ปอนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าทำไมเป็นคนอย่างนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญปอนไม่สามารถทำให้จบใน 2 เอ็นทรี่ได้อีกแล้วครับ.. คงต้องจบแบบ 3 เอ็นทรี่อีกแล้วครับ อันนี้เป็นการเขียนแบบฉบับย่อที่สุดที่ปอนจะทำได้แล้วครับ ต้องขอโทษท่านผู้อ่านทุกท่านจริงๆ นะครับ ในเอ็นทรี่นี้ปอนพยายามเขียนให้ดูวิชาการน้อยที่สุดแล้วนะครับ แต่ก็ทำได้แค่นี้เองไม่รู้ว่าจะอ่านเบื่อกันหรือเปล่า ปอนหวังว่าคงจะพอเข้าใจที่ปอนเขียนได้บ้างนะครับ หากมีใครมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเพิ่มเติมปอนยินดีเสมอนะครับ อยากให้ช่วยกันมองหลายๆ มุมครับปอนจะได้เอาไว้ไปบรรยายให้นิสิตตาดำๆ ของปอนได้เกิดปัญญาขึ้นบ้างครับ

ก่อนอื่นเราคงต้องมาดูสาเหตุการเกิดขึ้นของบทบัญญัติที่มีในรัฐธรรมนูญ ปี 40 กันก่อนนะครับจะได้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็ถือได้ว่าเป็นสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ย้อนหลังได้อย่างดี หากเรารู้ที่มาก็จะทำให้เราเข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ.... เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. ปฐมเหตุ

เสรีภาพในการสื่อสารลดลง จากหนังสือพิมพ์ Bangkok Recorder ฉบับแรกของประเทศไทย โดยหมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Bach Bradley M.D.) ในรัชกาลที่ 3 และหยุดลงจากการขาดทุน และเริ่มออกเผยแพร่ใหม่ในรัชกาลที่ 4 หนังสือพิมพ์ได้รับเสรีภาพในการคิด การเขียน การพิมพ์เป็นอย่างมาก (มากที่สุดตั้งแต่มีหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนมา) ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจเต็มเป็นเจ้าชีวิตของประชาชน

จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัชกาลที่ 7 เสรีภาพในการคิด การเขียน การพิมพ์ก็ลดลงจากข้ออ้างของคณะราษฎร์ว่าประเทศยังไม่มั่นคงจึงต้องควบคุมก่อน แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเกิดการทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยทหาร และรุนแรงขึ้นอย่างมากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ -จอมพลถนอมกิตติขจร ที่หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ถูกจำกัดเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือเรื่องการเมือง มิหนำซ้ำยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการรณรงค์ในเรื่องบางเรื่องอีกด้วย

ทั้งๆ ที่หนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนชนิดเดียวที่มีเจ้าของเป็นเอกชน แต่ผู้มีอำนาจในขณะนั้นก็เปิดหนังสือพิมพ์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายของตนเอง รวมทั้งใช้อำนาจรัฐจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศขึ้นมาเป็นเครื่องมือของตัวเองอีกด้วย การควบคุมสื่อมวลชนในขณะนั้นมีทั้งการออกกฎหมาย (พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ยังใช้อยู่จนทุกวันนี้) ตรวจข่าว (หากตรวจไม่ผ่านก็จะมีช่องหมึกสีดำในหน้าหนังสือพิมพ์) การไม่ให้จำหน่าย การล่ามโซ่แท่นพิมพ์ การสั่งปิดโรงพิมพ์ การถอนใบอนุญาต การข่มขู่ ทำร้าย จับกุม การซื้อ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ต้องเผชิญ ส่วนวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นของรัฐโดยสมบูรณ์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมแต่อย่างใด

หลังจากนั้นหนังสือพิมพ์จึงหันไปนำเสนอข่าวประเภท VSOP (Violence, Sex, Crime and Offence, Private) ดังนั้นปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ตามมาก็คือ

การละเมิดจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน เมื่อหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนต่างหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอข่าวสารที่หนัก ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดจึงต้องหันไปหาข่าวที่สามารถขายได้นั่นก็คือเรื่องราวอื้อฉาว อาชญากรรม ข่าวที่เร้าอารมณ์ ในขณะที่ข่าวการเมือง การบริหารประเทศกลับถูกนำเสนอเป็นกระตูนล้อเลียนหรือคอลัมน์ที่แสดงความคิดเห็นแบบอ้อมๆ เท่านั้น

ประชาชนจึงถูกมอมเมาให้อยู่แต่ภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสิทธิการดำรงชีวิตอยู่ในฐานะการเป็นคนไทยเท่าใดนัก และสื่อมวลชนก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของการเป็นผู้ชี้นำสังคมประชาธิปไตยได้

การรุกคืบของการควบคุมสื่อมวลชนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หลังจากสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลายในสมัยพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ เป็นต้นมาเสรีภาพของหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนก็ได้เริ่มกลับมาอีกครั้งแต่ยังไม่มากเท่าที่ควร จนกระทั่งมาถึงสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างสูงสุด สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ดำเนินงานเป็นธุรกิจมากยิ่งขึ้น หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนต่างๆ ได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาทิ เนชั่น ผู้จัดการ มติชน ฯ

หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมวลชน เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวสื่อมวลชนในประเทศทุกสื่อต่างบิดเบือนข้อมูลข่าวสารไม่นำเสนอสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งแย้งกับสื่อมวลชนต่างประเทศที่นำเสนอเหตุการณ์ต่างๆ บนถนนราชดำเนินผ่านดาวเทียม จนทำให้ประชาชนมาชุมนุมที่ถนนราชดำเนินเยอะมากขึ้นจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจขึ้น เหตุการณ์นี้จึงทำให้เกิดโทรทัศน์เสรีขึ้นภายใต้ชื่อ ITV (Independent Television)

ทำให้แนวคิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในขณะนั้นต้องการที่จะ ปฏิรูปสื่อมวลชน ขนานใหญ่ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพทางด้านการสื่อสาร (ทั้งการสื่อสารระหว่าบุคคลและการสื่อสารมวลชน) ไว้เป็นครั้งแรกของประเทศ

2. สู่การปฏิบัติ

จาก 4 มาตราในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ทั้ง

มาตราที่ 37 ให้สิทธิเสรีภาพในการสื่อสารระหว่างกันของคนธรรมดาๆ ได้อย่างเต็มที่

มาตราที่ 39 ที่ต้องการปกป้องสื่อมวลชนให้ปลอดจากการถูกปิด การถูกเซ็นเซอร์ (Censor) การควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐ และกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

มาตราที่ 40 ที่ต้องการปรับโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อมวลชนให้กระจายไปให้ทั่วถึงและเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด โดยการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นอิสระจากอำนาจของนักการเมืองเพื่อจัดสรรปันส่วนสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และคลื่นโทรคมนาคม ให้ไปทั่วๆ กันอย่างเป็นธรรม และ

มาตราที่ 41 ที่มุ่งจะปกป้องทรัพยากรบุคคลที่ทำงานอยู่ในองค์กรสื่อมวลชนให้มีอิสระภายใต้จรรยาบรรณและจริยธรรมวิชาชีพ

ต่างก็ไม่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติแทบทั้งหมด เนื่องจากหลากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงใจของรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้อย่างเต็มที่เป็นรัฐบาลแรก (คงรู้ๆ กันนะครับ) เพราะสี่มาตราที่กล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางธุรกิจนับแสนล้านบาท และหากปล่อยให้เป็นไปตามนี้การควบคุมประชาชนจะทำได้ยากมาก ความล้มเหลวของสี่มาตรานี้แสดงให้เห็นในเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ดังเช่น

1. หากใครที่ติดตามข่าวจะเห็นว่ามีการแอบดักฟังโทรศัพท์ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้อื่นอยู่เสมอ โดยอ้างว่าเป็นผลต่อความมั่นคงของรัฐ

2. กรณีมติชน บางกอกโพสต์ กับแกรมมี่ และกรณีการเข้าเทคโอเวอร์ไอทีวี การกระจายหุ้นของช่อง 9 ในตลาดหลักทรัพย์ น่าจะเป็นการอธิบายของความล้มเหลวของมาตรา 39 ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสื่อมวลชนโดยใช้กลไกทางกฎหมายได้ จึงต้องหันมาใช้กลไกทางด้านตลาดทุนผ่านการซื้อหุ้นของสื่อมวลชนที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนั้นแล้วยังมีข้อวิพากษ์ในการใช้กลไกด้านโฆษณามาบีบบังคับอีกด้วย หากสื่อใด (โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์) ไม่ตอบสนองก็จะสั่งตัดโฆษณาในเครือข่ายธุรกิจของตนหรือหน่วยงานของรัฐที่จะลงในสื่อนั้นๆ (เท็จจริงอย่างไรถ้าใครอยู่ในแวดวงเอเจนซี่ช่วยบอกด้วยครับ)

3. ในมาตรา 40 ถือเป็นเรื่องที่เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด เพราะไม่สามารถทำให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ทั้ง 7 คนเกิดขึ้นมาได้ หลังจากการสรรหาล้มเหลวหลายครั้งหลายครา รวมทั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่เกิดขึ้นก็กลับกลายเป็นสีเทาไม่โปร่งใสดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

4. กรณีศาลตัดสินให้บรรณาธิการข่าวของบางกอกโพสต์ชนะกรณีเสนอข่าวเรื่องรันเวย์ร้าว เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนั้นมีอีกหลายกรณีที่เราไม่อาจทราบได้ ทั้งการข่มขู่ การให้เงิน การสร้างประเด็น การใช้ความสนิทสนมกับเจ้าของหนังสือพิมพ์ ให้เสนอข่าวที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตัวเอง

พักกันก่อนดีกว่านะครับ... อ่านแล้วคงจะเครียดแล้วก็หนักกันน่าดู เดี๋ยวปอนจะมาต่อในส่วนของความแตกต่างและการเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและบทสรุป ไว้ในเอ็นทรี่หน้านะครับ หวังว่าคงจะทนอ่านกันนะครับ

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต 1: ปอนอยากฟังความคิดเห็นของทุกๆ คนนะครับ หากอ่านดูแล้วไม่มีความคิดเห็นก็ใส Emoticon ไว้ให้ดูต่างหน้าก็ได้นะครับ คิดถึงน่ะครับกลัวว่าเขียนอะไรหนักๆ แล้วจะไม่มีใครอ่าน

ปัจฉิมลิขิต 2 : เฮีย ก. ครับคิดถึงนะครับทำงานที่บ้านแล้วอย่าลืมน้องนะครับแวะเข้ามาก็แสดงตัวบ้างนะครับ หากมีโปรเจคไหนที่ต้องการคนดูเรื่องการสื่อสารให้ยินดีครับเพราะปอนสามารถทำได้ในการสื่อสารทุกระดับครับ ทั้งระหว่างบุคคล องค์กร สื่อมวลชนครับ..อิอิ หาจ๊อบซะงั้น

ปัจฉิมลิขิต 3 : ใครที่มาคอมเม้นท์ไว้ในเอ็นทรี่ที่แล้วกรุณาไปอ่านคำตอบด้วยนะครับ.. ปอนตอบไว้แล้วนะครับ..อิอิ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คนทำสื่อก็เป็นคนธรรมดา ก็ต้องมีเรื่องผิดพลาดบ้าง เข้าข้างคนนู้นคนนี้ก็เรื่องปกติ ถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญก็ต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ช่วยกันตรวจสอบสิ
สงสัยทำไมถึงต้องใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญอ่ะ น่าจะใส่กฏหมายที่ทำให้มีรัฐประหารยากๆมากกว่า

ไม่ชอบทหารอ่ะ

#1 By aeiou on 2007-08-14 07:39

มึนอ่ะ

#2 By ตุ้มเป๊ะ (203.107.228.2) on 2007-08-14 08:08

ถึงจะอ่านแล้ว งงบ้าง เครียดบ้าง เอ๋อบ้าง T_T
ก็ต้องอ่านจนจบครับมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว คนไทยทุกคนควรจะเข้าใจ

#3 By riddler on 2007-08-14 08:17

โอย อ่านแล้วมึน สาระเยอะมาก 5 5 5 เพิ่งเห็นเม้นท์ของตุ้มเป้ะ มึนแบบเดียวกันเลย ไม่เครียดหรอก เป็นการบรรยายความผ่านบล๊อกที่ดีครับ

#4 By -Press F5- on 2007-08-14 10:32

คุณ argue ยินดีครับที่เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นครับ สิ่งที่คุณ argue บอกนี่แหล่ะครับเป็นปัญหาสำคัญของสื่อมวลชน เพราะระบบของประเทศไทยไม่สามารถทำการตรวจสอบสื่อเองได้ และสื่อเองก็ไม่สามารถตรวจสอบตัวเองได้เช่นกันครับ ดังนั้นจึงต้องมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเพื่อให้ทุกๆ ต้องทำตามครับ
ส่วนเรื่องการทำรัฐประหารเป็นการกระทำนอกและเหนือรัฐธรรมนูญครับ หากกลไกทางการเมืองและกลไกทางสังคม (ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ) ไม่ดีหาทางออกให้กับประเทศไม่ได้หรือสร้างความขัดแย้งของคนในชาติอย่างใหญ่หลวง เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ครับ หนทางที่จะหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ดีที่สุดก็ขึ้นอยู่กับตัวเราครับว่าจะสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและมีส่วนร่วมทางการเมือง รักษาสิทธิของเราได้หรือไม่ครับ

พี่ตุ้มเป๊ะครับ...ค่อยๆ อ่านครับอย่าใจร้อน พออ่านเอ็นทรี่นี้เข้าใจ แล้วอ่านเอ็นทรี่หน้าก็จะอ๋อ..ทันทีครับ

ใช่แล้วครับคุณโอ้ อ่านที่ปอนเขียนปอนว่าเข้าใจง่ายกว่าในรัฐธรรมนูญนะครับ.. ยังไงซะเราดูแค่สิทธิของเราแล้วก็การตรวจสอบคานอำนาจก็พอครับ

แหม..ก็พี่พีผ่านประสบการณ์มาเยอะนี่ครับ รู้สึกว่าจะทันเหตุการณ์เดือนตุลาด้วยนี่หน่าเลยเข้าใจดีใช่มั้ยครับ

#5 By ปอนปอน on 2007-08-14 11:52



มาทำหน้าแอ๊บแบ๊วฮ่ะ....
ขอพารา 2 เม็ด

#7 By วัชระ on 2007-08-14 17:39

การสื่อสารเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลง
แล้วเรื่องอื่น ๆ อะครับ ต่อให้ฟังคราวหน้าด้วยหรือป่าว

เรื่องการสื่อสาร สรุปแล้ว ปี 2550 จะเปลี่ยนเป็นไงบ้าง?

#8 By Ch@i on 2007-08-14 22:54

หน้าตาน่ารักเชียวครับคุณอะ-ศุ-จิ

ปอนว่าน่าจะกินยาทัมใจดีกว่ามั้งครับคุณวัชระ พักนี้ปอนกินหมดไปหลายสิบแผงแล้วครับ

ปอนคงไม่มีความสามารถในประเด็นอื่นๆ หรอกครับคุณชัย เพราะว่าปอนถนัดแล้วก็ดูแต่เรื่องการสื่อสารที่พอจะถูไถไปได้ ส่วนประเด็นอื่นๆ ปอนเกรงว่าจะออกความคิดเห็นได้โดยปราศจากหลักวิชาการที่แน่นอนน่ะครับ แต่จะพยายามแทรกในส่วนที่พอจะรู้มาบ้างลงไปนะครับ

#9 By ปอนปอน on 2007-08-15 01:37

ขยันเขียน(พิมพ์)จริงๆ

#10 By Limpet Drone on 2007-08-15 16:11

ไม่ได้โกรธน้องปอนเลยสักกะนิดครับ พอดีติดพัน โรมรันกับผู้ชายอยู่ครับ หุหุ รักน้องสาวคนนี้จะ "ตาย"

#11 By มนุษย์กล่อง on 2007-08-15 17:58

คือ เจ๊ค่อนข้างโง่กับเรื่องนี้
น้องปอนขยันจริงๆ

#12 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-08-15 18:36

ไม่อยู่ 4 วันนะครับ ไว้จะมาตามอ่าน

#13 By Ch@i on 2007-08-15 22:30

คุณ VisitingGoth แหะๆ เผอิญพิมพ์เร็วบวกกับเป็นคนคิดมาก (ฟุ้งซ่าน) น่ะครับก็เลยพิมพ์เยอะหน่อย.. ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่านหวังว่าจะเข้ามาประจำนะครับ

เฮีย ก. ครับผลตรวจยังไม่ออกเลยไม่ใช่หรอครับทำไมจะตายล่ะครับ ปอนว่าถ้าเฮียจะตายคงไม่ใช่เพราะรักปอนหรอกครับ น่าจะเป็นเพราะไปรักคนอื่นๆๆๆๆๆ มากกว่า

คุณสาวเหนือครับค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ทำความเข้าใจแล้วก็ปะติดปะต่ออันนู้นนิดอันนี้หน่อยเดี๋ยวก็รู้เองครับ (ปอนก็ทำอย่างนั้นครับ)

คุณชัย ครับมาเที่ยวแถวๆ นี้โดยเฉพาะทีลอซู ฝนมันตกมากนะครับยังไงก็ระวังตัวด้วยนะครับ จะรออ่านบันทึกการเดินทางของคุณชัยเหมือนกัน พ่อปอนเคยไปมาแล้วบอกว่าสวยมากครับ แต่ปอนคงไม่ได้ไปเพราะสาวน้อยอย่างปอนคงจะไม่เหมาะกับความลำบากขนาดนั้นครับ

#14 By ปอนปอน on 2007-08-15 23:31

ถามเล่นๆ ฆ่าเวลา
ในฐานะที่จารย์ปอนพอจะมีความเข้าใจรัฐธรรมนูญ (กว่าผม)
จารย์ปอนคิดว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ที่กำลังจะประกาศใช้ในไม่ช้า...ไม่มาตราใดต้องแก้ไขหรือไม่ ?
และถ้ามี...ต้องแก้ไขอย่างไร ?

หางานมาให้จารย์ปอนทำซะงั้น

#15 By วัชระ on 2007-08-20 23:53

อ่ะจ๊าก ถามผิด ดันมาถามใน entry เก่า
จารย์ปอนจะเห็นมั้ยเนี่ย

#16 By วัชระ on 2007-08-21 00:10

เห็นครับ...แต่ตอบยากจังเลยครับ..เพราะปอนก็ไม่ค่อยจะถูกกับรัฐศาสตร์สักเท่าไหร่ครับ.. คงต้องอ่านอีกสักรอบครับแล้วปอนจะมาตอบนะครับ..

#17 By ปอนปอน on 2007-08-21 00:39

รัฐธรรมนุญที่เขียนมาเกือบทุกฉบับส่วนมากมันก็ดีอยู่หรอกเพราะมีคนดีมีศิลธรรมหลายคนช่วยกันเขียน แต่ว่ามันอยู่ที่คนเอาไปใช้ หากอยู่ในมือคนโกงคนพาลเป็นรัฐบาล มันก็ไม่เป็นดังที่เขียนไว้
มันสามารถบิดเบือนได้ด้วยสันดานโจรหรือชั่วโดยสันดาน

#18 By MayaKniGht on 2007-08-21 22:59

ตอบคุณวัชระครับ

ปอนเห็นด้วยกับคุณมายานะครับ ไม่ว่ากฎเกณฑ์ระเบียบมันจะดีอย่างไร ถ้าคนใช้มันไม่ดีก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้อย่างในปัจจุบันครับ

หลังจากที่ปอนได้ย้อนไปอ่านแล้วคิดว่าหลายๆ ส่วนก็ดีอยู่แล้วแต่ยังคงวัดอะไรไม่ได้ต้องลองปฏิบัติดูก่อนว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือเปล่า แต่ในเรื่องที่มาของ ส.ว. ส่วนที่แต่งตั้งปอนก็มองว่ากรรมการที่ใช้ศาลมาเป็นผู้คัดเลือกมันเสี่ยงต่อการดึงศาลเข้ามาสู่การเมืองอาจมีผลต่อความน่าเชื่อถือและความเที่ยงธรรมของศาลได้ครับ.. ส่วนอันอื่นๆ คงต้องลองทำดูก่อนครับ

#19 By ปอนปอน on 2007-08-22 15:49

อืม...แล้วประเด็นกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญล่ะครับ
มันมีความสำคัญแค่ไหน อย่างไร ?

กลัวจารย์ปอนจะไม่เครียด ว่างั้น

#20 By วัชระ on 2007-08-22 16:53

แหม.... คุณวัชระจะจีบปอนหรอครับเนี่ยะ..ถามเยอะจังเลย ตอบกันไปตอบกันมาในนี้เอาเบอร์โทร.ปอนไปเลยดีไหมครับ จะได้รวดเร็วทันใจและได้รายละเอียดครบด้วย หรือจะคุยกันในเอ็มเอสเอ็นก็ได้นะครับถ้าไม่กลัวปอนน่ะ

ต้องขอบอกตามตรงนะครับว่าปอนก็ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนเหล่านี้สักเท่าไหร่นะครับ ปอนเรียนการสื่อสารมวลชนนะครับ แต่ที่รู้ก็เป็นเรื่องงูๆ ปลาๆ เท่าที่มันเกี่ยวข้องกับนโยบายการสื่อสารแค่นั้นเองครับ

งั้นปอนขอตอบคำถามนี้แบบงูๆ ปลาๆ นะครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นเจตนารมณ์ อุดมการณ์ แนวทางการปฏิบัติในการออกกฎหมายทุกอย่างของประเทศครับ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด กฎกระทรวง ที่จะเอาออกมาบังคับใช้จะต้องไม่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ หากว่าขัดก็ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ หรือหากมั่วนิ่มเอามาใช้ผู้เสียหายก็มีสิทธิยกกฎหมายรัฐธรรมนูญมาแย้งได้ (น่าจะเป็นเช่นนั้นนะครับ)

ดังนั้นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็คือกฎหมายที่ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องมีขึ้นใช้ภายหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญครับ เราจะเห็นที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ก็เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส. ส.ว. และต้องมีกฎหมายน่าจะอีกหลายฉบับตามมา โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ว่าไม่รู้จะใช้วิธีการแก้กฎหมายเก่าหรือยกเลิกอันเก่าแล้วเขียนอันใหม่ ที่จากเดิมบอกให้มีสององค์กร แต่รัฐธรรมนูญใหม่บอกให้มีองค์กรเดียวเป็นต้น

ส่วนใหญ่หากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะให้รัฐธรรมนูญขับเคลื่อนไปได้ก็จะกำหนดไว้ว่าให้ทำให้เสร็จภายในระยะเวลากี่วันเช่น กฏหมายเกี่ยวกับ ส.ส. ส.ว. ข้างต้น นอกจากนั้นองค์กรที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญก็จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะของตัวเองด้วยเช่นกัน เช่น สตง. กกต. ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯ เหล่านี้ก็ถือว่าจำเป็นต้องออกกฏหมายที่เป็น "กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ" เพื่อมาเป็นแนวทางการปฏิบัติขององค์กรเหล่านี้เช่นกัน

โดยสรุปแล้ว เรามองว่ารัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนอุดมคติ คือคิดว่าอยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้กว้างๆ แต่ไม่ได้บอกวิธีทำเอาไว้ ส่วนกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็คือการบอกวิธีการปฏิบัติว่าจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้สมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ความสำคัญจึงมาตกอยู่ที่การออกกฏหมายประกอบนี่แหล่ะครับว่าคนเขียนกฏหมายว่าจะตีความรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร เท่าที่ผ่านมามักมีการตีความเข้าข้างเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องตนเองซะเป็นส่วนใหญ่ครับ

อันนี้เป็นความเข้าใจอันน้อยนิดของปอนนะครับ หากจะให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอนกว่านี้ควรถามผู้รู้ด้านกฏหมายมหาชนจะดีที่สุดครับ

#21 By ปอนปอน on 2007-08-22 23:37

ขอบคุณนะครับจารย์ปอน แหมเห็นจารย์ใจดี ผมก็ถามซิครับ

#22 By วัชระ on 2007-08-22 23:59