มักง่าย...มักยาก
posted on 26 Sep 2007 15:36 by sloppythinking in Live, Socialเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวันปิดคอร์สของวิชาวารสารศาสตร์เบื้องต้น ที่ปอนรับผิดชอบบรรยายอยู่ และตามธรรมเนียมปฏิบัติของตัวปอนเองที่จะนำแบบสอบถามที่ออกแบบเองมาให้ลูกศิษย์ทำ เพื่อประเมินตัวเราเองว่ายังมีส่วนไหนที่ขาดส่วนไหนที่เกินไปบ้าง (นอกจากสติที่ขาดๆ เกินๆ)ข้อคำถามหลักๆ มีอยู่ 3 ข้อด้วยกันครับ
ข้อ 1 ถามว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับบุคลิกภาพของผู้บรรยาย
ข้อ 2 ท่านคิดว่าเนื้อหาที่บรรยายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่
และปริมาณของเนื้อหา กิจกรรมประกอบการบรรยาย มีความเหมาะสมกับ
วิชาที่ท่านเรียนหรือไม่
และข้อ 3 ท่านคิดว่าเทคนิคการถ่ายทอดของผู้บรรยายสามารถทำให้ท่าน
เกิดความรู้ความเข้าใจสำหรับท่านได้หรือไม่
คำตอบที่ได้จากจำนวนนิสิตชั้นปี 2 ประมาณ 30 กว่าคนน่าสนใจมากทีเดียวครับ
คำตอบข้อ 1
มักจะตอบว่าแต่งตัวดี ดูดี มีง่าราศี (ราคี) พูดฟังดูมีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ เป็นกันเอง ไม่เครียด ไม่เกร็ง อารมณ์ดี พูดตรง ยิงคำถามได้อึ้ง(ให้นิสิต)ตอบไม่ได้ไม่เหมือนอาจารย์ทั่วไป???? เหมือนพี่สอนน้อง เฉยๆ จนมีคำตอบอยู่คำตอบหนึ่งที่สะดุดใจเป็นอย่างมาก "ดูดีครับ เหมือนอย่างกับเจ้าของห้องเสื้อที่ไหนสักที่จริงๆ"!!!!!!!!!!!
มันเป็นคำตอบที่ทำให้ตกใจและงุนงงมากว่าเราแต่งตัวได้ขนาดนั้นเลยหรือ ก็ต้องมาย้อนดูตัวเองครับ... คำตอบก็คือหากเราอยู่ในกทม.การแต่งตัวของเราก็จะปกติสามารถเห็นคนแต่งตัวอย่างเราได้ทั่วไป เช่นเสื้อเชิ้ตสีสันสดใส เรียบง่าย มีลวดลายเล็กน้อยพองาม รองเท้าหัวแหลมสีดำหรือไม่ก็สีน้ำตาล บางครั้งก็ใส่สูท (ที่เป็นชุดฟอร์มเก่าตั้งแต่สมัยที่ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย) ผูกเนคไทด์ สีแมทช์กับเสื้อ บางวันก็ใส่แจคเกตกับเสื้อเชิ้ต กางเกงสีน้ำตาลดูสบายๆ ทรงผมก็ไม่ได้ทำแค่เอานิ้วเสยๆ แค่นั้นเอง หากเปรียบเทียบกับสมัยที่ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์แล้วตอนนั้นน่าจะแต่งตัวเนี้ยบยิ่งกว่านี้หลายเท่านัก
แต่สิ่งที่ทำให้ลูกศิษย์คิดอย่างนี้น่าจะเป็นเพราะว่า "คนแถวๆ นี้เขาไม่ค่อยได้แต่งตัวกันอย่างนี้ครับ" เพราะเสื้อเชิ้ตส่วนใหญ่ปอนซื้อมาจากกรุงเทพฯ ทั้งหมด ช่วงเซลล์ 50 เปอร์เซนต์ด้วยนะ ขนาดตกรุ่นมาเซลล์ขนาดนี้แล้วยังดูทันสมัยกว่าที่มีขายที่นี่ครับ แล้วอาจารย์ผู้ชายหรือเสมือนผู้ชายแถวๆ นี้เขาก็นิยมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว หรือสีพื้นธรรมดาๆ เท่านั้น (หากเป็นแถวๆ พวกวิทยาศาสตร์สุขภาพ แพทย์ ทันตะ สหเวชไมต้องพูดถึงครับเชยสุดๆ แล้ว) สูทที่เขาใส่ก็จะเป็นแบบคนแก่ๆ รองเท้าก็เป็นสีดำธรรมดาๆ จนทำให้เด็กๆ ลูกศิษย์ของปอนไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่ พอปอนแต่งตัวอย่างนั้นมาทำให้ดูว่าเราแปลกแยก แตกต่าง จนกลายเป็นเจ้าของ "ห้องเสื้อ" ดูสิใช้คำเช้ยเชยเหมาะกับเป็นเด็กบ้านนอกจริงๆ
ข้ามมาคำตอบข้อ 3 เลยดีกว่าครับเพราะประเด็นของเรื่องอยู่ที่คำตอบข้อ 2
นิสิตส่วนใหญ่จะตอบว่า ได้ เพราะสามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการสอนที่มีลักษณะของความเป็นกันเอง และให้เด็กฝึกคิดเองแล้วออกมาพูด ซึ่งเราจะทำหน้าที่เพียงแค่สรุปและเสริมบางส่วนให้เท่านั้นซึ่งเป็นวิธีการแบ่งเบาภาระและตอบสนองความขี้เกียจของผู้บรรยายได้เป็นอย่างดีจริงๆ นะครับ
แต่ความจริงแล้วจะรู้เรื่องบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะตอนที่บรรยายและให้ทำกิจกรรม ลูกศิษย์ที่น่ารักทั้งหลายต่างก็คุย เล่น หลับ กิน มีฟังแค่ไม่กี่คน จนบางครั้งต้องให้ลูกศิษย์ทั้งหลายลุกขึ้นมาบูมเอกถึง 3 รอบ เพื่อให้ตื่นจากอาการง่วงหงาวหาวนอน
มาถึงคำตอบข้อ 2 ซึ่งเป็นประเด็นที่ปอนจะต้องมาเขียนถึงในวันนี้ครับ
คำตอบมีหลากหลายครับ หลายคนบอกว่าเนื้อหาที่ปอนบรรยายในเทอมนี้สามารถนำไปใช้ได้ แต่มีเนื้อหามากมาย และมีกิจกรรม พร้อมๆ กับมีหนังสือที่ต้องอ่านมาเพื่อนำมาประกอบในวิชาเรียนอีกหลายเล่ม บางครั้งก็ออกนอกเรื่องไปไหนก็ไม่รู้
ปอนก็ยอมรับว่าเนื้อหามากมายจริงๆ ครับ ในหนึ่งเทอม 15 สัปดาห์มีเนื้อหาที่บรรยายทั้งหมด 140 สไลด์พาวเวอร์พ้อยต์ครับ ไม่นับรวมกับงานกลุ่ม งานเดี่ยว และหนังสือที่ต้องไปอ่านสอบอีกครับ แต่ก็มีเหตุผลนะครับที่มันเยอะมากมายขนาดนี้ก็เพราะว่ามันเป็นวิชาพื้นฐานที่ต้องให้นิสิตที่น่ารักทั้งหลายเข้าใจในเรื่องกระบวนการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งในเชิงทฤษฎี และในทางปฏิบัติ ซึ่งต้องวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมาหมักรวมกัน แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต มันเลยต้องมหาศาลขนาดนี้ครับ กอปรกับเมื่อเราสั่งให้ไปอ่านหรือหาอะไรมาเพิ่มเติมเพื่อคุยกันในครั้งต่อไป ก็เงียบหายทุกครั้งไม่มีใครไปหาอะไรเพิ่มเติมมาเลย จึงต้องใช้วิธีการสั่งงานให้เป็นคะแนนครับ (จริงๆ แล้วตอนเรียนปอนก็มีพฤติกรรมเช่นนี้เหมือนกัน จึงเข้าใจและดัดหลังลูกศิษย์ได้อย่างถูกจุดครับ...หุหุ)
แต่ประเด็นมันเกิดขึ้นมาจากคำตอบของนิสิตประมาณ 2 คนครับที่ตัดพ้อต่อว่า ว่าปอนให้งานที่ไม่ค่อยจะสอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการเรียน งานชิ้นนั้นก็คือ ปอนให้แปล text เพียงบทเดียวประมาณ 10 หน้า A4 เองนะครับ เรื่อง Political Journalism มันเป็นงานวิจัยที่ฝรั่งเข้ามาทำวิทยานิพนธ์เรื่องกระบวนการสื่อข่าวทางด้านการเมืองของนักข่าวในประเทศไทยโดยเฉพาะมติชน และเดอะเนชั่นแต่เด็กๆ บอกว่ามันไม่เข้ากับเนื้อหารายวิชา คำตอบเป็นดังนี้ครับ
"...การให้งานเยอะเกินไป บางครั้งดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวกับรายวิชา (เกี่ยว แต่ไม่จำเป็น) เช่น การให้แปลงานวารสารเกี่ยวตรงที่งานแปลเป็นวารสาร แต่จะแปลทำไม ไม่ได้เรียนเอก Eng. แล้วแปลเยอะขนาดนั้น มันเปลืองเวลา ที่สมควรจะเอาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่านี้ ให้งานอื่นที่เป็นการหาความรู้เพิ่มเติมไม่ดีกว่าเหรอ?"
"...บางกิจกรรมอย่างเช่น แปลคำศัพท์มันไม่ค่อยเกี่ยวกับรายวิชาเท่าไร ถึงแม้ว่ามันจะเกี่ยวกับวารสารศาสตร์ แต่ก็อยากให้ทำงานเป็นภาษาไทยเพราะจะถนัดกว่าภาษาอังกฤษ ถ้าทำอะไรที่ไม่ถนัด งานอาจจะออกมาไม่ค่อยดีนัก แล้วก็ต้องแก้ไขอีก"
ปอนอ่านคำติทั้งสองอันข้างบนนี้แล้วรู้สึกเศร้าใจครับ เพราะเราจะเห็นว่าเด็กไม่ได้ดูผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับหลังจากที่ทำงานแปลชิ้นนี้เสร็จออกมาแล้ว และที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในคำติอันแรกทำให้เห็นได้เลยว่าเด็กยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของรายวิชา และยังไม่ได้อ่านที่ตัวเองแปล! จริงๆ แล้วผลประโยชน์ที่จะได้มี 2 ต่อด้วยกันคือ ได้ฝึกฝนและรู้จักคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ แล้วก็ได้รู้ถึงกระบวนการทำข่าวทางด้านการเมืองของประเทศไทยในมุมมองของฝรั่งตาน้ำข้าว
แต่งานชิ้นนี้กลับไปทำให้นิสิตที่น่ารักของปอนไม่สบายใจและกายที่ต้องมาทำงานที่ไม่ถนัด มันยากเพราะมันไม่ใช่ภาษาบุพการี เรื่องนี้ปอนเข้าใจดีครับเพราะปอนก็ไม่เก่งกาจปราดเปรื่องทางด้านภาษาอังกฤษสักเท่าไหร่ พูดก็พูดได้แบบงูๆ ปลาๆ ดีกว่าแถวๆ พัทยาหน่อยนึง เขียนไม่ต้องพูดถึงครับเพราะแกรมม่าไม่เคยมีอยู่ในหัว แต่ที่พอจะใช้ได้หน่อยหนึ่งก็คือการอ่านแค่นั้นเอง
ผลสะท้อนจากเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าลูกศิษย์ของปอนชอบอะไรที่ได้มาง่ายๆ ครับ หรือเรียกสั้นๆ ว่า "มักง่าย" นั่นเอง มักง่ายแบบไม่ดูสภาพสังคมไทย และสังคมโลกอีกต่างหากว่าทุกวันนี้เขาไปถึงไหนๆ กันแล้ว ตัวเองอยู่มหาวิทยาลัยบ้านนอกยังไม่พอยังทำตัวให้สอดคล้องกับสภาพตามภูมิศาสตร์ของที่ตั้งสถาบันอีก ปอนไม่เข้าใจว่าลูกศิษย์ของปอนเข้าใจถึงเรื่องการแข่งขันหรือไม่ และถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างไร
ปอนต้องขออนุญาตเอาตัวเองตั้งเป็นเกณฑ์ของ "คน" ในระดับปกติธรรมดาที่พบเห็นกันได้ตามท้องถนนก่อนก็แล้วกันนะครับ ปอนไม่เคยเชื่อว่า "ความมักง่าย" จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นเลย เพราะที่ผ่านมาปอนจะพยายามวิ่งชนสิ่งที่ยากๆ เสมอถึงแม้จะรู้ว่างานที่ออกมามันจะไม่สมบูรณ์แบบเต็มร้อยเพราะเราไม่ถนัดและทำได้ยากกว่า แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันเป็นความรู้และประสบการณ์ที่มากกว่าคนอื่นอยู่เสมอ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ปอนพยายามอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ มากกว่าหนังสือภาษาไทย ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เก่งกาจเท่าไหร่นักแต่ก็พยายามอ่านมันจนรู้เรื่อง หรือในการทำรายงานปอนก็จะพยายามหาข้อมูลจาก source ที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้ยากและหลากหลายมุมมองเพื่อที่จะทำให้เราได้แหล่งข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งเค้าโครงรายงานก็ต้องยากตามไปด้วย แต่ก็เลือกที่จะทำถึงแม้ว่าจะทำแล้วได้คะแนนเท่าๆ กับกลุ่มหรือคนที่มันเลือกทำง่ายๆ ก็ตาม ปอนทำอย่างนี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำ
หากเปรียบเทียบกัน ปอนไม่อยากจะบอกว่า เด็กสมัยนี้คุณภาพตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดยังไม่พอครับ ยังมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาลอีกด้วย เลยทำให้เป็นคน "มักง่าย" แทนที่จะ "มักยาก" ให้ตัวเองเกิดการพัฒนาขึ้นมา เวลาที่จะทำอย่างอื่นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นไปกินเหล้า แต่งหน้า ทำผม อ่านหนังสือดารา ฯลฯ ปอนไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้คิดอะไรกันอยู่ และถูกผู้ปกครองเลี้ยงดูอย่างไร หากมีผู้ปกครองของเด็กที่จะโตขึ้นเป็นอนาคตของชาติไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตามนะครับ ขอร้องนะครับกรุณาเลี้ยงลูกให้เป็นคน "มักยาก" ด้วยการให้คิดและรู้จักเปรียบเทียบ ดิ้นรน ขวนขวาย ด้วยนะครับ อย่าเสนอให้ลูกทุกๆ อย่าง และกรุณาอย่ายึดติดกับคำว่า "กลัวลูกลำบาก" นะครับเด็กต้องรู้จักลำบากบ้างครับเพราะเขาจะได้โตมาเป็น "มนุษย์" ครับ
หากไม่ฝึกฝนตั้งแต่เด็กๆ แล้วกว่าจะมาถึงมืออาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยก็จะสายเกินไปไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้วครับ แล้วเด็กเหล่านั้นก็จะเข้าสู่ความว่างเปล่าของชีวิตเขาเองครับ
ปอนเองครับ
ทำไมรู้ใจปอนจังเลยครับว่าปอนชอบคำติมากกว่าคำชม แต่ถ้าติเชิงวิพากษ์บนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่และเป็นจริง โดยอิงกับความรู้สึกของตัวเองให้น้อยที่สุดก็น่าจะดีครับ แต่นี่มีความรู้สึกว่าเราไปทำให้ชีวิตของเขาลำบากลำบนมากเลยทีเดียว ถ้ามีอาการกล้าแสดงออกก็จะดีมากครับแต่นี่เงียบเชียวหล่ะให้ออกมาพรีเซนต์ก็ไม่ค่อยจะออกแถมยังบอกว่าเบื่อที่เราให้พรีเซนต์บ่อยๆ ด้วยนะ ถามอะไรก็ไม่ตอบ ขนาดสงสัยอะไรให้โทร.หาได้ไม่เกินห้าทุ่มยังไม่ค่อยจะโทร.กันเลยครับ

#1 By MayaKniGht on 2007-09-26 16:06