะนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกแยะความรู้สึกและระดับของความสัมพันธ์ให้ชัดเจนข้อสำคัญที่สุดในข้อนี้ก็คือ ห้ามโกหกตัวเองเด็ดขาด ดังที่กล่าวไปในขั้นตอนที่สองล้วนเป็นระดับของความรู้สึกทั้งสิ้น ความรู้สึกที่เราจำเป็นจะต้องแยกแยะให้ได้มีสามส่วนด้วยกันก็คือ
- รู้สึกสนใจ
- รู้สึกชอบ
- รู้สึกรัก
เกณฑ์ในการแยกแยะความรู้สึกได้อธิบายไว้แล้วในขั้นตอนที่ 2 ครับ หากเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาปอนขอแนะนำให้ลองอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพักแล้วคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ให้มีเขาหรือเธอคนนั้นเข้ามายุ่งเกี่ยว พร้อมๆ กับเขียนเหตุผลต่างๆ เพื่อสนับสนุนความรู้สึกแล้วลองเอามาทาบกับคำอธิบายในขั้นตอนที่ 2 ครับ
ส่วนความสัมพันธ์จะสามารถแยกแยะได้ง่ายกว่าว่าระหว่างคนสองคนเป็นอะไรกันจากสถานะทางสังคม หรือสถานะเริ่มต้นที่เริ่มคบหากัน บางครั้งอาจเกิดจากการพูดคุยตกลงกันอย่างเป็นทางการ เช่น เป็นเพื่อนกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเจ้านายกับลูกน้อง เป็นคนรู้จักกัน เป็นคู่ค้า เป็นคู่รัก เป็นคนที่กำลังดูใจกันอยู่ เป็นคนที่แอบชอบ ฯลฯ ดังนั้นความสัมพันธ์จึงขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคนสองคนเมื่อความรู้สึกพัฒนาไปพร้อมๆ กันทั้งสองฝ่ายก็ควรตกลงเรื่องความสัมพันธ์ให้ชัดเจน แต่หากไม่แน่ใจว่าความรู้สึกพัฒนาไปฝ่ายเดียวหรือไม่ควรจะรอดูพฤติกรรมต่อไป
การจะดูระดับความสัมพันธ์ให้มั่นใจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแต่เพียงพฤติกรรมเท่านั้น เพราะพฤติกรรมจะเป็นเครื่องบอกทุกสิ่งทุกอย่างมากกว่าคำพูด แต่ไม่ใช่ใครที่มาทำดีกับเราจะต้องมีจิตใจอภิเชษฐ์เราทุกคน เราจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์รอบๆ ด้วยว่าที่เขาทำดีกับเราเพราะอะไรส่วนใหญ่อาจะเวทนาสงสาร แต่ควรจะต้องดูพฤติกรรมนอกจากการช่วยเหลือทั่วๆ ไป เช่น ชวนไปเที่ยว ชวนไปกินข้าวเย็น ชวนไปดูหนัง ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้มักเกิดขึ้นสองต่อสอง หากสังเกตพฤติกรรมไปได้สักระยะจนกระทั่งเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวควรถามอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เราสามารถกำหนดความรู้สึกและพฤติกรรมของเราได้
ขั้นตอนที่ 4
คิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking)
เมื่อเราสามารถแยกแยะความรู้สึกและความสัมพันธ์ออกมาได้เป็นชิ้นๆ แล้ว เราก็จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ระหว่างเราและเขาประมาณวิเคราะห์ SWOT แต่เราไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้นนะครับ เราแค่คิดว่าเราชอบหรือไม่ชอบเขาตรงไหน เขาไม่ชอบหรือชอบเราตรงไหน ในอนาคตหากความสัมพันธ์ก้าวหน้าไปจนถึงขั้นเป็นคนรักกันแล้วจะสามารถไปกันได้หรือไม่ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเรื่องที่เราไม่ชอบเขาทำ และเรื่องที่เขาไม่ชอบให้เราทำ
ที่สำคัญคือครอบครัวของทั้งเขาและเราว่ามีการยอมรับเรื่องใดได้บ้างไม่ได้บ้าง รสนิยม ค่านิยมของครอบครัวว่าจะสามารถรับกันได้หรือไม่ และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Time and Space เรื่องนี้ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาดกันมาแล้วหลายรายเพราะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ทุกๆ วัน หรือในระหว่างที่คบกันนานๆ จะเจอกันทีซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเปราะบางหากความสัมพันธ์และความรู้สึกไม่มั่นคงแข็งแรงมากพอปัญหาที่จะตามาก็คือความสั่นคลอนของความสัมพันธ์ ดังนั้นระยะเวลากับพื้นที่จึงเป็นสิ่งที่ควรจะนำมาคิดให้รอบคอบว่าจะรับความสัมพันธ์แบบเป็นพักๆ ได้หรือไม่
เมื่อคิดตามโจทย์ได้อย่างนี้แล้ว... เพื่อป้องกันความผิดพลาดควรเขียนลงในกระดาษเท่านั้นนะครับ ต้องเป็นกระดาษเพราะในขณะที่เราเขียนเราสามารถที่จะตรวจทานและคิดซ้ำได้อีกรอบหนึ่ง โดยเขียนแยกข้อที่เรารับได้ และรับไม่ได้เป็นข้อๆ แล้วมาลองดูว่าในข้อที่เรารับไม่ได้มีขั้นตอนการแก้ไขได้อย่างไรโดยเริ่มการแก้ไขจากตัวเราเองเป็นหลัก อาทิ ปรับความรู้สึก ปรับวิธีคิด ปรับรสนิยม เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ฯลฯ หากยังไม่สามารถแก้ไขที่ตัวเองได้จำเป็นที่จะต้องคุยกันหรือหากเห็นแนวโน้มว่าทำอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาหรือเธอได้ก็จำเป็นที่จะต้องตัดสินใจบางสิ่งบางอย่างหรือมองข้ามไป
การคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking) จะทำให้เรารู้ว่าเราอนาคตของความสัมพันธ์ของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป และทำให้เราสามารถเตรียมตัวรับสภาพได้ในอนาคตความเสียใจก็จะบรรเทาเบาบางลง ซึ่งจะก้าวไปสู่ขั้นตอนที่ 5
(ยังเหลืออีก 3 ขั้นตอนนะครับถึงจะจบเรื่องนี้ ปอนจะพยายามเขียนให้เร็วๆ นะครับ)
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต 1 : คิดถึงพี่พีครับ ไม่ว่าพี่พีจะวนเวียนอยู่ในภพภูมิใด ณ ขณะนี้หากแวะเข้ามาอ่านกรุณาคอมเม้นต์ให้หายคิดถึงด้วยนะครับ ไปอ่านในบล็อกของพี่ตุ้มเป๊ะเห็นบอกว่าอาการโรคเก่ากำเริบหมอบอกว่าเป็นระยะไหนแล้วครับมารายงานด้วยนะ หรือไม่ก็ออนเอ็มบ้างนะครับจะได้คุยกัน
ปัจฉิมลิขิต 2 : ท่านที่เข้ามาอ่านครับมีมุมมองอย่างไรกันบ้างครับช่วยแชร์กันหน่อยนะครับถือเป็นวิทยาทาน โดยเฉพาะเฮีย ก. ครับ แนวคิดแบบนี้พอจะเอาไปใช้บ้างได้ไหมครับ
ปัจฉิมลิขิต 3 : มีแนวคิดไปทัวร์วัดโดยคุณโอ้จะเป็นไกด์นำไปอยุธยาครับ อยากพาคนแก่เช่นเฮีย ก. ไปเปิดหูเปิดตาให้ดูถึงที่ๆ ที่ควรจะอยู่ครับ ใครสนใจหรือมีความคิดเห็นอย่างไรเสนอแนะได้ทั้งที่ปอน คุณโอ้ และเฮีย ก. ครับ
รออ่านเรื่องของคุณชัยอยู่นะครับ หากเห็นว่าความคิดเห็นปอนมีประโยชน์ปอนยินดีจะตอบคำถามหรือให้ความคิดเห็นครับ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-07-31 23:29