อันเรื่องการนินทา
posted on 18 Sep 2007 23:46 by sloppythinking in Communication, Liveอันนินทากาเล เหมือนเทน้ำ
ไม่ชอกช้ำ เหมือนเอามีดมากรีดหิน
แม้แต่องค์พระปฏิมายังราคิน
คนเดินดินฤาจะสิ้นคนนินทา
จากพระอภัยมณี ของสุนทรภู่
ไม่รู้ว่าคนที่มาอ่านในนี้จะมีคนที่ประเสริฐถึงขนาดไม่เคยนินทาคนอื่นหรือเปล่าครับ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายว่า
| นินทา | น. คําติเตียนลับหลัง. ก. ติเตียนลับหลัง. |
แต่นั่นก็เป็นเพียงความหมายในพจนานุกรมเท่านั้นนะครับ แต่ในทางปฏิบัติที่ทำๆ กันอยู่ทุกวันมีทั้งการนินทางลับหลัง และซึ่งหน้า ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคนที่จะนินทา
ที่นึกอยากจะเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า หมดมุข--แหะๆ และอีกประการหนึ่งก็คือ ทำอยู่เป็นนิจ ทำอยู่ทุกๆ วันและในบางคนอาจทำอยู่ตลอดเวลาก็ได้ ก็เลยคิดที่จะเขียนเรื่องนี้สักหน่อยดีกว่าเผื่อว่าเราจะสามารถแยกประเภทการนินทา และระงับการยับยั้งช่างใจในการนินทาได้บ้าง แต่สำหรับปอนเองคงจะยากเพราะเป็นคนที่ค่อนข้างปากเปราะ (แต่น้อยกว่าเฮีย ก.) นะครับ
การเขียนในวันนี้จะแยกประเภทออกเป็นการนินทาต่อหน้า และนินทาลับหลังนะครับ โดยเทคนิคการนินทาต่างๆ ก็จะแบ่งแยกออกไปตามแต่ละประเภทหลักๆ เหล่านี้นะครับ ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าปอนก็ไม่ได้มีความสามารถและประสบการณ์ด้านการนินทาโชคโชนเท่าใดนัก แต่ก็แค่เคยทำบ้างเท่านั้นเอง (จะเชื่อกันไหมเนี่ยะ)
การนินทาลับหลัง
การนินทาประเภทนี้มักใช้บ่อยและสามารถทำได้ง่ายๆ ครับ แค่เราพูดหรือเขียน หรือสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด ให้บุคคลที่สอง ที่สองแบบกลุ่ม ที่สองแบบมวลชนหรือเป็นหมู่คณะได้รู้ความเป็นไปในทางที่ไม่ดีหรือเป็นผลลบต่อบุคคลที่พูดถึง ครับ ยกตัวอย่างเป็นเหตุการณ์สมมติครับไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือในอนาคตจะเกิดขึ้นจริงก็ไม่อาจทราบได้ให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนนะครับ
"เฮีย ก. (บุคคลที่ 1) เกิดไปเป็นกิ๊กกับคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่น (บุคคลที่ 2) แล้วพอดีพี่ตุ้มเป๊ะ (บุคคลที่ 3) ไปรู้ไปเห็นบทบาทรักอย่างถึงบวบถึงแตง
หลังจากนั้นพี่ตุ้มเป๊ะ ก็เอาไปเล่าให้คุณพี่มายาฟัง (พี่ตุ้มเป๊ะเปลี่ยนสถานะเป็นบุคคลที่ 1 และคุณมายาเปลี่ยนสถานะเป็นบุคคลที่ 2) เรื่องเฮีย ก. (เปลี่ยนสถานะเป็นบุคคลที่ 3)กับคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่น (เปลี่ยนสถานะเป็นบุคคลที่ 4) เป็นกิ๊กกันแล้วมาแสดงบทรักกันผ่านทางบล็อกอย่างออกนอกหน้านอกตาอย่างดุเด็ดเผ็ดมันถึงแตงถึงบวบกันไปมา เผอิ๊ญเผอิญจริงๆ นะ
คุณสาวเหนือมาได้ยินพอดีต๊ายตายอกอีแป้นจะแตกแหลกลาญ คุณสาวเหนือ (สถานะเป็นบุคคลที่ 2.1) อดรนทนไม่ไหวรีบเปิดบล็อกเป็นของตัวเองเลยทีเดียว เพื่อแฉพฤติกรรมระหว่างเฮีย ก. กับคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่นพวกเราเป็นตาสีตาสาก็นึกว่าคุณสาวเหนือจะเปิดเผยตัวสักทีไปอ่านบล็อกคุณสาวเหนือพวกเราก็มีสถานะเป็นบุคคลที่ 2.1.กลุ่ม ครับ
แต่ถ้าหากว่านอกจากคุณสาวเหนือแล้วมีคุณโอ้ (สถานะเป็นบุคคลที่ 2.2) อยู่ด้วยได้ฟังอย่างใจจดใจจ่อ คุณโอ้ก็เอาเรื่องข่าวคาวอันนี้ไปเล่าให้คุณ Conte I ฟัง (มีสถานะเป็นบุคคลที่ 2.2.1) แล้วในระหว่างที่รอแถวเพื่อสมัครเป็นสจ๊วต TG อยู่คุณ Conte I ก็เล่าให้กลุ่มเพื่อนๆ ร่วมชะตากรรมฟังคนเหล่านั้นก็จะมีสถานะเป็นบุคคลที่ 2.2.1.กลุ่มครับ"
นี่แหล่ะครับ จากตัวอย่างด้านบนแสดงให้เห็นว่าการนินทามีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีเงื่อนงำหลายหลายทิศทางหลากหลายสเต็ปนะครับ แต่จากตัวอย่างข้างต้น เฮีย ก. กับคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่นจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าความสัมพันธ์ลับๆ ของทั้งคู่ถูกเปิดเผยและได้รับการพูดถึงออกไปเป็นวงกว้างเสมือนกับน้ำลายที่ไหลออกมาเปื้อนหมอนของเฮีย ก. ยามค่ำคืน
เราจะเห็นว่าเทคนิคก็ไม่มีอะไรมากพอมาถึงก็สามารถเล่าได้ทันทีเลยหากมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นโจทย์อยู่ในรัศมีของเสียงที่จะเล็ดลอดไปถึง ก็สามารถเปิดฉากนินทาได้ทันทีทันใด หรือหากจะไม่นินทาลับหลังกันแบบเผชิญหน้า (Face to Face ไม่ใช่ Mouth to Mouth นะครับ) แล้ว ก็อาจจะใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการนินทาแบบลับหลังได้ (Communication Technology Mediated) ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ จดหมายอิเลคทรอนิกส์ เว็บล็อก เว็บไซต์ ฯลฯ
การนินทาซึ่งหน้า
การนินทากันซึ่งๆ หน้าถือเป็นการนินทาขั้นสูงมีไม่กี่คนที่ทำได้ครับ หนึ่งในคนเหล่านั้นก็มีเป็นปอนอยู่ด้วยครับ---หุหุการนินทาซึ่งๆ หน้าอย่างนี้มีเทคนิคครับเดี๋ยวค่อยว่ากันต่อไป แต่ความหมายของนินทาซึ่งๆ หน้าก็คือ การที่เราจะพูดถึง"เป้าหมาย" ในทางที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่กับบุคคลที่ 3แต่ในขณะที่เราจะทำการสื่อสารนั้น "เป้าหมาย" ต้องอยู่ในบริเวณนั้นด้วยระยะพอที่หากพูดก็จะได้ยินกัน หรืออาจจะอยู่ในระยะเผาขนเลยก็ได้ครับ เพื่อให้เห็นได้ชัดขอยกตัวอย่างเลยก็แล้วกันนะครับ เป็นเหตุการณ์สมมติครับไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือในอนาคตจะเกิดขึ้นจริงก็ไม่อาจทราบได้
"หลังจากเกิดกรณีฉาวคาวสวาทระหว่างเฮีย ก.กับคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่น แล้วข่าวคาวของคนทั้งคู่ต่างก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และในโลกไซเบอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันหนึ่งประมาณวันที่ 27หรือ 28 ตุลาคม 2550มีการรวมกลุ่มกันเกิดขึ้นและเฮีย ก. ก็ได้เป็นแม่งานในการจัดการทุกๆ อย่างเมื่อทุกคนมาถึงในระหว่างที่เฮีย ก. กำลังวิ่งประสานงานจนลิ้นห้อยส่วนคุณ Old Mustang ก็เหงื่อไหลไคลย้อยน้องเบลล์ร้องไห้กระจองอแงเพราะกลัวหน้าเฮีย ก.อยู่นั้น (คุณแฟนของคุณ Old Mustangให้วีซ่าแบบที่ต้องพาน้องเบลล์มาคุม เนื่องจากไม่ไว้วางใจพฤติกรรมของเฮีย ก.)
พี่ตุ้มเป๊ะก็สกิดที่แขนของพี่อ้อมยิกๆ เลย พร้อมๆ กับกระซิบกระซาบกันสองคนว่ารู้เรื่องข่าวคาวของเฮีย ก. กับคุณแพนด้าหรือเปล่า พี่อ้อมก็ตอบว่าไม่ได้ยินเพราะในระหว่างที่เกิดข่าวคาวอยู่นั้นกำลังเที่ยวพิพิธภัณฑ์ แล้วก็เที่ยวสั่งลาชิคาโกอย่างอาลัยรักอยู่ พี่ตุ้มเป๊ะก็เล่าให้พี่อ้อมฟังอย่างกับพ่นไฟทั้งๆ ที่เฮีย ก. ก็ยืนโด่ทนโท่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง
ที่นี้พี่หมอเชน คุณชัย คุณจั่นเจา น้องมิน น้องอู๋ คุณวัชระมาถึงก็เข้ามาร่วมกลุ่มกันเพราะบางคนก็รู้มาบ้างแล้วจากบล็อกของคุณสาวเหนือที่เปิดขึ้นเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ ก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่าคุณแพนด้าไม่น่าเล้ยน่าสงสาร เฮีย ก. ก็ไม่ได้ระแคะระคายแต่ประการใด พอดีคุณพี่มายา คุณรายละเอียดที่หายไป คุณพี่เจ้าชายน้อยมาถึงเฮีย ก. ก็รีบตรงดิ่งประดุจจรวด "ตอ" ปิโดของเรือดำน้ำไปต้อนรับทันที แต่คุณพี่มายารู้ถึงรายละเอียดทั้งหมดจากพี่ตุ้มเป๊ะมาแล้วจึงส่งสายตาให้กันว่ารู้และเข้าใจ พร้อมกับกระพริบตากับคุณสาวเหนือที่เพิ่งจะมาถึงเป็นอันรู้กัน
พอปอนมาถึงปุ๊บพี่ตุ้มเป๊ะ พี่อ้อม คุณพี่มายา คุณวัชระก็รีบตรงดิ่งมาหาปอนทันที และทุกคนก็มองปอนตาเดียว (เพราะมาสายกว่าคนอื่น) และถามว่ารู้เรื่องราวคาวสวาทของเฮีย ก. กับคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่นหรือเปล่า ปอนก็ทำหน้าตาเหรอหราแล้วตอบไปว่า "ไม่รู้เรื่องเลยครับ อะไรกันหรอ มีอย่างนี้ด้วยหรอต๊ายตาย" พอทุกคนได้ยินที่ปอนตอบดังนั้นก็พร้อมใจประสานเสียงแบบไม่ได้นัดหมายมาทันทีด้วยคำว่า "ตอแหลลลลลลลลล" ลั่นสถานีหัวลำโพงของรถไฟฟ้ามหานคร โดยลืมไปว่ามีน้องเบลล์อยู่ ณ ที่นั้นด้วย"
จากตัวอย่างนะครับ ก่อนอื่นเราต้องแยกให้ออกก่อนว่าการนินทาซึ่งๆ หน้ากับการด่าต่อหน้า การที่กระซิบกระซาบหรือยักคิ้วหลิ่วตาใส่กันไม่ให้เฮีย ก. รู้นั่นคือการนินทาครับ แต่การที่ทุกคนพร้อมใจกันพูดคำว่า "ตอแหล" ใส่ปอนนั้นเรียกว่า ด่าต่อหน้าครับ ในตัวอย่างจะเห็นได้ว่ามีการนินทาซึ่งๆ หน้าสองรูปแบบด้วยกันนะครับ คือการนินทาแบบใช้ภาษา (Verbal Gossip) และการนินทาแบบไม่ใช้ภาษา (Non-Verbal Gossip)
การนินทาแบบใช้ภาษาพูด (Verbal Gossip) ในการนินทาประเภทนี้เป็นการนินทาที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร มีเทคนิคขั้นพื้นฐานเลยก็คือ การกระซิบเบาๆ แบบไม่ให้ "เป้าหมาย" นั้นรู้ตัว, การพูดภาษาต่างชาติที่มั่นใจว่า "เป้าหมาย" ไม่สามารถฟังรู้เรื่อง, การพูดภาษาเฉพาะกลุ่มเช่น ภาษาลู ภาษาซอ ฯ
การนินทาแบบไม่ใช้ภาษาพูด (Non-Verbal Gossip) วิธีการนี้ถือว่าเป็นเทคนิคการนินทาขั้นพื้นฐานที่คนจะนินทาด้วยวิธีการนี้จะต้องมีความเข้าใจในสัญญลักษณ์ที่จะส่งระหว่างกันอย่างถ่องแท้ มีการสื่อสารโดยใช้สัญญลักษณ์ทางร่างกายหรือตัวอักษรบางครั้งอาจจะไม่ได้รายละเอียดมากมายนักแต่สามารถระบายความรู้สึกต่อคนบางคนได้แค่นั้นเอง เทคนิคประเภทนี้ก็มีตั้งแต่การยักคิ้ว หลิ่วตา, อ่านปาก, ภาษามือ, การแสดงสีหน้า, การแสดงออกทางท่าทาง เป็นต้นครับ
การนินทาไม่ใช้สิ่งที่ดีเท่าใดนักนะครับ แต่บางครั้งเราก็ต้องใช้วิธีการนี้เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ไม่พอใจ หรือความกระหายใคร่รู้ตามนิสัยที่เป็นธรรมชาติของคน การนินทาจะไม่มีฤทธิ์ร้ายแรงหากการนินทาดังกล่าวไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี หรือโฆษณาชวนเชื่อ อาจพูดได้ว่าจรรยาบรรณของการนินทาก็คือต้องพูดในสิ่งที่เป็นความจริงครับ การนินทาถึงจะตั้งอยู่บนหลักธรรมที่แท้จริง
บางครั้งการนินทาก็ไม่ได้พูดถึงสิ่งไม่ดีเสมอไปนะครับ หากคนที่ถูกนินทาเอาสิ่งเหล่านั้นมาคิดแล้วเปรียบเทียบ หรือหาคำตอบว่าทำไมคนอื่นจึงมองและนินทาเราอย่างนั้น เราจะค้นพบสิ่งที่เราขาดและควรปรับปรุงในตัวเราได้มากขึ้นทีเดียวครับ แต่ปัจจุบันคนเราใช้การนินทาไปในทางที่ไม่ดีซะเป็นส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบให้ใครมานินทาเพราะคิดว่าก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่ปอนอยากจะบอกว่าหากเรายึดติดอยู่กับการคิดว่าโดนนินทาจะเป็นเรื่องเสียหาย จิตของเราก็จะเป็น "ทุกข์" แต่หากเราลองคิดใหม่ว่า "การนินทาทำให้เราได้มองตัวเอง จากมุมมองของคนอื่น" เราก็จะสบายใจแถมได้ประโยชน์จากการนินทาด้วยนะครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต : เหตุการณ์ที่ปอนยกตัวอย่างเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้นนะครับ หากพาดพิงถึงใครแล้วไม่พอใจปอนต้องกราบขออภัยทุกท่านด้วย ณ ที่นี้ครับ หรือไม่รู้จะไประบายลงที่ไหน ขอความกรุณาเชิญไประบายได้ที่บล็อกเฮีย ก. ครับ (แต่ปอนไม่รู้ว่าสิ่งที่ยกตัวอย่างจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่านะครับ)
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องโทษที่สายตาสั้น

#1 By วัชระ on 2007-09-19 00:01