หน้าไม่ให้...แต่ใจมันดันรัก : tag จาก เฮีย ก.
posted on 07 Aug 2007 01:00 by sloppythinking in Live, Socialไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ที่ดลใจทำให้เฮีย ก. ตัดสินใจให้เกียรติ (เกลียด) ส่งต่อ tag หน้าไม่ให้แต่ใจรักอันลือลั่นของบล็อกเอ็กซ์ทีนของเรา นั่งเอาเท้าก่ายหน้าผากอยู่หลายเพลาความกลัวต่างๆ นาๆ ก็พลั่งพรูออกมาทั้งกลัวลูกศิษย์จะมาเจอความคิดอันชั่วร้าย กลัวคนจำได้ กลัวคนที่เปิดเข้ามาอ่านจะเสียขวัญที่เจอภาพอันไม่น่าพึงใจ ฯลฯแต่ก็ทำได้เพียงค้นหารูปที่เก็บงำซ่อนเร้นไว้มาเลือกเพื่อเล่าเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างหน้าตาและพฤติกรรม จนกระทั่งได้ออกมาเป็นเอ็นทรี่นี้นะครับ...
********คำเตือน หากใจไม่แข็งพอกรุณาปิดหรืออ่านเอ็นทรี่อื่นๆนะครับ หากได้ดูหน้าปอนแล้วควรเอาน้ำมะพร้าวหรือน้ำมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ล้างหน้าก่อนนอนไม่เช่นนั้นอาจติดตาจนทำให้นอนไม่หลับครับ*********

รูปนี้เป็นรูปที่ปอนคิดว่าถ่ายทอดความเป็นตัวตนของปอนได้ออกมาแทบทั้งหมดครับ องค์ประกอบทั้งหมดบอกว่าปอนเป็นคนอย่างไรได้อย่างดี (หากมองดูลึกๆ ทั้งการแต่งตัว ทรงผม และสถานที่ครับ) เมื่อปีที่แล้วได้ติดสอยห้อยตามพี่ๆ โครงการหลวงไปทัวร์ไฮโซ "กูร์เมต์ทัวร์อ่างขาง" (เดี๋ยวจะเขียนให้อ่านกันนะครับ)และได้พี่ๆ ใจบุญช่วยถ่ายรูปนี้ให้บริเวณไร่ชา "แปลงสองพัน" ของอ่างขาง ตอนที่ถ่ายเป็นเวลาเที่ยงกว่าๆ แล้วจำได้ว่าหิวข้าวมากกกกกก เลยอิดโรยขนาดนี้ครับ มาถึง tagหน้าตาไม่ให้อย่างนี้แต่ใจยังรักที่จะ....
1. หน้าตาอย่างนี้นะครับได้มีโอกาสสัมผัสพระหัตถ์ของมกุฏราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (พระอิสริยยศในขณะนั้น) แห่งราชอาณาจักรภูฏานด้วยนะครับ
หลายๆ ท่านคงสงสัยว่าตายละหนังหน้าอย่างนี้ได้ไปอาจเอื้อมถึงพระองค์ท่านได้อย่างไร คำตอบก็คือปอนก็ตกใจและคิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระองค์มากมายขนาดนี้
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2546 ปอนยังเป็นนิสิตชั้นปีสุดท้ายที่ไปฝึกงานประชาสัมพันธ์อยู่ที่มูลนิธิโครงการหลวงในช่วงขณะนั้นมีโอกาสที่ดีในการเฝ้ารับเสด็จมกุฏราชกุมารแห่งราชอาณาจักรภูฏาน โดยพระองค์เสด็จมาศึกษางานมูลนิธิโครงการหลวงเป็นการส่วนพระองค์ทั้งที่อ่างขาง และอินทนนท์ ในวันที่เสด็จอินทนนท์ปอนได้ตามเสด็จด้วยทั้งวันครับ ดังรูปนี้

จะเห็นปอนอยู่ลิบๆ ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวผูกไทด์เพราะเป็นนิสิตฝึกงาน(รูปนี้ขอพี่ๆ มาเพราะมีเพียงรูปเดียวที่ฉายพระองค์แล้วติดปอนด้วย) หากดูรูปใหญ่จะเห็นปอนทำหน้าตาสลดเพราะสงสารวัวแต่ละตัว เขาเล่าว่าวัวเหล่านี้มาจากเมืองนอกแล้วมันคิดถึงบ้านมันจะร้องเสียงดังแล้วน้ำตาไหลด้วยหล่ะครับ
ใครที่เคยตามเสด็จจะรู้ว่าเหนื่อยมากขนาดไหนเนื่องจากเราไม่สามารถที่จะขึ้นรถก่อนที่พระองค์จะเสด็จประทับรถยนต์พระที่นั่งได้ เราจึงต้องรอให้รถยนต์พระที่นั่งออกไปได้สักนิดก่อนแล้วจึงขึ้นรถ แต่รถแต่ละคันจะขับเร็วมากเพราะฉะนั้นเราเห็นรถคันไหนยังไม่เต็มสามารถกระโดดขึ้นได้เลยเพื่อไปให้ทัน ปอนก็เป็นหนึ่งในนั้นที่กระโดดขึ้นไม่ทันตอนที่ออกจากโครงการหลวงอินทนนท์จะไปดูปลาเรนโบว์เทร้าท์ปอนไม่สามารถขึ้นรถของโครงการหลวงได้ทันจึงต้องกระโดดขึ้นกระบะรถตำรวจที่ปิดท้ายขบวน พอไปถึงบ่อปลาหัวก็กระเซอะกระเซิงไปตามเรื่องตามราว
หลังจากที่ตามเสด็จทั้งวัน ด้วยความเหนื่อยอ่อนจึงนัดพี่ๆ ไปกินหมูกระทะกัน ในขณะที่กินอยู่ก็ได้รับโทรศัพท์ให้ไปส่งเสด็จที่สนามบินเชียงใหม่ ตกใจก็ตกใจเพราะกลิ่นหมูกระทะคละคลุ้งไปหมด แต่ไม่รู้อะไรดลใจที่ให้ปอนต้องล้างมือให้สะอาดเอี่ยมก่อนไป แล้วพวกพี่ๆ ก็ล้างตามด้วย เมื่อไปถึงสนามบินก็ยืนรอรับเสด็จอยู่ตรงประตูทางเข้าอาคารผู้โดยสาร อีตำรวจมันก็มากันเราออกทั้งๆ ที่เราบอกว่ามาจากโครงการหลวง มันกันไม่พอมันยังมายืนบังหน้าปอนกับพี่อีกสองคนด้วย
แต่ฟ้ามีตา...พอพระองค์เสด็จฯ มาถึง พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นปอนกับพี่ๆ(ปอนยืนอยู่คนที่สองเป็นคนกลาง) พระองค์ก็พระดำเนินตรงมาจนกระทั่งอีตำรวจที่ยืนบังปอนกับพี่ๆ อยู่ต้องหลบออกไป พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ข้างขวามาและสัมผัสมือ (Shake Hand) กับพี่ที่ยืนอยู่ก่อนปอนและทรงตรัสว่า Thank you พี่ก็ยื่นมือมาสัมผัสพระหัตถ์พระองค์พร้อมกับถอนสายบัว และพระองค์ก็ทรงยืนพระหัตถ์มาสัมผัสมือปอนและตรัสว่า Thank you เช่นกัน ปอนก็ยื่นมือไปสัมผัสพระหัตถ์ของพระองค์แล้วคำนับ (ฮั่นแน้...นึกว่าปอนจะถอนสายบัวล่ะสิท่า) แล้วพระองค์ก็ทรงปฏิบัติอย่างนี้กับพี่คนที่ยืนถัดจากปอนไปอีกคนหนึ่งดังนั้นคณะของภูฏานอันได้แก่ท่านเอกอัครราชทูต ท่านเลขานุการส่วนพระองค์ ฯ จึงต้องทำตามพระองค์ เมื่อผู้ตามฝ่ายภูฏานเชคแฮนด์กับพวกปอนเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นห้องรับรองพิเศษ ปอนกับพี่ๆ ยืนส่งเสด็จที่ห้องรับรองพิเศษจนกระทั่งพระองค์เสด็จขึ้นเครื่องครับ
หลังจากนั้นก็ลงมาในรถพอปิดประตูแล้วก็กรี๊ดดดดดดดด กันดังลั่นรถมันรู้สึกปลาบปลื้มจนไม่รู้จะอธิบายยังไงจริงๆ ครับ และอยากจะบอกชาวไทยทุกๆคนนะครับว่าชั้นกรี๊ดมาก่อนพวกหล่อนๆ ตั้งสามปีย่ะ..เชอะ
2. หน้าตาอย่างนี้อุตส่าห์สอบเข้าเรียนในคณะทางด้านการสื่อสารของมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมและหลายๆ คนเชื่อว่ามีคุณภาพ มาตรฐานสูงสุดหนึ่งในสองอันดับแรกของประเทศสารขัณฑ์
อันนี้หากใครได้อ่านเรื่องทางเลือก 1 และทางเลือก 2ก็จะเข้าใจนะครับ เพราะถือว่ามันเป็นความใฝ่ฝันของปอนในขณะที่ยังเป็นเด็กๆ อยู่ว่าอยากเข้ามาเรียนในสถาบันแห่งนี้เพราะชอบแบบไม่มีเหตุผลไม่รู้เป็นเพราะอะไรเหมือนกัน แล้วการเรียนของปอนก็ระหกระเหินคือ หลังจากจบม. 3 ก็ไปต่อ>> ระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาประจำจังหวัด แล้วก็ไปต่อ>>>ภาคพิเศษที่มหาวิทยาลัยรัฐมีชื่อในภาคเหนือตอนล่างแห่งหนึ่ง>>>> โดนบังคับทำงานเป็นนักประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยที่เรียนจบมา >>>>>>แล้ววันดีคืนดีก็มีเหตุให้ต้องมาเรียนต่อในสถาบันแห่งนี้ทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะสอบติดครับ มีรูปให้ดูเผื่อไม่เชื่อด้วยนะครับ

3. หนังหน้าอย่างนี้ชีวิตพลิกผันให้มาเป็นอาจารย์ (พิเศษ) ในมหาวิทยาลัยที่เรียนจบมาครับ
ชีวิตหลังจากจบปริญญาตรีได้ถูกกำหนดมาตลอดเหมือนที่ได้เขียนไว้ในเอนทรี่ทางเลือกครับ.. การตัดสินใจเรียนปริญญาโทเพราะคิดว่าจะได้มีเวลาตั้งหลักอย่างน้อยสองปีเพื่อหาทางหลีกหนีชะตาชีวิตที่คนอื่นกำหนดให้ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น พอมาเรียนปริญญาโทได้ยังไม่เต็มหนึ่งเทอมดีก็ถูกเรียกตัวให้กลับมาสอนในภาคเรียนที่ 2 ทันที ทำให้ความตั้งใจที่จะหลีกหนีกลับต้องมาขลุกอยู่ในมหาวิทยาลัยฯ จนกระทั่งขณะนี้ก็ไม่สามารถไปไหนได้ ปอนคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ พระราชประสงค์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นแน่แท้ที่ท่านมีพระราชประสงค์จะเก็บปอนไว้สนองงานพระองค์ท่านในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
เพราะเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากสำหรับคนที่จะเป็นอาจารย์ ปอนไม่ได้โดดเด่นทางด้านวิชาการเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่เรียนมาทุกๆ ระดับ ในระดับ ปวช. ปอนก็โดดเด่นทางด้านกิจกรรมอาชีวป้องกันเอดส์ เกรดจบแค่ 2.9 นิดๆ เท่านั้นเอง (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ส่วนปริญญาตรีก็ขลุกอยู่กับกิจกรรมสโมสรของคณะเกรดจบแค่ 2.70 ถ้วนเปะๆๆ ส่วนปริญญาโทดูเสมือนว่าจะเก่งแต่เกรดจบได้แค่ 3.56 เท่านั้นเองครับ อาจเป็นเพราะความปากห-มาของปอน (ที่ติดมาจากเฮีย ก. กับพี่พี) ก็ได้มั้งครับ ปอนเคยพูดกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฯว่าปอนไม่ทำงานที่มหาวิทยาลัยหรอกเพราะมันดู "ดักดาน" พระองค์ท่านเลยมีพระราชประสงค์ให้สนองงานเสียเลยปากอย่างนี้....
แต่ตอนนี้กำลังหาทางดิ้นรนให้หลุดจากชะตากรรมการเป็นอาจารย์อยู่ครับ
4. หนังหน้าแรดๆ อย่างนี้ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบอยู่บ้านเป็นชีวิตจิตใจ
อาจเป็นเพราะพ่อและคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวถือเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี ที่ทำตรงข้ามกับที่ปอนเป็นอยู่เลยทำให้เราขยาดและรังเกียจสิ่งเหล่านี้มั้งครับ เห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็กเล็กๆ จนกระทั่งปัจจุบันเลยทำให้รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ก็เลยไม่ทำ เพราะคิดว่ามันเป็นทางที่ทำให้เราเสื่อมลงทุกๆ วันอีกด้วย
5. หลายๆ คนไม่เชื่อว่าหนังหน้าอย่างปอนยังเวอร์จิ้น
ปอนคิดว่าใครที่อ่านเรื่องความรักแบบปอนปอน 1-3 น่าจะเข้าใจนะครับว่าทำไมปอนยังเวอร์จิ้นอยู่อย่างนี้ ปอนมีความเชื่อแบบกุลสตรีโบราณว่าจะมอบให้กับคนที่เรา "รัก" เท่านั้น แต่เท่าที่เคยเจอก็........คนที่เรารักมันไม่รับสิ่งที่เราอยากจะมอบให้มันน่ะครับ เลยไม่รู้จะทำไงเหมือนกันถ้าเป็นเฮีย ก. คงปลุกปล้ำข่มขืนไปเรียบร้อยแล้วแต่กุลสตรีศรีอโยธยาอย่างปอนทำไม่ได้ครับ
บ่อยครั้งที่ปอนโดนกระแนะกระแหนจากคนใกล้ๆ ตัวว่าป่านนี้พังผืดคงจะขึ้นคลุมจนหมดแล้วถ้าจะมีอะไรเข้าจริงๆ สงสัยต้องเลาะพังผืดออกก่อน ปอนก็สงสัยครับว่า... มันเป็นเรื่องจำเป็น มันผิดปกติ และน่าอับอายมากเลยหรอครับที่เรายังเวอร์จิ้นและเก็บไว้ให้คนที่เราเชื่อใจ มั่นใจว่าเรารักเขาและเขาก็รักเรา.....รบกวนช่วยตอบกันด้วยนะครับ
ครบแล้วนะครับสำหรับ tag หน้าไม่ให้...แต่ใจรัก จากเฮีย ก. ที่ให้เกลียดปอนซะขนาดนี้ ต่อไปปอนคงต้องส่งต่อให้กับคนที่ปอนรักและช่วยเหลือให้กำลังใจปอนในขณะที่เขียนบล็อกตลอดมาครับ นั่นก็คือออออออ
1. เจ๊แอ๋ว หนึ่งในแรงบันดาลใจในการเขียนบล็อกของปอนครับ
2. พี่ตุ้มเป๊ะ ผู้น่ารักใจดีชอบช่วยเหลือปอนครับ
3. คุณชัย เพื่อน(หรือน้องหว่าถือว่ารุ่นเดียวกันละกันเนอะ) ที่อ่อนไหวกับความรักครับ
ส่วนพี่พีอยากจะให้เหมือนกันแต่มีการดักคอกันไว้แล้ว ถ้าไม่รู้จะเขียนอะไรเป็นเอ็นทรี่ต่อไปก็รบกวนเขียน "หน้าไม่ให้แต่ใจรัก" ไปด้วยแล้วกันนะครับ สำหรับพี่พีปอนคิดว่าหน้าตาของพี่ก็ไม่น่าจะเป็นคนอ่อนแอทั้งสุขภาพร่างกายและสุขภาพใจได้ขนาดนี้นะครับ
ที่ส่งให้เพราะรักนะครับทุกๆ คน อิอิ... ถ้าไม่พอใจประการใดกรุณาไปด่าไว้ได้ที่บล็อกของเฮีย ก. นะครับ เพราะเฮีย ก. เป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องมานั่งเขียนและหารูปของตัวเองมาโชว์ครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต : ในเอ็นทรี่ต่อไปเพื่อให้เข้ากับกระแสปอนจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญปี 40 ในมาตราที่เกี่ยวกับการสื่อสารของประเทศนะครับ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการตัดสินใจวันที่ 19 สิงหาคม 2550 การทำประชามติครั้งแรกของประเทศไทยครับ

แล้วจะเรียบเรียงมาให้อ่าน
รูปแรกเนี่ยะมันทั้งเหนื่อยแล้วก็หิวมากด้วย พร้อมๆ กับไม่ได้ดูแลเรื่องทรงผมและแสงแดดสักเท่าไหร่ครับมันเลยโทรมมากกกกก ส่วนไปเชียงใหม่คงอีกสักพักถึงจะค้างครับ เพราะต้องรอให้คำถามที่จะทำวิทยานิพนธ์เสร็จก่อน แล้วถึงจะเอาไปสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเชียงใหม่ครับ
#1 By -Press F5- on 2007-08-07 06:54