จบแล้วครับลองอ่านแล้ววิเคราะห์กันดูนะครับ....

3. ความเหมือนและความต่างระหว่างปี 40 และ 50

หากเรามองดูทั้งสี่มาตราในรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2540 เป็นตัวตั้งแล้วจะเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 นั้นได้ถอดแบบของปี 2540 มาทั้งหมด แต่มีการเพิ่มเติมและรายละเอียดเพื่อให้รัดกุมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับบทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้วจึงพยายามคิดถ้อยคำให้ปิดช่องโหว่และลดการตีความเข้าข้างพรรคพวกของตนให้มากที่สุด การเปลี่ยนแปลงมีรายละเอียดดังนี้

มาตรา 37 ในปี 40 และ 36 ในร่างปี 50 ไม่มีอะไรแตกต่างกันแม้แต่นิดเดียว ยังคงรักษาสิทธิการสื่อสารระหว่างบุคคลของ คนธรรมดาไว้อย่างเหนียวแน่น หากทำได้แปรว่าไม่มีใครสามารถมาล่วงรู้ข้อมูลที่เราทำการสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เลย ยกเว้นแต่การกระทำภายใต้กฎหมายที่จะรักษาความมั่นคงของประเทศ หรือศีลธรรมที่ดีของประชาชน ดังนั้นหากเราเป็นผู้ก่อการร้ายหรือคาดว่าเราจะเป็นผู้ทำให้ประเทศชาติล่มสลาย หรือหากเราเป็นผู้เผยแพร่ภาพลามกอนาจารทำให้คนในประเทศสารขัณฑ์ของเราตกอยู่ภายใต้กิเลสตัณหาราคะโงหัวไม่ขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงจะมีสิทธิตรวจสอบเนื้อหา (เช่นเช็คอีเมล์ ดักฟังโทรศัพท์ ฯลฯ) ที่เราติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้

มาตรา 39 ในปี 40 และ 45 ในร่างปี 50 มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาหนึ่งวรรค และถูกตัดออกไปหนึ่งประโยค สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการป้องกันการแทรกแซง หรือห้ามการแสดงความคิดเห็น และการเสนอข่าวของสื่อมวลชนไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม แต่ก็มีข้อยกเว้นนั่นก็คือหากพิจารณาแล้วเห็นว่าความคิดเห็นดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคง สุขภาพที่ดี สิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่นซึ่งก็ไม่ต่างจากปี 40 ที่มีข้อจำกัดเช่นนี้เหมือนกัน ส่วนสิ่งที่ตัดออกไปคือช่องทางที่จะให้คนต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนของประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนทุกแขนง ทุกแห่งในประเทศไทยจะต้องมีเจ้าของเป็นคนไทยเท่านั้น โดยไม่มีกฎหมายใดๆ มาให้คนต่างชาติมาเป็นเจ้าของสื่อมวลชนได้

มาตรา 40 ในปี 40 และ 47 ในร่างปี 50 มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามามากเป็นพิเศษ สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือจากเดิมในปี 40 ไม่ได้ระบุจำนวนองค์กรในการจัดสรรคลื่นความถี่ทำให้มีกฎหมายลูกกำหนดให้มีสององค์กรคือ กสช. และ กทช. ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งทั้งสององค์กร (กรุณาย้อนไปดูในเอ็นทรี่ที่แล้วครับ) แต่จากการเพิ่มคำว่า หนึ่ง เข้ามาในวรรคที่ 2 และปรับแก้ถ้อยคำบางส่วนทำให้ร่างในปี 50 กำหนดให้มีองค์กรเพียงองค์กรเดียวที่เป็นผู้กำกับดูแล จัดสรรคลื่นความถี่ทั้งวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ดังนั้นกฎหมายเดิมที่กำหนดให้จัดตั้งทั้งสององค์กร (กสช. และ กทช.) ก็มีอันต้องยกเลิกไป

และสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาอีกก็คือกำหนดให้ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการสื่อมวลชนสาธารณะด้วย และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือกำหนดให้องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีกิจการสื่อมวลชนอยู่ในมือมากหรือหลากหลายสื่อ เช่น บริษัท ช. ประกอบกิจการโทรทัศน์อยู่ก็ไม่สามารถทำกิจการวิทยุ และหนังสือพิมพ์ควบคู่กันไปได้จะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถือเป็นมาตรการไม่ให้คนหรือกลุ่มคนสามารถครอบงำหรือกำหนดข่าวสารให้คนทั้งประเทศรับข้อมูลข่าวสารข้างเดียวได้

มาตรา 41 ในปี 40 และ 46 ในร่างปี 50 มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามามากเช่นกัน สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการพยายามทำให้เกิดองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร และมีการสร้างกลไกควบคุม ตรวจสอบกันเองภายในสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มกลไกป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจเช่นนักการเมือง ผู้บังคับบัญชาทั้งในสื่อมวลชนทั้งของรัฐ และสื่อมวลชนที่เป็นเอกชนมาแทรกแซง หรือห้ามการนำเสนอข่าวสารและความคิดเห็นของผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอีกด้วย แต่การกระทำทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้จรรยาบรรณ และจริยธรรมวิชาชีพของสื่อมวลชนเท่านั้น หากผู้มีอำนาจทั้งนักการเมืองแล้วก็ผู้บังคับบัญชาก็จะถือว่าเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นอกจากนั้นในร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังมีการเพิ่มมาตรา 48 เข้ามาเพื่อตอกฝาโลงนักการเมืองไม่ให้เข้ามาข้องเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชนโดยเด็ดขาดไม่ว่าด้วยวิธีการสลับซับซ้อนขนาดไหนก็ตามก็ไม่สามารถมีอิทธิพลหรือควบคุมสื่อมวลชนได้ ดังนั้นนักการเมืองไม่สามารถจะควบคุมการนำเสนอข่าวสารเพื่อเอื้อประโยชน์เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองได้อีก

4. ผลที่จะตามมา (หากร่างรัฐธรรมนูญฯ ปี 50 มีการบังคับใช้)

จริงๆ แล้วการคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างทำได้ยากมากครับ เพราะนักการเมืองบ้านเราสืบเชื้อสายมาจากศรีธนญชัย (ไม่ได้ว่าคุณชัยนะ) ทำให้กฎเกณฑ์ต่างๆ มักจะเปลี่ยนแปลงไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงเมื่อแรกสร้างกฎเกณฑ์นั้นๆ หากจะมองกันจริงๆ แล้วในเรื่องของการสื่อสารในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับพุทธศักราช 2540 กับ ร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ 2550 แทบจะไม่ต่างกันโดยรวมแล้วแตกต่างกันตรงที่กำหนดให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แค่องค์กรเดียวเท่านั้น ส่วนประเด็นอื่นๆ จะเป็นการ ล้อมคอก ให้มีความรัดกุมชัดเจนมากยิ่งขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ที่ได้เขียนไปแล้วในข้อ 2 แต่ก็ยังปกป้องสิทธิการสื่อสารทั้งของปัจเจกบุคคล และสื่อมวลชนไว้ในระดับเดิมไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

สิ่งที่น่าสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือความพยายามที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสื่อมวลชนสาธารณะเพื่อให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง (?) แต่ทั้งหมดนี้ถือเป็นเพียง แนวคิด ในการจัดการกับการสื่อสารของประเทศเท่านั้น ผลในทางปฏิบัติยังไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เด่นชัดเพราะยังจำเป็นที่จะต้องรอกฎหมายลูกที่จะตามออกมาหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

แต่ในระดับปัจเจกบุคคลอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายที่เป็นคนธรรมดาจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงในทันที เพราะหากเราถูกละเมิดในด้านการสื่อสารเช่นมีคนมาข่มขู่ห้ามพูดห้ามแสดงความคิดเห็น หรือแอบอ่านอีเมล์ ดักฟังโทรศัพท์ ไม่ว่าจะจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลธรรมดา เราสามารถใช้กฎหมายเหล่านี้ใช้ฟ้องร้องได้ทันที และอ้างอิงบทลงโทษจากกฎหมายอื่นๆ ได้ และนอกจากนั้นรัฐบาลจะไม่สามารถมาห้ามหรือกีดกันการสื่อสารของเราได้อีก

หากเป็นผลกระทบในระดับสื่อมวลชนจะยังไม่สามารถเห็นผลได้ชัดเจนในทันทีทันใด จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน (ถ้าไม่โดนฉีกรัฐธรรมนูญไปอีกรอบ) อาจมากกว่า 10 ปี เนื่องจากถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทัศนคติ และค่านิยมของคนทั้งประเทศ และเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาลนับแสนล้านบาททำให้การเปลี่ยนแปลงและดำเนินตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทำได้ยากมาก แต่หากมีกระบวนการเร่งรัดโดยภาคประชาชนก็อาจทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญได้เร็วขึ้น

5. บทสรุป

มีหลายๆ คนโดยเฉพาะผู้ที่เรียนหรือทำงานด้านการสื่อสารมวลชน มักจะพูดว่า เสรีภาพของสื่อ คือเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จะเป็นอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่อตัวสื่อมวลชนเองต้องอยู่ภายใต้จรรยาบรรณ และจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน รวมทั้งต้องเข้าสู่กลไกของการรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น ซึ่งหนทางที่จะให้สื่อมวลชนเป็นอย่างนั้นได้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐ ตัวสื่อมวลชนเอง ภาคธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ ภาคประชาชนที่จะต้องคอยตรวจสอบและสนับสนุนสื่อที่อยู่ภายใต้ครรลองที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะเดียวกันประชาชนก็จะต้องต่อต้าน ไม่สนับสนุนสื่อมวลชนที่ละเมิด หรือไม่ได้ทำตามกรอบของการเป็นสื่อมวลชนที่พึงกระทำ

ในรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ต่างก็มีแนวคิดไปในทางเดียวกันคือให้สิทธิการสื่อสารอย่างสูงสุดเท่าที่จะให้ได้แก่ประชาชน และปกป้องสื่อมวลชนจากการครอบงำของฝ่ายต่างๆ แนวทางนี้ถือเป็นเกราะป้องกันให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมกันเดินไปสู่อุดมคติข้างต้นคือ สื่อมวลชนต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง และประชาชนก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบสื่อมวลชนเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

เพราะหากสื่อมวลชนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายธุรกิจ หรือสองฝ่ายผนึกกำลังกันเข้าครอบงำ แทรกแซง ครอบครองสื่อมวลชนอย่างที่ผ่านมา ประชาชนนั่นเองที่จะเป็นผู้เสียหายที่สุด เพราะข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนจะมีเพียงด้านเดียวคือด้านที่เอื้อประโยชน์ทางด้านภาพลักษณ์ให้แก่ฝ่ายการเมืองและฝ่ายธุรกิจเท่านั้น ความคิดเห็น ทัศนคติ ค่านิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหากผู้ควบคุมเป็นผู้ที่มีจริยธรรมและศีลธรรมสูงส่งก็ถือเป็นโชคดี แต่หากผู้ที่มาควบคุมสื่อด้วยวิธีการต่างๆ หาประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้องก็จะทำให้ประชาชนและประเทศชาติเสียหายอย่างใหญ่หลวง

หากจะกล่าวง่ายๆ ก็คือบทบัญญัติทางด้านการสื่อสารที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้เป็นการป้องกันการนำสื่อมวลชนไปใช้เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งผลกระทบที่จะตามมาจากการโฆษณาชวนเชื่อก็คือ การกลายเป็น สังคมมิติเดียว (One Dimension Society) ความน่ากลัวที่เกิดขึ้นและเป็นที่ประจักษ์ชัดมาแล้วนั่นก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของฮิตเลอร์ ที่ใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อทำให้เกิดการฆาตรกรรมหมู่ที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก

สำหรับการตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญ มีหลากหลายความคิดเห็นที่ผ่านเข้ามาทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า หากรัฐธรรมนูญให้สิทธิ และบทบาทภาคประชาชนมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจบริหารประเทศมากเท่าไหร่ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะประเทศไทยเองได้ถูกติดตรึงอยู่กับระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมาเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดค่านิยมและทัศนคติที่ผิดกับนักการเมืองว่าเป็นเจ้านายควรยกย่องเทิดทูน แต่แท้จริงแล้วนักการเมืองก็คือผู้รับใช้ของประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนมารับใช้ ที่มาของนักการเมืองจึงไม่ได้มีความสำคัญมากเท่ากับ สิทธิและบทบาทของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้ ที่คิดเช่นนี้เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยนักการเมืองส่วนใหญ่ต่างก็มีฐานคิดเดิมๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ เห็นว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับตนเองและพวกพ้องมหาศาลเท่านั้น เมื่อเราไม่สามารถพึ่งนักการเมืองได้ แต่ในอนาคตอาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปี เราอาจจะพึ่งพานักการเมืองได้อาจจะเป็นสายเกินไป

ดังนั้นจุดสนใจของประชาชนและรัฐธรรมนูญควรจะเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับจำนวนหรือที่มาของ ส.ส. ส.ว. มาเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ และประชาชนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสิทธิภาพให้ง่ายมากขึ้น การตรวจสอบจากภาคประชาชนก็จะเกิดขึ้น หรือที่เรียกว่าเป็น การเมืองภาคประชาชน ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเหมาะกับสภาพของสังคมไทยที่มีนักสู้อยู่จำนวนมากเห็นได้จากม็อบหลายๆ ม็อบ และเป็นคานอำนาจที่ดีที่สุด ซึ่งกระบวนการที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะต้องทำก็คือการให้การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย อายุ สถานะทางสังคม ความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องหาวิธีทางทำกันต่อไป

กล่าวโดยสรุป เท่าที่เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแทบทุกอย่างที่ได้กล่าวมา แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่หลากหลายเช่นกัน โดยเฉพาะการนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติซึ่งจะทำได้ยาก แต่หากเรามีหลักยึดที่ดีแล้วการเปลี่ยนแปลงก็จะเริ่มขึ้นถึงแม้ทีละน้อยทีละน้อยใช้เวลานาน แต่ก็ถือว่าได้เริ่มแล้ว แต่ก็ไม่น่าแปลกหากจะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี เพราะคนไทยเป็นคนใจร้อนและความอดทนต่ำ นอกจากนั้นก็ยังเป็นคนที่เลี่ยงบาลีเก่ง ว่าไหมครับ......

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต 1: ปอนมีปัญญารับใช้ได้เท่านี้จริงๆ ครับ มีความคิดเห็นหรือเข้ามาอ่านแล้วเป็นอย่างไรคอมเม้นท์ได้เลยนะครับจะรออยู่ หากไม่รู้จะพูดอะไรกรุณาใส่ Emoticon ไว้ก็ได้นะครับ.. จะได้ใจชื้นว่ามีคนอ่านบ้าง

ปัจฉิมลิขิต 2: ปอนคิดว่าเอ็นทรี่ต่อไปคงจะเป็นเรื่อง "ความซนของแม่" ดีกว่าครับถือว่าย้อนหลังวันแม่แล้วกันนะครับ ไหนๆ ก็เขียนวาระแห่งชาติมาแล้ว ต้อไปก็คงจะเป็น tag ที่พี่พีให้มาน่ะครับหวังว่าคงจะติดตามกันนะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตามคำขอนะน้องปอน วันนี้ฟังวิทยุอาจารย์สอนที่ม.รามฯ เค้าแนะนำให้อ่านมาตรา ... ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง เป็นมาตราใหม่ น่าจะอันเดียวกับที่ปอนเขียนนะ มาตรา 48
บ๊าย หลับฝันดีนะจ๊ะ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-08-16 00:49

จบไปหนึ่งรอบ... ขอบคุณนะครับจารย์ปอน

นอกเรื่องนิดนึง มีโอกาสมั้ยครับที่กระทรวงศึกษา จะกลายเป็นกระทรวงเกรดเอได้ซักที

#2 By วัชระ on 2007-08-16 01:24

สาระล้วนๆ อ่านภาค 3 นี่ดีที่มาสรุปให้อ่านว่าเหมือนและต่างตรงไหน แล้วรับแล้วจะเป็นยังไงได้บ้าง อะไรทำนองนี้อ่ะครับ เยี่ยมไปเลย
แต่เรื่องความซนยัว/มายมัม น่าติดตาม ขออย่างเดียวไอ้แท็กบ้าบอของพี่อย่าทำเลย เสียภาพพจน์เปล่าๆปลี้ๆ ผ่านๆไปเถอะ ขอร้องครับ

#3 By -Press F5- on 2007-08-16 04:09

อ้าว!....ยังไม่นอนกันอีกรึ..ดึกแล้วหน่า
อ้อ!..คุณปอนปอนไม่มีผบ.ทบ..(ผู้บังคับบัญชาที่บ้าน)
พรบ.อะไรพี่มายารับได้หมดไม่ว่าใครจะเขียนใครจะแก้ อะไรที่ทำเพื่อส่วนรวมเพื่อความสงบสุขของสังคมโดยรวมดีไปหมด..

#4 By MayaKniGht on 2007-08-16 22:15

ขอบคุณ ปอนปอน ที่ช่วยสรุปให้ อย่างดี ครับ

อุตส่าห์นั่งเขียนถึงเที่ยงคืนเลยเหรอ ปอนปอน

นอนดึกบ่อยๆหน้าแก่นะครับ

#5 By riddler on 2007-08-17 07:14

ขอบคุณครับพี่ตุ้มเป๊ะที่มาให้กำลังใจกันเสมอ

ไม่เป็นไรครับคุณวัชระ เรามาแบ่งปันความรู้กันนะครับ ส่วนเรื่องกระทรวงศึกษาธิการนั้น ถ้ามองในแง่ของงบประมาณก็เป็นกระทรวงเกรด A บวกอยู่นะครับ แต่ประสิทธิภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ยังตกต่ำมากครับ... ทุกอย่างที่มันทำให้กระทรวงเป็นอย่างนี้โดยมุมมองจากนักศึกษาปริญญาโท วารสารศาสตร์คนนึงก็คือ ความมี "อัตตา" สูงส่งนั่นเองครับที่ทำให้การศึกษาของเรายังขาดประสิทธิภาพ

พี่พีไม่ให้ปอนทำ tag จริงหรอครับ.. ไม่น่าเปลี่ยนใจเลยอ่ะ.. คงเพราะไม่อยากจินตนาการตามให้สยองขวัญใช่ไหมครับ ถึงไม่ให้ปอนทำน่ะ

ปอนนอนดึกครับคุณมายา ปอนก็คิดเหมือนคุณมายาครับ แต่บางคนมันคิดแค่ว่าทำยังไงจะให้ได้มากที่สุดมันก็เลยเป็นปัญหาน่ะครับ

แหม...คุณโอ้ก็ปอนนอนดึกทุกวันแต่หน้ายังเต่งตึงนะครับ หากเปรียบเทียบพี่พี กับเฮีย ก. แล้วปอนน่าจะยังหน้าเด็กกว่าเยอะมั้ง คุณโอ้ว่าป่ะครับ

#6 By ปอนปอน on 2007-08-17 18:41

จริงหรือเปล่า
ที่เขาบอกว่า
เสรีภาพของสื่อ

"ไม่เคยมี"
ถ้าจะตอบคำถามของคุณอะ-ศุ-จิ น่าจะตอบว่า "มีอยู่จริง" แต่อยู่ในระดับไหนมากกว่าครับ น่าจะเป็นเสรีภาพมากที่สุด คือช่วงการปกครองของประเทศไทยยังอยู่ในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครับ ส่วนระดับเสรีภาพแบบกลางๆ ก็อย่างเช่นในปัจจุบัน แล้วก็เสรีภาพน้อย คือช่วงเผด็จการทหารตั้งแต่จอมพล ป. จนกระทั่งต้นๆ พลเอกเปรมครับ แล้วก็มีมาติ่งๆ ตรงช่วงพฤษภาทมิฬอีกหน่อยนึงครับ

จริงๆ แล้วเสรีภาพถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับระบบของประเทศนั้น เสรีภาพก็คือกรอบของสังคมที่ยอมรับให้ทำสิ่งใดๆ ได้ในระดับหนึ่ง หากเกินกว่านี้ถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายและละเมิดต่อศีลธรรม จริยธรรม ทำให้สังคมไม่สงบเรียบร้อยครับ

ดังนั้นเสรีภาพมีอยู่จริงแต่ระดับใดอีกเรื่องหนึ่งครับ

#8 By ปอนปอน on 2007-08-17 21:52

เข้ามาขอโทษที่ทำให้หิว

และมาราตรีสวัสดิ์คะ

แต่พี่มายายังไม่ง่วงอ่ะเพราะตอนหัวค่ำไปทาน หมู่ย่างที่ซูอิชิมาเผลอดื่ม ชาเขียวมากไปหน่อยผลเลยเป็นเช่นนี้แล..ตาค้าง..ซะงั้น

#9 By MayaKniGht on 2007-08-18 00:19

เอ่อ แล้วน้องปอน ไปออกเสียงลงคะแนน "รับ" หรือ "ไม่รับ" ครับ ท้องแล้วรับมั๊ย

#10 By มนุษย์กล่อง on 2007-08-19 23:49

ดูบล็อกคุณมายาทีไร... น้ำลายสอทุกทีไม่ว่าจะเวลาไหน.. เอ..เป็นเพราะอาหารที่คุณมายาเอามาให้ดูน่ากินมากๆๆๆๆๆ หรือปอนเป็นคนเห็นแก่กินกันแน่ครับ

ตอบเฮีย ก. ที่รักของน้องปอนครับ... ปอน "รับ" มาตั้งแต่เกิดแล้วครับ น่าจะรู้ตัวว่า "รับ" มาตั้งแต่อนุบาลแล้วด้วย ไม่เคยลังเลในช่วงตอนโตเหมือนใครบางคนแต่อย่างใด ไม่เคย "รุก" ใคร และยังไม่เคย "รับ" ในทางปฏิบัติครับ เพราะฉะนั้นปอนคงไม่ท้องหรอกครับ ปอนยังไม่มี "มดลูก" เลยน่ะครับ

#11 By ปอนปอน on 2007-08-20 02:14

คุณมนุษย์ในกล่อง ใครทำใครท้องแล้วไม่รับบอกมา จะไปจัดการให้...
คุณปอนปอน..ผลประชามติออกมาแล้วรู้สึกไงมั้ง..พี่ว่าประเทศไทยเหมือนเด็กหัวโตเหมือนลูกโป่งแต่ตัวเล็ก ที่นอนแบเบาะโชว์ตามงานวัดอย่างไงยังงั้น ..อายุไม่ยืนเพราะส่วนหัวพิการชักจูงง่าย

#12 By MayaKniGht on 2007-08-20 15:00

ใช่แล้วครับคุณมายา ปอนก็คิดเหมือนกัน ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะเกิดจากการที่คนไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ครับ

ที่คนไม่มีความรู้ความเข้าใจก็เพราะนักการเมืองแสนดีของไทยเราไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นครับ หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะทำมาหากินได้ลำบากมากยิ่งขึ้น ที่ปอนมองรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมองข้ามที่มาของนักการเมืองไป เพราะนักการเมืองของเราไม่เคยแสดงความเป็นตัวแทนประชาชนให้เห็นเลย

ปอนให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบ และสิทธิในการบริหารประเทศโดยตรงมากกว่า และปอนคิดว่าคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คิดเช่นเดียวกันจึงให้ ส.ว. มีทั้งเลือกตั้งและแต่งตั้ง รวมทั้งลดจำนวน ส.ส. ลง แล้วก็ให้ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องถอดถอนอะไรได้หลายอย่าง

ด้วยเหตุนี้จึงสะท้อนออกมาให้เห็นทางผลประชามติไงครับ... เราจะเห็นว่า พื้นที่ไหนที่ยังยอมให้นักการเมืองเป็นผู้ชี้นำด้วยวิธีการต่างๆ อย่างเห็นได้ชัดเจนมากก็จากผลคะแนนนี่แหล่ะครับ

เป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างหนึ่งคือ คนในพื้นที่ที่ปอนอยู่นี้เล่นการเมืองเป็นครับ เป็นพื้นที่เดียวที่มีส.ส.พรรคฝ่ายค้านในจังหวัด และในภูมิภาคนี้ก็มีไม่กี่คนครับ

#13 By ปอนปอน on 2007-08-20 22:35

ชอบคำพูดของคุณปอนปอนจัง..ผลที่ออกมามันสะท้อนถึงคนในพื้นที่ ว่าเป็นคนอย่างไร จริงๆ..
เงินทำให้คนเปลี่ยนไปในทางเสื่อม จนไม่มีศิลธรรมในจิตใน
อกตัญญูแม้กระทั้งผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน ล้วงเกินผู้หลักผู้ใหญ่ ที่มีคุณงามความดีต่อแผ่นดินมาตลอดชีวิตไม่เคารพคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เห็นแล้วอนาจใจ.

#14 By MayaKniGht on 2007-08-21 10:16

ซีเรียสมากๆ เลยคุณ

#15 By Authorized by Contessa I on 2007-08-21 13:52

สังคมทุนนิยมมันเลวร้ายอย่างนี้แหล่ะครับคุณมายา มันเลยทำให้โครงสร้างทางสังคมแบบไทยเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก กอปรกับไม่มีการวางรากฐานการเปลี่ยนแปลงที่ดีมันเลยทำให้พื้นฐานทางสังคมบิดๆ เบี้ยวๆ ไม่เข้ารูปเข้ารอย จำนวนคนส่วนใหญ่เลยตกเป็นเครื่องมือเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนเอง โดยที่ไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติที่จะเกิดขึ้นน่ะครับ

คุณ conte I ที่ไม่ซีเรียสก็มีให้อ่านนะครับ.. เอ็นทรี่ต่อไปก็ไม่เครียดแล้วครับ

#16 By ปอนปอน on 2007-08-21 14:08

ขอบคุณค๊าบอาจารย์ จะได้ไม่ต้องไปหาไกล
เอิ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

isc

#17 By ต้อม (125.24.192.49) on 2007-12-12 21:24

ขอบคุณ อาจารย์ปอนมากน่ะค่ะ
ที่ให้ความรู้ดีๆ เพราะพรุ่งนี้หนูต้องสอบวิชา กฎหมายและจริยธรรมสื่อ ทำให้เข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ...

ขอบคุณมากน่ะค่ะ..

ปล. วิชาบอร์ด ของ MC ปี3 อย่าออกยากมากน่ะค่ะ..
สงสารนิสิตตาดำๆเถอะน่ะค่ะ T_T

#18 By น้ำ (113.53.29.134) on 2009-09-09 20:53

แอบมาอ่าน Blog ของจารย์ปอนค่ะ

เก็บไปเป็นข้อมูลที่จะสอบกฎหมายพรุ่งนี้(อิอิ)

สงสัยจะได้คะแนนดีๆ


*ปล.เห็นด้วยกับน้ำค่ะ ข้อสอบMCปี3 ขอเบาๆนะคะ'จารย์

#19 By g@Le'' (124.157.129.178) on 2009-09-11 00:23