เฉลยข้อสอบ....และการสมน้ำหน้าลูกศิษย์ที่รัก
posted on 05 Oct 2007 22:52 by sloppythinking in Communication, Politic, Socialเอ็นทรี่นี้ต้องขออนุญาตผู้มีอุปการะคุณบล็อกของปอนทุกท่านที่เข้ามาอ่านด้วยนะครับ เอ็นทรี่นี้ปอนจะขอใช้พื้นที่นี้ในการเฉลยข้อสอบที่นิสิตสาขาวิชาสื่อสารมวลชน ชั้นปี 2 และสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ ชั้นปี 1 ที่ได้ทำข้อสอบข้อ 1 (ดังข้อความข้างล่างนี้) ไปในสัปดาห์นี้ครับ
ข้อความด้านล่าง... เป็นบทความที่ปอนเขียนขึ้นมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะเพื่อต้องการช่วยเหลือลูกศิษย์ ให้สามารถทำข้อสอบได้คะแนนดีขึ้น เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือเหตุการณ์ที่คนไทยทั่วๆ ไปก็รับรู้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นลูกศิษย์ทั้งหลายต่างโอดครวญว่ายากมากๆๆๆๆ ไม่สามารถทำได้ ปอนเลยอยากจะขอความกรุณาแฟนประจำและผู้ที่ได้อ่านทุกๆ ท่าน ช่วยกันประเมินด้วยนะครับว่ามันยากหรือมันง่ายหรือว่าเป็นการออกข้อสอบบ้องตื้นสิ้นดี สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่เลยนะครับ
ข้อสอบนี้จะเว้นช่องไว้ให้นิสิตที่น่ารักเติมคำลงไปให้สมบูรณ์ครับ ส่วนที่ทำสีเหลืองเน้นๆ คือช่องว่าที่นิสิตต้องเติมลงไปให้สมบูรณ์ครับ หากเขียนผิดหักที่ละ 0.2 คะแนน หากเขียนไม่สมบูรณ์ไม่สามารถสื่อความหมายได้ก็ไม่ได้คะแนนครับสำหรับคะแนนเต็มนิสิตสื่อสารมวลชนคะแนนเต็ม 5 ส่วนนิสิตสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์คะแนนเต็ม 10 ครับ
รบกวนทุกๆ ท่านช่วยพิจารณาแล้ววิพากษ์วิจารณ์ในฐานะที่เป็นบทความ และเป็นข้อสอบด้วยนะครับ เพื่อการปรับปรุงข้อสอบในครั้งต่อไปด้วยนะครับ
ปอนเอง
ปัจฉิมลิขิต 1: ถึงลูกศิษย์ที่รักทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน... อาจารย์รักลูกศิษย์ทุกคนนะ แต่.........ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้นอกจากประโยคเดียวเท่านั้นคือ...."สมน้ำหน้า" บอกให้อ่าน บอกให้ดู บอกให้ฟัง ก็ไม่ทำ ถึงทำก็ไม่คิดตามผลลัพธ์มันก็ออกมาเป็นเช่นนี้แลลูกศิษย์ทั้งหลาย... อนุญาตให้คอมเม้นต์ได้ตามสบายไม่มีผลต่อคะแนนใดๆ ทั้งสิ้นนะจ๊ะ
ปัจฉิมลิขิต 2:หากลูกศิษย์คนไหนสนใจเรื่องการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ หรือการสื่อสารผ่านทางโฆษณากรุณาไป เยี่ยมชมบล็อกนี้ให้ได้เจ๋งมากๆ ขอบอกAdverblog
สงครามแห่งการแก่งแย่งพื้นที่
War of sphere
พื้นฐานของประเทศไทย พื้นที่ (Sphere) ล้วนตกอยู่ภายใต้การครอบครองของผู้ใช้อำนาจรัฐมาเป็นเวลานาน แต่กาลเวลาเปลี่ยนไปสภาพสังคมเปลี่ยนไป การครอบครองพื้นที่ของหน่วยงานรัฐและผู้ใช้อำนาจรัฐได้ลดลงไปเรื่อยๆ จากผลของการเปิดรับลัทธิทุนนิยมโดยปราศจากภูมิคุ้มกันพื้นที่ถูกเปลี่ยนมือจากรัฐไปสู่ผู้มีอำนาจทุนมากขึ้นและมากขึ้นทุกที
พื้นที่ทางการสื่อสารก็หลีกหนีไม่พ้นเช่นกัน เมื่ออุดมการณ์ของสื่อมวลชนถูกแทนที่ด้วยการแข่งขันและการระดมทุนตามแบบลัทธิทุนนิยม (1)พื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ในสื่อมวลชนต่างถูกกำหนดโดยอำนาจทุนหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับทุนเป็นส่วนใหญ่ แต่ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยก็เกิดขึ้นภายหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือเรียกว่า (2)รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สื่อมวลชนซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะก็ได้รับความคุ้มครองอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน พร้อมๆ ไปกับการเมืองรูปแบบใหม่ที่นำแนวความคิด วิธีการการดำเนินธุรกิจมาใช้ในกิจกรรมทางการเมืองและการบริหารประเทศ
การเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยถูกกำหนดเป้าหมายในการเป็นพรรครัฐบาลมาอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีการทางการตลาดและการบริหารบุคคลขององค์กรธุรกิจเป็นเครื่องมือในการไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด อาทิ การสื่อสารที่ชัดเจนตรงประเด็น นโยบายตอบกับความต้องการของประชาชนที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้บริโภคหรือลูกค้าในการทำตลาดในครั้งนี้ การซื้อตัวคนที่ได้รับความนิยมในท้องถิ่นอยู่แล้วมาใช้เพื่อเป็นการเร่งปฏิกิริยาตอบรับของตลาดด้วยสินค้าที่รสชาติคุ้นเคย และสุดท้ายการควบรวมพรรคการเมืองหรือการ Take Over กิจการในแวดวงธุรกิจเพื่อให้ได้ฐานลูกค้าของพรรคการเมืองเหล่านั้นมา สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนและได้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้พรรคที่ไม่สามารถปรับตัวกับกลยุทธ์จู่โจมแบบใหม่นี้ล้วนต้องกลายไปเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีจำนวน สส. น้อยนิดจนไม่สามารถทำอะไรฝ่ายรัฐบาลได้เลย
จุดเริ่มต้นของสงครามแย่งชิงพื้นที่จึงเริ่มรุนแรงขึ้น
การแย่งชิงพื้นที่เริ่มขึ้นทุกหัวระแหงเนื่องจากความสมดุลเชิงโครงสร้างทางการเมืองเริ่มสูญเสียไป ส่งผลกระทบไปถึงดุลยภาพขององค์ประกอบทางสังคมส่วนอื่นๆ ถูกกระทบกระเทือนไปด้วย เนื่องจากอำนาจอันมหาศาลของกลุ่มผู้ใช้อำนาจรัฐ พื้นที่ทางธุรกิจและพื้นที่ของรัฐถูกครอบครองจากคนเพียงกลุ่มเดียว ในขณะที่คนจำนวนมากถูกปิดกั้นโอกาสที่จะใช้พื้นที่สาธารณะและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐสภา องค์กรของรัฐ ภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนก็ตกอยู่ในข่ายนี้เช่นกัน เมื่อคนจำนวนมากเสียประโยชน์ที่ตนเองควรจะได้รับ และคนจำนวนมากเสียเสรีภาพในการสื่อสาร และคนอีกจำนวนมากไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นเป็นข้อจำกัดในการได้รับความยุติธรรมนั้น
ดังนั้น เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกครอบครองเพียงแค่คนกลุ่มเล็กๆ ที่มีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน คนหรือกลุ่มต่างๆ ในสังคมต่างก็ไม่มีพื้นที่ในการแสดงจุดยืนทางด้านความคิดเห็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อมวลชน ในรัฐสภา หรือในที่ประชุมของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ขึ้นมากมายตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมาภายหลังจากพรรคไทยรักไทยลงสมัครเลือกตั้งสมัยแรกและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งแรกนั้น พร้อมๆ กับภาพลักษณ์สีเทาของผู้นำด้วยคดีซุกหุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นข้อกล่าวหาอย่างเป็นที่เคลือบแคลง
พื้นที่ในสภาจึงไม่มีสำหรับฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่คิดต่าง การเมืองข้างถนน จึงเกิดขึ้น เมื่อพูดในสภาไม่ได้นักการเมืองที่มีความเห็นต่างจึงต้องออกมาพูดภายนอกสภา หรือแม้แต่พื้นที่สาธารณะในสื่อมวลชนที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากความต้องการของประชาชน รายการที่มีความคิดเห็นแตกต่างหรือเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลล้วนโดนคุกคาม ควบคุม ถอดถอนรายการต่างๆ เหล่านั้นออกจากสื่อมวลชนกระแสหลัก ตั้งแต่รายการฃอคิดด้วยฅน ทางช่อง 9 อสมท. หรือมองต่างมุม ทางช่อง 11 ดำเนินรายการโดย (3)ดร.
การเปิดแนวรบของสงครามแย่งชิงพื้นที่อย่างแท้จริงเสมือนเป็นประกายไฟที่เริ่มปะทุ จนกระทั่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองครั้งสำคัญก็คือ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่อง 9 อสมท. ที่ดำเนินรายการโดยสนธิ ลิ้มทองกุล และสโรชา พรอุดมศักดิ์ ที่คร่ำหวอดในแวดวงหนังสือพิมพ์มาอย่างยาวนานและเป็นรายการหนึ่งของเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายการดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และเป็นหัวข้อการสนทนาในทุกแวดวงทุกสัปดาห์ที่ออกอากาศ เพราะถือว่าเป็นรายการสวนกระแส วิพากษ์ วิจารณ์ ตั้งข้อสังเกตการทำงานของรัฐบาลที่นำโดย พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้วิธีการตั้งคำถามในทุกสัปดาห์ สิ่งที่ทำให้เป็นที่สนใจอย่างมากก็เพราะว่าเมื่อแรกเริ่มการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหนังสือพิมพ์ในเครือดังกล่าว แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 จนถึง วันที่ 9 กันยายน 2548 รายการเมืองไทยรายสัปดาห์เป็นพื้นที่หนึ่งอันน้อยนิดของผู้ที่คิดต่างกับรัฐบาลได้มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อขยายมุมมองให้กับประชาชนได้มีมุมมองที่ต่างจากสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ และไม่ก่อให้เกิด(4)สังคมมิติเดียว (One Dimension Society)
สงครามเริ่มชัดเจนมีการใช้อาวุธเข้าต่อสู้กันเสมือนประกายไฟเริ่มกระเด็นติดกระดาษ เมื่อฝ่ายรัฐบาลใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการบีบให้ ช่อง 9 อสมท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการ จนในที่สุดก็สำเร็จในเดือนกันยายน 2548 แต่เรื่องราวก็ไม่ได้เงียบหายไปเหมือนดังเช่นรายการอื่นๆ ที่ต่างก็โดนด้วยวิธีเดียวกันก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็รุกคืบโดยใช้อำนาจทุนโดย(5)เครือชินคอร์ปอเรชั่นเข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทีวีเสรี ให้กลายเป็นไอทีวี เพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย แต่สำหรับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การที่ถูกถอดออกจากผังรายการแล้วเงียบหายไปหรือยอมรับการโดนกระทำจากการใช้อำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียว รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรจึงเกิดขึ้นครั้งแรกที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดติดต่อกันทุกสัปดาห์พร้อมๆ กับจำนวนผู้เข้าร่วมชมรายการมากขึ้นๆ ทุกครั้ง ฝ่ายเมืองไทยรายสัปดาห์นำอาวุธเป็นสื่อทางเลือกเช่นสื่อ อินเทอร์เนตและวิทยุชุมชนเป็นส่วนช่วยในการกระจายรายการให้กว้างขึ้นเพื่อแย่งชิงพื้นที่จากฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะในสื่ออินเทอร์เนตที่มีทั้งการถ่ายทอดสด การดูคลิปวีดีโอย้อนหลัง การถอดข้อความเผยแพร่ ทำให้สามารถตอบรับกับความต้องการของกลุ่มคนในเมืองที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เนตได้อย่างง่ายดาย และวีซีดีราคาถูก รวมทั้งการออกหนังสือพ็อคเก็ตบุคที่สามารถเข้าถึงกลุ่มที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เนตทำให้แนวร่วมเมืองไทยรายสัปดาห์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนในเมือง และกลุ่มคนที่มีการศึกษา
เริ่มมีแนวร่วมต่อสู้ที่หลากหลาย เมื่อมีผู้นำการประกาศสงครามกับฝ่ายอำนาจรัฐที่ยึดพื้นที่ไว้ในมือแทบทั้งหมด ผู้สูญเสียประโยชน์ต่างก็มารวมตัวกันเพื่อต่อสู้รวมกันเป็นแนวร่วมขนาดใหญ่ทั้งสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างน้อย องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งภาคธุรกิจบางส่วน แนวร่วมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังกระจายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งในสังคมคนไทยต่างแดนอีกด้วย
แนวร่วม อาวุธ และสมรภูมิที่ชัดเจน จากการชุมนุมเพียงแค่คนหลักพันต้นๆ ได้ขยายวงกว้างไปสู่การจัดเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรในสถานที่ที่สามารถจุคนได้เป็นจำนวนมากขึ้นไปสู่สวนลุมพินี พร้อมๆ กับการใช้การสื่อสารเป็นอาวุธทำลายล้างคู่ต่อสู้อย่างสม่ำเสมอทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเมืองไทยรายสัปดาห์ใช้กลยุทธ์แสดงให้เห็นว่าถูกคุกคามจากอำนาจรัฐด้วยวิธีการรบกวนการสื่อสารทางดาวเทียม การส่งคนเข้ามาปั่นป่วนในการจัดเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์ หรือการปาระเบิดใส่สำนักพิมพ์ผู้จัดการ หรือนำประเด็นเรื่องตำรวจทำร้ายผู้ที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ในห้างดังแห่งหนึ่งมาขยายต่อซ้ำๆ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการถูกใช้เป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ส่วนฝ่ายที่ใช้อำนาจรัฐก็ใช้กฎหมาย อำนาจรัฐ และการสื่อสารด้วยสื่อของรัฐที่มีอยู่ในมือเป็นอาวุธในการต่อสู้อย่างเผ็ดมัน ทั้งการฟ้องร้องหมิ่นประมาทสนธิ ลิ้มทองกุล และสโรชา พรอุดมศักดิ์ กว่า 500 ล้านบาท การให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการทางด้านกฎหมายกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV การพยายามสกัดกั้นข่าวสารที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งโทรทัศน์และวิทยุหรือการสร้างแนวร่วมและสื่อมวลชนเทียมขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
มีการพัฒนาแนวร่วมในการสู้รบที่มากขึ้น คนหลายกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐบาลมารวมตัวกันที่เวทีเมืองไทยรายสัปดาห์ เพราะถือว่าเป็นแหล่งรวมคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันใหญ่ที่สุด เมื่อเหตุการณ์เริ่มงวดเข้าทุกขณะ กลุ่มคนต่างๆ ก็พัฒนาแนวร่วมขึ้นเป็น (6)พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีแกนนำชัดเจน และเป้าหมายคือการล้มล้างรัฐบาลที่นำโดย พ.ต.ท.ดร.
ฝ่ายรัฐบาลก็พยายามอย่างเต็มที่ในการสกัดกั้นคนไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตร แต่รัฐบาลก็เพลี่ยงพล้ำจากการเปิดเผยข้อมูลของฝ่ายพันธมิตรทั้งเรื่อง เครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่กำกับดูแลโดย(7)นาย
จนในที่สุดนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเว้นวรรคทางการเมือง ด้วยการยุติบทบาทของตนเองชั่วคราวด้วยวิธีการลาพักซึ่งก็ยังไม่สามารถสร้างความชัดเจนให้กับบทบาทของตนเองเท่าใดนัก การกระทำดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการแสดงบทบาทเช่นนี้ของนายกรัฐมนตรีเพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดกระแสต่อต้านลง แต่ก็ไม่เป็นผลจนกระทั่งฝ่ายค้านสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ก็ได้เลือกวิธีการยุบสภาในสมัยที่ 2 ของการเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้ใจที่กำลังจะเกิดขึ้น
และในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2549 ก็เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นในวงการการเมืองไทยด้วยการคว่ำบาตรการเลือกตั้งของพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้งหมด มีเพียงพรรคไทยรักไทยกับพรรคการเมืองเล็กๆ อีกเพียงไม่กี่พรรคลงทำการเลือกตั้ง และในเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้งถูกตัดสินจากการฟ้องร้องด้วยข้อหาผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและถูกปลดออกจากตำแหน่งในที่สุด
ฝ่ายรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำให้กับฝ่ายคู่ต่อสู้มากยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับการเสียพื้นที่ในรัฐสภา พื้นที่ในสื่อมวลชน พื้นที่ในใจของประชาชนให้กับฝ่ายตรงข้ามมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดการกำหนดการเลือกตั้งครั้งใหม่ก็กำลังจะเกิดขึ้นคือวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เลือกตั้ง.....
เย็นวันที่ (10)19 กันยายน 2549 คณะ(11)ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย (12)พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ เข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่(13)สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ประเทศ(14)สหรัฐอเมริกา คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกอบด้วย
พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานที่ปรึกษาคณะปฏิรูปฯ
พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ คนที่ 1
พลเรือเอกสถิรพันธ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ คนที่ 2
(15)พลตำรวจเอกโกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ คนที่ 3
พลเอกวินัย ภัทธิยะกุล เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นเลขาธิการคณะปฏิรูปฯ
การต่อสู้เพื่อช่วงชิงพื้นที่เป็นไปอย่างเข้มข้นจนวินาทีสุดท้าย เมื่อแน่ชัดแล้วว่าเกิดการยึดอำนาจ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้พูดออกอากาศสายตรงมายังช่อง 9 อสมท. เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นสัญญาณก็โดนตัดไป ดูเสมือนว่า ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะได้รับชัยชนะจากการปลดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่เพียงไม่กี่วันการต่อสู้ระลอกใหม่ก็ก่อตัวขึ้นมา แต่เปลี่ยนคู่ต่อสู้จากรัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาเป็นคณะปฏิรูปการปกครองฯ กับ พ.ต.ท.ดร.
อาวุธในการต่อสู้ที่ฝ่ายอดีตนายกรัฐมนตรีนำมาใช้ครั้งนี้คือการกำหนดวาระ (Agenda Setting) เป็นหลักเพื่อให้ได้พื้นที่ข่าวมาอยู่ในมือของตนเอง และชื่อของตนเองไม่จมหายไปตามกาลเวลา การทำตัวเองให้เป็นข่าวไม่ได้ทำเพียงในประเทศเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็ต้องทำให้มีผู้สนใจเพื่อหาแนวร่วม และกู้ภาพลักษณ์ความเป็นนักประชาธิปไตยที่ถูกรังแกกลับคืนมาจากภาพลักษณ์นักธุรกิจการเมืองที่เต็มไปด้วยการทุจริต ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธที่ฝ่ายอดีตนายกรัฐมนตรีเคยใช้อยู่ในกำมือพร้อมๆ กับประชาชนที่เป็นแนวร่วมเป็นจำนวนมากสังเกตได้จากการยึดอำนาจได้อย่างสงบปราศจากการต่อต้านจากประชาชน รวมทั้งกฎอัยการศึก และอำนาจของความเป็นเผด็จการทหาร ทำให้การปล่อยอาวุธของอดีตนายกทำได้ค่อนข้างยากทั้งการไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ การซื้อสโมสรฟุตบอล(16)แมนเชสเตอร์ซิตี้ หรือแม้แต่พ็อคเกตบุคสองเล่มที่เขียนด้วยนายทหาร
แต่อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถกลบกระแสข่าวกระบวนการตรวจสอบทุจริตของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) โดยมี(19)นาย
ในทางการเมือง ต่างก็เริ่มมีการช่วงชิงพื้นที่กันมากขึ้นถึงแม้ว่าจะถูกเพ่งเล็งและควบคุมจากทหาร แต่ก็ไม่สามารถควบคุมการแทรกซึมโดยการปล่อยกระแสข่าวทำให้ประชาชนเข้าใจผิดของฝ่ายกลุ่มอำนาจเก่าไปได้ พื้นที่จำนวนมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงถูกช่วงชิงไปได้ สถิติดังกล่าวสะท้อนออกมาจากผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ (21)19 สิงหาคม 2550 ทำให้เห็นว่าการทำสงครามเพื่อแย่งชิงพื้นที่ยังไม่มีทางจะจบลงไปได้
สงครามเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยยังคงจะมีต่อไป เมื่อการจัดสรรพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ตามระบอบประชาธิปไตยในส่วนต่างๆ ขาดความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในรัฐสภา สื่อมวลชน องค์กรต่างๆ ตกอยู่ในการควบคุมของอำนาจรัฐมากกว่าอำนาจของประชาชน ผู้บริหารก็จะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้อย่างมั่นคง การบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเท่าเทียมหรือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคส่วนต่างๆ ให้น้อยที่สุด เสถียรภาพของประเทศก็จะเกิดขึ้น พร้อมๆ กับการพัฒนาจากฐานรากที่มีความมั่นคง มากกว่าการพัฒนาจากส่วนบนที่มาจากผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มทำให้ฐานรากอ่อนแอเพราะไม่ได้ขวนขวายมาจากน้ำพักน้ำแรงการทำงานของตนเอง
ดังนั้นการทำให้เกิดดุลยภาพของอำนาจและพื้นที่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศควรพยายามทำให้เกิดขึ้น มิเช่นนั้นสงครามการแย่งชิงพื้นที่จะไม่มีทางสิ้นสุด เพียงเปิดใจ เพียงรับฟัง เพียงยึดประโยชน์ส่วนรวม เพียงไม่กอบโกย เพียงพอเพียง สงครามการแย่งชิงพื้นที่ก็จะจบลง.......
edit @ 2007/10/06 00:29:51

ที่บอกว่าบอกน้องเรวินไม่ดีเพราะว่าน้องเรวินมาบอกน่ะครับ.... หรือว่าน้องเรวินเป็นนอมินีของเฮีย ก. จะมาทำลายความสัมพันธ์ของเรากันครับ
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-10-05 23:09