ประเด็นทางการสื่อสารระหว่างรัฐธรรมนูญปี 40 กับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 (2)
posted on 14 Aug 2007 01:50 by sloppythinking in Communication, Politicปอนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าทำไมเป็นคนอย่างนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญปอนไม่สามารถทำให้จบใน 2 เอ็นทรี่ได้อีกแล้วครับ.. คงต้องจบแบบ 3 เอ็นทรี่อีกแล้วครับ อันนี้เป็นการเขียนแบบฉบับย่อที่สุดที่ปอนจะทำได้แล้วครับ ต้องขอโทษท่านผู้อ่านทุกท่านจริงๆ นะครับ ในเอ็นทรี่นี้ปอนพยายามเขียนให้ดูวิชาการน้อยที่สุดแล้วนะครับ แต่ก็ทำได้แค่นี้เองไม่รู้ว่าจะอ่านเบื่อกันหรือเปล่า ปอนหวังว่าคงจะพอเข้าใจที่ปอนเขียนได้บ้างนะครับ หากมีใครมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเพิ่มเติมปอนยินดีเสมอนะครับ อยากให้ช่วยกันมองหลายๆ มุมครับปอนจะได้เอาไว้ไปบรรยายให้นิสิตตาดำๆ ของปอนได้เกิดปัญญาขึ้นบ้างครับ
ก่อนอื่นเราคงต้องมาดูสาเหตุการเกิดขึ้นของบทบัญญัติที่มีในรัฐธรรมนูญ ปี 40 กันก่อนนะครับจะได้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็ถือได้ว่าเป็นสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ย้อนหลังได้อย่างดี หากเรารู้ที่มาก็จะทำให้เราเข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ.... เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า
1. ปฐมเหตุ
เสรีภาพในการสื่อสารลดลง จากหนังสือพิมพ์ Bangkok Recorder ฉบับแรกของประเทศไทย โดยหมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Bach Bradley M.D.) ในรัชกาลที่ 3 และหยุดลงจากการขาดทุน และเริ่มออกเผยแพร่ใหม่ในรัชกาลที่ 4 หนังสือพิมพ์ได้รับเสรีภาพในการคิด การเขียน การพิมพ์เป็นอย่างมาก (มากที่สุดตั้งแต่มีหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนมา) ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจเต็มเป็นเจ้าชีวิตของประชาชน
จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัชกาลที่ 7 เสรีภาพในการคิด การเขียน การพิมพ์ก็ลดลงจากข้ออ้างของคณะราษฎร์ว่าประเทศยังไม่มั่นคงจึงต้องควบคุมก่อน แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเกิดการทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยทหาร และรุนแรงขึ้นอย่างมากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ -จอมพลถนอมกิตติขจร ที่หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ถูกจำกัดเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือเรื่องการเมือง มิหนำซ้ำยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการรณรงค์ในเรื่องบางเรื่องอีกด้วย
ทั้งๆ ที่หนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนชนิดเดียวที่มีเจ้าของเป็นเอกชน แต่ผู้มีอำนาจในขณะนั้นก็เปิดหนังสือพิมพ์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายของตนเอง รวมทั้งใช้อำนาจรัฐจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศขึ้นมาเป็นเครื่องมือของตัวเองอีกด้วย การควบคุมสื่อมวลชนในขณะนั้นมีทั้งการออกกฎหมาย (พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ยังใช้อยู่จนทุกวันนี้) ตรวจข่าว (หากตรวจไม่ผ่านก็จะมีช่องหมึกสีดำในหน้าหนังสือพิมพ์) การไม่ให้จำหน่าย การล่ามโซ่แท่นพิมพ์ การสั่งปิดโรงพิมพ์ การถอนใบอนุญาต การข่มขู่ ทำร้าย จับกุม การซื้อ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ต้องเผชิญ ส่วนวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นของรัฐโดยสมบูรณ์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแต่อย่างใด
หลังจากนั้นหนังสือพิมพ์จึงหันไปนำเสนอข่าวประเภท VSOP (Violence, Sex, Crime and Offence, Private) ดังนั้นปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ตามมาก็คือ
การละเมิดจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน เมื่อหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนต่างหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอข่าวสารที่หนัก ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดจึงต้องหันไปหาข่าวที่สามารถขายได้นั่นก็คือเรื่องราวอื้อฉาว อาชญากรรม ข่าวที่เร้าอารมณ์ ในขณะที่ข่าวการเมือง การบริหารประเทศกลับถูกนำเสนอเป็นกระตูนล้อเลียนหรือคอลัมน์ที่แสดงความคิดเห็นแบบอ้อมๆ เท่านั้น
ประชาชนจึงถูกมอมเมาให้อยู่แต่ภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสิทธิการดำรงชีวิตอยู่ในฐานะการเป็นคนไทยเท่าใดนัก และสื่อมวลชนก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของการเป็นผู้ชี้นำสังคมประชาธิปไตยได้
การรุกคืบของการควบคุมสื่อมวลชนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หลังจากสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลายในสมัยพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ เป็นต้นมาเสรีภาพของหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนก็ได้เริ่มกลับมาอีกครั้งแต่ยังไม่มากเท่าที่ควร จนกระทั่งมาถึงสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างสูงสุด สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ดำเนินงานเป็นธุรกิจมากยิ่งขึ้น หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนต่างๆ ได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ เนชั่น ผู้จัดการ มติชน ฯ
หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมวลชน เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวสื่อมวลชนในประเทศทุกสื่อต่างบิดเบือนข้อมูลข่าวสารไม่นำเสนอสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งแย้งกับสื่อมวลชนต่างประเทศที่นำเสนอเหตุการณ์ต่างๆ บนถนนราชดำเนินผ่านดาวเทียม จนทำให้ประชาชนมาชุมนุมที่ถนนราชดำเนินเยอะมากขึ้นจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจขึ้น เหตุการณ์นี้จึงทำให้เกิดโทรทัศน์เสรีขึ้นภายใต้ชื่อ ITV (Independent Television)
ทำให้แนวคิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในขณะนั้นต้องการที่จะ ปฏิรูปสื่อมวลชน ขนานใหญ่ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพทางด้านการสื่อสาร (ทั้งการสื่อสารระหว่าบุคคลและการสื่อสารมวลชน) ไว้เป็นครั้งแรกของประเทศ
2. สู่การปฏิบัติ
จาก 4 มาตราในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ทั้ง
มาตราที่ 37 ให้สิทธิเสรีภาพในการสื่อสารระหว่างกันของคนธรรมดาๆ ได้อย่างเต็มที่
มาตราที่ 39 ที่ต้องการปกป้องสื่อมวลชนให้ปลอดจากการถูกปิด การถูกเซ็นเซอร์ (Censor) การควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐ และกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
มาตราที่ 40 ที่ต้องการปรับโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อมวลชนให้กระจายไปให้ทั่วถึงและเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด โดยการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นอิสระจากอำนาจของนักการเมืองเพื่อจัดสรรปันส่วนสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และคลื่นโทรคมนาคม ให้ไปทั่วๆ กันอย่างเป็นธรรม และ
มาตราที่ 41 ที่มุ่งจะปกป้องทรัพยากรบุคคลที่ทำงานอยู่ในองค์กรสื่อมวลชนให้มีอิสระภายใต้จรรยาบรรณและจริยธรรมวิชาชีพ
ต่างก็ไม่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติแทบทั้งหมด เนื่องจากหลากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงใจของรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้อย่างเต็มที่เป็นรัฐบาลแรก (คงรู้ๆ กันนะครับ) เพราะสี่มาตราที่กล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางธุรกิจนับแสนล้านบาท และหากปล่อยให้เป็นไปตามนี้การควบคุมประชาชนจะทำได้ยากมาก ความล้มเหลวของสี่มาตรานี้แสดงให้เห็นในเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ดังเช่น
1. หากใครที่ติดตามข่าวจะเห็นว่ามีการแอบดักฟังโทรศัพท์ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้อื่นอยู่เสมอ โดยอ้างว่าเป็นผลต่อความมั่นคงของรัฐ
2. กรณีมติชน บางกอกโพสต์ กับแกรมมี่ และกรณีการเข้าเทคโอเวอร์ไอทีวี การกระจายหุ้นของช่อง 9 ในตลาดหลักทรัพย์ น่าจะเป็นการอธิบายของความล้มเหลวของมาตรา 39 ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสื่อมวลชนโดยใช้กลไกทางกฎหมายได้ จึงต้องหันมาใช้กลไกทางด้านตลาดทุนผ่านการซื้อหุ้นของสื่อมวลชนที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนั้นแล้วยังมีข้อวิพากษ์ในการใช้กลไกด้านโฆษณามาบีบบังคับอีกด้วย หากสื่อใด (โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์) ไม่ตอบสนองก็จะสั่งตัดโฆษณาในเครือข่ายธุรกิจของตนหรือหน่วยงานของรัฐที่จะลงในสื่อนั้นๆ (เท็จจริงอย่างไรถ้าใครอยู่ในแวดวงเอเจนซี่ช่วยบอกด้วยครับ)
3. ในมาตรา 40 ถือเป็นเรื่องที่เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด เพราะไม่สามารถทำให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ทั้ง 7 คนเกิดขึ้นมาได้ หลังจากการสรรหาล้มเหลวหลายครั้งหลายครา รวมทั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่เกิดขึ้นก็กลับกลายเป็นสีเทาไม่โปร่งใสดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
4. กรณีศาลตัดสินให้บรรณาธิการข่าวของบางกอกโพสต์ชนะกรณีเสนอข่าวเรื่องรันเวย์ร้าว เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนั้นมีอีกหลายกรณีที่เราไม่อาจทราบได้ ทั้งการข่มขู่ การให้เงิน การสร้างประเด็น การใช้ความสนิทสนมกับเจ้าของหนังสือพิมพ์ ให้เสนอข่าวที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตัวเอง
พักกันก่อนดีกว่านะครับ... อ่านแล้วคงจะเครียดแล้วก็หนักกันน่าดู เดี๋ยวปอนจะมาต่อในส่วนของความแตกต่างและการเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและบทสรุป ไว้ในเอ็นทรี่หน้านะครับ หวังว่าคงจะทนอ่านกันนะครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต 1: ปอนอยากฟังความคิดเห็นของทุกๆ คนนะครับ หากอ่านดูแล้วไม่มีความคิดเห็นก็ใส Emoticon ไว้ให้ดูต่างหน้าก็ได้นะครับ คิดถึงน่ะครับกลัวว่าเขียนอะไรหนักๆ แล้วจะไม่มีใครอ่าน
ปัจฉิมลิขิต 2 : เฮีย ก. ครับคิดถึงนะครับทำงานที่บ้านแล้วอย่าลืมน้องนะครับแวะเข้ามาก็แสดงตัวบ้างนะครับ หากมีโปรเจคไหนที่ต้องการคนดูเรื่องการสื่อสารให้ยินดีครับเพราะปอนสามารถทำได้ในการสื่อสารทุกระดับครับ ทั้งระหว่างบุคคล องค์กร สื่อมวลชนครับ..อิอิ หาจ๊อบซะงั้น
ปัจฉิมลิขิต 3 : ใครที่มาคอมเม้นท์ไว้ในเอ็นทรี่ที่แล้วกรุณาไปอ่านคำตอบด้วยนะครับ.. ปอนตอบไว้แล้วนะครับ..อิอิ
มึนอ่ะ 
สงสัยทำไมถึงต้องใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญอ่ะ น่าจะใส่กฏหมายที่ทำให้มีรัฐประหารยากๆมากกว่า
ไม่ชอบทหารอ่ะ
#1 By aeiou on 2007-08-14 07:39