ความรัก........แบบปอนปอน (3) จบแล้วครับ
posted on 03 Aug 2007 02:18 by sloppythinking in Liveรักตัวเองให้เป็น-Sleepless Society
เป็นเอ็นทรี่สุดท้ายของแนวความคิดเกี่ยวกับความรักของปอนแล้วนะครับ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อดทนอ่านนะครับ.. และต้องขอบคุณมากๆ ครับทนอ่านกันมาได้ครบทุก 3 เอ็นทรี่.. ขอบคุณจริงๆ ครับ
ขั้นตอนที่ 5
ใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจ
เมื่อเราคิดได้แล้วก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะรับประกันได้ว่าเราจะเข้าใจเสมอไป เพราะบางครั้งมนุษย์เราก็ชอบหลอกตัวเองให้อยู่ในความฝันที่แสนสวยงาม แต่จริงๆ แล้วมนุษย์เราควรจะต้องมีความฝันและฝันอยู่ตลอดเวลาเพราะความฝันจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนก้าวเดินไปข้างหน้าหรือทำวิธีการที่หลากหลายรูปแบบให้ความฝันที่ตั้งใจไว้
อย่างที่เขียนไปแล้วว่าเมื่อเราฝันหากมีหนทางที่จะทำให้ฝันนั้นประสบความสำเร็จได้ จากความฝันก็จะกลายเป็นความหวังเมื่อเริ่มทำเริ่มลงมือกรุยทางให้เป็นไปตามที่หวังไว้หากสำเร็จก็คือความฝันจะเป็นความจริง หากไม่สำเร็จนั่นก็คือผิดหวัง
แต่การที่จะแปลงความฝันให้ไปสู่ความหวังได้นั้นเราจำเป็นที่จะต้องคิดวิเคราะห์ให้หลากหลายมิติหากมองในเชิงความสัมพันธ์ของความรักความฝันสูงสุดของแต่ละคนอาจมีเป้าหมายที่ต่างกันบางคนอาจแค่ขอให้เขาคนนั้นรักตอบ แต่ในขณะที่บางคนอาจต้องการให้คนๆ นั้นมาใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดชีวิตของกันและกัน การมองชีวิตและคิดแบบองค์รวมจะช่วยทำให้เรารู้ว่าความเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด เพราะเราได้แยกองค์ประกอบต่างๆ ออกมาหมดและทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคและอะไรที่จะสนับสนุนให้ความฝันของเราน่าจะเป็นจริงได้ กติกาของการคิดด้วยวิธีนี้ก็คือ ห้ามหลอกตัวเอง หรือ ห้ามเข้าข้างตัวเอง เด็ดขาด
เมื่อเราไม่หลอกตัวเองและตอบคำถามว่าความฝันมีแนวโน้มว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ เราจะต้อง ยอมรับ ให้ได้ด้วยความ เข้าใจ และใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่และเป็นจริงความฝันอาจจะฝันต่อไปได้แต่ต้องฝันแบบมีความสุข ฝันแบบเข้าใจ และหากความสัมพันธ์มีอยู่คงที่ต่อไปเรื่อยๆ นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป
แต่หากวิเคราะห์ด้วยประการทั้งปวงแล้วว่ายังไงซะก็ไม่มีทางเป็นไปได้อาจด้วยเหตุผล เช่น เป้าหมายเป็นภรรยา/สามี คนอื่น เขารักเกียจขยะแขยงเรามาก วิถีชีวิตแตกต่างกันอย่างสุดขั้วประหนึ่งเด็กสลัมไม่มีการศึกษากับผู้ดีเก่าที่ร่ำรวย ฯลฯ ก็ควรจะต้องเลิกฝันเพื่อรักษาไว้ซึ่งศีลธรรมและจริยธรรมที่ดีต่อสังคม หรือรักษาชีวิตของเราให้สามารถอยู่ได้ต่อไป
ในขั้นตอนนี้สรุปก็คือ เมื่อคิดได้แล้วเราต้องยอมรับกับกฎเกณฑ์ ข้อจำกัดต่างๆ ที่มีผลกระทบกับความสัมพันธ์ของเรา และเราต้องเข้าใจถึงสาเหตุ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเรายังดันทุรังต่อไป บางครั้งคนสองคนอาจมีความรักให้กันอย่างมากมายแต่ด้วยเหตุผลหลายประการอาจทำให้ไม่สามารถได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแต่คนสองคนนั้นก็มีความสุขได้เพราะเขาทั้งสองเข้าใจในกันและกัน หากเป็นชอบ/รักฝ่ายเดียว (ชอบ/รักเขาข้างเดียว) ก็สามารถมีความสุขอย่างมากมายได้หากเข้าใจในตัวเขาและตัวเราและที่สำคัญคือไม่ตั้งความหวังให้มากกว่าความเป็นได้ที่มีก็จะมีความสุขแบบชอบ/รักเขาข้างเดียวแล้วหล่ะครับ (อันนี้ประสบการณ์ตรงเปะๆๆๆๆ ตอนนี้ปอนก็ชอบเขาข้างเดียวอยู่เลย)
ขั้นตอนที่ 6
ปล่อยวางและเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตเพียงลำพัง
ด้วยฐานคติที่คิดว่า ไม่ว่าอย่างไรคนเราก็จะต้องอยู่คนเดียวตลอด ไม่มีใครหากมีก็น้อยมากที่จะใช้ชีวิตกับคนที่รักได้ไปตลอดอายุขัยของคนทั้งสองคน ยังไงก็ต้องจากกันไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย
หากคิดได้อย่างนี้เราก็จะทำใจยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนที่เรารักได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเลิกกัน โดนกีดกัน หรือแม้แต่ตายจากกันไปในขณะที่ยังรักกันมาก ปอนมีกรณีตัวอย่างที่คิดทีไรก็เศร้าทุกทีเหตุเกิดที่บ้านตรงข้ามปอนนี่เอง
ลุง ส. กับป้า ก. เป็นเพื่อนบ้านที่เสมือนเป็นญาติสนิทแนบแน่นเพราะทั้งสองคนเป็นคนดีมากไม่เคยทะเลาะกับใครและเป็นครูใจดีด้วยกันทั้งคู่ สองตระกูลสนิทกันมานมนานชนิดที่มาอยู่ตรงข้ามกันตั้งแต่ปอนยังไม่ตายจากชาติที่แล้วก็ว่าได้ ลุง ส. กับป้า ก. รักกันมากมีลูกด้วยกันอยู่ 3 คน ชาย 1 หญิง 2 บ้านปอนกับบ้านนี้ก็เติบโตมาพร้อมๆ กันแต่พี่ๆ ทั้งสามเขาแก่กว่าก็หลายปีเมื่อเรียนจบเขาก็ทำงานที่กรุงเทพมหานครกันหมดทุกคน เขาจึงอยู่กันสองคนตายายอย่างมีความสุข (ลุง ส. กับป้า ก. รักกันมากจนเป็นคนที่ถูกวางตัวเป็นคนปูเตียงให้กับทุกงานแต่งานที่เกิดขึ้นของคนละแวกนี้) จนกระทั่งเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วลุง ส. ก็ปลดเกษียณออกมาอยู่บ้านป้า ก. กลัวลุง ส. จะเหงาจึงลาออกจากราชการก่อนเกษียณ 2 ปีมาอยู่เป็นเพื่อน แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อมาอยู่บ้านตามภาษาตายายอยู่เพียงปีเดียว ลุง ส. ก็ล้มป่วยลงอย่างปัจจุบันทันด่วนทั้งๆ ที่ไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยมาก่อนเลยและในที่สุดลุง ส. ก็จากไป ป้า ก. ต้องอยู่บ้านที่เพิ่งปลูกขึ้นใหม่เพียงสองสามปีเพียงคนเดียว และในที่สุด ป้า ก. ก็ต้องไปเลี้ยงหลานที่กรุงเทพฯ ทั้งที่ไม่อยากไปบ้านก็ต้องปิดทิ้งไว้โดยที่นานๆ จะมีคนมาดูแล และป้า ก. ก็กลับมาบ้างนานๆ ครั้ง
เพราะฉะนั้นจากกรณีนี้ปอนจึงได้คิดว่าเราควรจะมีการเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่ลำพังคนเดียวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคิดไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อการวางแผนให้ชีวิตบั้นปลายของเราได้อยู่คนเดียว(หากต้องอยู่คนเดียวจริงๆ) อย่างมีความสุขที่สุด ทั้งเรื่องการวางแผนการเก็บเงิน การสร้างบ้านที่จะต้องเอื้อกับการนั่งรถเข็นให้เข้าถึงได้ทุกซอกทุกมุมของบ้าน การรักษาพยาบาล ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องเตรียมพร้อมระยะยาวทั้งสิ้น เราจึงต้องมีสติและเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
ขั้นตอนที่ 7
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชีวิต
ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราและสังคม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชีวิตก็คือการตอบแทนสังคมด้วยการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม อาทิ การเป็นอาสาสมัคร ทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ สิ่งดีๆ ที่เราทำจะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าและสังคมเห็นความสำคัญกับเราที่ไม่อยู่ในโลกเผาผลาญทรัพยากรไปวันๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไรตอบแทนให้กับโลกที่อาศัยอยู่เลยแม้แต่น้อย
บางครั้งหากเราผิดหวังจากการถูกทิ้ง ผิดหวังในความรัก ถูกดูแคลนจากผู้คนรอบข้างหรือบุคคลอื่น หรือผิดหวังจากสิ่งต่างๆ ที่ได้คาดหวังไว้ การกระทำต่างๆ ข้างต้นจะทำให้เราเกิดความรู้สึกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเรา และเราก็จะเคารพตัวเองความรู้สึกที่เสียไปก็จะลดน้อยลง
สิ่งสำคัญที่ได้จากขั้นตอนนี้ก็คือ เราจะรู้สึกรักตัวเองมากขึ้น และคิดว่าความรักไม่ได้มีรูปแบบเดียวเท่านั้น ความรักในรูปแบบอื่นๆ ก็สามารถที่จะทดแทนความรักแบบชู้สาวที่มีความใคร่ปนเปอยู่ด้วยได้เป็นอย่างดี
อันนี้เป็นกรอบแนวคิดของทั้ง 3 เอ็นทรี่และที่ได้คอมเม้นต์ในบล็อกของคนอื่นๆ กรอบความคิดนี้มีพื้นฐานมาจากแนวคำสอนในพระพุทธศาสนาครับ จะได้ดูได้อย่างเข้าใจมากขึ้นถึงกระบวนการของกลไกในการป้องกันตนเองให้ปลอดจากความเสียใจ และจมปลักอยู่ในความทุกข์ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการก็ได้นะครับ
ปอนหวังว่าแนวความคิดของปอนจะทำให้หลายๆ คนมีความสุขมากขึ้นนะครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต 1: หวังว่าแนวความคิดเกี่ยวกับความรักของปอนทั้ง 3 เอ็นทรี่จะมีประโยชน์กับเฮีย ก. พี่พี พี่ตุ้มเป๊ะ คุณโอ้ คุณชัย คุณ
ปัจฉิมลิขิต 2: ใครจะเอาแนวความคิดนี้ไปใช้ประโยชน์ปอนยินดีครับ หรือหากมีข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงหรือมีมุมมองที่แตกต่างยินดีเปิดรับนะครับ แต่ใครจะเอาไปขายปอนโกรธนะครับ (เพราะอายเขาเดี๋ยวสำนักพิมพ์รู้เข้าอายตายเลย)
ปัจฉิมลิขิต 3: ปอนไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องความรักมากมายหรอกนะครับ ตั้งแต่เกิดมา 26 ปี 11 เดือน กับอีก 19 วัน เพิ่งจะรักเขาข้างเดียวไปสองครั้ง แล้วชอบเขาข้างเดียวแบบชนิดจริงจังไม่กี่ครั้งเองครับ ส่วนชอบแบบแว่บๆ บ่อยครับ เพราะฉะนั้นหากผู้มีประสบการณ์สูงกว่าเข้ามาอ่านกรุณาชี้แนะด้วยนะครับ

แล้วน้องปอนได้ทำเอนเนียแกรมแล้วยัง ตอนนี้พี่ตุ้มเป๊ะไม่มีพวกเลย ใครๆเค้าทำกันแล้วได้ไทป์เดียวนำโด่งกันทั้งนั้น มีแต่เราที่มีเป็นลูกผสม
หาพวกไม่ได้


#1 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-08-03 08:45