เอ็นทรี่นี้ต้องขออนุญาตผู้มีอุปการะคุณบล็อกของปอนทุกท่านที่เข้ามาอ่านด้วยนะครับ เอ็นทรี่นี้ปอนจะขอใช้พื้นที่นี้ในการเฉลยข้อสอบที่นิสิตสาขาวิชาสื่อสารมวลชน ชั้นปี 2 และสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ ชั้นปี 1 ที่ได้ทำข้อสอบข้อ 1 (ดังข้อความข้างล่างนี้) ไปในสัปดาห์นี้ครับ

ข้อความด้านล่าง... เป็นบทความที่ปอนเขียนขึ้นมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะเพื่อต้องการช่วยเหลือลูกศิษย์ ให้สามารถทำข้อสอบได้คะแนนดีขึ้น เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือเหตุการณ์ที่คนไทยทั่วๆ ไปก็รับรู้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นลูกศิษย์ทั้งหลายต่างโอดครวญว่ายากมากๆๆๆๆ ไม่สามารถทำได้ ปอนเลยอยากจะขอความกรุณาแฟนประจำและผู้ที่ได้อ่านทุกๆ ท่าน ช่วยกันประเมินด้วยนะครับว่ามันยากหรือมันง่ายหรือว่าเป็นการออกข้อสอบบ้องตื้นสิ้นดี สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่เลยนะครับ

ข้อสอบนี้จะเว้นช่องไว้ให้นิสิตที่น่ารักเติมคำลงไปให้สมบูรณ์ครับ ส่วนที่ทำสีเหลืองเน้นๆ คือช่องว่าที่นิสิตต้องเติมลงไปให้สมบูรณ์ครับ หากเขียนผิดหักที่ละ 0.2 คะแนน หากเขียนไม่สมบูรณ์ไม่สามารถสื่อความหมายได้ก็ไม่ได้คะแนนครับสำหรับคะแนนเต็มนิสิตสื่อสารมวลชนคะแนนเต็ม 5 ส่วนนิสิตสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์คะแนนเต็ม 10 ครับ

รบกวนทุกๆ ท่านช่วยพิจารณาแล้ววิพากษ์วิจารณ์ในฐานะที่เป็นบทความ และเป็นข้อสอบด้วยนะครับ เพื่อการปรับปรุงข้อสอบในครั้งต่อไปด้วยนะครับ

ปอนเอง

ปัจฉิมลิขิต 1: ถึงลูกศิษย์ที่รักทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน... อาจารย์รักลูกศิษย์ทุกคนนะ แต่.........ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้นอกจากประโยคเดียวเท่านั้นคือ...."สมน้ำหน้า" บอกให้อ่าน บอกให้ดู บอกให้ฟัง ก็ไม่ทำ ถึงทำก็ไม่คิดตามผลลัพธ์มันก็ออกมาเป็นเช่นนี้แลลูกศิษย์ทั้งหลาย... อนุญาตให้คอมเม้นต์ได้ตามสบายไม่มีผลต่อคะแนนใดๆ ทั้งสิ้นนะจ๊ะ

ปัจฉิมลิขิต 2:หากลูกศิษย์คนไหนสนใจเรื่องการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ หรือการสื่อสารผ่านทางโฆษณากรุณาไป เยี่ยมชมบล็อกนี้ให้ได้เจ๋งมากๆ ขอบอกAdverblog

สงครามแห่งการแก่งแย่งพื้นที่

War of sphere

พื้นฐานของประเทศไทย พื้นที่ (Sphere) ล้วนตกอยู่ภายใต้การครอบครองของผู้ใช้อำนาจรัฐมาเป็นเวลานาน แต่กาลเวลาเปลี่ยนไปสภาพสังคมเปลี่ยนไป การครอบครองพื้นที่ของหน่วยงานรัฐและผู้ใช้อำนาจรัฐได้ลดลงไปเรื่อยๆ จากผลของการเปิดรับลัทธิทุนนิยมโดยปราศจากภูมิคุ้มกันพื้นที่ถูกเปลี่ยนมือจากรัฐไปสู่ผู้มีอำนาจทุนมากขึ้นและมากขึ้นทุกที

พื้นที่ทางการสื่อสารก็หลีกหนีไม่พ้นเช่นกัน เมื่ออุดมการณ์ของสื่อมวลชนถูกแทนที่ด้วยการแข่งขันและการระดมทุนตามแบบลัทธิทุนนิยม (1)พื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ในสื่อมวลชนต่างถูกกำหนดโดยอำนาจทุนหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับทุนเป็นส่วนใหญ่ แต่ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยก็เกิดขึ้นภายหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือเรียกว่า (2)รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สื่อมวลชนซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะก็ได้รับความคุ้มครองอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน พร้อมๆ ไปกับการเมืองรูปแบบใหม่ที่นำแนวความคิด วิธีการการดำเนินธุรกิจมาใช้ในกิจกรรมทางการเมืองและการบริหารประเทศ

การเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยถูกกำหนดเป้าหมายในการเป็นพรรครัฐบาลมาอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีการทางการตลาดและการบริหารบุคคลขององค์กรธุรกิจเป็นเครื่องมือในการไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด อาทิ การสื่อสารที่ชัดเจนตรงประเด็น นโยบายตอบกับความต้องการของประชาชนที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้บริโภคหรือลูกค้าในการทำตลาดในครั้งนี้ การซื้อตัวคนที่ได้รับความนิยมในท้องถิ่นอยู่แล้วมาใช้เพื่อเป็นการเร่งปฏิกิริยาตอบรับของตลาดด้วยสินค้าที่รสชาติคุ้นเคย และสุดท้ายการควบรวมพรรคการเมืองหรือการ Take Over กิจการในแวดวงธุรกิจเพื่อให้ได้ฐานลูกค้าของพรรคการเมืองเหล่านั้นมา สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนและได้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้พรรคที่ไม่สามารถปรับตัวกับกลยุทธ์จู่โจมแบบใหม่นี้ล้วนต้องกลายไปเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีจำนวน สส. น้อยนิดจนไม่สามารถทำอะไรฝ่ายรัฐบาลได้เลย

จุดเริ่มต้นของสงครามแย่งชิงพื้นที่จึงเริ่มรุนแรงขึ้น

การแย่งชิงพื้นที่เริ่มขึ้นทุกหัวระแหงเนื่องจากความสมดุลเชิงโครงสร้างทางการเมืองเริ่มสูญเสียไป ส่งผลกระทบไปถึงดุลยภาพขององค์ประกอบทางสังคมส่วนอื่นๆ ถูกกระทบกระเทือนไปด้วย เนื่องจากอำนาจอันมหาศาลของกลุ่มผู้ใช้อำนาจรัฐ พื้นที่ทางธุรกิจและพื้นที่ของรัฐถูกครอบครองจากคนเพียงกลุ่มเดียว ในขณะที่คนจำนวนมากถูกปิดกั้นโอกาสที่จะใช้พื้นที่สาธารณะและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐสภา องค์กรของรัฐ ภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนก็ตกอยู่ในข่ายนี้เช่นกัน เมื่อคนจำนวนมากเสียประโยชน์ที่ตนเองควรจะได้รับ และคนจำนวนมากเสียเสรีภาพในการสื่อสาร และคนอีกจำนวนมากไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นเป็นข้อจำกัดในการได้รับความยุติธรรมนั้น

ดังนั้น เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกครอบครองเพียงแค่คนกลุ่มเล็กๆ ที่มีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน คนหรือกลุ่มต่างๆ ในสังคมต่างก็ไม่มีพื้นที่ในการแสดงจุดยืนทางด้านความคิดเห็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อมวลชน ในรัฐสภา หรือในที่ประชุมของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ขึ้นมากมายตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมาภายหลังจากพรรคไทยรักไทยลงสมัครเลือกตั้งสมัยแรกและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งแรกนั้น พร้อมๆ กับภาพลักษณ์สีเทาของผู้นำด้วยคดีซุกหุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นข้อกล่าวหาอย่างเป็นที่เคลือบแคลง

พื้นที่ในสภาจึงไม่มีสำหรับฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่คิดต่าง การเมืองข้างถนน จึงเกิดขึ้น เมื่อพูดในสภาไม่ได้นักการเมืองที่มีความเห็นต่างจึงต้องออกมาพูดภายนอกสภา หรือแม้แต่พื้นที่สาธารณะในสื่อมวลชนที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากความต้องการของประชาชน รายการที่มีความคิดเห็นแตกต่างหรือเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลล้วนโดนคุกคาม ควบคุม ถอดถอนรายการต่างๆ เหล่านั้นออกจากสื่อมวลชนกระแสหลัก ตั้งแต่รายการฃอคิดด้วยฅน ทางช่อง 9 อสมท. หรือมองต่างมุม ทางช่อง 11 ดำเนินรายการโดย (3)ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ต่างก็โดนบีบคั้นจนในที่สุดก็โดนถอดออกจากผังรายการไปในที่สุด

การเปิดแนวรบของสงครามแย่งชิงพื้นที่อย่างแท้จริงเสมือนเป็นประกายไฟที่เริ่มปะทุ จนกระทั่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองครั้งสำคัญก็คือ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางช่อง 9 อสมท. ที่ดำเนินรายการโดยสนธิ ลิ้มทองกุล และสโรชา พรอุดมศักดิ์ ที่คร่ำหวอดในแวดวงหนังสือพิมพ์มาอย่างยาวนานและเป็นรายการหนึ่งของเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายการดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และเป็นหัวข้อการสนทนาในทุกแวดวงทุกสัปดาห์ที่ออกอากาศ เพราะถือว่าเป็นรายการสวนกระแส วิพากษ์ วิจารณ์ ตั้งข้อสังเกตการทำงานของรัฐบาลที่นำโดย พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้วิธีการตั้งคำถามในทุกสัปดาห์ สิ่งที่ทำให้เป็นที่สนใจอย่างมากก็เพราะว่าเมื่อแรกเริ่มการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหนังสือพิมพ์ในเครือดังกล่าว แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 จนถึง วันที่ 9 กันยายน 2548 รายการเมืองไทยรายสัปดาห์เป็นพื้นที่หนึ่งอันน้อยนิดของผู้ที่คิดต่างกับรัฐบาลได้มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อขยายมุมมองให้กับประชาชนได้มีมุมมองที่ต่างจากสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ และไม่ก่อให้เกิด(4)สังคมมิติเดียว (One Dimension Society)

สงครามเริ่มชัดเจนมีการใช้อาวุธเข้าต่อสู้กันเสมือนประกายไฟเริ่มกระเด็นติดกระดาษ เมื่อฝ่ายรัฐบาลใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการบีบให้ ช่อง 9 อสมท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการ จนในที่สุดก็สำเร็จในเดือนกันยายน 2548 แต่เรื่องราวก็ไม่ได้เงียบหายไปเหมือนดังเช่นรายการอื่นๆ ที่ต่างก็โดนด้วยวิธีเดียวกันก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็รุกคืบโดยใช้อำนาจทุนโดย(5)เครือชินคอร์ปอเรชั่นเข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทีวีเสรี ให้กลายเป็นไอทีวี เพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย แต่สำหรับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การที่ถูกถอดออกจากผังรายการแล้วเงียบหายไปหรือยอมรับการโดนกระทำจากการใช้อำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียว รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรจึงเกิดขึ้นครั้งแรกที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดติดต่อกันทุกสัปดาห์พร้อมๆ กับจำนวนผู้เข้าร่วมชมรายการมากขึ้นๆ ทุกครั้ง ฝ่ายเมืองไทยรายสัปดาห์นำอาวุธเป็นสื่อทางเลือกเช่นสื่อ อินเทอร์เนตและวิทยุชุมชนเป็นส่วนช่วยในการกระจายรายการให้กว้างขึ้นเพื่อแย่งชิงพื้นที่จากฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะในสื่ออินเทอร์เนตที่มีทั้งการถ่ายทอดสด การดูคลิปวีดีโอย้อนหลัง การถอดข้อความเผยแพร่ ทำให้สามารถตอบรับกับความต้องการของกลุ่มคนในเมืองที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เนตได้อย่างง่ายดาย และวีซีดีราคาถูก รวมทั้งการออกหนังสือพ็อคเก็ตบุคที่สามารถเข้าถึงกลุ่มที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เนตทำให้แนวร่วมเมืองไทยรายสัปดาห์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนในเมือง และกลุ่มคนที่มีการศึกษา

เริ่มมีแนวร่วมต่อสู้ที่หลากหลาย เมื่อมีผู้นำการประกาศสงครามกับฝ่ายอำนาจรัฐที่ยึดพื้นที่ไว้ในมือแทบทั้งหมด ผู้สูญเสียประโยชน์ต่างก็มารวมตัวกันเพื่อต่อสู้รวมกันเป็นแนวร่วมขนาดใหญ่ทั้งสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างน้อย องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งภาคธุรกิจบางส่วน แนวร่วมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังกระจายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งในสังคมคนไทยต่างแดนอีกด้วย

แนวร่วม อาวุธ และสมรภูมิที่ชัดเจน จากการชุมนุมเพียงแค่คนหลักพันต้นๆ ได้ขยายวงกว้างไปสู่การจัดเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรในสถานที่ที่สามารถจุคนได้เป็นจำนวนมากขึ้นไปสู่สวนลุมพินี พร้อมๆ กับการใช้การสื่อสารเป็นอาวุธทำลายล้างคู่ต่อสู้อย่างสม่ำเสมอทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเมืองไทยรายสัปดาห์ใช้กลยุทธ์แสดงให้เห็นว่าถูกคุกคามจากอำนาจรัฐด้วยวิธีการรบกวนการสื่อสารทางดาวเทียม การส่งคนเข้ามาปั่นป่วนในการจัดเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์ หรือการปาระเบิดใส่สำนักพิมพ์ผู้จัดการ หรือนำประเด็นเรื่องตำรวจทำร้ายผู้ที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ในห้างดังแห่งหนึ่งมาขยายต่อซ้ำๆ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการถูกใช้เป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ส่วนฝ่ายที่ใช้อำนาจรัฐก็ใช้กฎหมาย อำนาจรัฐ และการสื่อสารด้วยสื่อของรัฐที่มีอยู่ในมือเป็นอาวุธในการต่อสู้อย่างเผ็ดมัน ทั้งการฟ้องร้องหมิ่นประมาทสนธิ ลิ้มทองกุล และสโรชา พรอุดมศักดิ์ กว่า 500 ล้านบาท การให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการทางด้านกฎหมายกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV การพยายามสกัดกั้นข่าวสารที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งโทรทัศน์และวิทยุหรือการสร้างแนวร่วมและสื่อมวลชนเทียมขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์

มีการพัฒนาแนวร่วมในการสู้รบที่มากขึ้น คนหลายกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐบาลมารวมตัวกันที่เวทีเมืองไทยรายสัปดาห์ เพราะถือว่าเป็นแหล่งรวมคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันใหญ่ที่สุด เมื่อเหตุการณ์เริ่มงวดเข้าทุกขณะ กลุ่มคนต่างๆ ก็พัฒนาแนวร่วมขึ้นเป็น (6)พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีแกนนำชัดเจน และเป้าหมายคือการล้มล้างรัฐบาลที่นำโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร สถานที่จากสวนลุมพินีก็ไปสู่พื้นที่ๆ เป็นสมรภูมิที่แท้จริงนั่นก็คือท้องสนามหลวง

ฝ่ายรัฐบาลก็พยายามอย่างเต็มที่ในการสกัดกั้นคนไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตร แต่รัฐบาลก็เพลี่ยงพล้ำจากการเปิดเผยข้อมูลของฝ่ายพันธมิตรทั้งเรื่อง เครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่กำกับดูแลโดย(7)นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และการขุดคุ้ยความล้มเหลวของโครงการประชานิยมต่างๆ ที่เป็นนโยบายหาเสียงของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการแก้ปัญหาในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่มีความคืบหน้าหรือคลี่คลายไปในทางที่ดี และเริ่มรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ เหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายก็คือการขายหุ้นบริษัทในเครือชินคอร์ปของตระกูลชินวัตรให้กับ(8)กองทุนเทมาเสกของ(9)รัฐบาลประเทศสิงคโปร์ ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเริ่มอ่อนแอลงพร้อมๆ กับความเชื่อถือต่อผู้นำเริ่มลดลงตามลำดับ ถึงแม้ว่าจะมีอำนาจรัฐและทุนอย่างหนาแน่นก็ตาม แต่การเปิดศึกหลายด้านของรัฐบาลทำให้กำลังค่อยๆ อ่อนลง และนับวันฝ่ายพันธมิตรก็จะแข็งแกร่งขึ้น พร้อมๆ กับแรงกดดันด้านอื่นๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลได้รับ

จนในที่สุดนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเว้นวรรคทางการเมือง ด้วยการยุติบทบาทของตนเองชั่วคราวด้วยวิธีการลาพักซึ่งก็ยังไม่สามารถสร้างความชัดเจนให้กับบทบาทของตนเองเท่าใดนัก การกระทำดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการแสดงบทบาทเช่นนี้ของนายกรัฐมนตรีเพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดกระแสต่อต้านลง แต่ก็ไม่เป็นผลจนกระทั่งฝ่ายค้านสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ก็ได้เลือกวิธีการยุบสภาในสมัยที่ 2 ของการเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้ใจที่กำลังจะเกิดขึ้น

และในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2549 ก็เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นในวงการการเมืองไทยด้วยการคว่ำบาตรการเลือกตั้งของพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้งหมด มีเพียงพรรคไทยรักไทยกับพรรคการเมืองเล็กๆ อีกเพียงไม่กี่พรรคลงทำการเลือกตั้ง และในเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้งถูกตัดสินจากการฟ้องร้องด้วยข้อหาผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและถูกปลดออกจากตำแหน่งในที่สุด

ฝ่ายรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำให้กับฝ่ายคู่ต่อสู้มากยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับการเสียพื้นที่ในรัฐสภา พื้นที่ในสื่อมวลชน พื้นที่ในใจของประชาชนให้กับฝ่ายตรงข้ามมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดการกำหนดการเลือกตั้งครั้งใหม่ก็กำลังจะเกิดขึ้นคือวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เลือกตั้ง.....

เย็นวันที่ (10)19 กันยายน 2549 คณะ(11)ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย (12)พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ เข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่(13)สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ประเทศ(14)สหรัฐอเมริกา คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกอบด้วย

พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานที่ปรึกษาคณะปฏิรูปฯ

พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ คนที่ 1

พลเรือเอกสถิรพันธ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ คนที่ 2

(15)พลตำรวจเอกโกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ คนที่ 3

พลเอกวินัย ภัทธิยะกุล เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นเลขาธิการคณะปฏิรูปฯ

การต่อสู้เพื่อช่วงชิงพื้นที่เป็นไปอย่างเข้มข้นจนวินาทีสุดท้าย เมื่อแน่ชัดแล้วว่าเกิดการยึดอำนาจ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้พูดออกอากาศสายตรงมายังช่อง 9 อสมท. เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นสัญญาณก็โดนตัดไป ดูเสมือนว่า ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะได้รับชัยชนะจากการปลดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่เพียงไม่กี่วันการต่อสู้ระลอกใหม่ก็ก่อตัวขึ้นมา แต่เปลี่ยนคู่ต่อสู้จากรัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาเป็นคณะปฏิรูปการปกครองฯ กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

อาวุธในการต่อสู้ที่ฝ่ายอดีตนายกรัฐมนตรีนำมาใช้ครั้งนี้คือการกำหนดวาระ (Agenda Setting) เป็นหลักเพื่อให้ได้พื้นที่ข่าวมาอยู่ในมือของตนเอง และชื่อของตนเองไม่จมหายไปตามกาลเวลา การทำตัวเองให้เป็นข่าวไม่ได้ทำเพียงในประเทศเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็ต้องทำให้มีผู้สนใจเพื่อหาแนวร่วม และกู้ภาพลักษณ์ความเป็นนักประชาธิปไตยที่ถูกรังแกกลับคืนมาจากภาพลักษณ์นักธุรกิจการเมืองที่เต็มไปด้วยการทุจริต ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธที่ฝ่ายอดีตนายกรัฐมนตรีเคยใช้อยู่ในกำมือพร้อมๆ กับประชาชนที่เป็นแนวร่วมเป็นจำนวนมากสังเกตได้จากการยึดอำนาจได้อย่างสงบปราศจากการต่อต้านจากประชาชน รวมทั้งกฎอัยการศึก และอำนาจของความเป็นเผด็จการทหาร ทำให้การปล่อยอาวุธของอดีตนายกทำได้ค่อนข้างยากทั้งการไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ การซื้อสโมสรฟุตบอล(16)แมนเชสเตอร์ซิตี้ หรือแม้แต่พ็อคเกตบุคสองเล่มที่เขียนด้วยนายทหารสังกัดกองทัพบก คือหนังสือ (17)ทักษิณ Where are you? และอีกเล่มหนึ่งเขียนโดยนักร้องสาวชื่อดัง คือ (18)ลิเดีย Here, I am.

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถกลบกระแสข่าวกระบวนการตรวจสอบทุจริตของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) โดยมี(19)นายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธานกรรมการตรวจสอบ (20)คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เป็นกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการจากแวดวงต่างๆ อีก 9 คน ที่ดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ พร้อมกับทยอยส่งฟ้องศาลเป็นลำดับ

ในทางการเมือง ต่างก็เริ่มมีการช่วงชิงพื้นที่กันมากขึ้นถึงแม้ว่าจะถูกเพ่งเล็งและควบคุมจากทหาร แต่ก็ไม่สามารถควบคุมการแทรกซึมโดยการปล่อยกระแสข่าวทำให้ประชาชนเข้าใจผิดของฝ่ายกลุ่มอำนาจเก่าไปได้ พื้นที่จำนวนมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงถูกช่วงชิงไปได้ สถิติดังกล่าวสะท้อนออกมาจากผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ (21)19 สิงหาคม 2550 ทำให้เห็นว่าการทำสงครามเพื่อแย่งชิงพื้นที่ยังไม่มีทางจะจบลงไปได้

สงครามเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยยังคงจะมีต่อไป เมื่อการจัดสรรพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ตามระบอบประชาธิปไตยในส่วนต่างๆ ขาดความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในรัฐสภา สื่อมวลชน องค์กรต่างๆ ตกอยู่ในการควบคุมของอำนาจรัฐมากกว่าอำนาจของประชาชน ผู้บริหารก็จะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้อย่างมั่นคง การบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเท่าเทียมหรือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคส่วนต่างๆ ให้น้อยที่สุด เสถียรภาพของประเทศก็จะเกิดขึ้น พร้อมๆ กับการพัฒนาจากฐานรากที่มีความมั่นคง มากกว่าการพัฒนาจากส่วนบนที่มาจากผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มทำให้ฐานรากอ่อนแอเพราะไม่ได้ขวนขวายมาจากน้ำพักน้ำแรงการทำงานของตนเอง

ดังนั้นการทำให้เกิดดุลยภาพของอำนาจและพื้นที่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศควรพยายามทำให้เกิดขึ้น มิเช่นนั้นสงครามการแย่งชิงพื้นที่จะไม่มีทางสิ้นสุด เพียงเปิดใจ เพียงรับฟัง เพียงยึดประโยชน์ส่วนรวม เพียงไม่กอบโกย เพียงพอเพียง สงครามการแย่งชิงพื้นที่ก็จะจบลง.......


edit @ 2007/10/06 00:29:51

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นี่คือข้อสอบจริงๆๆเหรอ ยาวขนาดนี้แล้วเว้นช่องว่างให้เติม .... จริงๆมันก็ไม่น่ายากหรอกถ้ากำลังเรียนอยู่เป็นสิ่งที่ต้องรู้ แต่สำหรับพี่ตอนนี้อ่านแล้วขอบอกว่ายังไงก็ต้องตกแน่ๆๆ ขออ่านซ้ำอีกหลายๆๆรอบก็แล้วกัน

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-10-05 23:09

ถึง คุณ ปอนปอน

สงสารเด็กครับ ถ้า คุณปอนปอน ลองเปลี่ยนเป็นถามว่า ตอนนี้สถานการณ์ในแร็คน่าร็อคออนไลน์ หรือว่า ปังย่า เด็กน่าจะตอบได้คะแนนดีกว่านี้นะครับ

#2 By Old Mustang on 2007-10-05 23:49

ถ้าอ่านดีๆ แล้วจะได้ประโยชน์นะครับ...พี่ตุ้มเป๊ะ...อิอิ

ลูกศิษย์ปอนไม่ค่อยเล่นเกมส์ออนไลน์หรอกครับแต่มักจะไปป้อเด็กมัธยมที่เล่นซะมากกว่า ...คุณ Old Mustang ส่วนใหญ่มักจะกินเหล้าเที่ยวกลางคืนกันซะมากกว่าครับ...หากทำว่าดริ้งค์ร้านนี้เท่าไหร่ เหล่ายี่ห้อนี้เท่าไหร่น่าจะตอบได้แน่ๆ เลยครับ... น่าเศร้านะครับ

#3 By ปอนปอน on 2007-10-06 00:15

ถึง คุณ ปอนปอน

ต้องทำใจครับ เพราะว่าสมัยนี้สิ่งกระตุ้นมันมีอยู่รอบ ๆ ตัวของเด็กมหาวิทยาลัยเต็มไปหมด สำหรับผมแล้วคิดว่าเด็กสมัยนี้ที่มีร่างกายโตเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับวุฒิภาวะในจิตใจจึงไม่ต่างจากคนที่มีปืนในมือแต่ยังไม่รู้ซึ้งถึงอานุภาพของมันว่าทำอะไรได้บ้างก็เลยเอาปืนโบกไปโบกมาให้หวาดเสียวเล่นครับ คุณ ปอนปอน คงต้องค่อย ๆ สอนให้พวกเขารู้ว่าตัวเองมีอำนาจในมือขนาดไหนและใช้ทำอะไรได้บ้าง ไม่อย่างนั้นสุดท้ายเด็กพวกนี้จะตกเป็นทาสของกระแสนิยมต่าง ๆ ไหลไปตามกระแสที่สื่อกระตุ้นให้วิ่งตามไปครับ

#4 By Old Mustang on 2007-10-06 00:22

ถึง คุณ ปอนปอน

เรื่องเอนทรี่ของผมวันนี้มีเท่านี้ล่ะครับ เพราะว่าเพลงมันแสดงอารมณ์ของผมได้หมดแล้วครับ ถ้าอย่างไร คุณ ปอนปอน ชอบยังไงวันมีทติ้งเจอกันผมจะอัดลง CD ไปให้นะครับ

#5 By Old Mustang on 2007-10-06 00:27

ปอนก็พยายามปลูกฝังวิธีคิดของพวกเขาให้อยู่เหนือสื่อให้ได้น่ะครับ...คุณ Old Mustang... เพราะสื่อมีส่วนสำคัญที่กำหนดพฤติกรรม กับค่านิยมของพวกเขามากน่ะครับ โดยเฉพาะสื่อบุคคลที่มีการถ่ายทอดกันว่าการไปเที่ยวกลางคืน หรือการกินเหล้าเป็นสิ่งปกติที่เรียนในระดับนี้แล้วทำได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีความพยายามคิด "เหนือสื่อ" หรือไม่นะครับ... เพราะกว่าจะมาถึงมือปอนก็สายไปเสียแล้วครับ มันยากเกินที่จะแก้ไขแล้ว ปอนก็พยายามเท่าที่ทำได้น่ะครับ.... เรื่องซีดีขอบพระคุณมากกกกเลยครับ... ปอนชอบเพลงแนวๆ นี้ครับเพราะฟังแล้วสบายใจครับ

#6 By ปอนปอน on 2007-10-06 00:34

ถึง คุณ ปอนปอน

แล้ววันมีทติ้งผมจะลองคัด ๆ เพลงอัดไปให้นะครับ ส่วนเรื่องสื่อสมัยนี้ผมว่าน่ากลุ้มใจครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้นายทุนมีอิทธิพลเหนือสื่อต่าง ๆ มากเลยครับ ทำให้การนำเสนอในสื่อต่าง ๆ มุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของนายทุนมากกว่าที่จะให้ความจริงกับประชาชนผู้รับข่าวสาร

#7 By Old Mustang on 2007-10-06 00:39

ใช่แล้วครับ...คุณ Old Mustang...มันเป็นไปตามที่มาร์กบอกไว้เดะๆๆๆ เลยครับ.. แต่ถ้าพูดตรงๆ ไปมากๆ ปอนก็กลัวว่าจะเอาชีวิตไม่รอด..ในวิทยานิพนธ์ปอนก็ยังคิดอยู่ว่าพอทำเสร็จปอนอาจจะต้องไปเฝ้ายมบาลท่านได้ เพราะใช้ทฤษฎีของมาร์กมาอธิบายด้วยน่ะครับ..... สิ่งที่จะต้องทำเพื่อแก้ไขเรื่องนี้มีทางเดียวครับเราต้องให้คนรู้ทันสื่อให้มากขึ้น (Media literacy) โดยการสร้างวิชาสื่อมวลชนศึกษาไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ประถมศึกษาเลยครับ.. เด็กจะได้รับสื่ออย่างวิเคราะห์ได้... เพราะเราคงต้านทานแรงทุนนิยมไม่ไหวแล้วแน่ๆ เลยครับ ถึงแม้ว่าจะนำเศรษฐกิจพอเพียงมาให้บ้างก็ตาม

#8 By ปอนปอน on 2007-10-06 00:55

กรี๊ด .............แล้วอ.ของปุกจะเอาข้อสอบมาเฉลยแบบคุณปอนมัยเนี่ย
เหอ..........พูดถึงสอบ แล้วเศร้าใจ

#10 By chubbyhole on 2007-10-06 03:10

มาตอบเรื่องห้องน้ำ
บางแห่งก็สะอาด
บางแห่งก็เป็นอย่างที่เคยได้ยิน
ทริปนี้สาวๆ มีเข้าระหว่างทาง กางร่มบังเอก็มี
ไปบ่อยๆ ก็ชิน คิดเสียว่าเราไปเที่ยวดูวิวทิวทัศน์ ไม่ได้ไปเที่ยวห้องน้ำ อึ ฉี่ เป็นเรื่องธรรมชาติ เดี๋ยวนี้เฮียเข้าห้องน้ำเปิดประทุนชินแล้ว ถ่ายสะดวก ชักติดใจล่ะ

#11 By จั่นเจา on 2007-10-06 03:44

อย่างน้อยน่าจะตอบได้สองสามข้อแบบมั่นใจ เป็นเพราะว่าตาชอบเหลือบมองคำตอบสีเหลืองก่อนเลย
ไม่แน่ใจอะว่าตอบเองหรือเปล่านะ แต่ว่าถ้าพี่อยู่ในไทยตลอดน่าจะตอบได้แบบมั่นใจกว่านี้เยอะ(มาอยู่จีนแล้ว
ไม่ได้อ่านข่าวไทยเลยอะ เหมือนแก้ตัว)
เพราะของพวกนี้มันอยู่รอบตัวจริงๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนสนใจหรือเปล่า

ก่อนสอบวิชานี้ปอนมีเน้นหรือเปล่าว่าต้องอ่านอะไร ที่ว่าบอกให้ดูบอกให้ฟังนี่มีกำหนดหัวข้อคร่าวๆไหม

ตอนท้ายยังมีแจกคะแนนฟรีตั้ง0.2แหนะ ตรงคำว่าพื้นที่สาธารณะอะ อิๆ
ดูแล้วตอบได้พอสมควรครับ

ขออนุญาต copy ไว้อ่าน ได้มั๊ยครับ

#13 By riddler on 2007-10-06 06:58

บรรทัดสุดท้ายต้องลงว่า "โปรฟังอีกครั้ง" : )

บอกได้เลยครับว่ายาก (มาก)
ถึงแม้จะมีบทความนี้ให้อ่านแล้วก็ตามนะครับ เด็กๆ คงจะจำกันไม่ได้
ผมตอบได้แค่ 5 ข้อ คือข้อ 8 9 16 17 18
แต่ผมก็คงตกใช่ป่ะครับ

น่าจะถามว่า จงเติมคำในช่องว่าง
พลเอก......ธิ บุญยรัตกลิน
กองทุน ..... มาเสก
..... ตายทั้งตัว เอา ..... ปิดไม่มิด


อะไรประมาณนี้เด็กๆคงจะตอบกันได้บ้าง
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ยากได้อีกมั้งคร๊าจาน โห อึ้งไปเรย นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปสิบกว่าฉบับ แต่เจอข้อสอบจิงๆ อึ้ง ทึ่ง เสียว อิอิ ทำอารายไม่ถูกเรยทีเดียว อย่างที่จานบอกว่า "ขำๆ"
พวกหนูก็เลยทำกันแบบ ขำๆ ไปด้วย อิอิ
แต่ยังไงก็ขอบคุณสำหรับมุมมองใหม่ๆที่อาจานหามาป้อนใส่สมองของพวกเรา เราจาได้ไม่อยู่ในสังคมมิติเดียว (แต่หนูตอบไปว่า การมองสังคมเพียงด้านเดียว ) ซึ่งคงผิด เง้อออ จานปอนทำให้หนู "เกลียดทักษิณ" มากขึ้น ฮ่าๆๆ ไม่รู้จาเม้นไรแล้ว มันจุกไม่หายค่ะ

ปัจฉิมลิขิต (เล่นมั่ง ) อย่าลืมเอาไอติมมาให้ชิมนะคะ รออยู่ เตรียมห้องน้ำไว้แล้ว.....ล้อเล่นนนนนน
สรุปยากมากครับ สำหรับเด็กสมัยนี้ เพราะมันไม่สนใจเรื่องการเมืองแบบนี้หรอกครับ เค้าจะดูแต่สิ่งที่ตรงกับความสนใจของเค้า เรื่อง machester city เด็กๆอาจจะรู้ แต่เรื่องซุกหุ้น เรื่องไอ้ตี๋สุริยะ CTX ไอ้พวกลอดช่อง ผมว่าเด็กมันไม่สนใจหรอก

แต่ถ้าอาจารย์ปอน บอกให้มันอ่าน แล้วมันไม่อ่านแล้วทำข้อสอบไม่ได้ก็ "สมน้ำหน้า" นิดๆเหมือนกัน

ผมชอบเว็บ manager.co.th มีเรื่องเกี่ยวกับทักษิณเยอะดี กัดไม่ปล่อย

ดดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบจำชื่อคนกับวันที่ แต่เห็นในข้อสอบน้องปอนเน้นมากๆเช่น ลิเดีย คุณหญิง นายตำรวจ ไอ้ตี๋

ทำให้ผมนึกได้ว่า เออสื่อมวลชนมันไม่ใช่ผู้อ่าน เค้าเป็นฝ่ายจัดหาข้อมูลต่างหาก ดังนั้นพวกชื่อ นามสกุลของ subject ต่างๆ ต้องจำให้แม่น

ถ้าข้อสอบนี้เป็น multiple choice จะง่ายมาก ถ้าให้เติมผมว่ายาก เป็น essay ก็ดีนะ แต่คนตรวจข้อสอบเหนื่อย

#16 By มนุษย์กล่อง on 2007-10-06 11:23

อาจารย์คะ!!!...เห็นคำตอบแล้วแทบกริ๊ด บางข้อหนูตอบถูก แต่เขียนผิด ยังงัยอาจารย์ก็ช่วยๆหน่อยนะคะ เห็นแก่พวกหนูนะคะ

#17 By arthinieMC (61.7.149.225) on 2007-10-06 15:05

...คุณน้องกระปุกตั้งฉ่าย...อยากดูเฉลยจริงๆ หรอครับ...ไปขออาจารย์ดูเลยครับเรามีสิทธิ์ดูได้นะครับ

ขอบคุณครับ...คุณchubbyhole...ที่เข้ามาทักทายกัน

...เฮียจั่นเจา...ครับปอนคงแย่แน่ๆ เลย.. แต่ปอนสามารถทนได้ประมาณ 14 ชั่วโมงน่ะครับน่าจะกลับถึงโรงแรมได้ แต่ถ้าเอาแม่ไปด้วยก็สงสารน่ะครับ.. แต่มันสวยมากน่าไปจริงๆ นะเนี่ยะ

ใช่ครับ...พี่หมอเชน...แก้ตัวเห็นๆ แต่ยังไงซะ ปอนไม่ได้ระบุเจาะจงลงไปหรอกครับ เพราะปอนบอกตั้งแต่เจอกันชั่วโมงแรกแล้วให้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองให้ตลอดเวลา แต่ก็เปล่า...น่ะครับ นี่แหล่ะครับลูกศิษย์ของปอน.... แต่ที่บอกว่าปอนแจกคะแนนฟรีปอนไม่เห็นจริงๆ อ่ะครับพี่หมอเชน..ตรงไหนอ่ะหรือว่าภาษาอังกฤษผิดครับ

ขอบคุณ...คุณโอ้...มากๆ ครับที่เห็นคุณค่าปอนส่งไฟล์ไปให้แล้วนะครับ จะได้ไม่ต้องก็อปปี้ให้ลำบาก...อิอิ

แหม...คุณแพนด้า...ถ้าออกแบบนั้นก็จะเป็นการดูถูกสติปัญญาเด็กๆ ของปอนมากเกินไปครับพวกเขาออกจะมีความคิดอิสระกว้างไกล แต่ไม่รอบคอบ..ต้องฝึกอย่างนี้แหล่ะครับ

จ๊ะ...ลูกศิษย์ทุกๆ ท่าน...จะพยายามทำไปให้ลิ้มชิมรสกันนะจ๊ะ.. แต่ที่หนูพิมพ์คอมเม้นต์มาพิมพ์ผิดกี่ที่แล้วจ๊ะ...ที่ละ 0.2 คะแนนนะอย่าลืม

...เฮีย ก....ที่รักของน้องปอน ปอนไม่อยากพูดอะไรมากครับ เฮียลองดูที่ลูกศิษย์ที่พิมพ์คอมเม้นต์มาก็แล้วกันครับ..น่าจะอธิบายอะไรหลายๆ อย่างได้ดี ออกแบบช้อยส์ไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวลูกศิษย์จะไม่ฉลาดขึ้น ขนาดให้เขียนยังเป็นอย่างที่เห็นเลยครับ

...ลูกศิษย์อีกคน... หนูเขียนผิดก็เป็นไปตามกติกาที่เราตกลง (อาจารย์บังคับ) กันไว้แหล่ะจ๊ะที่ละ 0.2 คะแนนขาดตัว

#18 By ปอนปอน on 2007-10-06 16:36

#19 By chubbyhole on 2007-10-06 22:43

พี่เองก็ตอบไม่ได้ทุกข้อนะน้องปอน เพราะพี่ไม่ค่อยจดจำเรื่องวันที่ และชื่อคนสักเท่าไหร่ และเกิดอาการเบื่อหน่ายการติดตามข่าวการเมือง คงจะต้องโทษตัวเองหละค่ะ

ข้อสอบน้องปอนนี่เหมือนเป็นบทสรุปคร่าวๆที่น่าอ่านทีเดียวค่ะ

แล้วเราเจอกันวันที่ 28 นะจ๊ะ

#20 By Orm & Hai on 2007-10-06 23:42

อื่มๆๆ ข้อสอบจิงๆๆเหรอครับ
โหดจิงๆๆครับ
ผมทำคงตกแหงมๆ
แค่อ่านก็หมดเวลาแล้ว

#21 By นายเรวิน!!! on 2007-10-06 23:46

หมู..........................ขวิดตายเลยเรา

#22 By วัชระ on 2007-10-07 00:17

เป็นคนไม่สนใจข่าวการเมืองครับ เลยทำไม่ค่อยได้เลยอ่ะ (ได้ข้อลิเดีย 555) ขอเป็นข่าวเทคโนโลยีได้ไหมครับ น่าจะทำได้มากกว่านี้

#23 By เจ้าชายน้อย on 2007-10-07 10:22

...คุณ Chubbyhole...

ปอนตั้งใจจะวัดเรื่องการรับรู้ข่าวสารกับการมองประเด็นทางข้อมูลข่าวสารน่ะครับ...พี่อ้อม... ปอนก็เลยเขียนเหมือนสรุปให้พวกเด็กอ่าน..ปอนว่าถ้าอยู่ที่นี่เปิดโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือพิมพ์อยู่เสมอก็ทำได้หมดทุกข้อครับ...ซึ่งเด็กๆ ที่เรียนทางด้านนิเทศศาสตร์ต้องเป็นอย่างนั้นครับ

...คุณเรวิน...อันนี้เพียงแค่ข้อ 1 เท่านั้นครับ..ยังมีอีกสองข้อเป็นเขียนทั้งหมดเลยนะ.. แต่ให้เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมงครับ

ปอนไม่เชื่อว่า...คุณวัชระ...จะทำไม่ได้ครับ..

ปอนก็ไม่ค่อยสนใจครับ...พี่เจ้าชายน้อย...แต่มันมาเข้าหูเข้าตาเอง แล้วมันก็เกี่ยวพันธ์กับสิ่งที่เราเรียนอยู่ด้วยมันก็เลยปล่อยทิ้งไม่ได้น่ะครับ..ปอนก็เบื่อเหมือนกัน.. หากเป็นเทคโนโลยีเด็กเหล่านั้นน่าจะตายอนาจกว่านี้ครับ..เพราะมันกินแต่เหล้า เที่ยวกลางคืน ไม่ได้สนใจอะไรสักอย่างแม้แต่ตัวมันเองครับ

#24 By ปอนปอน on 2007-10-07 11:05

ยากจริงครับ'จารย์ ผม่วาผมก็ผิดเองแหละที่ไม่ยอมสนใจเรื่องพวกนี้

เข็ดจนตายเนี่ย...

#25 By lucky_seven (61.7.175.152) on 2007-10-07 19:56

อจ ปอนโหดอ่ะครับ : )
ไหนว่า นศ มาคอมเม้นแล้วจะไม่หักคะแนนไง

ตอบโต้
เท่าไหร่นั้นไม่ได้วัดครับ พอดีไม่มีไม้บันทัด : ) ล้อเล่น

อาจารย์ผิดเองแหล่ะจ๊ะลูกศิษย์...lucky seven... ถ้าเดาไม่ผิดดูจากคำพูดและการเขียนน่าจะต้องเป็นต้อม วิทวัสแน่ๆ เลยใช่มะ... รู้ตัวก็ดีจ๊ะจะได้ปรับตัวได้

...คุณแพนด้า...เขียนคำว่า "ไม้บรรทัด" ผิดเป็น "ไม้บันทัด" หัก 0.2 คะแนน แถมยังเป็นคนในบล็อกเอ็กซ์ทีนอีก หักเพิ่มอีก 1 คะแนนครับ

#27 By ปอนปอน on 2007-10-07 21:07

อุอุ
ขอโทษนะครับคุณครูปอน
ต่อไปผมจะไม่พิมพ์ผิดอีกแล้ว...

อย่าหักคะแนนผมเลยนะ (คะแนนยิ่งน้อยๆอยู่)
ยอมให้ตี 1 ทีครับ
หากเรียนหรืออ่านตามที่อ.ปอนสอน หรือทำการบ้านตาม อ.ปอนสั่ง มันยากตรงไหนนะนี่..เติมคำในช่องว่าง....

แต่ที่.คุณหมีแพนด้าแนะนำมันก็ดีนะคะ เติมตัวอักษรที่หายไปนั่นนะ เด็กจะได้สอบผ่านทุกคน..ไม่ต้องสอบซ่อม

ประเทศไทยของเราก็จะเหมือนเด็กหัวโตตามงานวัด..

#29 By MayaKniGht on 2007-10-07 21:44

ตอบคะ ไม่ได้ไปทาน ที่ร้านของอาจารย์น้องปอนเลยคะ เพราะผ่านช่วงระหว่างมื้ออาหารพอดี แต่เห็นร้านแล้วคะ

#30 By MayaKniGht on 2007-10-07 22:08

ได้ข้อสรุปกับตัวเองเลยว่า เด็กสมัยนี้ความรู้รอบตัวแย่มาก ที่อ่านหนังสือทุกวันนี้ คงอ่านเพื่อมาสอบอย่างเดียว ถ้าถามนอกตำราก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่สนใจ สนใจแต่ตัวเอง เพราะความที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล อย่างน้องปอนเคยว่า

#31 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-10-08 09:11

เผอิญ เป็นคนไร้สาระ จึงขอบอกว่า ถ้าชั้นเป็นลูกศิษย์เธอ ชั้นก็คงทำไม่ได้จริงๆ เพราะชั้นละจากทางการเมืองไปแล้ว (เหมือนพระละจากทางโลก) จะสนใจอีกทีก็คงเลือกตั้งนู่นแน่ะ

อย่างไรก็ตาม ก็ขอสมน้ำหน้าลูกศิษย์ที่สอนไม่รู้จักจำ บอกแล้วบอกอีกให้อ่านก็ไม่อ่าน แล้วมาบ่น โง่แล้วยังขี้เกียจอีก สมน้ำหน้า (เอ๊ะ ทำไมชั้นด่าเหมือนพวกมันมาล้อชื่อแม่ชั้นล่ะ)

#32 By Conte 01 (203.146.136.88 /unknown) on 2007-10-08 13:06

ขอบคุณอาจารย์ปอนปอนนะครับ

ไปแนะนำในบล๊อคผม ขอบคุณมากเลยครับ
ผมก็รู้อะครับ ว่ามันไม่ดี
แต่ว่านะ มันก็ยากอะครับ
ประสบการณ์น้อยครับ คิดไม่ค่อยออก

รู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ ไม่ดีเลยใช่ไหมละครับ
แต่งานต่อไปก็จะแก้ไขตัวเองละครับ
ขื่นทำต่อไป ติดเป็นนิสัยละแย่เลยเวลาไปทำงาน
(แต่คุณแพนด้า เขาก็บอกว่า เวลางานจิงๆๆ
ไม่มีใครเขามาทำเป็นขั้นเป็นตอนหรอกครับ
มันช้า จิงไหมอะครับ)

เกรดอะครับ มันไม่สำคัญอะไรมากมายก็จิง
แต่อาจารย์ครับ
เกิดวันดี คืนดี ท่านพ่อ ท่านแม่ บอก
"เอ้า เจ้าเรฟ เอาใบเกรดมาให้ดูหน่อยดิ
ไอ่หย่า ทำไมเกรดมันเหย่อย่างงี้ล่ะ
เอ็งไม่ตั้งใจเรียนใช่ไหมละนี่"
ผมจะว่าไงล่ะครับ
ผมตั้งใจแล้ว แต่อาจารย์เขาให้น้อยเอง

ขอให้มันดีสักหน่อยก็ยังดี พอชุ่มชื่นหัวใจ
หุหุหุหุ>>>

#33 By นายเรวิน!!! on 2007-10-08 13:24

ขอบคุณอาจารย์ปอนปอนนะครับ

ไปแนะนำในบล๊อคผม ขอบคุณมากเลยครับ
ผมก็รู้อะครับ ว่ามันไม่ดี
แต่ว่านะ มันก็ยากอะครับ
ประสบการณ์น้อยครับ คิดไม่ค่อยออก

รู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ ไม่ดีเลยใช่ไหมละครับ
แต่งานต่อไปก็จะแก้ไขตัวเองละครับ
ขื่นทำต่อไป ติดเป็นนิสัยละแย่เลยเวลาไปทำงาน
(แต่คุณแพนด้า เขาก็บอกว่า เวลางานจิงๆๆ
ไม่มีใครเขามาทำเป็นขั้นเป็นตอนหรอกครับ
มันช้า จิงไหมอะครับ)

เกรดอะครับ มันไม่สำคัญอะไรมากมายก็จิง
แต่อาจารย์ครับ
เกิดวันดี คืนดี ท่านพ่อ ท่านแม่ บอก
"เอ้า เจ้าเรฟ เอาใบเกรดมาให้ดูหน่อยดิ
ไอ่หย่า ทำไมเกรดมันเหย่อย่างงี้ล่ะ
เอ็งไม่ตั้งใจเรียนใช่ไหมละนี่"
ผมจะว่าไงล่ะครับ
ผมตั้งใจแล้ว แต่อาจารย์เขาให้น้อยเอง

ขอให้มันดีสักหน่อยก็ยังดี พอชุ่มชื่นหัวใจ

หุหุหุหุ>>>

#34 By นายเรวิน!!! on 2007-10-08 13:24

ว๊ากๆๆ ไม่ตั้งใจจะปั๊มนะครับ

กดที่เดียวทำไมมันขึ้น 2 อัน

#35 By นายเรวิน!!! on 2007-10-08 13:25

โอย..อ่านแล้วมึน
อ้อ ยังไม่ได้ส่งเมลล์หาเลย

#36 By daosook (203.144.240.229 /189.2.255.60) on 2007-10-08 17:19

ตอบโต้
ไม่ได้สอนผิดน่ะ ก็บอกน้องเค้าแล้วว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีครับ และเห็นด้วยกับคุณครูปอนอย่างยิ่ง
และบอกว่าทำงานจริงๆน่ะมันไม่ได้ตรงตามทฤษฏีเป๊ะๆ แต่จะนำทฤษฏีมาประยุกต์ใช้มากกว่าน่ะครับ

สำคัญสุดคือ 'วิธีการคิด ' อย่างที่คุณปอนพูดเป๊ะเลยล่ะครับ


ปล. ต่อไปข้าน้อยจะพยายามไม่พิมพ์ผิด ขอรับ ข้าน้อยผิดไปแล้ว
นี่มานี่เลย....
เอาปืนไปคนละกะบอก....
BB.gun ยิงกันให้หนำใจ...
อิอิอิอิอิอิ

#38 By รีคอนดำ on 2007-10-08 22:13

...คุณแพนด้า...ผิดคำสัญญาครับ พิมพ์ผิดเยอะแยะเลย หากเยาวชนของชาติมาอ่านจะเลียนแบบได้นะครับ ที่บอกว่าบอกน้องเรวินไม่ดีเพราะว่าน้องเรวินมาบอกน่ะครับ.... หรือว่าน้องเรวินเป็นนอมินีของเฮีย ก. จะมาทำลายความสัมพันธ์ของเรากันครับ

ใช่ครับ...คุณพี่มายา... เด็กๆ จะหัวโตเพราะขี้เลื่อยกันหมดแล้วหล่ะครับ.. เพราะชอบออกข้อสอบกันเป็นกากบาทเพื่อให้สะดวกกับการตรวจมากกว่าจะวัดเด็กแบบจริงๆ จังๆ น่ะครับ... คราวหน้าอย่าลืมลองแวะไปทานนะครับ

ครับ...คุณสาวเหนือ...นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งแค่นั้นนะครับ ยังมีอีกเยอะครับที่ทำให้เห็นสิ่งปอนบอกแบบชัดๆ โต้งๆ เลยครับ

ถึงแม้เราจะเบื่อแต่ก็คงจะละไปไม่ได้หรอกนะครับใช่ป่ะ...คุณ Conte I...มาร่วมกันสมน้ำหน้าพวกมันแหล่ะครับ ร่วมแรงร่วมใจเผื่อมันจะรู้สึกมากขึ้นเนอะ

...คุณน้องเรวิน...พี่ไปตอบให้ในบล็อกของน้องแล้วนะจ๊ะ แล้วพี่ก็ไปจัดการแพนด้ามาจากญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้วด้วย

...คุณมนุษย์เพลงดาวศุกร์หรรษา...ครับ จะส่งเมล์ไปเมล์ที่เฮีย ก.ให้หรอครับ..ถ้าเป็นสองเมล์นั้น เป็นเมล์ที่ปอนใช้ร่วมกันกับเฮีย ก. ครับส่วนใหญ่เฮีย ก.จะใช้มากกว่าปอนเยอะครับ....

...คุณแพนด้า...อีกรอบ... ต่อไปจะหักคะแนนเต็มที่แล้วนะครับถ้ายังพิมพ์ผิดอยู่ แต่ข้อสันนิษฐานเรื่องน้องเรวิน ช่วยไปสืบจากเฮีย ก.ด้วยนะครับ.. สืบแนวราบน่าจะง่ายกว่าสือแบบธรรมดา

...คุณมะม่วงทองคำ...ครับ ยินดีที่เป็นลูกค้าใหม่ แต่ที่ว่าจะให้ยิงกันตายเนี่ยะกับใครหรอครับ เพราะปอนมีคู่อริหลายคนทั้งเฮีย ก. คุณแพนด้า ฯลฯ กรุณาระบุด้วยครับ..มาแนวโหดมากนะครับเนี่ยะ

#39 By ปอนปอน on 2007-10-08 22:28

ปอน หน้าตาอันใหม่สวยมากๆๆ เลย แต่ทำให้มึนงง มึนงง สงสัยไม่ได้อัพอันใหม่จนกว่าจะเข้าใจแน่เลย

#40 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-10-09 14:11

เฮ้ยปอน ข้อความเราหายเหมือนกันเลยครับ ของผมหายทุกเอ็นทรี่เลย

#41 By มนุษย์กล่อง on 2007-10-09 14:21

ตอนแรกปอนเข้าไปดูของเฮีย..มันยังมีอยู่หายเอ็นทรี่เดียวนะครับ..แต่ทำไมหายหมดเลยล่ะ...ขอพี่ตุ้มเป๊ะหายหมดทั้งบล็อกเลยอ่ะsad smile

#42 By ปอนปอน on 2007-10-09 14:24

ของผมมันข้อความหายเกลี้ยง 1 อัน ที่เหลือ มันโชว์แค่ย่อหน้าแรกครับ กรี๊ดมากๆ จะไม่เขียนแล้ว

#43 By มนุษย์กล่อง on 2007-10-09 14:44

คุณปอนขา............ผลสอบออกแล้ว

เป็นไปตามคาด


ไม่ผ่านการสอบรอบแรก
big smile
ใจเย็นๆ ครับเฮีย... ไม่แน่อาจจะกู้คืนมาได้ก็ได้นะครับเฮีย..นะนะนะ แต่เมล์เฮียยังมาไม่ถึงปอนเลยไม่รู้ระบบอินเทอร์เนตมันเป็นอะไรของมันเนอะsad smile big smile

#45 By ปอนปอน on 2007-10-09 15:07

คุณน้องกระปุกตั้งฉ่ายปอนกับเพื่อนก็เหมือนกันครับ..เราไปสอบแค่ขำๆ กันเนอะdouble wink

#46 By ปอนปอน on 2007-10-09 15:08

ก็คิดเหมือนกันคะคุณปอน ไปสอบ5คน ไม่ติดสักคนconfused smile
น่าน ใส่ร้ายกันซะแล้วปอน

เมือคืนกลับ%
...คุณน้องกระปุกตั้งฉ่าย...ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของกฟผ.สิครับปอนเห็นด่ากันเละเทะเลยหล่ะ.. สะใจเล็กๆ แต่ก็น่าสงสารคนที่เขาตั้งความหวังไว้เยอะนะครับ ดูเหมือนว่าเขาหวังมากจริงๆ น่ะครับangry smile big smile

อิอิ..พีหมอเชน...นี่ก็น่าสงสัยจริงๆ นี่หน่าต้องมีกลุ่มหน้าม้าหรือแฟนคลับมาดันแน่ๆ เลยคะแนนถึงพุ่งปรี๊ดดดดขนาดนั้น..กลายเป็นคนดังของเอ็กซ์ทีเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองนะเนี่ยะ... แต่คอมเม้นต์มาไม่หมดน่ะครับconfused smile

#49 By ปอนปอน on 2007-10-10 11:58

1. เว็บกลับมาแล้วนิ
2. การสอบพวกนี้มันฮั้วกันนะผมว่า

#50 By มนุษย์กล่อง on 2007-10-10 16:04