รักตัวเองให้เป็น-Sleepless Society

เป็นเอ็นทรี่สุดท้ายของแนวความคิดเกี่ยวกับความรักของปอนแล้วนะครับ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อดทนอ่านนะครับ.. และต้องขอบคุณมากๆ ครับทนอ่านกันมาได้ครบทุก 3 เอ็นทรี่.. ขอบคุณจริงๆ ครับ

ขั้นตอนที่ 5

ใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจ

เมื่อเราคิดได้แล้วก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะรับประกันได้ว่าเราจะเข้าใจเสมอไป เพราะบางครั้งมนุษย์เราก็ชอบหลอกตัวเองให้อยู่ในความฝันที่แสนสวยงาม แต่จริงๆ แล้วมนุษย์เราควรจะต้องมีความฝันและฝันอยู่ตลอดเวลาเพราะความฝันจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนก้าวเดินไปข้างหน้าหรือทำวิธีการที่หลากหลายรูปแบบให้ความฝันที่ตั้งใจไว้

อย่างที่เขียนไปแล้วว่าเมื่อเราฝันหากมีหนทางที่จะทำให้ฝันนั้นประสบความสำเร็จได้ จากความฝันก็จะกลายเป็นความหวังเมื่อเริ่มทำเริ่มลงมือกรุยทางให้เป็นไปตามที่หวังไว้หากสำเร็จก็คือความฝันจะเป็นความจริง หากไม่สำเร็จนั่นก็คือผิดหวัง

แต่การที่จะแปลงความฝันให้ไปสู่ความหวังได้นั้นเราจำเป็นที่จะต้องคิดวิเคราะห์ให้หลากหลายมิติหากมองในเชิงความสัมพันธ์ของความรักความฝันสูงสุดของแต่ละคนอาจมีเป้าหมายที่ต่างกันบางคนอาจแค่ขอให้เขาคนนั้นรักตอบ แต่ในขณะที่บางคนอาจต้องการให้คนๆ นั้นมาใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดชีวิตของกันและกัน การมองชีวิตและคิดแบบองค์รวมจะช่วยทำให้เรารู้ว่าความเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด เพราะเราได้แยกองค์ประกอบต่างๆ ออกมาหมดและทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคและอะไรที่จะสนับสนุนให้ความฝันของเราน่าจะเป็นจริงได้ กติกาของการคิดด้วยวิธีนี้ก็คือ ห้ามหลอกตัวเอง หรือ ห้ามเข้าข้างตัวเอง เด็ดขาด

เมื่อเราไม่หลอกตัวเองและตอบคำถามว่าความฝันมีแนวโน้มว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ เราจะต้อง ยอมรับ ให้ได้ด้วยความ เข้าใจ และใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่และเป็นจริงความฝันอาจจะฝันต่อไปได้แต่ต้องฝันแบบมีความสุข ฝันแบบเข้าใจ และหากความสัมพันธ์มีอยู่คงที่ต่อไปเรื่อยๆ นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป

แต่หากวิเคราะห์ด้วยประการทั้งปวงแล้วว่ายังไงซะก็ไม่มีทางเป็นไปได้อาจด้วยเหตุผล เช่น เป้าหมายเป็นภรรยา/สามี คนอื่น เขารักเกียจขยะแขยงเรามาก วิถีชีวิตแตกต่างกันอย่างสุดขั้วประหนึ่งเด็กสลัมไม่มีการศึกษากับผู้ดีเก่าที่ร่ำรวย ฯลฯ ก็ควรจะต้องเลิกฝันเพื่อรักษาไว้ซึ่งศีลธรรมและจริยธรรมที่ดีต่อสังคม หรือรักษาชีวิตของเราให้สามารถอยู่ได้ต่อไป

ในขั้นตอนนี้สรุปก็คือ เมื่อคิดได้แล้วเราต้องยอมรับกับกฎเกณฑ์ ข้อจำกัดต่างๆ ที่มีผลกระทบกับความสัมพันธ์ของเรา และเราต้องเข้าใจถึงสาเหตุ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเรายังดันทุรังต่อไป บางครั้งคนสองคนอาจมีความรักให้กันอย่างมากมายแต่ด้วยเหตุผลหลายประการอาจทำให้ไม่สามารถได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแต่คนสองคนนั้นก็มีความสุขได้เพราะเขาทั้งสองเข้าใจในกันและกัน หากเป็นชอบ/รักฝ่ายเดียว (ชอบ/รักเขาข้างเดียว) ก็สามารถมีความสุขอย่างมากมายได้หากเข้าใจในตัวเขาและตัวเราและที่สำคัญคือไม่ตั้งความหวังให้มากกว่าความเป็นได้ที่มีก็จะมีความสุขแบบชอบ/รักเขาข้างเดียวแล้วหล่ะครับ (อันนี้ประสบการณ์ตรงเปะๆๆๆๆ ตอนนี้ปอนก็ชอบเขาข้างเดียวอยู่เลย)

ขั้นตอนที่ 6

ปล่อยวางและเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตเพียงลำพัง

ด้วยฐานคติที่คิดว่า ไม่ว่าอย่างไรคนเราก็จะต้องอยู่คนเดียวตลอด ไม่มีใครหากมีก็น้อยมากที่จะใช้ชีวิตกับคนที่รักได้ไปตลอดอายุขัยของคนทั้งสองคน ยังไงก็ต้องจากกันไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย

หากคิดได้อย่างนี้เราก็จะทำใจยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนที่เรารักได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเลิกกัน โดนกีดกัน หรือแม้แต่ตายจากกันไปในขณะที่ยังรักกันมาก ปอนมีกรณีตัวอย่างที่คิดทีไรก็เศร้าทุกทีเหตุเกิดที่บ้านตรงข้ามปอนนี่เอง

ลุง ส. กับป้า ก. เป็นเพื่อนบ้านที่เสมือนเป็นญาติสนิทแนบแน่นเพราะทั้งสองคนเป็นคนดีมากไม่เคยทะเลาะกับใครและเป็นครูใจดีด้วยกันทั้งคู่ สองตระกูลสนิทกันมานมนานชนิดที่มาอยู่ตรงข้ามกันตั้งแต่ปอนยังไม่ตายจากชาติที่แล้วก็ว่าได้ ลุง ส. กับป้า ก. รักกันมากมีลูกด้วยกันอยู่ 3 คน ชาย 1 หญิง 2 บ้านปอนกับบ้านนี้ก็เติบโตมาพร้อมๆ กันแต่พี่ๆ ทั้งสามเขาแก่กว่าก็หลายปีเมื่อเรียนจบเขาก็ทำงานที่กรุงเทพมหานครกันหมดทุกคน เขาจึงอยู่กันสองคนตายายอย่างมีความสุข (ลุง ส. กับป้า ก. รักกันมากจนเป็นคนที่ถูกวางตัวเป็นคนปูเตียงให้กับทุกงานแต่งานที่เกิดขึ้นของคนละแวกนี้) จนกระทั่งเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วลุง ส. ก็ปลดเกษียณออกมาอยู่บ้านป้า ก. กลัวลุง ส. จะเหงาจึงลาออกจากราชการก่อนเกษียณ 2 ปีมาอยู่เป็นเพื่อน แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อมาอยู่บ้านตามภาษาตายายอยู่เพียงปีเดียว ลุง ส. ก็ล้มป่วยลงอย่างปัจจุบันทันด่วนทั้งๆ ที่ไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยมาก่อนเลยและในที่สุดลุง ส. ก็จากไป ป้า ก. ต้องอยู่บ้านที่เพิ่งปลูกขึ้นใหม่เพียงสองสามปีเพียงคนเดียว และในที่สุด ป้า ก. ก็ต้องไปเลี้ยงหลานที่กรุงเทพฯ ทั้งที่ไม่อยากไปบ้านก็ต้องปิดทิ้งไว้โดยที่นานๆ จะมีคนมาดูแล และป้า ก. ก็กลับมาบ้างนานๆ ครั้ง

เพราะฉะนั้นจากกรณีนี้ปอนจึงได้คิดว่าเราควรจะมีการเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่ลำพังคนเดียวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคิดไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อการวางแผนให้ชีวิตบั้นปลายของเราได้อยู่คนเดียว(หากต้องอยู่คนเดียวจริงๆ) อย่างมีความสุขที่สุด ทั้งเรื่องการวางแผนการเก็บเงิน การสร้างบ้านที่จะต้องเอื้อกับการนั่งรถเข็นให้เข้าถึงได้ทุกซอกทุกมุมของบ้าน การรักษาพยาบาล ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องเตรียมพร้อมระยะยาวทั้งสิ้น เราจึงต้องมีสติและเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท

ขั้นตอนที่ 7

สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชีวิต

ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราและสังคม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชีวิตก็คือการตอบแทนสังคมด้วยการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม อาทิ การเป็นอาสาสมัคร ทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ สิ่งดีๆ ที่เราทำจะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าและสังคมเห็นความสำคัญกับเราที่ไม่อยู่ในโลกเผาผลาญทรัพยากรไปวันๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไรตอบแทนให้กับโลกที่อาศัยอยู่เลยแม้แต่น้อย

บางครั้งหากเราผิดหวังจากการถูกทิ้ง ผิดหวังในความรัก ถูกดูแคลนจากผู้คนรอบข้างหรือบุคคลอื่น หรือผิดหวังจากสิ่งต่างๆ ที่ได้คาดหวังไว้ การกระทำต่างๆ ข้างต้นจะทำให้เราเกิดความรู้สึกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเรา และเราก็จะเคารพตัวเองความรู้สึกที่เสียไปก็จะลดน้อยลง

สิ่งสำคัญที่ได้จากขั้นตอนนี้ก็คือ เราจะรู้สึกรักตัวเองมากขึ้น และคิดว่าความรักไม่ได้มีรูปแบบเดียวเท่านั้น ความรักในรูปแบบอื่นๆ ก็สามารถที่จะทดแทนความรักแบบชู้สาวที่มีความใคร่ปนเปอยู่ด้วยได้เป็นอย่างดี

อันนี้เป็นกรอบแนวคิดของทั้ง 3 เอ็นทรี่และที่ได้คอมเม้นต์ในบล็อกของคนอื่นๆ กรอบความคิดนี้มีพื้นฐานมาจากแนวคำสอนในพระพุทธศาสนาครับ จะได้ดูได้อย่างเข้าใจมากขึ้นถึงกระบวนการของกลไกในการป้องกันตนเองให้ปลอดจากความเสียใจ และจมปลักอยู่ในความทุกข์ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการก็ได้นะครับ

ปอนหวังว่าแนวความคิดของปอนจะทำให้หลายๆ คนมีความสุขมากขึ้นนะครับ

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต 1: หวังว่าแนวความคิดเกี่ยวกับความรักของปอนทั้ง 3 เอ็นทรี่จะมีประโยชน์กับเฮีย ก. พี่พี พี่ตุ้มเป๊ะ คุณโอ้ คุณชัย คุณสาวเหนือ บ้างนะครับ ถ้ามีความคิดเห็นเหมือนหรือต่างยังไงส่งข้อความมาบอกบ้างนะครับ

ปัจฉิมลิขิต 2: ใครจะเอาแนวความคิดนี้ไปใช้ประโยชน์ปอนยินดีครับ หรือหากมีข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงหรือมีมุมมองที่แตกต่างยินดีเปิดรับนะครับ แต่ใครจะเอาไปขายปอนโกรธนะครับ (เพราะอายเขาเดี๋ยวสำนักพิมพ์รู้เข้าอายตายเลย)

ปัจฉิมลิขิต 3: ปอนไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องความรักมากมายหรอกนะครับ ตั้งแต่เกิดมา 26 ปี 11 เดือน กับอีก 19 วัน เพิ่งจะรักเขาข้างเดียวไปสองครั้ง แล้วชอบเขาข้างเดียวแบบชนิดจริงจังไม่กี่ครั้งเองครับ ส่วนชอบแบบแว่บๆ บ่อยครับ เพราะฉะนั้นหากผู้มีประสบการณ์สูงกว่าเข้ามาอ่านกรุณาชี้แนะด้วยนะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นด้วยในข้อ6และ7กับคุณน้องปอนสุดๆ คุณอายุยังน้อยแต่มีความคิดผู้ใหญ่เกินตัว น่านับถือ เราค้นพบด้วยตัวเองคล้ายๆคุณ เพราะพ่อกับแม่เราก็คล้ายๆลุงส.กับป้าก. รักกันไม่เคยทะเลาะกัน อยู่ด้วยกันตลอด สุดท้ายพ่อตายจากไป เหลือแต่แม่ที่เมื่อขาดพ่อก็เริ่มเลอะเลือน ด้วยสาเหตุเสียใจจนร่างกายทรุดโทรม ช่วงนั้นด้วยความที่เราเครียดด้วยพ่อเพิ่งเสียแม่ป่วยมาก ขาดที่พึ่งทางใจจึงพบชายหนุ่มอายุน้อยกว่า มาตีสนิท หลอกใช้ทั้งเรื่องเงินและงาน ดีที่ตาสว่างก่อนจะพลาดไปมากกว่านี้ เสียใจ และเจ็บใจที่ออกจะฉลาดปราดเปรื่องไปแทบทุกเรื่อง ดันมาพลาดเพราะอารมณ์ การปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล มีสิทธิ์ที่ทำให้ชีวิตเราพังได้ง่ายๆ ขอให้ระมัดระวังด้วย ไว้ถ้าคุณมาเชียงใหม่อีก ลองมาเจอกันบ้างดีไหม พาคุณแม่มาด้วยก็ได้ จะพาทัวร์ไหว้พระ

#1 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-08-03 08:45

เห็นด้วยกับข้อ 7 ครับ
ยังมีคนที่เราคุ้มที่จะรักครับ นั่นคือ พ่อแม่ พี่น้อง
ผองเพื่อน ยิ่งใกล้วันแม่แล้ว รักแม่ให้เยอะ ๆ เลย
คิดถึงแม่จัง วันที่ 12 นี้ก็จะกลับบ้านครับ
เอาดอกมะลิ 1 ดอกไปมอบให้แม่
ปล.กรุณาติดตาม new entry แม่ของผม เร็ว ๆ นี้ครับ (แอบโฆษณา)

#2 By Ch@i on 2007-08-03 22:24

ประสบการณ์น้อยไม่มีอะไรจะแย้ง
แต่ที่แน่ๆ จะเอาไปใช้แน่นอน
ย้ากส์..... อย่าเข้ามานะ ช้านมีกลไกป้องกันตัวเองขั้นสูง ...... แล้วน้องปอนได้ทำเอนเนียแกรมแล้วยัง ตอนนี้พี่ตุ้มเป๊ะไม่มีพวกเลย ใครๆเค้าทำกันแล้วได้ไทป์เดียวนำโด่งกันทั้งนั้น มีแต่เราที่มีเป็นลูกผสม หาพวกไม่ได้

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-08-03 23:14

อดใจไว้ไม่อยู่แล้วครับว่าจะไม่เม้นท์ที่ไหนอีกแล้ว แต่ความรู้สึกที่ดีจากน้องปอนพี่รับรู้ได้ตลอดครับ
เอาหล่ะ พี่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง
ตอนน้นเดือนที่พี่ป่วยเป็นหวัดจนเข้า รพ. กลางเดือน นอนแค่คืนนึง ไม่ดีขึ้นเลยออก
ตอนนั้นหมดออายุรกรรมวิเคราะห์ว่าเป็นหวัด เป็นโรคแพ้อากาศ ทั่วไป เลยจ่ายยาตามปกติ พี่ก็กลับมากินยาต่ออีก 5 วัน ดูเหมือนอะไรๆมันจะดีขึ้น
การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น มาวันนึง พี่มีน้ำมูกไหลออกจากรูจมูกข้างซ้ายตลอดเวลา ทีละนิดตั้งแต่เช้ายันเย็น วันนั้นต้องทำงานด้วย
เอาทิชชู่มาอุดไว้ เพราะถ้าไม่อุดไว้มันจะหยดออกมาเลย อุดไว้สักพักมันก็จะชุ่มไปด้วยน้ำมูกดูน่าขยะแขยงแก่ผู้พบเห็น
แล้วไอ้น้ำมูกที่ว่านี่มันติดเชื้อด้วยครับ มันอมเหลืองอมเขียว น่าเกลียดมาก
พี่ทนซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก มาทานเอง กะว่าอีก2วันจะได้พักค่อยเข้า รพ. แต่แค่วันนั้นวันเดียวพี่ก็ไม่ไหวแล้วครับ
คายเสลดที่พี่ดูดจะโพรงจมูกลงมาบ้วนออกปาก ปรากฏมันมีเลือดปนอ่ะครับ เลยต้องหยุดก่อนกำหนด เข้ารพ.เลย
คราวนี้ตรงไปแผนก หูคอ จมูก ดดยตรง ทั้งสอดท่อเหล็กเข้าโพรงจมูกไปใต้ตาดูเนื้อเยื่อ ตอนยัดท่อไม่ได้สลบนะครับ แค่เอาสำลีจุ่มยาชามายัดจูมกไว้20นาที แต่ก็ไม่เห็นจะชาตรงไหนเลย เจ็บมาก
แอล้วบังคับให้พี่นั่งดูมอนิเตอร์เนื้อเยื่อตัวเองไปด้วย เจอหนอง กับเส้นทางหนองไหลด้วยครับ หมอว่ามาจากบริเวณหน้าผากด้านซ้าย
จากนั้นก็ส่งเข้าเครื่องที่ซีสแกน มีการพยายามฉีดสีที่มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบซึ่งยาหนืดมาก พยาบาลต้องเปลี่ยนเป็นเข็มเบอร์ใหญ่ๆและใช้แรงอัดยาเข้ามาในเส้นเลือดพี่อย่างมาก แล้วก็สแกนก่อนและหลังฉีดสี นอนหงาย 1 ครั่ง นอนคว่ำอีก 1 ครั้ง รวมเวลาแล้วไม่น่าต่ำกว่า ครึ่งชม.ที่ไปสแกนสมองครับ หมอมาบอกผลอีกวันว่า มีไซน้สอักเสบ(หนอง)ใต้ซีกหน้าซ้ายเต้มไปหมด ต้องรักษายาวนานครับ แต่จะให้ยาแทน ตอนนี้ได้ยาถุงใหญ่ๆมา 3 ถุง กับน้ำเกลือไว้ล้างโพรงจมูก อีก 10ขวด(1ลัง)
ขั้นตอนล้างจมูกจะบอกให้เป็นวิทยาทานครับว่าทรมานแค่ไหน เริ่มโดบยเทน้ำเกลือลงภาชนะประมาณ 300 ซีซี แล้วเข้าไมโครเวฟ ไม่เกิน 12 วิมั่งเท่าที่ลอง เอาแค่พออุ่นๆ
จากนั้นเอาสริงค์ที่ให้มาดูเอาไปเต็มๆเลยนะครับ น่าจะประมาณ 50-60ซีซี แล้เวก้มหน้าเหนืออ่างล้างหน้า กั้นหายใจอ้าปาก เอาสริงค์อัดน้ำเกลือเข้ารูจมูกข้างซ้ายจนหมด มันจะไหลออกทางขวาบ้าง ซ้ายบ้าง ปากบ้าง พร้อมกับม้ำมูกที่คั่งค้างอยู่ภายในที่เราสั่งตามปกติไม่ออก ทำซ้ำจนไม่มีน้ำมูกออกมาครับ
ล้างน้ำเกลืออย่างนี้วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง เช้าเย็น แต่ถ้าแน่นจมูกก็ล้างได้เหมือนกัน มากครั้งไม่มีผลเสีย แค่จะสำลักน้ำเข้าหลอดลมแล้วก็มึนหัวตามมาทุกครั้ง เดี๋ยวต้องไปล้างจมูกแล้วครับ มึน+ไข้รุมๆอีกแล้ว
สุขภาพกายย่ำแย่มากพอๆกับสุขภาพใจครับ
บ่อยครั้งที่อารมณ์ความรู้สึกเป็นพีคสูงมากๆ เครียดมากจนถึงขั้นคิดสั้น เป็นมากกว่าหนึ่งครั้งในระหว่างที่หายจากบล๊อกไป แต่พยายามครองสติให้ได้ครับ
บางครั้งทฤษฎี กับ การปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะปัจจัยจริงๆอาจไม่ได้อยู่ที่เราเพียงผู้เดียว
ยังไงถ้ายังมีชีวิตอยู่ในภพนี้ ก็ยังแวะมาที่บล๊อกน้องกับบล๊อกเพื่อนๆในนี้อยู่อ่ะครับ แต่จะไม่เม้น เพราะเม้นแล้วก็จะทำให้ลืมได้ยากขึ้น
ขอพระเจ้าคุ้มครองร่างกายและจิตใจเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนให้สุขสบายตามอัตภาพครับ
ปัจจัยรอบข้างโดยเฉพาะคนใกล้ตัวมีผลมากมายจริงๆครับ

#4 By -Press F5- on 2007-08-04 09:01

ที่น้องปอนเขียนทุกข้อเป็นเรื่องจริงที่ควรปฏิบัติ ถ้าทำได้จริงคงนิพพานไปแล้ว เอ๊ย คงไม่เจ็บตัว
สำหรับผม ผมอาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับน้องปอน
ขนาดน้องเขียน holistic thinking คิดแบบองค์รวม ผมยังอ่านเป็น องคชาติเลยครับ
สมองฉุดไม่อยู่แล้วครับ กระเจิง ความรักกำลังมีปัญหา ส่วนสุขภาพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนแนะนำตลอด
ถึง
สาวเหนือ : ผู้ชายเลวทุกคนครับ แต่คุณก็รอดมาได้ครับ แบบนี้แสดงว่ามีกลไกแล้ว

คุณพี : ขอให้หายเร็วๆครับ อ่านแล้วโคตรเศร้าเลย
ไซนัสผมเคยเป็นทีหรือ2ทีไม่รู้ จำได้ว่าฉีดยากระหน่ำมากๆ จนหาย แต่มันคงยังซ่อนอยู่ในตัวครับ ออกกำลังกายบ้างดิ

#5 By มนุษย์กล่อง on 2007-08-04 11:30

ปอนเห็นใจคุณสาวเหนือนะครับ... และยินดีด้วยครับที่เราสามารถคิดได้ด้วยตัวเอง เพราะการที่เราคิดอะไรด้วยตัวเองจะทำให้เราปฏิบัติได้ดีกว่าคนอื่นๆ มาบอกครับ (เหมือนคนแก่ที่ทำตัวเหมือนหนุ่มๆ 2 คน ที่ไปๆ มาแถวๆ นี้) ส่วนเรื่องไปเชียงใหม่อาจจะเดือนตุลาครับยังไม่แน่เหมือนกัน... ปอนอยู่ดีๆ นึกจะไปก็ไปครับ แล้วคงไปเช้าเย็นกลับอีกเช่นเคย.. แต่หากมีเวลาอาจได้เจอกันนะครับขอบคุณครับ

ขอบคุณมากครับคุณชัย ข้อ 7 นี่ถือว่าเป็นยาสมานจิตใจหากพบความผิดหวังครับ... หลังจากผิดหวังการเคารพและยอมรับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะครับ.. แต่ยังไงปอนก็หวังว่าคุณชัยคงไม่ผิดหวังในเรื่องความรักนะครับเอาใจช่วย.. ปอนจะตามอ่านเอ็นทรี่ใหม่นะครับ โฆษณาได้เต็มที่ครับเพราะปอนก็ใช้บ่อยๆ ในบล็อกของเฮีย ก. ถือเป็นช่องทางโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเลยครับ

ปอนไปทำมาแล้วครับ พี่ตุ้มเป๊ะ ปอนได้ไทป์หนึ่งที่ได้คะแนน 6 แล้วรองลงมาที่ได้ 5 มีสามไทป์ครับ 3,5,7,9 ครับ โดยรวมแล้วถ้าเอาทั้งห้าไทป์มารวมกันตัดบางส่วนที่ไม่ใช่ออกไปก็ถือว่าตรงใช้ได้ครับ

พีพี..ปอนไปตอบอย่างยาวไว้ในบล็อกแล้วนะครับ.. ดีใจที่รวบรวมพลังวิญญาณครั้งสุดท้ายมาตอบได้หลังจากที่ปล่อยให้งงอยู่ตั้งนานว่าทำไม "หายไป"

เฮีย ก. ครับอย่าว่าแต่เฮียเลย ปอนก็คิดว่า "คิดแบบองคชาติ" อยู่บ่อยๆ หรือไม่ก็ กีฬามหาวิทยาลัย "เจ้า" โลก อะไรทำนองนี้แหล่ะครับ... ที่จิตใจว้าวุ่นเพราะเฮียไม่รู้จัก "หยุด" ครับ ควรทำตามที่ปอนตอบในเอ็นทรี่รักแบบปอนปอน 2 ครับhttp://sloppythinking.exteen.com/20070731/entry

#7 By ปอนปอน on 2007-08-04 20:25

"หยุด" ไม่ได้จริงๆอ่ะครับ แต่ถ้าไปวัดปทุม ฟังเทศน์ เขาให้นั่งสมาธิก็นั่งนะครับ นั่งเก่งด้วย ไม่ขยับเลย ไม่คุย ไม่ว่อกแว่ก เพราะหลับครับ ก๊ากๆๆ เรื่องจริงครับ นั่งสมาธิทีไรหลับทุกที

#8 By มนุษย์กล่อง on 2007-08-06 10:31

ถ้ารักตัวเองแล้ว เราก็จะมีความรักเผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย

#9 By conte (203.146.136.88 /unknown) on 2007-08-28 15:56

ใช่แล้วครับ..คุณ Conte I ถ้าเรารักตัวเองได้ เราก็จะรักคนอื่นได้เช่นกันแต่ถ้าเรารักคนอื่นมากๆๆ จนไม่รักตัวเอง มันจะกลายเป็นเพียงแค่การเรียกร้องความรักจากคนอื่น เพื่อให้ได้เท่าๆ กับที่ตัวเองให้เขาไปครับ

#10 By ปอนปอน on 2007-08-29 00:34