มักง่าย...มักยาก

posted on 26 Sep 2007 15:36 by sloppythinking  in Live, Social

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวันปิดคอร์สของวิชาวารสารศาสตร์เบื้องต้น ที่ปอนรับผิดชอบบรรยายอยู่ และตามธรรมเนียมปฏิบัติของตัวปอนเองที่จะนำแบบสอบถามที่ออกแบบเองมาให้ลูกศิษย์ทำ เพื่อประเมินตัวเราเองว่ายังมีส่วนไหนที่ขาดส่วนไหนที่เกินไปบ้าง (นอกจากสติที่ขาดๆ เกินๆ)ข้อคำถามหลักๆ มีอยู่ 3 ข้อด้วยกันครับ

ข้อ 1 ถามว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับบุคลิกภาพของผู้บรรยาย

ข้อ 2 ท่านคิดว่าเนื้อหาที่บรรยายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่

และปริมาณของเนื้อหา กิจกรรมประกอบการบรรยาย มีความเหมาะสมกับ

วิชาที่ท่านเรียนหรือไม่

และข้อ 3 ท่านคิดว่าเทคนิคการถ่ายทอดของผู้บรรยายสามารถทำให้ท่าน

เกิดความรู้ความเข้าใจสำหรับท่านได้หรือไม่

คำตอบที่ได้จากจำนวนนิสิตชั้นปี 2 ประมาณ 30 กว่าคนน่าสนใจมากทีเดียวครับ

คำตอบข้อ 1

มักจะตอบว่าแต่งตัวดี ดูดี มีง่าราศี (ราคี) พูดฟังดูมีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ เป็นกันเอง ไม่เครียด ไม่เกร็ง อารมณ์ดี พูดตรง ยิงคำถามได้อึ้ง(ให้นิสิต)ตอบไม่ได้ไม่เหมือนอาจารย์ทั่วไป???? เหมือนพี่สอนน้อง เฉยๆ จนมีคำตอบอยู่คำตอบหนึ่งที่สะดุดใจเป็นอย่างมาก "ดูดีครับ เหมือนอย่างกับเจ้าของห้องเสื้อที่ไหนสักที่จริงๆ"!!!!!!!!!!!

มันเป็นคำตอบที่ทำให้ตกใจและงุนงงมากว่าเราแต่งตัวได้ขนาดนั้นเลยหรือ ก็ต้องมาย้อนดูตัวเองครับ... คำตอบก็คือหากเราอยู่ในกทม.การแต่งตัวของเราก็จะปกติสามารถเห็นคนแต่งตัวอย่างเราได้ทั่วไป เช่นเสื้อเชิ้ตสีสันสดใส เรียบง่าย มีลวดลายเล็กน้อยพองาม รองเท้าหัวแหลมสีดำหรือไม่ก็สีน้ำตาล บางครั้งก็ใส่สูท (ที่เป็นชุดฟอร์มเก่าตั้งแต่สมัยที่ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย) ผูกเนคไทด์ สีแมทช์กับเสื้อ บางวันก็ใส่แจคเกตกับเสื้อเชิ้ต กางเกงสีน้ำตาลดูสบายๆ ทรงผมก็ไม่ได้ทำแค่เอานิ้วเสยๆ แค่นั้นเอง หากเปรียบเทียบกับสมัยที่ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์แล้วตอนนั้นน่าจะแต่งตัวเนี้ยบยิ่งกว่านี้หลายเท่านัก

แต่สิ่งที่ทำให้ลูกศิษย์คิดอย่างนี้น่าจะเป็นเพราะว่า "คนแถวๆ นี้เขาไม่ค่อยได้แต่งตัวกันอย่างนี้ครับ" เพราะเสื้อเชิ้ตส่วนใหญ่ปอนซื้อมาจากกรุงเทพฯ ทั้งหมด ช่วงเซลล์ 50 เปอร์เซนต์ด้วยนะ ขนาดตกรุ่นมาเซลล์ขนาดนี้แล้วยังดูทันสมัยกว่าที่มีขายที่นี่ครับ แล้วอาจารย์ผู้ชายหรือเสมือนผู้ชายแถวๆ นี้เขาก็นิยมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว หรือสีพื้นธรรมดาๆ เท่านั้น (หากเป็นแถวๆ พวกวิทยาศาสตร์สุขภาพ แพทย์ ทันตะ สหเวชไมต้องพูดถึงครับเชยสุดๆ แล้ว) สูทที่เขาใส่ก็จะเป็นแบบคนแก่ๆ รองเท้าก็เป็นสีดำธรรมดาๆ จนทำให้เด็กๆ ลูกศิษย์ของปอนไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่ พอปอนแต่งตัวอย่างนั้นมาทำให้ดูว่าเราแปลกแยก แตกต่าง จนกลายเป็นเจ้าของ "ห้องเสื้อ" ดูสิใช้คำเช้ยเชยเหมาะกับเป็นเด็กบ้านนอกจริงๆ

ข้ามมาคำตอบข้อ 3 เลยดีกว่าครับเพราะประเด็นของเรื่องอยู่ที่คำตอบข้อ 2

นิสิตส่วนใหญ่จะตอบว่า ได้ เพราะสามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการสอนที่มีลักษณะของความเป็นกันเอง และให้เด็กฝึกคิดเองแล้วออกมาพูด ซึ่งเราจะทำหน้าที่เพียงแค่สรุปและเสริมบางส่วนให้เท่านั้นซึ่งเป็นวิธีการแบ่งเบาภาระและตอบสนองความขี้เกียจของผู้บรรยายได้เป็นอย่างดีจริงๆ นะครับ

แต่ความจริงแล้วจะรู้เรื่องบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะตอนที่บรรยายและให้ทำกิจกรรม ลูกศิษย์ที่น่ารักทั้งหลายต่างก็คุย เล่น หลับ กิน มีฟังแค่ไม่กี่คน จนบางครั้งต้องให้ลูกศิษย์ทั้งหลายลุกขึ้นมาบูมเอกถึง 3 รอบ เพื่อให้ตื่นจากอาการง่วงหงาวหาวนอน

มาถึงคำตอบข้อ 2 ซึ่งเป็นประเด็นที่ปอนจะต้องมาเขียนถึงในวันนี้ครับ

คำตอบมีหลากหลายครับ หลายคนบอกว่าเนื้อหาที่ปอนบรรยายในเทอมนี้สามารถนำไปใช้ได้ แต่มีเนื้อหามากมาย และมีกิจกรรม พร้อมๆ กับมีหนังสือที่ต้องอ่านมาเพื่อนำมาประกอบในวิชาเรียนอีกหลายเล่ม บางครั้งก็ออกนอกเรื่องไปไหนก็ไม่รู้

ปอนก็ยอมรับว่าเนื้อหามากมายจริงๆ ครับ ในหนึ่งเทอม 15 สัปดาห์มีเนื้อหาที่บรรยายทั้งหมด 140 สไลด์พาวเวอร์พ้อยต์ครับ ไม่นับรวมกับงานกลุ่ม งานเดี่ยว และหนังสือที่ต้องไปอ่านสอบอีกครับ แต่ก็มีเหตุผลนะครับที่มันเยอะมากมายขนาดนี้ก็เพราะว่ามันเป็นวิชาพื้นฐานที่ต้องให้นิสิตที่น่ารักทั้งหลายเข้าใจในเรื่องกระบวนการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งในเชิงทฤษฎี และในทางปฏิบัติ ซึ่งต้องวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมาหมักรวมกัน แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต มันเลยต้องมหาศาลขนาดนี้ครับ กอปรกับเมื่อเราสั่งให้ไปอ่านหรือหาอะไรมาเพิ่มเติมเพื่อคุยกันในครั้งต่อไป ก็เงียบหายทุกครั้งไม่มีใครไปหาอะไรเพิ่มเติมมาเลย จึงต้องใช้วิธีการสั่งงานให้เป็นคะแนนครับ (จริงๆ แล้วตอนเรียนปอนก็มีพฤติกรรมเช่นนี้เหมือนกัน จึงเข้าใจและดัดหลังลูกศิษย์ได้อย่างถูกจุดครับ...หุหุ)

แต่ประเด็นมันเกิดขึ้นมาจากคำตอบของนิสิตประมาณ 2 คนครับที่ตัดพ้อต่อว่า ว่าปอนให้งานที่ไม่ค่อยจะสอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการเรียน งานชิ้นนั้นก็คือ ปอนให้แปล text เพียงบทเดียวประมาณ 10 หน้า A4 เองนะครับ เรื่อง Political Journalism มันเป็นงานวิจัยที่ฝรั่งเข้ามาทำวิทยานิพนธ์เรื่องกระบวนการสื่อข่าวทางด้านการเมืองของนักข่าวในประเทศไทยโดยเฉพาะมติชน และเดอะเนชั่นแต่เด็กๆ บอกว่ามันไม่เข้ากับเนื้อหารายวิชา คำตอบเป็นดังนี้ครับ

"...การให้งานเยอะเกินไป บางครั้งดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวกับรายวิชา (เกี่ยว แต่ไม่จำเป็น) เช่น การให้แปลงานวารสารเกี่ยวตรงที่งานแปลเป็นวารสาร แต่จะแปลทำไม ไม่ได้เรียนเอก Eng. แล้วแปลเยอะขนาดนั้น มันเปลืองเวลา ที่สมควรจะเอาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่านี้ ให้งานอื่นที่เป็นการหาความรู้เพิ่มเติมไม่ดีกว่าเหรอ?"

"...บางกิจกรรมอย่างเช่น แปลคำศัพท์มันไม่ค่อยเกี่ยวกับรายวิชาเท่าไร ถึงแม้ว่ามันจะเกี่ยวกับวารสารศาสตร์ แต่ก็อยากให้ทำงานเป็นภาษาไทยเพราะจะถนัดกว่าภาษาอังกฤษ ถ้าทำอะไรที่ไม่ถนัด งานอาจจะออกมาไม่ค่อยดีนัก แล้วก็ต้องแก้ไขอีก"

ปอนอ่านคำติทั้งสองอันข้างบนนี้แล้วรู้สึกเศร้าใจครับ เพราะเราจะเห็นว่าเด็กไม่ได้ดูผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับหลังจากที่ทำงานแปลชิ้นนี้เสร็จออกมาแล้ว และที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในคำติอันแรกทำให้เห็นได้เลยว่าเด็กยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของรายวิชา และยังไม่ได้อ่านที่ตัวเองแปล! จริงๆ แล้วผลประโยชน์ที่จะได้มี 2 ต่อด้วยกันคือ ได้ฝึกฝนและรู้จักคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ แล้วก็ได้รู้ถึงกระบวนการทำข่าวทางด้านการเมืองของประเทศไทยในมุมมองของฝรั่งตาน้ำข้าว

แต่งานชิ้นนี้กลับไปทำให้นิสิตที่น่ารักของปอนไม่สบายใจและกายที่ต้องมาทำงานที่ไม่ถนัด มันยากเพราะมันไม่ใช่ภาษาบุพการี เรื่องนี้ปอนเข้าใจดีครับเพราะปอนก็ไม่เก่งกาจปราดเปรื่องทางด้านภาษาอังกฤษสักเท่าไหร่ พูดก็พูดได้แบบงูๆ ปลาๆ ดีกว่าแถวๆ พัทยาหน่อยนึง เขียนไม่ต้องพูดถึงครับเพราะแกรมม่าไม่เคยมีอยู่ในหัว แต่ที่พอจะใช้ได้หน่อยหนึ่งก็คือการอ่านแค่นั้นเอง

ผลสะท้อนจากเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าลูกศิษย์ของปอนชอบอะไรที่ได้มาง่ายๆ ครับ หรือเรียกสั้นๆ ว่า "มักง่าย" นั่นเอง มักง่ายแบบไม่ดูสภาพสังคมไทย และสังคมโลกอีกต่างหากว่าทุกวันนี้เขาไปถึงไหนๆ กันแล้ว ตัวเองอยู่มหาวิทยาลัยบ้านนอกยังไม่พอยังทำตัวให้สอดคล้องกับสภาพตามภูมิศาสตร์ของที่ตั้งสถาบันอีก ปอนไม่เข้าใจว่าลูกศิษย์ของปอนเข้าใจถึงเรื่องการแข่งขันหรือไม่ และถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างไร

ปอนต้องขออนุญาตเอาตัวเองตั้งเป็นเกณฑ์ของ "คน" ในระดับปกติธรรมดาที่พบเห็นกันได้ตามท้องถนนก่อนก็แล้วกันนะครับ ปอนไม่เคยเชื่อว่า "ความมักง่าย" จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นเลย เพราะที่ผ่านมาปอนจะพยายามวิ่งชนสิ่งที่ยากๆ เสมอถึงแม้จะรู้ว่างานที่ออกมามันจะไม่สมบูรณ์แบบเต็มร้อยเพราะเราไม่ถนัดและทำได้ยากกว่า แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันเป็นความรู้และประสบการณ์ที่มากกว่าคนอื่นอยู่เสมอ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ปอนพยายามอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ มากกว่าหนังสือภาษาไทย ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เก่งกาจเท่าไหร่นักแต่ก็พยายามอ่านมันจนรู้เรื่อง หรือในการทำรายงานปอนก็จะพยายามหาข้อมูลจาก source ที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้ยากและหลากหลายมุมมองเพื่อที่จะทำให้เราได้แหล่งข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งเค้าโครงรายงานก็ต้องยากตามไปด้วย แต่ก็เลือกที่จะทำถึงแม้ว่าจะทำแล้วได้คะแนนเท่าๆ กับกลุ่มหรือคนที่มันเลือกทำง่ายๆ ก็ตาม ปอนทำอย่างนี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำ

หากเปรียบเทียบกัน ปอนไม่อยากจะบอกว่า เด็กสมัยนี้คุณภาพตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดยังไม่พอครับ ยังมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาลอีกด้วย เลยทำให้เป็นคน "มักง่าย" แทนที่จะ "มักยาก" ให้ตัวเองเกิดการพัฒนาขึ้นมา เวลาที่จะทำอย่างอื่นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นไปกินเหล้า แต่งหน้า ทำผม อ่านหนังสือดารา ฯลฯ ปอนไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้คิดอะไรกันอยู่ และถูกผู้ปกครองเลี้ยงดูอย่างไร หากมีผู้ปกครองของเด็กที่จะโตขึ้นเป็นอนาคตของชาติไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตามนะครับ ขอร้องนะครับกรุณาเลี้ยงลูกให้เป็นคน "มักยาก" ด้วยการให้คิดและรู้จักเปรียบเทียบ ดิ้นรน ขวนขวาย ด้วยนะครับ อย่าเสนอให้ลูกทุกๆ อย่าง และกรุณาอย่ายึดติดกับคำว่า "กลัวลูกลำบาก" นะครับเด็กต้องรู้จักลำบากบ้างครับเพราะเขาจะได้โตมาเป็น "มนุษย์" ครับ

หากไม่ฝึกฝนตั้งแต่เด็กๆ แล้วกว่าจะมาถึงมืออาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยก็จะสายเกินไปไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้วครับ แล้วเด็กเหล่านั้นก็จะเข้าสู่ความว่างเปล่าของชีวิตเขาเองครับ

ปอนเองครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สอนที่ไหนละคะ มันอยู่มีสถาบันที่สอนด้วยนะคะ ถ้าสถาบันที่เด็กไม่เอาไหนไปเรียนเยอะๆก็จะเจออย่างนี้ให้ปวดหัวช้ำใจอาจารย์มิใช่น้อยละคะ

#1 By MayaKniGht on 2007-09-26 16:06

ปอนว่ามันเป็นรูปแบบของเด็กสมัยนี้น่ะครับ...พี่มายา... เพราะเท่าที่ถามอาจารย์หลายๆ ท่านทั้งในสถาบันที่สอน แล้วก็สถาบันที่ปอนเรียนอยู่ เด็กก็มีลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กันครับ แตกต่างกันตรงที่ความฉลาดของเด็กเท่านั้นเองครับ ถ้าเด็กฉลาดมันก็จะแสดงออกมาแบบฉลาดๆ เช่นเถียงหรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์น่ะครับ แต่ถ้าเด็กไม่ฉลาดมากก็จะเป็นอย่างนี้ครับ

#2 By ปอนปอน on 2007-09-26 16:29

ผมว่าความคิดเห็นของนิสิตที่ตอบแบบสอบถามนั้นสะท้อนถึงอะไรหลายๆอย่างดังนี้
1. นิสิตสองคนนี้เป็นผู้กล้า ที่ค่อนข้างจะใฝ่ดี แต่ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของอาจารย์เท่านั้นเอง ดังนั้นคนแบบนี้ถ้าเชื่อหรือยอมรับสิ่งใดแล้วก็จะพลีกายถวายชีวิตให้เลยแหละ ไฟแรงนะครับคนแบบนี้ หัวรุนแรงด้วย ชอบการคิดเชิงวิพากษ์ ดูท่าทางคงชอบพรีเซนต์หน้าห้องมากกว่า
2. นิสิต2คนนี้ ถือเป็นกระบอกเสียงของนิสิตจอมขี้เกียจทั้งหลาย ที่ไม่สนใจแม้กระทั่งจะแสดงความคิดเห็นของตนเอง ในเชิงวิเคราะห์
3. บางที อาจารย์ปอนน่าจะอยากได้ข้อเสนอแนะจากศิษย์มากกว่าคำชมนะครับ จริงไหม?
4. การแต่งกาย หรือบุคลิกลักษณะของผู้สอน มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ พึงระลึกไว้เสมอว่า"การแอ๊บแมน..ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง"
5. ผมเชื่อว่าอาจารย์ปอนต้องสอนสนุกอยู่แล้ว อย่าเล่นมุขจีบหนุ่มๆบ่อยนักแค่นั้นเองครับ ฮ่าฮ่า ล้อเล่นนะ....แต่เตือนจริงๆ

#3 By anu_zz on 2007-09-26 16:59

อ่านแล้วเหมือนโดนด่ากลายๆอะปอน คือ พี่ก็มักง่ายเหมือนกัน ตอนที่อ่านเจอว่าแปลเท็กซ์สิบหน้าเอสี่ นี่กระตุกไปเหมือนกันนะเนี่ย พี่จบเอกอังกฤษมายังหยองๆเลย แต่ทุกวันนี้เหมือนกรรมตามทัน มีหนังสือมาให้อ่านตรึมเลย แถมต้องอ่านซะด้วยสิไม่งั้นจะรับผิดชอบชีวิตคนไข้ยังไงเนอะ

นิสัยของปอนส่วนนี้ดีนะครับ มักยาก ทำให้เก่งและเข้มแข็งกว่าคนอื่นเขา ดีครับสนับสนุน จะพยายามมักยากตามปอนครับ
ปอนลืมบอกไปครับ...คุณ nooddies...ที่กำลังจะไปเที่ยว..อิอิ ก่อนที่ปอนจะให้งานทุกชิ้นกับเด็กปอนบอกวัตถุประสงค์ของงานทุกชิ้นเสมอครับ รวมทั้งเรื่องการแปลชิ้นนี้ด้วย แต่ไม่รู้ว่าวันที่ปอนบอกมันมาหรือเปล่า ทำไมรู้ใจปอนจังเลยครับว่าปอนชอบคำติมากกว่าคำชม แต่ถ้าติเชิงวิพากษ์บนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่และเป็นจริง โดยอิงกับความรู้สึกของตัวเองให้น้อยที่สุดก็น่าจะดีครับ แต่นี่มีความรู้สึกว่าเราไปทำให้ชีวิตของเขาลำบากลำบนมากเลยทีเดียว ถ้ามีอาการกล้าแสดงออกก็จะดีมากครับแต่นี่เงียบเชียวหล่ะให้ออกมาพรีเซนต์ก็ไม่ค่อยจะออกแถมยังบอกว่าเบื่อที่เราให้พรีเซนต์บ่อยๆ ด้วยนะ ถามอะไรก็ไม่ตอบ ขนาดสงสัยอะไรให้โทร.หาได้ไม่เกินห้าทุ่มยังไม่ค่อยจะโทร.กันเลยครับ

แล้วอีกอย่าง...ปอนไม่เคยแอ๊บแมนแต่อย่างใดครับ แล้วปอนก็ไม่เคยเล่นมุขจีบผู้ชายด้วย เพราะว่าเด็กมันไม่มีหน้าตาผ่านสักคนเลย ไม่น่าแปลกใจครับที่อาจารย์ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านถอดใจปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมก็หลายท่านอยู่ครับ ปอนก็ทำไปตามกำลังที่มีครับยังไม่รู้ว่าจะจ้ำจี้จำไชได้อีกนานขนาดไหน เพราะถ้าเราสั่งงานไปหนึ่งครั้งเท่ากับมีงานที่เราต้องตรวจ 40 ชิ้นเลยครับ เทอมนี้ปอนสั่งงานเดี่ยวไปประมาณ 6 ชิ้นครับ แล้วงานกลุ่มประมาณ 2 ชิ้นครับ... เด็กไม่เคยมองถึงตรงนี้เลยครับ เที่ยวให้สนุกนะครับถ้าผ่านมาพิษณุโลกยินดีเป็นไกด์ให้นะครับ

ปอนก็มักง่ายครับ...พี่หมอเชน...แต่เป็นบางเรื่องแค่นั้นเอง บางเรื่องปอนก็ทำแบบง่ายๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญก็จะพิถีพิถันเป็นพิเศษโดยเฉพาะเรื่องการเตรียมความพร้อมของเด็กในวิชาพื้นฐานอย่างนี้ ส่วนเรื่องแปลเนี่ยะ 10 หน้า เอ 4 คำศัพท์พื้นฐานมากครับ แบบปอนอ่านรอบเดียวก็เข้าใจ ปอนให้เวลาทั้งหมด 13 สัปดาห์ในการแปลนะครับพี่หมอเชน แถมพวกเด็กๆ มันยังแบ่งๆ กันไปแปลอีกต่างหากปอนก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่บอกมันว่าเวลาเอามาต่อกันต้องต่อกันให้ติดนะ...แต่ก็ไม่ครับก็ยังต่อกันมาคนละฝาอย่างนั้นอยู่ดี เฮ้อออ..... แล้วเรื่องที่ปอนถามพี่หมอเชนตอบปอนหรือยังครับ แล้วปอนจะเป็นอัมพฤกษ์หรือเปล่าครับ

#5 By ปอนปอน on 2007-09-26 17:15

เป็นคนมักง่ายบางเรื่องอ่ะ

#6 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-09-26 20:25

ปกติแล้ว สมัยที่เรียนก็มีประเมิน อจ เหมือนกันครับ
คงจะเป็นทุกมหาวิทยาลัยแหละเนอะ

ส่วนมากจะให้ อจ คนอื่นมาประเมิน
แล้วค่อยส่งผลให้ อจ ผู้สอนอีกที

แต่ตอนนั้นก็ประเมินๆไปงั้นแหละ ไม่ได้ใส่ใจอะไร (ตอนนั้นยังคิดไม่ได้)
ติ๊กๆๆ มั่วๆ รายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมก็ไม่ได้ระบุ เป็นนักเรียนที่แย่จังเนอะ...
เพราะคิดว่าประเมินไปก็เท่านั้น แต่เมื่ออ่าน entry นี้แล้ว รู้ว่า "คิดผิด"
เป็นธรรมดาครับ...พี่ตุ้มเป๊ะ...

ปอนก็เป็นเหมือนกันครับ...คุณแพนด้า...จริงๆ แล้วมีแบบประเมินของคณะมาให้เด็กทำไปรอบนึงแล้ว แต่ปอนคิดว่ามันไม่เวิร์คเพราะมันเป็นแบบติกๆ เอา ปอนก็เลยออกแบบสอบถามของตัวเองขึ้นมาซึ่งมันจะตอบสิ่งที่เราอยากรู้มากกว่า แล้วเด็กก็ได้แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ด้วย... แต่ไม่ค่อยจะมีใครเขียนเลย ส่วนใหญ่เขียนกันมาไม่เกินข้อละสองบรรทัดทั้งนั้นเลยครับ

#8 By ปอนปอน on 2007-09-26 23:25

เด็กมหาวิทยาลัย ก็เป็นผลผลิตมาจากเด็กมัธยม (ประถม และอนุบาล)...
การเก็งข้อสอบเพื่อให้ได้คะแนนดีๆ เพื่อให้สอบเอ็นทรานซ์ได้ (และเพื่อให้มีอนาคตในวิถีที่ทุนนิยมกำหนดไว้ในที่สุด)
สังคมผู้ใหญ่เชิดชูวิธีคิดแบบนี้ เด็กก็เลยเป็นแบบนี้ หรือจะเรียกว่าเด็กเป็นเหยื่อก็ไม่ผิดนัก...
ยากที่ลูกไม้จะหล่นไกลต้นได้
ต้นไม้ควรทำไง ?

#9 By วัชระ on 2007-09-26 23:47

อ่านแล้วอยากเป็นลูกศิษย์อาจารย์ปอนจังเลยค่ะ :)

ธรรมดาก็เป็นคนค่อนข้างจะมักง่ายเหมือนกันค่ะ จะพยายามฝึกฝนให้เป็นคนมักยากบ้างนะคะ

#10 By blind bookworm on 2007-09-27 00:07

- เข้าใจคุณปอนเลย เวลารับสมัครเด็กเข้าทำงาน ผลิตผลของเด็กประเภทนี้ ทำให้ปวดหัวมาก presentดี พูดเก่ง อยากได้เงินเดือนเยอะ แต่ทำไม่เป็นสักอย่าง อยากได้งานสบาย ลืมนึกไปว่ากว่าจะสบายต้องลำบากมาก่อน
- เราว่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเขียนเรื่องพระมหาชนก เพื่อสอนคนไทยทุกคนว่า ทุกอย่างไม่มีว่าฟลุ๊ค ต้องลำบากเสียเหงื่อมาก่อน จึงจะพบกับสิ่งที่ตั้งใจ แต่คนสมัยนี้ไม่get
- เพราะสื่อส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นอย่างนั้น ดูละครสิ นางเอกอยู่ในสลัมเมื่อวาน วันนี้กลายเป็นทายาทเศรษฐี ที่หายตัวไป หรือ บังเอิญ ได้มรดกพันล้าน เฮ้อ มีกี่เรื่องที่สอนให้คนมานะพยายาม ต่อสู้ชีวิต ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งผู้ชายบ้าง
- คงต้องฝากคุณปอนไปสอนเด็กว่า nothing free in this world และ ชีวิตนี้ไม่มีฟลุ๊ค อยากได้ความรู้ต้องขยัน

#11 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-09-27 09:08

ต้นไม้ควรปล่อยลูกไม้ให้ร่วงเวลามีลมพัดมาแรงๆ ครับ...คุณพี่วัชระ...เพราะลูกไม้จะได้ลอยไปไกลๆ ต้น เพื่อเจริญเติบโตมาแบบลำบากลำบนบ้าง เพราะทุกวันนี้ดูได้จากคนแวดล้อมตัวปอน รักลูกอย่างสุดโต่งแทบทั้งนั้นไม่คิดจะให้ลูกลำบากเลย หรือไม่ก็เลี้ยงลูกด้วยเงิน พอกลับมามองตัวเองพ่อแม่ก็ให้เราทำอะไรเอง อยากได้อะไรก็ต้องเก็บตังค์ซื้อเองไม่เห็นสบายเหมือนเด็กสมัยนี้เลย

...คุณปอม...อย่าเป็นลูกศิษย์ปอนเลยครับเพราะปอนออกแนวโหดมากถึงมากที่สุดครับ หลายๆ คนว่ามาอย่างนั้น

...คุณสาวเหนือ...พูดถูกอย่างที่สุดครับ แต่ไม่ใช่จากละครอย่างเดียวนะครับ มาจากการเลี้ยงดูด้วย เด็กบางคนใช้เงินตอนที่เรียนต่อเดือนมากกว่าเงินเดือนที่จะได้รับต่อเดือนเมื่อทำงานแล้วอีกนะครับ แล้วก็จะไม่มองอะไรที่เลยไปกว่าตัวเองเลย ไม่คำนึงถึงความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นด้วย ปัญหาอยู่ที่ผู้ปกครองด้วยครับที่ในรุ่นของตัวเองเรียนรู้เรื่องความเพียร (ที่มองว่าเป็นสิ่งที่ลำบาก) มาแล้ว เลยไม่อยากให้ลูกมีความเพียรอย่างตัวเองเพราะกลัวลูกจะลำบากไม่สบาย.... แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งนั้นแหล่ะจะทำให้ลูกตัวเองมีความลำบากมากขึ้นในอนาคต

#12 By ปอนปอน on 2007-09-27 11:10

เพิ่งประเมิณอาจารย์ไปคะ ฝนดำๆอย่างเดียวเลย
บอกว่าอาจารย์วิทยาศาสตร์สุขภาพแต่งตัวเชย กระทบผมนิดหน่อยครับ แต่ขอบอกว่าผมแต่งตัวไม่เชยนะครับ
ผมคิดเหมือนคุณปอนเลย ว่าชีวิตต้องลำบาก อะไรที่ได้มาง่าย ๆ มันไม่ค่อยมีค่าหรอกครับ
แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้กับการสอนหนังสือให้เด็ก ๆ พวกนี้ ถ้าคุณปอนไม่สอน ประเทศไทยก็ขาดอาจารย์ดี ๆ ไป 1 คนนะซิ

#14 By CHAI on 2007-09-27 13:55

...น้องกระปุกตั้งฉ่าย...หมายความว่าอย่างไรหรอครับฝนดำๆ เนี่ยะ..ดีหรือไม่ดี หรือว่าขี้เกียจประเมิน หรือว่าอาจารย์ยากจนเกินบรรยาย

อิอิที่จริงก็แอบกระทบ...คุณชัย...นิดหน่อยแหล่ะครับ แต่เป็นอาจารย์คุณชัยนะ ถ้าคุณชัยแต่งตัวไม่เชยก็ดีแล้วครับ รุ่นน้องปอนที่เรียนหมอตอนแรกๆ ก็แต่งตัวทันสมัยดีหรอก พอเป็นเอ็กซ์เทิร์นเปลี่ยนไปเลย กลายเป็นแต่งตัวแก่ๆ ซะงั้น แต่.......คุณชัยมองปอนดีเกินไปครับ ปอนไม่ใช่อาจารย์ที่ดีหรอกครับ แค่ปอนคิดว่า เราทำในสิ่งที่เราอยากให้เป็นอยากให้มีตอนที่เราเรียนอยู่แล้วไม่เคยได้ แล้วเราก็ไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบตอนที่เราเรียนอยู่แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมันจะมีที่มาที่ไปเสมอคะแนนทุกคะแนนเราต้องอธิบายได้ว่ามันมายังไงแค่นั้นเอง..... ในอนาคตปอนอาจไม่ได้เป็นอาจารย์ก็ได้ครับ

#15 By ปอนปอน on 2007-09-27 15:59

อ๋อ ก็ที่เรียนระบบประเมิณยังเป็นแบบฝนๆนะคะ มีระดับคะแนน1-5 นะคะ
อ๋อ..ที่นี่ของคณะยังเป็นให้ติ๊กถูกติ๊กผิดน่ะจ๊ะ.... แล้วตั้งใจทำหรือเปล่าล่ะจ๊ะ...น้องกระปุกตั้งฉ่าย... ถ้าให้ทำแบบประเมินเนี่ยะต้องใส่ไม่ยั้งนะ... อย่าเกรงใจ

#17 By ปอนปอน on 2007-09-27 16:10

บลอกคุณปอนสาระเยอะจัง
ดีครับ

#18 By (203.144.240.229 /189.2.255.60) on 2007-09-27 16:38

บลอกคุณปอนสาระเยอะจัง
ดีครับ

#19 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229 /189.2.255.60) on 2007-09-27 16:38

ความจริงทุกคนก็ชอบอะไรที่ไมง่ายๆ ล่ะนะ ยิ่งอีระบบการศึกษาก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเนี่ย ไม่ได้ป้อนก็เหมือนป้อน จะโทษเด็กก็ได้ จะโทษระบบก็ดี เพราะมันก็เฮงซวยทั้ง 2 อย่าง

สังเกตได้จากตัวเองตอนเข้าปี 1 เนี่ย โดนข้อสอบให้เขียนเองใช้ความคิดตัวเอง ถึงกับจะอ้วกออกมาเชียว เพราะสมัยม.ปลายครูเขาเอาช้อยส์มาป้อนให้ มึงก็เลือกเอาไปสิ ก ข ค ง จ เลือกมั่วๆ ก็ถูกได้ในบางวาระโอกาส

แต่อีนักเรียนคุณปอนเนี่ย มันแรงมากที่ประเมิณมาแบบนี้ ไม่คิดเลยหรอว่าคนสอนจะจำรายมือได้ แบบนี้ต้องติดเอฟ จับมากินใบประเมิณ

#20 By Conte 01 (203.146.136.88 /unknown) on 2007-09-27 18:37

1. ผมก็เป็นคนชอบดูอาจารย์ที่แต่งตัวดีครับ

2.ผมใช้หนังสือภาษาอังกฤษเรียนหมดเลย
แรกๆก็เครียด หลังๆก็ยังเครียด แต่
เห็นประโยชน์ที่ได้จากมันเยอะครับ
ทั้งเนื้อหาที่ทันสมัยกว่าของไทย
เคสก็น่าสนใจ อธิบายเข้าใจกว่าด้วย
ได้เห็นมุมมองอีกด้าน




#21 By riddler on 2007-09-27 18:43

ที่ไม่มีสาระก็มีนะครับ...คุณมนุษย์เพลง... ยินดีครับที่มาเยี่ยมเยียนบ้านรกๆ ของปอน สงสัยเดี๋ยวเฮีย ก. ต้องตามมาตบแน่ๆ เลย

ปอนคงให้ F มันไม่ได้หรอกครับคุณ Conte I เพราะเด็กมันคิดอย่างนี้ก็เป็นความผิดของปอนส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ไม่สามารถสื่อสารให้บัวในตมอย่างพวกมันเข้าใจได้...ปอนผิดเอง

ปอนก็เป็นเหมือน...คุณโอ้...เลยครับ เพราะหนังสือภาษาอังกฤษในฟิลด์ที่ปอนเรียนมันจะทันสมัยและหลากหลายกว่า หนังสือภาษาไทยก็ซ้ำๆ เดิมๆ ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ ว่าจะเขียนเองสักเล่มแต่ก็เริ่มแค่ชื่อเรื่องแค่นั้นเองครับ เด็กๆ ของปอนก็คงชอบคนแต่งตัวดีแหล่ะครับที่เขียนมาคงเพราะแค่แปลกหูแปลกตาน่ะครับ

#22 By ปอนปอน on 2007-09-27 23:00

มันจะไปกันใหญ่แล้วโว้ยยยยยย
ต่อไปผมจะปิดเม้นท์ดีกว่า กันปอนแย่งลูกค้าของผมไปหมด

ตั้งแต่ผมเรียนมา มีอาจารย์แค่ 2 ท่านเท่านั้นที่ทำเหมือนน้องปอนครับ คือกรอกแบบสอบถามให้นักเรียนวิจารณ์ตัวเอง เท่ากับว่าน้องปอนเป็นอาจารย์ที่ดีมากๆเลยครับ

คุณภาพเด็กสมัยนี้แย่ลงมากๆครับ เริ่มจะเหมือนต่างชาติทุกที อะไรก็ได้ง่ายๆเอา อะไรยากๆไม่เอา ห่วงแต่เที่ยว ห่วงเล่น

น้องปอนเกิดในช่วงท้ายของ generation ที่ดีพอดี รุ่นหลังน้องปอนจะเจอแต่แบบที่ปอนเจอนี่แหละ

เป็นอาจารย์เหนื่อยครับ ต้องขยันมากๆ อ่านเยอะๆ ซึ่งผมว่าปอนทำดีมากแล้วนะครับ

#23 By มนุษย์กล่อง on 2007-09-27 23:34

เฮีย ก. ครับ....อิอิอิ

#24 By ปอนปอน on 2007-09-28 13:45

ขอเล่าการเรียน ของตัวเองให้ฟัง อาจจะแตกต่างจากคนอื่น เพราะ เรียน โรงเรียน สาธิต
- หัวเท่ากำปั้น เงอะงะงะ ก็บังคับให้เด็กไปต่อแถว เข้าคิว แย่งกันลงทะเบียนเรียน ขี้นอกอย่างดิฉันต้องแย่งชาวบ้าน (ขี้นอกไม่ใช่บ้านนอก เชียงใหม่บ้านนอกอยู่แล้ว)
- ตอนเรียน หนังสือหนังหา ไม่ค่อยจะมีให้ไปซื้อ เลคเชอร์ค่ะ จดไปสิ ทันไม่ทันช่างเธอ เด็ก ม.1 นะค่ะ ไม่ใช่เด็กปี1 ใจร้ายสะไม่มี ทุกวันนี้ลายมือไก่เขี่ย+ยุงตีกันคูณ 2 แต่จดทันนะเออขอบอก ใครจะขอไปซีร๊อกซ์ก็ได้ ถ้าคิดว่าอ่านออก 555
- ตอนสอบค่ะ แจกเป็นเล่มยังกะนักศึกษา choiceก็มี น้อยมาก มีรายนึงเด็ดมาก ถูกผิด แต่ถ้าผิด ต้องตอบด้วยว่าผิดเพราะอะไร และแก้ให้ถูกด้วย
- และ ที่โหด ไม่มีมิดเทอมค่ะ จบบทtest จบบทtest บางทีก็มีquiz Final คือเอาทุกอย่างตั้งแต่ต้นเทอมมาสอบ ไม่มีทิ้ง
- พอมาเรียนมหาลัย เรียนทางด้านภาษา ทั้งเมเจอร์และ ไมเนอร์ ต้องมีแบบฝึกหัดทุกวัน เลยไม่รู้จัก ว่าการไม่มีงานส่งคืออะไร มันต้องทำทุกวัน ชั่วโมงต่อไปของการเรียน คือไอ้ที่เอาไปทำที่บ้านมาเรียน
- เรียนทางภาษาไม่มีฝนไม่มีกา เขียนค่ะ เขียนอย่างเดียว ยังต่อรองเลยว่าขอเขียนด้วยดินสอ เพราะลบง่ายทันใจ กว่าเขียนปากกา
ปล. 2คนนี้ยังไง คุณก.กับคุณปอน เดี๊ยวด่ากัน กัด จิก กัน แล้วมาทำตาหวานให้กัน

#25 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-09-28 16:06



นิตยสารwayครับ เล่มบางๆ อุดหนุนมันหน่อยนะ

#26 By chubbyhole on 2007-09-28 20:06

คุณกล่องแวะมาเยี่ยมแล้วนี่ครับคุณปอน
...คุณสาวเหนือ...เรียนโหดมากครับ ปอนเห็นพวกเพื่อนๆ กับรุ่นน้องที่เรียนภาษาก็แนวๆ นี้ทั้งนั้นเลย ตอนปอนเรียนป.ตรี พอเข้าวิชาเอกตอนปี 2 ก็ไม่เห็นข้อสอบกากบาทแล้วครับ จนมาถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยเจออีกเลย นอกจากไปสอบอย่างอื่น ปอนได้รับอีเมล์เรื่องแพทย์ทางเลือกแล้วนะครับ ขอบพระคุณมากๆๆๆ เลยครับ จะได้มีแนวทางในดูแลตัวเองมากขึ้น เวลาอยู่คนเดียวตอนแก่จะได้อยู่ได้ไม่ต้องเดือดร้อนใคร

ปอนคงต้องไปลองหาดูซะหน่อยแล้วครับ...คุณ chubbyhole... เพราะบ้านนอกอย่างแถวๆ นี้อาจไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่ แต่ถ้าไปกทม.ก็จะหาดูนะครับขอบคุณครับ

เฮีย ก. แกต้องไปจุดธูปตามครับถึงจะแสดงตัวออกมาในบล็อกปอนได้ แต่ถ้าบล็อกผู้ชายไม่ต้องจุดธูปเรียกแกก็ไปแล้วครับ...คุณแพนด้า...

#28 By ปอนปอน on 2007-09-29 00:28

อ่านเอนทรี่นี้แล้วเจ็บไปถึงทรวง 555

(ยังไม่ได้แปล text อีก 4 ฉบับ)

แต่เรื่องคุณภาพเด็กเดี๋ยวนี้คงจะต่ำลงจริงๆ ค่ะ
จากที่สังเกตมา 4 ปี คะแนนสอบน้องๆ ต่ำลงทุกทีๆ
จากวิชาปราบเซียนที่เคยดรอปกันอย่างมากก็ 5 คน(ในภาควิชานะคะ)
ตอนนี้กลับกลายเป็นดรอปกันครึ่งภาค
ที่เหลือก็คะแนนร่อแร่ mean ต่ำลง
จะว่าอาจารย์ออกข้อสอบยากขึ้นก็ไม่น่าใช่
เพราะจากที่สอบถามก็แบบเดิมๆ

แต่คงเป็นเพราะนักศึกษาลดความสนใจจากการเรียนลง
หันไปเริงร่ากับชีวิตในมหา'ลัยมากขึ้นมั้งคะ
ก็เลยเป็นแบบนี้


ปล. บิ๋มก็ไม่ได้ดีไปกว่าที่ว่ามาสักเท่าไหร่
..ตั้งแต่เริ่มขึ้นปี 4 เริ่มเริงร่ากับวิชาที่เรียน
เพราะได้เลือกลงเองตามใจชอบ

#29 By Luna~ on 2007-09-29 12:14

-- หวัดดีค่ะ ตามพี่ Riddler มาค่ะ

-- อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นอาจารย์เลย

-- สำหรับตัวเองคงให้ความเห็นจากการเป็นนักศึกษาค่ะ

-- เรื่องภาษาอังกฤษชอบมากอยู่แล้ว ถ้าอาจารย์ให้ทำก็จะรีบทำเลย

-- ส่วนเรื่องอื่นถ้าอาจารย์ให้งานแบบโหลดมาก

-- ก็จะแอบบ่นเล็กน้อยตอนประเมินอาจารย์ค่ะ

-- แต่คงไม่ถึงกับขนาดนี้.. แต่อ่านของเพื่อนบางคนแรงมากคะ เรื่องภาษาอังกฤษ

-- บางคนก็คิดว่าไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่จะเรียนไปทำไม (พอมันพูดจบ.. ตบหัวมันไปทีนึง)

-- แล้วบอกว่า "ถ้าอนาคตมันได้ใช้ เมิงต้องกราบขอโทษอาจารย์เค้านะ"

-- เด็กไทยห่างไกลภาษาอังกฤษมากๆ

#30 By Evil-minded Angel on 2007-09-29 15:23

ที่ดีๆ ก็มีนะครับ...คุณ Luna แต่น้อยลงเยอะมากสี่สิบคนจะมีที่ตั้งใจจริงสักไม่เกินห้าคน...สัดส่วนมันน้อยลงมากเลยครับ นี่ขนาดภาคปกตินะ ถ้าภาคพิเศษไม่อยากคิดเลย

สวัสดีครับ...คุณอุ้ย... ยินดีมากเลยครับที่มาเยี่ยมเยียนกัน จริงๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับความชอบของเด็กแต่ละคนน่ะครับ ที่จริงปอนก็ไม่ชอบนะครับ แต่ในเมื่อจำเป็นเราก็เลยต้องเรียนรู้ แต่เด็กๆ พวกนี้ไม่ได้คิดว่ามันจำเป็นน่ะครับเลยทำให้ปอนเศร้าใจมากๆๆๆ ที่ไม่สามารถบอกถึงความสำคัญของสิ่งที่เรานำเสนอได้

#31 By ปอนปอน on 2007-09-30 00:18

ขอโทษนะครับ ลืมไปเลย แหะๆ เดี๋ยวจะรีบตอบนะ
มาตอบแล้วปอน โทษทีครับ ตอนนั้นก็ว่าจะตอบแต่ึคงยุ่งๆเลยลืมไปเลย อาการของปอนยังไม่ถึงขั้นอัมพฤกษ์อะไรหรอกครับ พี่คิดว่าอาการนี้ของปอนคงเป็นๆหายๆ ไม่ได้เป็นตลอดเวลาถูกไหม ถ้าใช่ พี่่ว่าคงเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกต้นคอมากกว่าซึ่งอาจจะไปทับเส้นเลือดทำใ้ห้เลือดเดินไปเลี้ยง
ที่มือไม่สะดวก ที่บอกว่าเหมือนโดนไฟช็อตนี่ น่าจะมีอาการนิ้วชารวมอยู่ด้วย ปอนบอกว่ามีอาการปวดต้นคอและไหล่ซ้ายด้วย ยิ่งค่อนข้างมั่นใจ
ถ้าอยากให้ชัดเจนลองไปถ่ายเอ็กเซรย์ที่กระดูกต้นคอก็ได้

วิธีแก้ก็ให้นอนหมอนเตี้ยครับย้ำเลยนะครับว่าต้องเตี้ย และเลิกนอนตะแคงเป็นคุณนายได้แล้ว เพราะจะยิ่งทำให้กระดูกต้นคอทับเส้นเลือดและเส้นประสาทหนักขึ้นไปอีก อาการก็จะไม่หายต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเกิดไหล่และต้นคอปวดมาก กล้ามเนื้อแข็งตึงก็อาจจะมีส่วน ถ้าไปให้คนนวดจนกล้ามเนื้อผ่อนคลาย จะมีส่วนช่วยให้อาการนี้ดีขึ้นครับ
เข้ามารายงานตัวแล้วจ้าน้องปอน พี่หายไปนานเลย แต่ก็ขอบคุณนะคะที่ยังอุตส่าห์ไปเยี่ยมที่บล๊อคพี่

เรื่องมักง่าย อ่านแล้วก็เศร้านะคะ เด็กสมัยนี้ มักไม่ชอบทำอะไรยากๆ ที่ต้องใช้ความอดทนและความพยายาม แต่จะโทษที่ตัวเด็กอย่างเดียวคงจะไม่ถูก คงจะต้องมากตั้งแต่รากฐานมากกว่า

ปอนเองก็คงจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรเค้าไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคงจะเป็นการชี้แนะ แต่เค้าจะทำหรือไม่นั้น เราคงบังคับทั้งหมดไม่ได้

แล้วเราเจอกันเดือนตุลานะคะ

#34 By Orm & Hai on 2007-10-01 05:54

ขอบพระคุณอย่างแรงมากๆ ครับ...พี่หมอเชน... เก่งจริงๆ อย่างกะตาเห็นมือคลำแน่ะ... รู้พฤติกรรมและอาการของปอนหมดเลย อย่างนี้ถ้าอยู่ใกล้ๆ ต้องหอมแก้มสักห้าหกฟอด

ก็นี่แหล่ะครับ...พี่อ้อม...ปอนเศร้าก็เพราะช่วยอะไรไม่ได้เลยต้องพึ่งความใฝ่ดีที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ถ้ามีก็ดีไปถ้าไม่มีเด็กเหล่านั้นก็คงยากกว่าจะตั้งตัวได้ในสังคม

#35 By ปอนปอน on 2007-10-01 18:56

ดองเหมือนกันนิ

#36 By CHAI on 2007-10-04 00:29

ดองตรงไหนอ่ะ...คุณชัย...ก็เพิ่งอัพไปเมื่อวันก่อน แล้วตัวเองก็มาเอ็นทรี่เก่านะเนี่ยะ

#37 By ปอนปอน on 2007-10-04 12:10

โห...อาจาย์

ยากอ่ะ....ขี้เกียจด้วย

แต่จะพยายามทำ

#39 By aloha (222.123.171.236) on 2009-07-16 18:36