หลายๆ คนอาจจะเจอเหตุการณ์เช่นอุบัติเหตุ เจ็บหนัก หรือมีอันเป็นไปต่างๆ นานาในช่วงวัยเบญจเพส หรืออายุ 25 ปี แต่เรื่องราวในช่วงเบญจเพสของปอน (แต่เฮีย ก. มีเบญจเพศ) มักจะเป็นเรื่องสุขภาพเล็กๆ น้อยแต่น่าดูเอาเป็นเยี่ยงอย่างจะได้ระวังตัวไว้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างปอนเกิดขึ้นครับ จากในเอ็นทรี่ที่แล้ว ประจำเดือนหลั่งไหลเนืองนองกันไปแล้ว ส่วนในเอ็นทรี่นี้ยังมีอีก 3 เหตุการณ์ที่ปอนถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีในชีวิตเลยในช่วงเบญจเพสครับ


การเรียนปริญญาโท

หลายๆ คนที่เป็นผู้มีอุปการะคุณให้ความกรุณาติดตามอ่านบล็อกน้อยๆ ของปอนมาตลอดคงจะรู้ว่าปอนไม่ได้อยากไปเรียนเลยจริงๆ คือ 1. ขี้เกียจ 2. เสียดายตังค์ 3. อยากทำอย่างอื่นมากกว่า 4. ไม่อยากเป็นอาจารย์ 5. ปอนเป็นคนหัวไม่ดีออกจะโง่ด้วยครับ ถึงแม้ว่าสถาบันที่ปอนไปเรียนจะเป็นสถาบันในฝันของปอนเอง และหลายๆ คนเชื่อว่ามีคุณภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยก็ตาม

แม้จนกระทั่งทุกวันนี้จะจบแหล่มิจบแหล่อยู่ก็ตามปอนก็ยังยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตะแคงยัน ตีลังกายัน ว่าปอนก็ยังไม่อยากเรียนอยู่เช่นเดิมครับ ปอนจึงจัดเหตุการณ์นี้ที่เกิดในวัย 25 ปีพอดีว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดีในชีวิตอีกหนึ่งเหตุการณ์ครับ แต่ก็มีเรื่องดีนะครับคือ ปอนได้เจอคนที่ปอนถูกใจและคิดว่าใช่สำหรับปอนครับ (แต่ปอนคงไม่ใช่สำหรับเขามั้งครับ)

เป็นตาปลาครับ

และหลายๆ คนอีกเช่นกันปอนเชื่อว่าน่าจะเคยเป็นตาปลากันมาบ้างแล้วอย่างพอหอมปากหอมคอ แต่ไม่รู้ว่ามีใครเป็นหนักหนาสาหัสเท่าปอนหรือเปล่าครับ... อาการมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มไปเรียนปริญญาโทครับ เพราะวิธีการไปเรียนของปอนใช้การเดินเป็นหลักครับ จากซอยบ้านช่างหล่อมาข้ามเรือที่ท่าพรานนก (ศิริราช) ไปขึ้นที่ท่าพระจันทร์ เป็นอย่างนี้ทุกวันครับ ระยะทางไปกลับวันหนึ่งน่าจะประมาณ 2 กิโลเมตรได้

พอเริ่มเดินไปเดินมาสักพักก็เริ่มมีผิวหนังบริเวณด้านข้างส้นเท้าขวาเริ่มแข็งและเป็นตุ่มกลมๆ ครับ ภายในระยะเวลาแค่สามสี่เดือนตุ่มนั้นก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับความเจ็บเมื่อเดิน เบื้องต้นปอนก็พาเท้าอันเจ็บมาหาหมอที่บ้านเพื่อให้หมอดูเท้าอันน่าเกลียดของเราให้หนำใจ หมอดูด้วยการปลงสังเวชแล้วก็สั่งยามาลอกหนังที่แข็งๆ นั้นออก และกำชับว่าก่อนที่จะทายาลอกหนังดังกล่าจะต้องทาวาสลีนรอบๆ ตาปลาเพื่อป้องกันไม่ให้ยาไปกัดผิวหนังที่ไม่ได้มีอาการ แล้วหมอก็ถามว่ามีวาสลีนหรือเปล่า ปอนก็บอกว่ามีแต่จริงๆ แล้ววาสลีนอยู่ที่กรุงเทพฯ

ปอนจึงต้องหาซื้อวาสลีนมันเลยทำให้เกิดเหตุการณ์อันน่าอัปยศอดสู ถูกดูหมิ่นดูแคลนกับกระเทยน้อยๆ อย่างปอนยิ่งนักเหตุการณ์วันนั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

"หลังจากหาหมอที่หน้าตาไม่หล่อเอาซะเลยเสร็จแล้ว นึกขึ้นมาได้ว่าที่บ้านไม่มีวาสลีนจึงได้ตระเวนหา เซเว่นแถวๆ บ้านก็ไม่มี ปอนเลยคิดว่าร้านขายยาน่าจะมี ปอนเลยแวะร้านขายยาแห่งหนึ่งที่ห่างจากบ้านประมาณ 1.3 กิโลเมตร พอเปิดประตูเข้าไปในร้านก็เจอเภสัชกรปริญญานายหนึ่ง ใบหน้ามีไรหนวดเคราที่น่าจะโกนวันต่อวันเนื่องจากขนตามร่างกายที่น่าจะดกและหนาแน่นสายตาเจ้าชู้นิดๆ ยืนอยู่หลังตู้ยา ปอนก็ถามไปว่ามีวาสลีนไหมครับ แววตาของเภสัชกรปริญญาคนนั้นก็เปลี่ยนไปและยิ้มอย่างกรุ้มกริ่มเล็กน้อย ก่อนที่จะอื้นเอ่ยวจีออกมาว่า ไม่มีหรอกครับ... ปอนก็ยิ้มแล้วขอบคุณเภสัชกรคนนั้นไปหนึ่งทีตามประสาคนชอบหว่านเสน่ห์ที่ไม่ค่อยจะมี

...

......

..........

................

..............................

ทันใดนั้นเอง!!!!!!!..........ในขณะที่กำลังจะก้าวออกจากประตูร้านไป........... เภสัชกรคนนั้นก็ถามว่า "วาสลีนไม่มี มีแต่เควาย (KY) จะรับไหมครับ" กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ปอนกรี๊ดดดอยู่ในใจ อายก็อายมันทำไมมองเราเป็นคนแบบนั้น ชั้นยังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยต้องมือชายใด เคยแต่เสียความบริสุทธิ์ให้กับเครื่องมือแพทย์ก็คราวที่เป็นประจำเดือนเท่านั้นเอง ทำไม ทำไม ทำไม มองเราเช่นนั้น คุณชัยช่วยตอบปอนหน่อยนะครับ ว่าทำไมมักมองปอนเป็นคนหื่นกระหายผู้ชายขนาดนั้น..... ปอนไม่รู้จะทำอย่างไรดีที่มีผู้ชายมาถามเราอย่างนี้เลยได้แต่ส่ายหัวแล้วยกมือประมาณปางห้ามญาติแล้วก็รีบเดินออกจากร้านด้วยอารมณ์อายและโมโหอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับสาปแช่งและจองล้างจองผลาญร้านมันให้เจ๊งอย่างรวดเร็วไปด้วยกัน พอขึ้นรถปอนก็ยกโทรศัพท์เช็คประวัติของมันจากเพื่อนปอนทันทีเลยทำให้รู้ว่ามันเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน แล้วก็อะไรต่างๆ อีกมากมาย หลังจากนั้นไม่กี่เดือนร้านมันก็ปิดประกาศขาย สมใจของปอนได้อย่างทันกับความต้องการทีเดียว ได้รู้ว่ามันไปเปิดอีกร้านหนึ่งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันมันมาเปิดร้านยาที่เล็กกว่าเดิมมากๆ อยู่ไม่ไกลจากที่เดิมนัก.... สะใจปอนจริงๆ...ฮาฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"

นอกเรื่องไปซะไกล... กลับมาถึงอาการตาปลาอีกครั้งนะครับ.. แม้ทายาลอกหนังก็ไม่ได้ทำให้อาการตาปลามันดีขึ้น มันก็ยังคงเจ็บอยู่จนในที่สุดทายาลอกไปแล้วมันแสบบริเวณหนังที่แข็งๆ ก็เลยหยุดยาเพียงแค่นั้น แต่อาการเจ็บจากตาปลายังคงอยู่และเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวันๆ จนกระทั่งถึงขั้นนอนหลับแทบไม่ได้เพราะปวดตาปลาที่เท้ามากมาย จนกระทั่งไปหาหมออีกครั้งช่วงหยุดปีใหม่และหมอแนะนำว่าการรักษาจะต้องทำการ "คว้าน" ตาปลาดังกล่าวออกแล้วจะหายขาดอย่างแน่นอน (แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่ามันจะไม่กลับมาเป็นอีกนะครับ)

ในวันที่ 30 ธันวาคม 2548 เป็นวันที่ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวนัดหมอเรียบร้อยที่จะทำการคว้านไอ้ตาปลาที่ทำให้ทุกข์ทรมานมานานหลายเดือนออกไปพ้นจากร่างกายสักที วิธีการก็คือฉีดยาชาที่บริเวณตาปลา แล้วก็ใช้มีดผ่าตัดคว้านเนื้อตาปลาออก พร้อมๆ กับเอาไฟฟ้าจี้เพื่อห้ามเลือด หมอบอกว่าเจ็บไม่มากเพราะฉีดยาชาอันนี้ที่หมอบอกนะครับ แต่สิ่งที่เป็นจริงมันไม่เหมือนกับความฝันครับ........

ขั้นตอนที่หมอบอกทำให้ปอนสบายใจคิดว่าเอาหนังสือไปนอนอ่านด้วยดีกว่าแบบสบายๆ แล้วก็ให้หมอทำไป แต่จริงๆ แล้ว..... ขั้นตอนแรกก็คือให้ปอนนอนคว่ำบนเตียงแล้วก็เอาเท้าเจ้าปัญหาวางไปที่ตะแกรงแล้วมีแผ่นเหล็กมาวางไว้ใต้ขาด้วยคงจะเกี่ยวกับเรื่องกระแสไฟฟ้ามั้งครับ แล้วเริ่มฉีดยาชา แค่เข็มแรกก็ทำให้ความคิดปอนเปลี่ยนแปลงไปทันทีครับ เพราะเข็มแรกหมอผู้ใจดีก็เอา "ปัก" ลงที่กลางหัวตาปลาที่กำลังปวดๆ อยู่แล้วแทงลึกลงไป คุณหมอผู้ใจดีก็ถามว่าชาหรือยัง "ยังครับ" เข็มที่สองและสามก็ตามมารอบๆ ตาปลานั้น หลังจากนั้นความคิดว่าจะอ่านหนังสือเล่นก็มลายหายไปในทันที....

หลังจากนั้นปอนก็ได้แต่นอนก้มหน้าอย่างเดียว และมีความรู้สึกว่าที่เท้ากำลังโดนเฉือนเนื้อออกไปแบบฉึกฉักๆ น่ะครับ แล้วก็มีกลิ่นเนื้อไหม้จากการจี้ด้วยไฟฟ้าลอยมาเป็นระยะๆ แล้วความเจ็บก็เริ่มมาเยือนขณะที่หมอก็ถามว่าเจ็บไหม พอบอกไปว่าเริ่มเจ็บแล้วหมอก็เรียกยาชาอีกเข็มนึงมาปักลงไปที่บริเวณข้างตาปลาอีก ต่อมาในขณะที่การ "คว้าน" เนื้อส้นเท้าเป็นไปอย่างเมามันท่ามกลางความเครียดของปอนซึ่งไม่รู้ว่ามันเกิดมาจากไหนกอปรกับการที่เราไม่กล้าหันไปดู มันทำให้เรายิ่งเครียดขึ้นอีก และแล้วความเจ็บก็เริ่มเข้ามาเยือนอีกครั้งและเช่นเคยโดน "ปัก" ยาชาอีกหนึ่งเข็มครับ...

การ "คว้าน" เป็นไปอย่างเรียบร้อยส่งผลให้ส้นเท้าของปอนมี "หลุม" กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วเอาผ้าก็อตถมทับไว้เพราะไม่สามารถปิดปากแผลได้ต้องรอให้เนื้อฟื้นฟูขึ้นมาเอง ต้องมาทำแผลทุกวันและเลือดก็ยังคงไหลออกมาอย่างมากทุกๆ วัน หลังจาก "คว้าน" เสร็จได้เพียงไม่กี่วันก็ต้องขับรถกลับไปเรียนที่กรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง เลือดก็ไหลนองออกมาจากผ้าก็อต การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบากมากอาบน้ำต้องเอาถุงพลาสติกห่อขาเอาไว้แล้วเอาขายกพาดบนเก้าอี้เพื่อไม่ให้โดนน้ำ ต้องขับรถฝ่าการจราจรที่ติดขัดแล้ววนหาที่จอดรถที่มหาวิทยาลัยฯ ต้องไปทำแผลทุกวันที่โรงพยาบาลธนบุรีหลังจากเลิกเรียน ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์เนื้อก็ฟูขึ้นมาจนเต็มหลุม จนในที่สุดก็เอาชีวิตรอดมาได้ แต่ปอนยังกังวลใจอยู่ว่าปลายปีหรือต้นปีหน้าปอนอาจต้องไปคว้านอีกรอบหนึ่งก็ได้เพราะอาการเดิมมันเริ่มและที่มาอีกแล้วครับ

สาเหตุการเกิดตาปลา.... คาดว่าการใส่รองเท้าที่ไม่ดีเพียงพอตอนทำงานและตอนเรียนปอนใส่รองเท้าคัตชูส้นค่อนข้างสูงมากประมาณ 2 นิ้วได้ครับ (อย่างที่ขายตามมาบุญครองคู่ละพันกว่าบาทอะไรทำนองนั้นน่ะครับ) แล้วพื้นแข็งมากๆ กอปรกับการเดินที่ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะเท่าใดนัก เพราะเวลาเดินเท้าขวาปอนจะพลิกเอาน้ำหนักลงที่บริเวณด้านข้างของส้นเท้ามากกว่าที่อื่น (ตะแคงตีนเดินทั้งๆ ที่ไม่ใช่ผู้ดีน่ะครับ)สังเกตได้จากการการสึกของส้นรองเท้าที่สึกแบบเอียงครับ

การดัดฟัน

เป็นขั้นตอนต่อมาจากอาการดัดจริตที่มีมานานแล้วครับ.. จริงๆ แล้วเกิดขึ้นจากวันหนึ่งในเดือนธันวาคม ปี 2548 ดังเช่นการเป็นตาปลา ไปกินก๋วยเตี๋ยวกับแม่แล้วยิ้มพิมพ์ใจให้แม่ดู แม่สังเกตเห็นว่า ฟันหน้าด้านขวาเกออกไปทางด้านขวาห่างออกไปเรื่อยๆ(อยู่มาตั้งยี่สิบกว่าปีเพิ่งสังเกตเห็น)เลยคิดว่าหากปล่อยต่อไป หน้าตาของลูกซึ่งไม่ค่อยจะน่าพิศมัยอยู่แล้วจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก เลยคิดว่าจะให้ลูกดัดฟันสักที

ปอนไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่เพราะคิดว่าดัดไปแล้วไม่คุ้มค่าอีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว ไม่คุ้มแต่แม่ก็ยังยืนยันว่าจะต้องดัดให้ได้ (หลังจากปล่อยให้ลูกดัดจริตมานาน) เอาก็เอาหลังจากตรวจเสร็จสรรพแล้วปอนกับแม่ก็ตกลงกันว่าจะดัดฟันแบบไม่ถอนฟันออกเพราะจะทำให้เร็วกว่าแล้วก็ไม่ต้องเจ็บปากจากการถอนฟันตั้ง 4 ซี่ด้วยก็นัดวันกับหมอไว้เสร็จเรียบร้อยเป็นวันที่ 2 มกราคม 2549 ใส่ด้านบนก่อนแล้วค่อยใส่ด้านล่าง

ความทรมานทางร่างกายครั้งยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิตก็เกิดขึ้น ทุกท่านกรุณาคิดตามถึงความอนาถที่ปอนได้รับนะครับ เท้าก็ถูกคว้านตาปลาออกโหว่เป็นหลุมเลือดไหลซึมตลอดเวลา เดินกระเผลกๆ ไปใส่เหล็กพอใส่เหล็กดัดฟันเป็นครั้งแรกก็ปวดทรมานแสนสาหัสกินอะไรก็ลำบากยากเย็น พูดๆ อยู่น้ำลายก็ชอบจะย้อยลงมาต้องคอยดูดน้ำลายเข้าไปแถมยังต้องกลับไปกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตอยู่ลำพังอีกด้วย ช่วงนั้นเป็นช่วงทรมานที่สุดเท่าที่เคยเกิดมาครับ

หลังจากผ่านความทุกข์ยากแสนสาหัสขนาดนั้นแล้วก็ต้องไปสอนเป็นครั้งแรกน้ำลายกระเด็นซะไม่มีเพราะเหล็กดัดฟัน

ความทุกข์ทรมานในวัยเบญจเพสของปอนก็หมดลงแล้วครับ แต่ตอนนี้คาดว่าจะถอดเหล็กดัดฟันได้น่าจะภายในเดือนตุลาคม คนที่จะไปมีตติ้งน่าจะได้เห็นปอนยิ้มพิมพ์ใจปราศจากเหล็กดัดฟันหรือตระกร้อครอบปากแล้วหล่ะครับ... (แต่เฮีย ก. ไม่คิดจะไปใส่ตระกร้อมั่งหรอครับ)

แล้วผู้มีพระคุณที่เข้ามาอ่านบล็อกปอนช่วงเบญจเพสเป็นอย่างไรบ้างครับ เล่าให้ฟังหน่อยนะครับเท่าที่ประเมินแล้วน่าจะผ่านเบญจเพสกันมาแล้วทุกคนนะครับ แล้วเฮีย ก. ครับช่วงที่เฮียเป็นเบญจเพศเป็นอย่างไรบ้างครับ....

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต 1: ครั้งหน้าอาจเขียนเรื่อง ดอกไม้ในบ้านให้อ่านกันนะครับ อาจได้พบกับภาพดอกไม้สวยๆ (มั้ง) ที่มีอยู่ที่บ้านรกๆ ของปอนนะครับ

ปัจฉิมลิขิต 2: พี่พีครับถ้าผ่านมาก็ทักทายกันบ้างนะครับ ลุงอ้วนครับ.. เข้ามาหรือเปล่าครับทักทายกันหน่อยนะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

1. ช่วงที่ผมอายุ 25 (หรือเมื่อ ไม่กี่เดือนนี้เอง) เป็นปีที่ผม peek มาก ทุกอย่างดีหมด การเงิน การงาน ครอบครัว ชื่อเสียงครับ หมอดูก็บอก เพราะไปดูมาเหมือนกันก่อนอายุ 25 หมอดูงง เขาบอกส่าดวงกลับดีกระฉูดมากๆ

2. ตอนนี้ยังไม่แก่(มาก) เรียนได้เรียนเถอะครับ ถ้าอายุเยอะแล้ว เรียนไม่ได้แล้วนะครับ เบื่อ

3. ตาปลา ผมก็เป็นนะครับ แต่มันเล็กมาก แล้วไม่เจ็บ เป็นหนังด้านๆ บางทีก้เอามีด กรรไกร งัดๆออกมาเอง ดึง กระฉาก แล้วมันก็เป็นอีก

4. เคยมีคนบอกผมว่า ตาปลามี "ราก" ครับ ต้องคว้านออกให้หมด มันเป้นไปได้ไงเนอะ

5. แล้ววันรุ่งขึ้นที่ไปซื้อวาสลีน ปอนกลับไปซื้อเควายหรือเปล่า

6. ผมเพิ่งจะรู้ว่าเค.วาย. คืออะไร ก็เมื่อกี๊นี้เองครับ google ไปดู

7. ผมเองดัดฟันไม่ได้ หมอบอก ศพฟันลึก มันคืออาการที่กรามหยุดเจริญเติบโตไปดื้อๆ

8. เอ๊ะ มีจิกผมตลอดเลยนะครับ น้องปอน

#1 By มนุษย์กล่อง on 2007-09-06 22:59

พี่เคยเป็นที่ข้างขวาด้านหลังข้อเท้า เกิดจากรองเท้าหุ้มส้นมันเสียดสี ต้องไปนอนฟังเสียงกับได้กลิ่นแบบปอนเลย ตอนพี่ 25 ไม่มีอะไรดีหรือร้ายเกิดขึ้นอ่ะ ปกติดี เลยไม่มีเรื่องจะแบ่งปัน ( จริงๆก็นึกไม่ออก )
ว่าแต่เสร็จจากนี่ต้องไปเสิร์จหาเค.วาย. ตามเฮียซะแล้วอยากรู้

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-09-06 23:25

ใช่แล้วครับ...เฮีย ก.... ตาปลามีรากครับ หมอถึงต้องคว้านมันออกมาน่ะครับลึกตั้ง 1 ซม. เชียวนะครับ ส่วนเรื่องเรียนปอนไม่อยากเรียนครับเพราะปอนคิดว่าเอาเงินที่จะเรียนประมาณ 4-5 แสนเนี่ยะเอาไปทำอย่างอื่นดีกว่าเช่นเปิดร้านไอติมที่ปอนใฝ่ฝัน แต่ไหนๆ หลวมตัวสอบติดแล้วเรียนมาแล้วก็เลิกเรียนไม่ได้แหล่ะครับ

แต่เรื่อง เค.วาย.เนี่ยะก็ไม่แปลกครับที่เฮียไม่ค่อยรู้เพราะที่ผ่านมาเฮียมีแต่แบบปกติมันก็ไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้เท่าไหร่น่ะครับ.. แต่สำหรับการมีแบบไม่ค่อยปกติเนี่ยะเป็นสิ่งจำเป็นครับ แต่ปอนก็ไม่เคยใช้นะครับเพราะ 1.ปอนไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำ 2. อันนี้สำคัญมากคือ ปอนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครครับ 3. ไม่มีใครอยากมามีเพศสัมพันธ์กับปอนครับ

ส่วนเรื่องจัดฟันปอนต้องขอบอกไว้เลยว่าไม่จัดฟันเป็นลาภอันประเสริฐครับ ไอ้จิกๆ เนี่ยะรักหรอกจึงจิกเล่นครับ

#3 By ปอนปอน on 2007-09-06 23:33

ว่าโดยความเชื่อ เรื่องนี้ก็มีความเชื่อหลายแบบนี่ครับ เช่นถ้าไม่ร้ายสุดๆ ก็จะดีสุดขีด (ดั่งคุณมนุษย์กล่อง) หรือไม่ก็เบญจเพสไม่ได้มีแค่ตอน 25 ครั้งเดียว หรือ...อื่นๆ อีกมากมาย
แต่ของผมปกติดีครับ ไม่มีประสบการณ์ร่วมเลย

#4 By วัชระ on 2007-09-06 23:35

ผมได้ก็เรียนโทตอน 25 ครับ
น่าจะถือว่าเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการกลับไปเรียนนะครับ
ตอนนั้นกำลังเบื่องานที่ทำพอดี เริ่มคิดอยากกลับไปเรียน
เผอิญมีคนชวนให้ไปลองสอบเข้าดู
ปรากฎว่าสอบได้ ก็เลยไปเรียนตามโชคชะตาจะนำพาไปครับ

สำหรับผม ถือว่าชีวิตในช่วงเบญเพสไม่มีอะไรหวือหวาน่าสนใจเลย
แต่ถ้าให้เลือกว่าจะให้เจอเรื่องราวน่าตื่นเต้นเร้าใจแบบคุณปอน
เกี่ยวกับการโดนชำแหละร่าง ตั้งแต่ช่องปาก ช่องทวาร ลงไปจรดส้นเท้าล่ะก้อ

ผมขอเลือกแบบราบเรียบไร้ความหวือหวาอย่างนี้ดีแล้วครับ

ก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่ผ่านช่วงเวลาในตอนนั้นมาได้ด้วยดีครับ

#5 By oatato on 2007-09-07 00:10

ตอนอายุ 25 พี่ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น และเจ็บตัวแบบปอนเลย แต่ไม่เป็นไร พี่ไม่เสียใจเลยค่ะ

พี่นั่งอ่านตอนทานข้าวกลางวัน พออ่านมาถึงตาปลา เลยต้องหยุดอ่าน เพราะเริ่มเห็นภาพหมอคว้านตาปลาอ่ะจ้ะ ทานเสร็จค่อยกลับมาอ่านใหม่

เข้าใจความรู้สึกปอนเลยค่ะ จำได้ตอนดัดฟันวันแรกๆว่ามันเจ็บขนาดไหน แต่พี่ดัดตั้งแต่ ป.5 ตอนนั้นเหมือนตัวประหลาดมากๆ เพราะยังไม่มีใครนิยมดัดฟันกัน โดนเรียกว่าน้องฟันเหล็กประจำ ฟังแล้วเศร้า

#6 By Orm & Hai on 2007-09-07 08:25

- 'น้องริด'นั้น มีอายุขึ้นมาหน่อย ใครก็เป็น แล้วแต่ว่าจะมากน้อย ใหญ่โตแค่ไหน ตรงนั้นมันใช้งานทุกวัน บางวันหลายครั้งก้ต้องเป็นผงเป็นแผล อักเสบบางแหละ รักษาสุขภาพนะค่ะ
- ตาปลา เคยเป็นค่ะ หมอต้องจี้ออก เจ็บอีตอนฉีดยานี้แหละ สาเหตุเกิดจากการใส่รองเท้าที่ไม่พอดีกับเท่า อาจคับหรือหลวมไป
- อย่าลืมเขียนเรื่องคุณน้อง4ขามาให้อ่านบ้างนะค่ะ

#7 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-09-07 08:49

25 สองรอบแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้เจ็บเนื้อเจ็บตัว..
เป็นตาปลาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่หากรู้สึกเจ็บเล็กน้อยก็ควรไปหาหมอให้หมอให้เครื่องมือไฟฟ้าจี้ ซึ่งมันจะไม่เจ็บตัวมาก
ไปจี้ออกแต่เนิ่นดีกว่าปล่อยให้มันใหญ่

นึกแล้วเชียวเภสัชต้องคิดอกุศล

#8 By MayaKniGht on 2007-09-07 09:57

ขำดีคุณปอน.....
ทำไมไม่ตอบว่า "เค-วายที่บ้านแกเอาไว้ใช้แปรงฟันใช่มั้ยครับ" ตอบกลับไปแบบนี้เก๋จะตายไปคุณปอน

ความจริงเบญจเพสเขาว่าถ้าไม่มีเรื่องเจ็บตัวก็จะดีไปเลย

ช่วงนี้ 24 ย่าง 25 เลยต้องบำเพ็ญบุญบารมีอย่างอุกฤฎ์ ตามแบบฉบับชีปะขาวเผื่อจะเคราะห์ร้ายจะกลายเป็นดี ไอที่มีแนวโน้มเป็นริดสีดวงก็จะได้ไม่เป็น

55555

ปล. ปากศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ ช่วงแช่งให้ผมผ่านคัดเลือกทีจีทีสิครับ

#9 By conte (203.146.136.88 /unknown) on 2007-09-07 11:00

- เคยเป็นตาปลา เอาออกเองครับ เพราะไม่ใหญ่มาก
ถ้าจำไม่ผิด ตาปลาเป็นเชื้อไวรัสนะครับ
- ยังอายุไม่ถึง 25 ครับ และยังอีกนานด้วย ฮ่าๆ
- ถ้ายังอยู่เขมรต่อไปเรื่อยๆ ตั้งเป้าว่าจะเก็บเงินให้ได้ 1.5 ล้านให้ได้ภายในอายุ 25 แล้วเรียนต่อครับ
- ไม่เคยดัดฟันครับ ดูแล้วทรมาน
- ky ที่เขมรยังมีขายเลยครับ แต่ไม่รู้จะมีใครซื้อป่าว

#10 By บองเต่า on 2007-09-07 11:54

ไม่เคยเป็นเลยค่ะตาปลา
เคยเป็นแต่ตากุ้งยิง
555
เมื่อก่อนโดนคุณพ่อหลอกประจำว่า
แอบไปดูใครเค้าแก้ผ้ามา
พอมาตอนโตนี่เข้าใจหมดแระ

ฮามากมายค่ะ
อ่านไปก็เพลินดีครับปอน ตอนที่พูดถึงเรื่องคว้านตาปลานี่พี่คิดถึงตอนเขาผ่าริดสีดวงมากๆ

คนไข้ร้องห่มร้องไห้บอกเจ็บ หมอบอกเจ็บได้ไงฉีดยาชาแล้ว แต่พี่ยืนอยุ่ข้างๆรู้สึกว่ายาชาน่าจะยังไม่ค่อยออกฤทธิ์นะ เห็นแล้วเสียวแทน

ของพี่ผ่านเบญจเพสมาได้อย่างราบรื่นครับ
1.ยังไม่25 ฮ่ะ เพิ่ง18
2.อยากดัดฟังฮ่ะ
3.ก็อยากรู้เหมือนกันว่า25แล้วมันจะซวยมั้ย
...พี่ตุ้มเป๊ะ... รู้จัก KY หรือยังครับ..หุหุ โชคดีจังไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ

ครับ...คุณวัชระ... ปอนเกิดมาในลักขณาราศีไม่ดีเองครับเลยทำให้วัยเบญจเพสเกิดเหตุการณ์เจ็บเนื้อเจ็บตัวทั้งนั้นเลย

สาเหตุที่ปอนไปเรียนก็เพราะเบื่องานเหมือนกันครับ...คุณโอ๊ต... ตายละปอนก็เพิ่งนึกได้ตอนที่คุณโอ๊ตบอกนี่แหล่ะครับว่าโดนชำแหละตั้งแต่ปากถึงเท้าจริงๆ ด้วย นึกแล้วสยองจังเลยครับ... แต่มันก็ผ่านมาสองปีแล้ว.. คงต้องรอรอบสองเท่าๆ คุณมายาไม่รู้จะเจออะไรอีกครับ

ขอบคุณครับ...พี่อ้อม...ที่ไม่ได้เป็นอะไรให้เป็นเพื่อนปอน แล้วต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้จินตนาการขณะทานข้าวสยดสยองอาหารอร่อยขึ้นมาเชียว ปอนก็ไม่เคยคิดครับว่าในชีวิตนี้ปอนจะได้จัดฟัน เพราะคิดว่าแค่ดัดจริตอย่างเดียวก็น่าจะพอแล้ว

ได้ครับ...คุณสาวเหนือ... เดี๋ยวปอนจะพยายามจับมันเป็นนายแบบนางแบบให้ได้ก่อนนะครับเดี๋ยวจะเขียนเรื่องหมาๆ ของปอนให้อ่าน.. ส่วนโรคที่ปอนเป็นโรคพฤติกรรมทั้งนั้นเลยครับแสดงว่าปอนไม่มีมาตรฐานในการใช้ชีวิตที่ดีครับ..

ใช่ครับ...คุณมายา...ไอ้เภสัชนั่นมันคิดอกุศลกับปอน.. แต่มันไม่คิดจะทำอะไรปอนนี่แหล่ะครับเป็นสิ่งที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่า ดีใจด้วยครับที่เบญจเพสสองรอบแล้วไม่เจอเหตุการณ์ร้ายอย่างปอนน่ะครับ

คือมัวแต่อายแล้วก็เจ็บใจอยู่น่ะครับ...คุณ Conte I... เลยไม่ได้ตอบมันไป แล้วก็มานั่งคิดทีหลังว่า ทำไมเราไม่ตอบมันไปว่า "เควายนี่เอามาทา ส้นตีน หรอกหรอครับ" เพิ่งจะรู้... ถ้าเอามาทาจริงๆ สงสัยเลื่อนล้มศีรษะแตกเป็นแน่แท้เลยครับ.... ขอให้ปอนแช่งได้เลยครับ
"นิสัย กับหน้าตาอย่างนี้เหมาะแล้วหล่ะที่จะไปเป็นคนรับใช้บนเครื่องบิน สาธู๊ขอให้ทำมาหากินอย่างอื่นไม่ขึ้น ไม่เจริญก้าวหน้าแต่ถ้าได้ไปเป็นคนรับใช้บนเครื่องบินเมื่อไหร่ก็ให้ดักดานรุ่งเรืองอยู่แต่อาชีพนี้แหล่ะ ขอให้ได้ไปเป็นในสามเดือนหกเดือนเถอะ" แช่งให้แล้วนะครับคุณ Conte I อาจใช้คำรุนแรงสักหน่อยนะครับเพราะมันเป็นแช่งไม่งั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์น่ะครับ

ปอนว่าคงไม่นานมังครับ...คุณเต่า... กว่าจะถึง 25 น่ะครับ แสดงว่าคุณเต่าก็เด็กกว่าเฮีย ก.ไม่เท่าไหร่เองสิครับเพราะแกเพิ่งจะ 25 (รอบสอง) เมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง ได้ความรู้ใหม่อีกแล้วครับว่าตาปลาเป็นไวรัส ขอให้เก็บเงินให้ได้ตามเป้าที่วางไว้เร็วๆ นะครับ ปอนยังทึ่งกับคนที่สามารถเก็บตังค์ได้เยอะๆ เลยครับว่าทำได้ยังไง... ตอนเรียนป.ตรี (ที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี่เอง..อิอิ) เพื่อนมันก็เก็บตังค์ได้แสนกว่าบาทแต่ปอนเก็บไม่ได้เลยสักบาท ดีแล้วครับที่ไม่ได้ดัดฟันเพราะถือเป็นลาภอันประเสริฐครับ ไม่แน่นะครับที่เขมรอาจมีคนใช้ KY เยอะก็ได้เพราะไม่ได้ถูกจำกัดแค่ชายกับชายเท่านั้นนี่ครับ

...คุณมิน... ชอบแอบดูมากๆ ระวังนอกจากตากุ้งยิงแล้วจะเป็นตาบอดนะครับ เดี๋ยวจะมีคนเอาอะไรมาทิ่มตา

ดีใจจังครับที่...คุณหมอเชน...เห็นปอนเป็นน้อง อิอิ.. น่าสงสารครับเขาคงเจ็บมากเพราะยาชาบางทีมันก็ไม่ได้ชาทันที แต่ของปอนมันชาไปแล้วน่ะครับแล้วมันก็เจ็บอีกครับ... ร่างกายปอนคงเผาผลาญยาชาเร็วมั้งครับ แต่ที่เจ็บปวดที่สุดก็ตรงที่โดน "ปัก" แล้วคว้านที่หัวของตาปลานี่แหล่ะครับ...หมอใจร้าย...

#14 By ปอนปอน on 2007-09-07 22:02

ถ้าไม่มีปัญหาจริงๆ ก็อย่าดัดเลยครับ...คุณอศุจิ... เพราะเปลืองตังค์ เปลืองเวลามหาศาล แถมเจ็บตัวอีกต่างหาก ยิ่งถ้าเจอหมอไม่ได้ฟันอาจล้มระเนระนาดเสียการควบคุมเลยทีเดียวครับ... การไม่ดัดฟันเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ ครับ

ตายละ.. ย้อนกลับไปดูตอบยาวมหากาพย์มากจะมีคนกลับมาอ่านที่ตอบหรือเปล่าเนี่ยะ....

แต่น่าอิจฉาจังเลยครับส่วนใหญ่ไม่เห็นจะเจอคืนวันอันโหดร้ายอย่างปอนเลยน่ะ.. แสดงว่าปอนเกิดมาไม่ได้ดูฤกษ์ดูยามจริงๆ นะเนี่ยะ

#15 By ปอนปอน on 2007-09-07 22:07

น้องปอนอย่าเศร้าเลยครับ คนที่เม้นท์ร้อยละ 90 ไม่กลับมาอ่านหรอก ฮ่าๆๆๆๆ

เอาริดออกไปได้ก็โชคดีแล้วครับ เลือดออกมากๆสลบได้นะครับ

#16 By มนุษย์กล่อง on 2007-09-07 23:19

ผมเพิ่งจะ 25 ปีนี้ครับ
มีหลาย ๆ เหตุการณ์สำคัญมาก ๆ เช่น เปลี่ยนชื่อ เอาไว้จะสรุปเป็น 1 entry
ผมเองก็ดัดฟัน แต่เอาออกได้ 4 ปีแล้วครับ มันทำให้ผมยิ่งผอม
ส่วนเรื่องเรียนต่อโท คาดว่าน่าจะเป็นปีหน้าแน่ ๆ
เรื่องสำคัญคือ ผมมีความลับจะบอกครับ แต่คุณปอนต้องไปหาเองใน entry สุดท้ายนะครับ

#17 By (58.8.172.251) on 2007-09-07 23:24

ลืม login ข้างบนนี้ของชัยครับ

#18 By (58.8.172.251) on 2007-09-07 23:25

แหมขอบคุณ...เฮีย ก...ที่น่ารักมากนะครับ ที่อุตส่าห์เอาสถิติบล็อกยอดนิยมของตัวเองมาบอกปอน เลือดริดสีดวงมันไม่ออกเป็นลิตรขนาดนั้นหรอกครับ... ธรรมดาปอนก็เอาเลือดออกโดยการบริจาคเลือดอยู่แล้วครับเพราะเลือดปอนดีไม่ได้มีปัญหาอย่างเฮียหรอกครับ

...คุณชัย...บอกว่าจะสรุปเรื่องชื่ออีก 1 เอนทรี่แสดงว่าจะตัดสินใจเขียนต่อใช่ไหมครับ ดีใจจัง... ขี้เกียจย้ายฐานการสอดรู้สอดเห็นไปที่อื่น ส่วนเรื่องความผอมกับดัดฟันปอนยอมรับครับว่ามันไปคู่กัน แต่สำหรับตัวปอนเองมันเป็นแค่ระยะแรกๆ แค่นั้นเองครับ พอสักสามสี่เดือนพอเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตการกินควบคู่ไปกับมันน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นมาเหมือนๆ เดิมครับ ส่วนปริญญาโทถ้ามีใจรักดีใฝ่เรียนอยากเรียนปอนก็สนับสนุนครับ แต่ตัวปอนมันไม่ใช่คนใฝ่ดีแล้วใฝ่เรียนก็เลยไม่อยากเรียนครับเสียดายตังค์ด้วยน่ะครับ
แล้วความลับของคุณชัยเนี่ยะ มันประเด็นไหนล่ะครับปอนจะได้ใช้วิชาการสอดรู้สอดเห็นขั้นสูงในการวิเคราะห์ของคุณชัยได้ ถ้าไม่โยนประเด็นมาปอนก็เดาไม่ค่อยถูกนะครับ...บอกหน่อยนะครับ
คุณชัยเป็นคนแปลกจริงๆ ครับ ดูสิลืมล็อกอินเข้ามาจนนึกว่ามีเหยื่อผู้ชายคนใหม่หลงเข้ามาซะแล้ว

#19 By ปอนปอน on 2007-09-07 23:46

ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเฮียก... อ่ะปล่าว....
ส่วนเรื่องนั้นไม่อยากรู้แล้ว ดีนะที่เฮียไม่เสนออธิบายคงหนัก.. เอาเป็นว่าแปลแบบคุณวัชระเวิร์กสุด
คุณชัยทำปริศนาอีกแล้ว... แวะไปยังหาไม่เจอเลยอ่ะปอน
ว่าแต่มีแต่พวกจบป.โทเยอะนะเอนทรี่นี้...อาชีวะหลบดีกว่า

#20 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-09-08 12:58

แช่งอีกๆๆๆๆๆๆ ชอบบบบบ

#21 By conte (58.136.98.62) on 2007-09-08 18:42

การศึกษาไม่ใช่ประเด็นครับ...พี่ตุ้มเป๊ะ... เราคุยกันรู้เรื่องก็โอเคแล้วบางคนการศึกษาสูงลิบลิ่วแต่คุยกันไม่รู้เรื่องก็ไม่ไหวครับ

ตายละมีคนชอบความรุนแรง...คุณ Conte I แช่งบ่อยๆ ไม่ดีนะครับเดี๋ยวไม่สักสิทธิ์ งั้นอีกสักชุดแล้วกันนะครับ "ทำงานอยู่ติดดินดีๆ ไม่ชอบหัวสูงอยากขึ้นไปทำงานบนเครื่องบิน บินไปบินมา เป็นขี้ข้ารับใช้คนอื่นอยู่นั่นแหล่ะใฝ่ต่ำแต่อยู่สูง สาธู๊ให้ได้ไปทำงานจริงๆ เถอะให้เร็วๆ นี้เลยภายในสามเดือนหกเดือนจะได้รู้สึกถึงความเป็นขี้ข้าคอยรับใช้คนอื่นเนี่ยะมันเป็นยังไง ให้ลำบากลำบนเหน็ดเหนื่อยอยู่บนเครื่องบินนั่นแหล่ะ จนแก่หน้าย่นคล้อยแล้วค่อยลงมาอยู่พื้นดินเหมือนเดิม แล้วขอให้บินไปบินมาต้องลำบากลำบนซื้อของมาให้คนอื่นหอบพะรุงพะรังแขนเมื่อยล้าสาธู๊...ขอแช่งให้เป็นจริงๆ เล้ยจะได้ไม่ต้องมาคร่ำครวญอีก" เป็นไงมั่งครับชุดใหญ่เลยนะ...

#22 By ปอนปอน on 2007-09-09 00:36

อะไรเนี่ยะ..ทำไมพิมพ์คำว่า "ศักดิ์สิทธิ์" (ที่ถูกต้อง) ที่ผิดเนี่ยะคือ "สักสิทธิ์" นะครับ เด็กๆ และผู้ใหญ่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ

(จริงๆ แล้วจะดันคอมเม้นต์ตัวเองคุณเต่าดูเป็นตัวอย่างนะครับ..หุหุ)

#23 By ปอนปอน on 2007-09-09 00:39

ใบ้ให้อีกนิดก็ได้ครับ
ความจริง สิ่งที่เห็นไม่มีอะไร อาจมีบางสิ่งซ่อนอยู่ครับ

#24 By Ch@i on 2007-09-10 01:59

หรือว่าคุณชัยต้องการสื่อถึงใครบางคนในนี้หรือเปล่าครับ... ถ้าเป็นเช่นนั้นปอนก็ไม่แน่ใจว่าปอนจะเดาถูกหรือเปล่า หรือว่ามีประเด็นอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นหรือเป็นคุณชัยเองครับ

#25 By ปอนปอน on 2007-09-10 03:25

เข้าำไปดูตั้งหลายรอบ ก็ยังหาไม่เจอเลย ขนาดใบ้แล้วนะนี่ เฉลยดีกว่ามั้ง หรือไม่ใบ้ซัก 50 เปอร์เซ็นต์ตอนนั้นน่าจะเดาถูก ว่าแต่บอกว่าให้รอ 2-3 วัน มันก็ถึงแล้วนะ เฉลยเถอะ คุณชัย

#26 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-09-10 08:11

เฮ้อ... สบายใจจัง

#27 By conte (203.146.136.88 /unknown) on 2007-09-10 11:34

เบญจเพสของนกจรเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดมาก เพราะต้องไปโรงพยาบาลทุกเช้าก่อนไปทำงานเป็นเดือนถึงได้หยุด แต่ก็ต้องไปเช็คอาการทุกสัปดาห์

แล้วก็ต้องฝังเข็มอีก ๗ รอบ เจ็บๆๆๆๆๆ

#28 By นกจร on 2007-09-10 12:49

มาทวง

#29 By ตุ้มเป๊ะ (203.107.228.2) on 2007-09-10 13:48

ตามมาอ่านครับ

อ่านเรื่องไปตรวจริดสีดวงแล้วหวาดเสียวน่ากลัวมาก กลัวว่ามันจะโป๊ครับ :)
วันนี้เรื่องตาปลาค่อยยังชั่ว

แต่ผมว่าการดัดฟัน คุ้มนะครับ สาวๆเนี่ยบางคนดัดฟันนิดเดียว สวยขึ้นเยอะเลย อดทนหน่อยครับ

ตอนผมเบญจเพส ก็ระวังตัวนิดหน่อย ผ่านมา(นานมากแล้ว)แบบชิว ชิว ครับ

#30 By ลุงอ้วน (58.8.119.8) on 2007-09-11 13:40

...ลุงอ้วน...คิดว่าปอนดัดฟันแล้วจะสวยเหมือนที่ลุงบอกหรอครับ...อิอิ.. ดีใจจัง

#31 By ปอนปอน on 2007-09-12 01:38