เบญจเพส (เพศ???) ตอนที่ 2 (จบครับ)
posted on 06 Sep 2007 21:03 by sloppythinking in Liveหลายๆ คนอาจจะเจอเหตุการณ์เช่นอุบัติเหตุ เจ็บหนัก หรือมีอันเป็นไปต่างๆ นานาในช่วงวัยเบญจเพส หรืออายุ 25 ปี แต่เรื่องราวในช่วงเบญจเพสของปอน (แต่เฮีย ก. มีเบญจเพศ) มักจะเป็นเรื่องสุขภาพเล็กๆ น้อยแต่น่าดูเอาเป็นเยี่ยงอย่างจะได้ระวังตัวไว้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างปอนเกิดขึ้นครับ จากในเอ็นทรี่ที่แล้ว ประจำเดือนหลั่งไหลเนืองนองกันไปแล้ว ส่วนในเอ็นทรี่นี้ยังมีอีก 3 เหตุการณ์ที่ปอนถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีในชีวิตเลยในช่วงเบญจเพสครับ
การเรียนปริญญาโท
หลายๆ คนที่เป็นผู้มีอุปการะคุณให้ความกรุณาติดตามอ่านบล็อกน้อยๆ ของปอนมาตลอดคงจะรู้ว่าปอนไม่ได้อยากไปเรียนเลยจริงๆ คือ 1. ขี้เกียจ 2. เสียดายตังค์ 3. อยากทำอย่างอื่นมากกว่า 4. ไม่อยากเป็นอาจารย์ 5. ปอนเป็นคนหัวไม่ดีออกจะโง่ด้วยครับ ถึงแม้ว่าสถาบันที่ปอนไปเรียนจะเป็นสถาบันในฝันของปอนเอง และหลายๆ คนเชื่อว่ามีคุณภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยก็ตาม
แม้จนกระทั่งทุกวันนี้จะจบแหล่มิจบแหล่อยู่ก็ตามปอนก็ยังยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตะแคงยัน ตีลังกายัน ว่าปอนก็ยังไม่อยากเรียนอยู่เช่นเดิมครับ ปอนจึงจัดเหตุการณ์นี้ที่เกิดในวัย 25 ปีพอดีว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดีในชีวิตอีกหนึ่งเหตุการณ์ครับ แต่ก็มีเรื่องดีนะครับคือ ปอนได้เจอคนที่ปอนถูกใจและคิดว่าใช่สำหรับปอนครับ (แต่ปอนคงไม่ใช่สำหรับเขามั้งครับ)
เป็นตาปลาครับ
และหลายๆ คนอีกเช่นกันปอนเชื่อว่าน่าจะเคยเป็นตาปลากันมาบ้างแล้วอย่างพอหอมปากหอมคอ แต่ไม่รู้ว่ามีใครเป็นหนักหนาสาหัสเท่าปอนหรือเปล่าครับ... อาการมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มไปเรียนปริญญาโทครับ เพราะวิธีการไปเรียนของปอนใช้การเดินเป็นหลักครับ จากซอยบ้านช่างหล่อมาข้ามเรือที่ท่าพรานนก (ศิริราช) ไปขึ้นที่ท่าพระจันทร์ เป็นอย่างนี้ทุกวันครับ ระยะทางไปกลับวันหนึ่งน่าจะประมาณ 2 กิโลเมตรได้
พอเริ่มเดินไปเดินมาสักพักก็เริ่มมีผิวหนังบริเวณด้านข้างส้นเท้าขวาเริ่มแข็งและเป็นตุ่มกลมๆ ครับ ภายในระยะเวลาแค่สามสี่เดือนตุ่มนั้นก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับความเจ็บเมื่อเดิน เบื้องต้นปอนก็พาเท้าอันเจ็บมาหาหมอที่บ้านเพื่อให้หมอดูเท้าอันน่าเกลียดของเราให้หนำใจ หมอดูด้วยการปลงสังเวชแล้วก็สั่งยามาลอกหนังที่แข็งๆ นั้นออก และกำชับว่าก่อนที่จะทายาลอกหนังดังกล่าจะต้องทาวาสลีนรอบๆ ตาปลาเพื่อป้องกันไม่ให้ยาไปกัดผิวหนังที่ไม่ได้มีอาการ แล้วหมอก็ถามว่ามีวาสลีนหรือเปล่า ปอนก็บอกว่ามีแต่จริงๆ แล้ววาสลีนอยู่ที่กรุงเทพฯ
ปอนจึงต้องหาซื้อวาสลีนมันเลยทำให้เกิดเหตุการณ์อันน่าอัปยศอดสู ถูกดูหมิ่นดูแคลนกับกระเทยน้อยๆ อย่างปอนยิ่งนักเหตุการณ์วันนั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ
"หลังจากหาหมอที่หน้าตาไม่หล่อเอาซะเลยเสร็จแล้ว นึกขึ้นมาได้ว่าที่บ้านไม่มีวาสลีนจึงได้ตระเวนหา เซเว่นแถวๆ บ้านก็ไม่มี ปอนเลยคิดว่าร้านขายยาน่าจะมี ปอนเลยแวะร้านขายยาแห่งหนึ่งที่ห่างจากบ้านประมาณ 1.3 กิโลเมตร พอเปิดประตูเข้าไปในร้านก็เจอเภสัชกรปริญญานายหนึ่ง ใบหน้ามีไรหนวดเคราที่น่าจะโกนวันต่อวันเนื่องจากขนตามร่างกายที่น่าจะดกและหนาแน่นสายตาเจ้าชู้นิดๆ ยืนอยู่หลังตู้ยา ปอนก็ถามไปว่ามีวาสลีนไหมครับ แววตาของเภสัชกรปริญญาคนนั้นก็เปลี่ยนไปและยิ้มอย่างกรุ้มกริ่มเล็กน้อย ก่อนที่จะอื้นเอ่ยวจีออกมาว่า ไม่มีหรอกครับ... ปอนก็ยิ้มแล้วขอบคุณเภสัชกรคนนั้นไปหนึ่งทีตามประสาคนชอบหว่านเสน่ห์ที่ไม่ค่อยจะมี
...
......
..........
................
..............................
ทันใดนั้นเอง!!!!!!!..........ในขณะที่กำลังจะก้าวออกจากประตูร้านไป........... เภสัชกรคนนั้นก็ถามว่า "วาสลีนไม่มี มีแต่เควาย (KY) จะรับไหมครับ" กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ปอนกรี๊ดดดอยู่ในใจ อายก็อายมันทำไมมองเราเป็นคนแบบนั้น ชั้นยังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยต้องมือชายใด เคยแต่เสียความบริสุทธิ์ให้กับเครื่องมือแพทย์ก็คราวที่เป็นประจำเดือนเท่านั้นเอง ทำไม ทำไม ทำไม มองเราเช่นนั้น คุณชัยช่วยตอบปอนหน่อยนะครับ ว่าทำไมมักมองปอนเป็นคนหื่นกระหายผู้ชายขนาดนั้น..... ปอนไม่รู้จะทำอย่างไรดีที่มีผู้ชายมาถามเราอย่างนี้เลยได้แต่ส่ายหัวแล้วยกมือประมาณปางห้ามญาติแล้วก็รีบเดินออกจากร้านด้วยอารมณ์อายและโมโหอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับสาปแช่งและจองล้างจองผลาญร้านมันให้เจ๊งอย่างรวดเร็วไปด้วยกัน พอขึ้นรถปอนก็ยกโทรศัพท์เช็คประวัติของมันจากเพื่อนปอนทันทีเลยทำให้รู้ว่ามันเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน แล้วก็อะไรต่างๆ อีกมากมาย หลังจากนั้นไม่กี่เดือนร้านมันก็ปิดประกาศขาย สมใจของปอนได้อย่างทันกับความต้องการทีเดียว ได้รู้ว่ามันไปเปิดอีกร้านหนึ่งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันมันมาเปิดร้านยาที่เล็กกว่าเดิมมากๆ อยู่ไม่ไกลจากที่เดิมนัก.... สะใจปอนจริงๆ...ฮาฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"
นอกเรื่องไปซะไกล... กลับมาถึงอาการตาปลาอีกครั้งนะครับ.. แม้ทายาลอกหนังก็ไม่ได้ทำให้อาการตาปลามันดีขึ้น มันก็ยังคงเจ็บอยู่จนในที่สุดทายาลอกไปแล้วมันแสบบริเวณหนังที่แข็งๆ ก็เลยหยุดยาเพียงแค่นั้น แต่อาการเจ็บจากตาปลายังคงอยู่และเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวันๆ จนกระทั่งถึงขั้นนอนหลับแทบไม่ได้เพราะปวดตาปลาที่เท้ามากมาย จนกระทั่งไปหาหมออีกครั้งช่วงหยุดปีใหม่และหมอแนะนำว่าการรักษาจะต้องทำการ "คว้าน" ตาปลาดังกล่าวออกแล้วจะหายขาดอย่างแน่นอน (แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่ามันจะไม่กลับมาเป็นอีกนะครับ)
ในวันที่ 30 ธันวาคม 2548 เป็นวันที่ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวนัดหมอเรียบร้อยที่จะทำการคว้านไอ้ตาปลาที่ทำให้ทุกข์ทรมานมานานหลายเดือนออกไปพ้นจากร่างกายสักที วิธีการก็คือฉีดยาชาที่บริเวณตาปลา แล้วก็ใช้มีดผ่าตัดคว้านเนื้อตาปลาออก พร้อมๆ กับเอาไฟฟ้าจี้เพื่อห้ามเลือด หมอบอกว่าเจ็บไม่มากเพราะฉีดยาชาอันนี้ที่หมอบอกนะครับ แต่สิ่งที่เป็นจริงมันไม่เหมือนกับความฝันครับ........
ขั้นตอนที่หมอบอกทำให้ปอนสบายใจคิดว่าเอาหนังสือไปนอนอ่านด้วยดีกว่าแบบสบายๆ แล้วก็ให้หมอทำไป แต่จริงๆ แล้ว..... ขั้นตอนแรกก็คือให้ปอนนอนคว่ำบนเตียงแล้วก็เอาเท้าเจ้าปัญหาวางไปที่ตะแกรงแล้วมีแผ่นเหล็กมาวางไว้ใต้ขาด้วยคงจะเกี่ยวกับเรื่องกระแสไฟฟ้ามั้งครับ แล้วเริ่มฉีดยาชา แค่เข็มแรกก็ทำให้ความคิดปอนเปลี่ยนแปลงไปทันทีครับ เพราะเข็มแรกหมอผู้ใจดีก็เอา "ปัก" ลงที่กลางหัวตาปลาที่กำลังปวดๆ อยู่แล้วแทงลึกลงไป คุณหมอผู้ใจดีก็ถามว่าชาหรือยัง "ยังครับ" เข็มที่สองและสามก็ตามมารอบๆ ตาปลานั้น หลังจากนั้นความคิดว่าจะอ่านหนังสือเล่นก็มลายหายไปในทันที....
หลังจากนั้นปอนก็ได้แต่นอนก้มหน้าอย่างเดียว และมีความรู้สึกว่าที่เท้ากำลังโดนเฉือนเนื้อออกไปแบบฉึกฉักๆ น่ะครับ แล้วก็มีกลิ่นเนื้อไหม้จากการจี้ด้วยไฟฟ้าลอยมาเป็นระยะๆ แล้วความเจ็บก็เริ่มมาเยือนขณะที่หมอก็ถามว่าเจ็บไหม พอบอกไปว่าเริ่มเจ็บแล้วหมอก็เรียกยาชาอีกเข็มนึงมาปักลงไปที่บริเวณข้างตาปลาอีก ต่อมาในขณะที่การ "คว้าน" เนื้อส้นเท้าเป็นไปอย่างเมามันท่ามกลางความเครียดของปอนซึ่งไม่รู้ว่ามันเกิดมาจากไหนกอปรกับการที่เราไม่กล้าหันไปดู มันทำให้เรายิ่งเครียดขึ้นอีก และแล้วความเจ็บก็เริ่มเข้ามาเยือนอีกครั้งและเช่นเคยโดน "ปัก" ยาชาอีกหนึ่งเข็มครับ...
การ "คว้าน" เป็นไปอย่างเรียบร้อยส่งผลให้ส้นเท้าของปอนมี "หลุม" กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วเอาผ้าก็อตถมทับไว้เพราะไม่สามารถปิดปากแผลได้ต้องรอให้เนื้อฟื้นฟูขึ้นมาเอง ต้องมาทำแผลทุกวันและเลือดก็ยังคงไหลออกมาอย่างมากทุกๆ วัน หลังจาก "คว้าน" เสร็จได้เพียงไม่กี่วันก็ต้องขับรถกลับไปเรียนที่กรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง เลือดก็ไหลนองออกมาจากผ้าก็อต การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบากมากอาบน้ำต้องเอาถุงพลาสติกห่อขาเอาไว้แล้วเอาขายกพาดบนเก้าอี้เพื่อไม่ให้โดนน้ำ ต้องขับรถฝ่าการจราจรที่ติดขัดแล้ววนหาที่จอดรถที่มหาวิทยาลัยฯ ต้องไปทำแผลทุกวันที่โรงพยาบาลธนบุรีหลังจากเลิกเรียน ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์เนื้อก็ฟูขึ้นมาจนเต็มหลุม จนในที่สุดก็เอาชีวิตรอดมาได้ แต่ปอนยังกังวลใจอยู่ว่าปลายปีหรือต้นปีหน้าปอนอาจต้องไปคว้านอีกรอบหนึ่งก็ได้เพราะอาการเดิมมันเริ่มและที่มาอีกแล้วครับ
สาเหตุการเกิดตาปลา.... คาดว่าการใส่รองเท้าที่ไม่ดีเพียงพอตอนทำงานและตอนเรียนปอนใส่รองเท้าคัตชูส้นค่อนข้างสูงมากประมาณ 2 นิ้วได้ครับ (อย่างที่ขายตามมาบุญครองคู่ละพันกว่าบาทอะไรทำนองนั้นน่ะครับ) แล้วพื้นแข็งมากๆ กอปรกับการเดินที่ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะเท่าใดนัก เพราะเวลาเดินเท้าขวาปอนจะพลิกเอาน้ำหนักลงที่บริเวณด้านข้างของส้นเท้ามากกว่าที่อื่น (ตะแคงตีนเดินทั้งๆ ที่ไม่ใช่ผู้ดีน่ะครับ)สังเกตได้จากการการสึกของส้นรองเท้าที่สึกแบบเอียงครับ
การดัดฟัน
เป็นขั้นตอนต่อมาจากอาการดัดจริตที่มีมานานแล้วครับ.. จริงๆ แล้วเกิดขึ้นจากวันหนึ่งในเดือนธันวาคม ปี 2548 ดังเช่นการเป็นตาปลา ไปกินก๋วยเตี๋ยวกับแม่แล้วยิ้มพิมพ์ใจให้แม่ดู แม่สังเกตเห็นว่า ฟันหน้าด้านขวาเกออกไปทางด้านขวาห่างออกไปเรื่อยๆ(อยู่มาตั้งยี่สิบกว่าปีเพิ่งสังเกตเห็น)เลยคิดว่าหากปล่อยต่อไป หน้าตาของลูกซึ่งไม่ค่อยจะน่าพิศมัยอยู่แล้วจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก เลยคิดว่าจะให้ลูกดัดฟันสักที
ปอนไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่เพราะคิดว่าดัดไปแล้วไม่คุ้มค่าอีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว ไม่คุ้มแต่แม่ก็ยังยืนยันว่าจะต้องดัดให้ได้ (หลังจากปล่อยให้ลูกดัดจริตมานาน) เอาก็เอาหลังจากตรวจเสร็จสรรพแล้วปอนกับแม่ก็ตกลงกันว่าจะดัดฟันแบบไม่ถอนฟันออกเพราะจะทำให้เร็วกว่าแล้วก็ไม่ต้องเจ็บปากจากการถอนฟันตั้ง 4 ซี่ด้วยก็นัดวันกับหมอไว้เสร็จเรียบร้อยเป็นวันที่ 2 มกราคม 2549 ใส่ด้านบนก่อนแล้วค่อยใส่ด้านล่าง
ความทรมานทางร่างกายครั้งยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิตก็เกิดขึ้น ทุกท่านกรุณาคิดตามถึงความอนาถที่ปอนได้รับนะครับ เท้าก็ถูกคว้านตาปลาออกโหว่เป็นหลุมเลือดไหลซึมตลอดเวลา เดินกระเผลกๆ ไปใส่เหล็กพอใส่เหล็กดัดฟันเป็นครั้งแรกก็ปวดทรมานแสนสาหัสกินอะไรก็ลำบากยากเย็น พูดๆ อยู่น้ำลายก็ชอบจะย้อยลงมาต้องคอยดูดน้ำลายเข้าไปแถมยังต้องกลับไปกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตอยู่ลำพังอีกด้วย ช่วงนั้นเป็นช่วงทรมานที่สุดเท่าที่เคยเกิดมาครับ
หลังจากผ่านความทุกข์ยากแสนสาหัสขนาดนั้นแล้วก็ต้องไปสอนเป็นครั้งแรกน้ำลายกระเด็นซะไม่มีเพราะเหล็กดัดฟัน
ความทุกข์ทรมานในวัยเบญจเพสของปอนก็หมดลงแล้วครับ แต่ตอนนี้คาดว่าจะถอดเหล็กดัดฟันได้น่าจะภายในเดือนตุลาคม คนที่จะไปมีตติ้งน่าจะได้เห็นปอนยิ้มพิมพ์ใจปราศจากเหล็กดัดฟันหรือตระกร้อครอบปากแล้วหล่ะครับ... (แต่เฮีย ก. ไม่คิดจะไปใส่ตระกร้อมั่งหรอครับ)
แล้วผู้มีพระคุณที่เข้ามาอ่านบล็อกปอนช่วงเบญจเพสเป็นอย่างไรบ้างครับ เล่าให้ฟังหน่อยนะครับเท่าที่ประเมินแล้วน่าจะผ่านเบญจเพสกันมาแล้วทุกคนนะครับ แล้วเฮีย ก. ครับช่วงที่เฮียเป็นเบญจเพศเป็นอย่างไรบ้างครับ....
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต 1: ครั้งหน้าอาจเขียนเรื่อง ดอกไม้ในบ้านให้อ่านกันนะครับ อาจได้พบกับภาพดอกไม้สวยๆ (มั้ง) ที่มีอยู่ที่บ้านรกๆ ของปอนนะครับ
ปัจฉิมลิขิต 2: พี่พีครับถ้าผ่านมาก็ทักทายกันบ้างนะครับ ลุงอ้วนครับ.. เข้ามาหรือเปล่าครับทักทายกันหน่อยนะครับ
ตอนพี่ 25 ไม่มีอะไรดีหรือร้ายเกิดขึ้นอ่ะ ปกติดี

2. ตอนนี้ยังไม่แก่(มาก) เรียนได้เรียนเถอะครับ ถ้าอายุเยอะแล้ว เรียนไม่ได้แล้วนะครับ เบื่อ
3. ตาปลา ผมก็เป็นนะครับ แต่มันเล็กมาก แล้วไม่เจ็บ เป็นหนังด้านๆ บางทีก้เอามีด กรรไกร งัดๆออกมาเอง ดึง กระฉาก แล้วมันก็เป็นอีก
4. เคยมีคนบอกผมว่า ตาปลามี "ราก" ครับ ต้องคว้านออกให้หมด มันเป้นไปได้ไงเนอะ
5. แล้ววันรุ่งขึ้นที่ไปซื้อวาสลีน ปอนกลับไปซื้อเควายหรือเปล่า
6. ผมเพิ่งจะรู้ว่าเค.วาย. คืออะไร ก็เมื่อกี๊นี้เองครับ google ไปดู
7. ผมเองดัดฟันไม่ได้ หมอบอก ศพฟันลึก มันคืออาการที่กรามหยุดเจริญเติบโตไปดื้อๆ
8. เอ๊ะ มีจิกผมตลอดเลยนะครับ น้องปอน
#1 By มนุษย์กล่อง on 2007-09-06 22:59