นาฏกรรมสัตว์เลี้ยง

posted on 30 Aug 2007 00:37 by sloppythinking  in Live

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "นาฏกรรม" กันจนคุ้นหูเป็นอย่างดีแต่ความหมายของนาฏกรรมตามที่คัดลอกมาจากเว็บไซต์ ลองดูดิกท์ มีความหมายตามนี้ครับ

นาฏกรรม[N] dramatic works, Syn. การละคร, การฟ้อนรำ, Example: เดือนนี้มีการจัดแสดงนาฏกรรมที่ท้องสนามหลวงอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว, Thai definition: งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว และหมายความรวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย, Notes: (สันสกฤต)

ที่จั่วหัวเรื่องนาฏกรรม ก็เนื่องมาจากอ่านบล็อกของหลายๆ คน ได้เขียนเรื่องชีวิตของตัวเองในเชิงโศกนาฏกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ทำให้เห็นถึงชีวิตของคนดูไปดูมาก็เปรียบเหมือนเป็นนาฏกรรมเรื่องหนึ่งซึ่งมีความยาวเท่ากับอายุขัยของคนๆ หนึ่ง มีทั้งสุข โศก รันทด ผิดหวัง สมหวัง คละเคล้ากันไปบางคนมีเยอะบางคนมีน้อย แล้วแต่บุญ และกรรมของแต่ละคนที่ทำมา

นอกจากชีวิตของมนุษย์แล้ว ปัจจุบันชีวิตของสัตว์เลี้ยงก็ได้ถูกมนุษย์นำมาผูกติดกับสังคมของตนเองเช่นกัน สัตว์เลี้ยงจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยที่จะถูกชักจูงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในนาฏกรรมของมนุษย์ วันนี้ปอนจะขอพูดถึงนาฏกรรมของสัตว์เลี้ยงที่ได้ประสบพบเจอมานะครับ

สัตว์เลี้ยงถูกนำมาเป็นตัวละครในนาฏกรรมของความรักเชิงชู้สาว

ที่ใช้คำว่าเชิงชู้สาว ก็เพราะว่าปัจจุบันสังคมค่อนข้างจะยอมรับความสัมพันธ์รูปแบบนี้นอกเหนือจากที่เกิดขึ้นระหว่างเพศชายและหญิง แต่ได้ขยายไปทั้งระหว่างชายกับชาย และหญิงกับหญิงด้วยเช่นกัน สัตว์เลี้ยงที่ถูกนำมาใช้ในนาฏกรรมของความรักนี้มักจะเป็นสุนัข พันธุ์ต่างประเทศตัวไม่ใหญ่มากนักเหมาะที่จะอุ้มเพื่อนำไปไหนต่อไหนด้วย เพื่อแสดงถึงความรักและการที่เจ้าของไม่ตกเทรนด์ (trend) ที่คู่รักมักจะมอบสัตว์เลี้ยงไว้เพื่อแทนใจกัน (ให้ดูต่างหน้าเพราะหน้าตาคงเหมือนกับสิ่งที่ให้) และให้รักเหมือนลูกแท้ๆ ของตัวเอง ดังนั้นนาฏกรรมของสัตว์เลี้ยงก็คือการเป็นตัวแทนที่น่ารักของความรัก

ผลที่ตามมาก็คือ

1. สัตว์เลี้ยงอาจเป็นง่อยเพราะมักจะถูกอุ้มเสมอเมื่อเวลาที่ไปไหนต่อไหนกับเจ้าของ

2. เมื่อโตขึ้นแล้วจะถูกเปลี่ยนมืออย่างรวดเร็วไปสู่การแสดงเป็นนาฏกรรมภาระต่อบุพการีของผู้เลี้ยง

3. หากเลิกกันแล้ว.. สัตว์เลี้ยงดังกล่าวอาจถูกกำจัดไปให้พ้นหูพ้นตาเพื่อไม่ให้เจ็บปวดใจเมื่อพบเจอ ส่วนใหญ่มักเปลี่ยนมือไปสู่ผู้ที่ให้มาแล้วถูกนำไปส่งต่ออีกทีให้กับคนรักใหม่ หรือปล่อยเป็นสัตว์จรจัด หรือเป็นสัตว์เลี้ยงในวัดให้พระท่านอบรมสั่งสอน

4. หรือสัตว์เลี้ยงอาจจบชีวิตลงอย่างอนาถจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อันนี้มีกรณีตัวอย่างเห็นมากับตาครับ

เย็นวันหนึ่ง... หลังจากสอนติดต่อกันเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเต็มๆ ก็ขับรถออกจากมหาวิทยาลัยฯ ผ่านคลองชลประทานซึ่งจะต้องเลี้ยวขวาเพื่อขึ้นสะพานข้ามคลอง เมื่อเลี้ยงออกมาก็เห็นนิสิตชาย (คนขี่) หญิงคู่หนึ่งขี่รถกันมาด้วยความสุขใจอยู่บริเวณไหล่ทางช่องทางจราจรด้านขวามือคงกำลังมุ่งหน้ากลับมหาวิทยาลัยฯ หน้ารถมอเตอร์ไซค์นั้นมีสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลอยู่ตัวหนึ่งนั่งอยู่ตะกร้าหน้ารถ ปอนเลี้ยวขวามาเรียบร้อยแล้ว พร้อมๆ กับรถมอเตอร์ไซค์ของสองคนนั้นมาเกือบๆ ถึงราวสะพานพอดี

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรพุดเดิ้ลน้อยตัวนั้นก็ตกลงมาจากตระกร้าหน้ารถพร้อมๆ กับกลิ้งไปสองตลบ พอตั้งหลักได้ด้วยความตกใจก็วิ่งๆๆ หน้าตาตื่นย้อนกลับไปทางเดิม ตอนแรกๆ ก็วิ่งอยู่บนไหล่ทาง (ตอนนี้ปอนขับรถเลยสถานการณ์ดังกล่าวมาแล้วและกำลังจะขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ แต่ยังสะเออะมองผ่านกระจกมองข้างและกระจกหลังไปด้วย) แล้วก็วิ่งออกมาบริเวณถนนที่มีเพียง 2 ช่องทางจราจรเท่านั้น และในที่สุดทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นปอนก็ยังมองผ่านกระจกอยู่นั่นเอง (มีแอบเอามือปิดตาแล้วมองลอดช่องนิ้ว ทั้งๆ ที่ขับรถอยู่.....เด็กๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ)

มีรถ CRV คันหนึ่งลงสะพานมาจากสะพานข้ามแม่น้ำที่อยู่ถัดจากสะพานข้ามคลองชลประทานไป (ขับสวนปอนไปนั่นเอง)กำลังพุ่งดิ่งลงมาอย่างไม่คิดจะเบรกทั้งๆ ที่เห็นพุดเดิ้ลน้อยตัวนั้น และรถคันนั้นก็ชนทันที พร้อมๆ กับรถยนต์อีกคันที่ตามหลังมาก็ทับอีกรอบพุดเดิ้ลน้อยตัวนั้นสงบนิ่งไม่ไหวติง ภาพสุดท้ายที่ปอนเห็นคือผู้หญิงรีบวิ่งมาที่กลางถนนพร้อมกับโอบอุ้มร่างของพุดเดิ้ลตัวนั้นแล้ววิ่งเข้าไปกอดแนบอกพร้อมกับร้องไห้โดยมีผู้ชายยืนตื่นตะลึงและทำท่าทางสลดอยู่ด้านหลังของผู้หญิงคนนั้น..... ความเศร้าใจเกาะกินไปตลอดทางพร้อมๆ กับโทษตัวเองว่าเราสามารถช่วยหมาน้อยตัวนั้นได้หากเราเลี้ยวรถเอาไปขวางถนนเข้าไว้มันก็จะไม่โดนรถชน.... แต่รถเราก็อาจโดนชนเข้าเต็มคันเช่นกัน...............

สัตว์เลี้ยงถูกนำมาเป็นตัวแทนของลูกและบุตรหลาน

นาฏกรรมของสัตว์เลี้ยงที่ต้องเป็นลูกเป็นหลานของมนุษย์มักพบเห็นได้บ่อยๆ และเยอะมากขึ้นทุกทีๆ เพราะลูกหลานไม่ค่อยจะอยู่กับพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือลูกหลานบางคนอาจให้ความสำคัญกับงานมากกว่าครอบครัวครับ (เอ....ใครน๊า...อยากรู้ลองไปอ่านที่นี่นะครับ) สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ก็มักจะให้ความรักตอบอย่างเต็มเปี่ยมกลับไปเช่นกัน ดังจะเห็นตัวอย่างหลายๆ กรณีที่แม้ว่าเจ้าของจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ก็จะนั่งเฝ้าอยู่ไม่ยอมห่างไปไหน หรือสัตว์เหล่านี้จะพยายามช่วยชีวิตเจ้าของอย่างถึงที่สุดเช่นสู้กับงู หรือตามคนมาช่วย หรือสู้เพื่อเจ้าของจนตัวเองตาย

ถือว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีผลตอบแทนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง และเหมือนว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้และคนเลี้ยงมีความสัมพันธ์ทางความรู้สึกอย่างเหนียวแน่น ละเอียดอ่อนเช่นความรักที่บุพการีและบุตรมีให้กันอย่างแท้จริง

ผลที่ตามมาก็คือ

1. ความเสียใจเมื่อจากกัน ทั้งการจากเป็นหรือจากตาย บ่อยครั้งที่บ้านปอนร้องไห้กันทั้งบ้านแม้แต่พ่อ เมื่อแมวหรือหมาที่เลี้ยงไว้ตายไป

2. สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มักมีภาวะโภชนาการที่สมบูรณ์มากจนเกินไป เนื่องจากมักจะได้กินแต่อาหารดีๆ รวมทั้งอาหารที่สัตว์เลี้ยงไม่ควรจะกิน มีแมวของปอนอยู่ตัวหนึ่งเป็นไตวายเฉียบพลัน ปอนสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการกินเนื้อเค็มที่โปรดปรานเป็นอย่างมากบ่อยๆ ไตไม่สามารถขับความเค็มออกไปได้หมด

3. สัตว์เลี้ยงเหล่านี้อาจมีลักษณะนิสัยกลายเป็นคน อาทิ ความนิยมชมชอบพฤติกรรมบางอย่าง อาหารที่กินอาจเหมือนๆ กับคนเลยก็เป็นได้ อันนี้ต้องมาดูที่บ้านปอนเองครับ เฮ้อ...

4. และสุดท้ายเหมือนดังเช่นที่กล่าวมาแล้วก็คือ อาจจบชีวิตลงด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตัวอย่างดังนี้

วันนี้พ่อเมากลับมาเช่นเคย พร้อมๆ กับบอกว่าวันนี้เศร้าใจเพราะหมาบ้านที่เขาไปกินเหล้าแล้วเล่นกันทุกๆ วันรู้สึกว่าจะเป็นพุดเดิ้ลอีกเช่นเคย ถูกรถทับตายเพราะเจ้าของเอาใส่ตระกร้าหน้ารถ แล้วเหตุการณ์ก็คล้ายๆ ที่เล่ามาแล้วครับ... ผลสรุปก็เหมือนกันเลยครับ

สัตว์เลี้ยงเป็นสินค้านาฏกรรมชิ้นหนึ่ง

อันนี้คงไม่ต้องพูดอะไรมากนะครับเพราะถือว่าเป็นต้นกำเนิดให้เกิดทั้ง 2 ข้อด้านบน ในปัจจุบันมักจะหาซื้อสัตว์เลี้ยงมากกว่าการไปเก็บมาเลี้ยง (บ้านปอนมันมาจากไหนก็ไม่รู้ครับแล้วมันก็แพร่พันธุ์กันให้ยั้วเยี้ย ตอนนี้หมาเหลือ 8 แมว 3 นกพิราบอีก 1 ฝูงครับ) ดังนั้นเมื่อชีวิตของสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งคือนาฏกรรมชิ้นหนึ่งก็เท่ากับการเป็นสินค้าในร้านขายสัตว์เพื่อให้คนซื้อไปเสพย์ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น

จริงๆ แล้วการเป็นสัตว์เลี้ยงมีบทบาทมากกว่าที่ปอนเขียนมาอีกเยอะแยะนะครับ แต่ที่เขียนวันนี้ก็เพราะได้ยินที่พ่อเล่านั้นเอง ปอนคิดว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนและเกิดจากสาเหตุเดียวกันนั่นก็คือมนุษย์ที่นำเอาสัตว์เลี้ยงมาเสพย์นาฏกรรมของมันไม่ว่าจะเสพย์เพื่ออะไรก็ตาม แต่จุดบรรจบมันกลับคล้ายคลึงกันก็คือ ด้วยความรักทำให้มันตาย เพราะมันไม่สามารถเลือกหนทางให้ชีวิตของตัวเองได้อย่างสัตว์ในเรื่องมะหมาสี่ขาครับ

.......

............

...................

.....................................

แต่พอกลับมามองมนุษย์เราทั้งๆ ที่มีสมองและความสามารถในการเลือกทางเดิน กำหนดจิตใจตัวเองได้ หรือสามารถบริหารจัดการอะไรต่างๆ ได้ร้อยแปดพันเก้า แต่ก็กลับต้องปล่อยให้ตัวเองเศร้าหมองอยู่กับความทุกข์ในกิเลส ทั้ง เงิน งาน ความรัก ความโกรธ ฯลฯ ทั้งๆ ที่มีศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกซ์ ฯลฯ ให้ยึดเหนี่ยวแต่กลับละทิ้งแล้วก็ไม่ได้ใช้สมองในการทำให้คลายทุกข์ แต่พยายามดื้อรั้นให้ใจ และอารมณ์แก้ไขปัญหาอยู่ร่ำไป ทั้งๆ ที่ใจและอารมณ์ก็ติดอยู่ในกิเลสเหล่านั้น หนทางแก้ไขก็ไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้

"หากมองว่ามันเป็นทุกข์ มันก็จะทุกข์อยู่ร่ำไป หากใช้สมองสั่งการ ความเป็นมนุษย์ก็จะถูกนำมาใช้ให้คลายทุกข์"

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต 1: ปอนไม่ได้ว่าใครนะครับ.. แค่เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างที่ ธรรมชาติสร้างมาเท่านั้น ปอนเขียนด้วยความปรารถนาดีโดยไม่มีความรู้สึกของความโกรธ รำคาญ หรือหมั่นไส้เข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ ที่จริงจะเขียนเรื่องดอกไม้ในบ้าน แต่พอดีพ่อเมามาแล้วพูดเรื่องหมาปอนก็เลยคิดว่าเขียนดีกว่า เพราะมันน่าจะทำให้เราได้มองเปรียบเทียบและเข้าใจอะไรได้มากขึ้นเลยอยากเอามาแบ่งปันให้อ่านครับ

ปัจฉิมลิขิต 2: หากใครไม่สบายใจหรือคิดว่าปอนว่าปอนต้องกราบขอโทษจริงๆ นะครับ แต่ปอนยังคงยืนยันตามปัจฉิมลิขิต 1 นะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

บางทีมนุษย์ก็ซับซ้อนเกินไป...
เครื่องยึดเหนี่ยวที่ดีอย่างศาสนา หลายครั้งที่ผมเคยพบคนที่ทุกข์หนักเพราะ "ยึด" ในเครื่องยึดเหนี่ยวดีๆ หรือเรื่องดีๆ

#1 By วัชระ on 2007-08-30 02:03

สรุปน้อยไปก็ไ่ม่ดี มากไปก็ไม่ดี จะสุขจะทุกข์อยู่ที่ตัวเรา ต้องเอาใจไปล้างให้สะอาดทุกซอกทุกมุมแล้ว ร้องไห้เยอะแล้วใจมันจะสะอาดไม๊

ปล.เฮียโดนพาดพิงอีกแล้ว

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-08-30 08:07

1.หมา ที่บ้านส่วนใหญ่ จําใจรับมา ครับ แต่ก็ รู้สึกว่ามันมีความสุขดี
เพราะบ้านที่อยุธยา มีพื้นที่มากพอให้มันวิ่งเล่น
เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
2.กระต่าย น้องสาวเป็นคนซื้อมา และทิ้งความเดือดร้อนไว้ให้ T_T
เพราะผมเลี้ยงมันในบ้าน พี่แกทําลายสายทุกอย่างในบ้านพังพินาศ
ตั้งแต่เครื่องเสียง ยัน โทรศัพท์ สุดท้าย เลยต้องทํากรงให้มันอยู่นอกบ้าน
รู้สึกไม่ดีมากๆ ที่ต้องขังเขาไว้

#3 By riddler on 2007-08-30 09:10

- เคยฟังธรรมะจากพระรูปหนึ่ง ว่า เพราะว่ามนุษย์ ชอบความสดใสบริสุทธิ์ของเด็ก สังเกตุว่าบ้านไหนมีเด็ก จะทำให้บ้านสดชื่น ซึ่งสัตว์เลี้ยงก็คล้ายกัน เพราะนำมาซึ่งความสดใสเพราะการแสดงออกที่ไร้มายาของมัน (จริงหมาก็แหลได้นะเราว่า) คนจึงชอบเลี้ยงสัตว์ ตามสถิติคนไทยเลี้ยงหมาเยอะมาก และส่วนมากเลี้ยงตัวผู้มากกว่าตัวเมีย
- หมาเราที่เลี้ยงเพิ่งตาย เราเสียใจมาก เพราะเป็นมรดกที่พ่อฝากไว้ เรารักเหมือนลูก นอนด้วยกันทุกวัน
- มีความสามารถเหมือนกันเลย เพื่อนๆชมว่า บ้านนี้เก่งเลี้ยงหมาให้กลายป็นหมูได้ทุกตัว
- วันหลังเราตั้งวงนินทาหมาของเราดีกว่า หรือส่งรูปหมามาโชว์ ว่าหมาของใครจะหน้าตาโง่ๆเซ่อๆกว่ากัน ดีไหม
- สุดท้าย เพราะมนุษย์มีหัวใจ มีสมองให้จำ ให้คิด จึงทำให้ทุกข์ ทุกข์มากทุกข์น้อยอยู่ที่ใจ

#4 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-08-30 09:22

พี่อ่านแล้วก็เศร้าค่ะ ปอนเล่าเรื่องน้องหมาได้เห็นภาพมาก

ในบางครั้งถ้าปัญหามันรุมเร้าเข้ามามากๆ อาจจะทำให้คนเราเสียศูนย์ไปได้ แต่เมื่อไหร่ 'สติ' กลับคืนมา 'ปัญญา' ก็จะเกิด แล้วก็คงจะสามารถค้นหาหนทางแก้ปัญหานั้นๆไปได้

#5 By Orm & Hai on 2007-08-30 10:07

.ที่นี่..ใครหว่า..
จ๊ากกกกก.....ลูกชายตัวแสบของเรานี่เอง...โดนเข้าเต็มๆ ป่านนี่ตกเก้าอี้หงายเก็งไปแล้วมั้ง.....ลุกๆขายของต่อ...

ที่บ้านก็มีหมา ชื่อซีซ่า แสบพอกัน วันๆเราต้องคอยรับใช้.เป็นเบ๊หมา อยากจะดื่มน้ำเย็นก็มามองหน้า อยากจะออกไปฉี่ก็มองหน้า..จะไปนอนก็มามองหน้า ..หิวข้าวก็มองหน้าแถมต้องนั่งดูหมากินข้าวให้เสร็จไม่งั้นไม่กิน เวรกรรมของเราแท้ๆ ต้องไปเปิดประตูให้เข้าออกทั้งวัน ต้องรินน้ำเย็นใส่แก้วให้ ต้องแก้วของคนทานด้วยนะ ขันหมาไม่เอา...ของทานที่อร่อยๆ อย่าพูดให้ได้ยินว่าอร่อย ขอส่วนแบ่งตลอด...แต่อันไหนไม่อร่อยอย่าหวังให้ช่วย.. หมาเมินหรือ หมาไม่แดก ประมาณนั้นละคะ อาหารอร่อยไม่อร่อยไม่ต้องให้สมัคร หรือใครชิมให้หมาที่บ้านชิมก็รู้แล้วคะ....ขนาดกีวยเตี๋ยวต้มยำแซ้ปๆ ผัดไทย หากอร่อยจริง หมาที่บ้านทานคะ

#6 By MayaKniGht on 2007-08-30 10:38

ว่าแล้ว....ว่าคุณปอนเป็นครูบาอาจารย์

เขียนเป็นระบบ มีระเบียบวิธีคิด

ผมมองในมุมมองพระพุทธศาสนาว่า มนุษย์ใช้สัตว์เพื่อสนองตัณหา (ความอยาก) ของตัวเองในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเอามาใช้งาน สันทนาการ หรือแม้แต่สนองความต้องการทางเพศ (การเอาชะมดเช็ดมาทำน้ำหอมเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม และเพศเดียวกัน)

ถ้ามนุษย์เคารพธรรมชาติ เห็นแก่ตัวน้อยลง เราก็คงไม่รู้จักสัตว์ใช้งาน หรือสัตว์เลี้ยงนะครับ

ไม่รู้สินะ เอาเป็นว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก อย่าทำร้ายเขาก็พอ

#7 By conte (203.146.136.88 /unknown) on 2007-08-30 14:36

แต่ถ้ามนุษย์เข้าใจความเป็นมนุษย์และเข้าใจตัวเองมันก็ง่ายขึ้นไม่ใช่หรอครับคุณวัชระ ที่มนุษย์เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะชอบหลอกตัวเองครับ ส่วนเรื่องศาสนาเราก็ต้องเลือกดูครับว่าเราจะยึดส่วนไหนเป็นแกนหลักในการดำเนินชีวิต หากยึดไว้ทั้งหมดเราคงจะต้องนิพพานแล้วหล่ะครับ สำหรับศาสนาพุทธแก่นที่ควรจะยึดถือคือพระธรรมครับ แล้วที่ปอนเอามาใช้บ่อยที่สุดก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค บวกกับความคิดแบบตรงมาตรงไปไม่หลอกตัวเอง เป็นพื้นฐานง่ายๆ แต่ใช้ได้ดีครับ

ร้องไห้ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกครับพี่ตุ้มเป๊ะมันแค่บรรเทาอาการได้บางขณะแค่นั้นเองครับ... ความสุขความทุกข์มันง่ายแค่ "คิด" กลับไปกลับมาจริงๆ นะครับแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

คุณโอ้ครับแล้วหมามันจะกัดกระต่ายหรือเปล่าครับ.. แม่เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนเลี้ยงกระต่ายแล้วมันออกลูกออกหลานมามากมายจนเลี้ยงไม่หวาดไม่ไหวเลยต้องให้คนอื่นไป ส่วนหมาที่บ้านปอนมันมาอยู่เองแค่ตัวเดียว แล้วก่อนมันตายมันก็ออกลูกมาตัวเดียวแล้วไปๆ มาๆ ช่วยพีคสุดมี 15 ตัวแน่ะครับ.. โชคดีที่แถวๆ นี้เป็นญาติกัน แต่ก็ต้องจ่ายตังค์ค่ารองเท้าไปหลายบาทอยู่ครับ

หมาบ้านปอนมันหน้าตาไท้ยไทยครับคุณสาวเหนือ.. หาได้ตามวัดและข้างถนนทั่วๆ ไปเลย เอ็นทรี่หน้ากะจะโชว์สัตว์เลี้ยงสักหน่อย แต่คงต้องจับมันอาบน้ำก่อนแล้วค่อยถ่ายรูปมันครับ

ปอนก็เศร้าไปหลายวันครับพี่อ้อม ได้แต่นั่งนึกโทษตัวเองว่ารู้ทั้งรู้แท้ๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราหักรถขวางถนนไว้ (มันจะเหมือนในหนังบู้ล้างผลาญเลยนะครับ) มันก็คงไม่ตาย ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือสติแล้วก็ปัญญาอย่างที่พี่อ้อมบอกครับ

อิอิ...ลูกชายคุณมายา (เฮีย ก.) มีความทุกข์มากแล้วก็มีความรักน่ะครับเลยทำให้เป็นตุ๊ดไปเลย เพราะเฮีย ก. คงจะไม่เคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า "ความรักทำให้เป็นตุ๊ด" น่ะครับ บ้านปอนไม่ได้ตามใจหมาขนาดนั้นน่ะครับเพราะมันเยอะมาก แต่มาตามใจแมวมากกว่าโดยปกติแล้วที่บ้านแมวจะมีอาหารให้เลือกกิน 3 อย่างครับต้องมีวิสกัสเม็ดรสปลาทะเล (รสอื่นไม่กิน) ปลาช่อนเผา (ปลาอื่นก็ไม่กิน) แล้วก็อาหารเปียกที่มันแหย่ะๆ น่ะครับ ต้องวางไว้ให้สามจานเรียงกัน แล้วแต่ว่าพวกหล่อนจะเลือกกินจานไหน และยังอื่นๆ ฯลฯ

ในอนาคตอาจไม่ได้เป็นแล้วครับคุณ Conte I เบื่อๆ แล้วครับ แต่มนุษย์บางคนก็ตัดสินใจแทนสัตว์นะครับ คิดว่ามันน่าจะดีสำหรับเขาแต่จริงๆ แล้วเป็นการทำร้ายซะมากกว่าอย่างพวกปล่อยเต่านาลงแม่น้ำ หรือชอบให้สัตว์ตัวอ้วนๆ กินเยอะๆ มันจะดีสำหรับมัน (บ้านปอนเป็น) แต่จริงๆ แล้วทำให้มันตายไวขึ้นน่ะครับ ปอนว่าเมตตาอย่างเดียวคงไม่พอ.. คงต้องมีความเข้าใจสัตว์ด้วยครับถึงจะดีที่สุด

#8 By ปอนปอน on 2007-08-30 16:03

มีแมวทีบ้านอยู่สองตัวแม่ลูก รักมากฮ่ะขนาดไปอยู่นนท์กับพี่เดือนนึง พอโทรหาแม่ก็มักจะถามถึงแมวตลอด คิดถึงแมวมากกว่าแม่ฮ่ะ(เลวมาก)

แต่รู้สึกที่บ้านนี่คนกับสัตว์จะคล้ายๆกัน ขี้เกียจเหมือนกันฮ่ะ...แมวที่บ้านนี่เดินๆไปล้มนอนแผละ ...ล้มนอนแผละ อิ่มแล้วก็นอนฮ่ะ..อิจฉามันจัง
ลำเอียงเห็นชัดๆว่ารักแต่น้องแมว ได้อยู่ในบ้านด้วย กินอาหารดีๆ สงสารเจ้าหมาเพราะหลายตัว...แต่ก็ยังดีที่คุณปอนปอนเลี้ยง..ไม่งั้นละก็หมาจรจัด หรือไม่ก็หมาวัดนะคะ..นับว่ายังเป็นหมาไฮโซได้ระดับหนึ่ง

#10 By MayaKniGht on 2007-08-31 10:15

ไม่ชอบสัตว์อยู่ประเภทนึงครับ มันคือ "ชะนี" ฮ่าๆๆๆ

เนื่องจากที่บ้านเป็นพื้นที่เปิด หมาที่ผมเลี้ยงไว้ เลยวิ่งหนีออกไปไม่กลับบ้านก็มี ถูกคนข้างบ้านหลอกเอาอาหารผสมยาเบื่อมาให้กินจนตายก็มี ถูกยิงตายก็มี ผมเลยไม่เลี้ยงแล้วครับ ปลาก็ไม่เลี้ยง เลี้ยงทีไรตายทุกทียกตู้

แมวผมไม่ชอบเลย ผมว่ามันไม่มีประโยชน์นอกจากเอาไว้ดูน่ารัก เล่นๆครับ แมวไม่ซื่อสัตย์ ไม่รักเจ้าของ หมาดีกว่าครับ ในปากผมก็มี

#11 By มนุษย์กล่อง on 2007-08-31 15:40

คุณ อะศุจิเหมือนพวกนังพี่ๆ ของปอนเลยครับ มันเหมือนเป็นโรคจิตจะโทร.ถามอากัปกิริยาแมวสามเวลา ถ้าพ่อไม่รับ มันจะโทร.หาแม่ แม่ไม่รับมันจะโทร.เข้าบ้าน บ้านไม่มีใครรับมันจะโทร.หาปอน บางทีไม่มีใครอยากรับโทรศัพท์มันๆ ก็โทร.วนๆ อยู่อย่างนั้นแหล่ะครับ

หมาบ้านปอนมันเยอะน่ะครับคุณมายา แต่ละตัวมันจะมีสังกัดนะครับเช่นสังกัดแม่ สังกัดปอน ตัวที่อยู่ในสังกัดใครก็จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษน่ะครับ เช่นแอบเอาขนมปังให้กินเป็นพิเศษ ปอนกับแม่มักจะซื้อขนมปังที่เป็นชิ้นๆ ที่ห้างเซลล์ตอนกลางคืนน่ะครับมาให้มันกินเป็นของว่าง ถ้าวันหยุดราชการมันจะได้กินลูกชิ้นกันทุกตัวนะครับแม่ต้องซื้อลูกชิ้นมาครั้งละถุงแล้วก็เดินแจกให้มันกินทุกๆ ตัว วันไหนที่แม่ไม่ได้ไปทำงานเช่นลาป่วย ลาขี้เกียจ มันก็จะมาร้องกันดังลั่นจะกินลูกชิ้นเพราะนึกว่าเป็นวันหยุดน่ะครับ เมื่อก่อนก็ซื้ออาหารเม็ดมาให้มันกินนะครับแต่แค่เป็นอาหารเสริมมื้อค่ำเท่านั้นวิธีการให้ก็คือหว่านไปกับพื้นเหมือนหว่านข้าวเปลือกน่ะครับ แล้วมันก็จะเก็บกินกันจนหมด.. ถ้าไม่ใช้วิธีนี้มันจะแย่งกันแล้วก็กัดกันน่ะครับ.. ระยะหลังๆ มันเปลืองแล้วเสียนิสัยครับเพราะมันจะขอกินอยู่ตลอดเลย

แหม..เฮียนี่ไม่ชอบสัตว์ประเภทนี้เหมือนกันเลยนะครับ..คงเพราะเราเป็นพี่น้องกันเนอะ ด้วยเหตุนี้ปอนถึงไม่ค่อยขึ้นรถเมล์กับรถไฟฟ้าครับแล้วขึ้นเรือข้ามฟากก็ไม่จับราวจับครับสามารถยืนทรงตัวได้แม้เรือจะโคลงขนาดไหนก็ตาม เพราะถ้าเราไม่ได้นั่งแล้วต้องโหน ปอนจะนึกถึงชะนีทุกที.. บางครั้งยังยืนขำอยู่คนเดียวว่าเราเหมือนชะนี

คนสมัยนี้ใจร้ายมากๆ ครับ แต่โชคดีที่ในซอยบ้านปอนรักหมา ไม่ทำอะไรหมาถึงมันจะนิสัยไม่ดีก็ตาม (โดยเฉพาะหมาบ้านปอน) สงสัยเฮียจะเป็นคนที่เลี้ยงสิ่งมีชีวิตไม่ขึ้นนะครับเนี่ยะ... บ้านปอนก็เพิ่งมีรั้วมาไม่กี่ปีนี่เอง แล้วยังเหลืออีกด้านนึงยังไม่ได้ทำเพราะรอดูเชิงหมอที่ข้างๆ ก่อนว่าจะทำยังไงตอนนี้ก็เป็นแค่รั้วลวดหนามที่หมามันชอบลอดออกไปเที่ยวแล้วก็ไปขยายพันธุ์ด้วย แต่ส่วนใหญ่หมาบ้านปอนไม่ป่วยก็แก่ตายครับ แมวนี่กะจะไม่เลี้ยงแล้วเหมือนกันแต่พี่สาวมันเก็บมาจากแถวๆ หอมัน (สะพานตากสินน่ะครับ) เพราะตัวนี้มันโดนเหวี่ยงออกมาจากตึกแถวแล้วไปโดนอะไรก็ไม่รู้สลบอยู่ตรงฟุตบาทพอไปหาหมอ (หมดไปหลายพัน) มันก็เอามาให้ที่บ้านเลี้ยงเพราะหอมันเลี้ยงไม่ได้น่ะครับ

#12 By ปอนปอน on 2007-09-01 00:31

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนสาวที่เป็นคนสวยและมีแฟนเขาจะฮิตเลี้ยงพุดเดิ้ลทอย หรือไม่ก็พวกหมากระเป๋ากันค่ะ บบางคนเห็นเพื่อนมีก็อยากมีบ้าง เลี้ยงได้พักๆ ก็ต้องเอาไปให้พ่อแม่เลี้ยงต่อที่บ้านต่างจังหวัด เพราะไม่มีเวลาดูแล

จริงๆ ก็รู้นะว่าเขารักหมา แต่บางครั้งถ้าเรายังไม่พร้อมจะเลี้ยงเขาก็ไม่น่าจะเอาเขามาลำบาก เพราะเลี้ยงเขาแล้วเขาก็รักเรา แต่พอส่งเขาให้ไปอยู่ที่อื่น เขาก็คงคิดถึงเรา

ปล. รักหมาเหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้ไม่เลี้ยงหมา เพราะไม่มีเวลาดูเขา

#13 By นกจร on 2007-09-01 22:42

อยากรู้จังหมาในสังกัด ระหว่างแม่ กับน้องปอน สังกัดไหนจะอ้วนกว่ากัน มีการแอบให้ของโปรด..

ดีสมน้ำหน้าเจ้าหมาชอบกัดกัน เลยต้องกินข้าวพร้อมกับเม็ดดินเม็ดทราย. คงจะอิ่มนาน คงหนักท้องน่าดูเนอะ
มันกัดกันบ่อยไหมคะ
แล้วไม่เกิดแผลเหวอะหวะหรือคะ ต้องเสียเงินพาไปรักษาแผลอีก

#14 By MayaKniGht on 2007-09-02 13:36

ใช่แล้วครับคุณนกจร คนที่รักจะเลี้ยงสัตว์ต้องมีความพร้อมที่จะเลี้ยงทั้งเวลา สถานที่ เงินทอง แต่เด็กสมัยนี้ไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเลย เอาเท่ห์เก๋เข้าว่า... ส่วนสัตว์ก็เป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง

มันกัดกันวันละประมาณ 3 รอบครับ เป็นช่วงกัดโชว์เจ้าของ เพราะหากออกจากบ้านไปไหนก็ตามตั้งแต่ 5 นาทีขึ้นไปเวลากลับมามันก็จะดีใจเป็นอย่างมากอย่างกับว่าเราออกจากบ้านไปสักปีหนึ่งได้ แต่ถ้าดีใจอย่างไรก็ตามตอนกลางคืนจะออกมารับที่ประตูบ้าน หากแดดร้อน หรือฝนตกก็จะนั่งกระดิกหางอยู่ในร่ม แล้วไอ้ตัวที่ก๋ากั่นก็จะเข้าไปกัดตัวอื่น เราก็ต้องคอยไล่ตีมัน..

กรณีที่มันเป็นแผลก็จะใส่ยาให้ครับ ยาที่เป็นผงๆ ใช้โรยน่ะครับ สักพักหนึ่งมันก็จะหาย บางทีนอกจากแผลกัดแล้วยังมีแผลเกี่ยวรั้วลวดหนามด้วยนะครับ.. ก็ใช้วิธีเดียวกัน หากเป็นขี้เรื้อนก็ต้องไปซื้อยามาฉีดให้พวกมันเอง ปีนึงก็ต้องไปซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาฉีดเองครับเพราะประหยัดกว่าเยอะ... หมาของแม่กับหมาของปอนขนาดตัวจะเท่าๆ กันครับ..

#15 By ปอนปอน on 2007-09-02 15:42

เรื่องเด็ก ๆ รักลูก
http://clubrot.com/baby/

#16 By เที่ยวไทย on 2007-09-20 09:52

ทุเรด

#17 By ฉัน (118.172.199.169) on 2009-09-25 10:52