นายกปอนขอแถลงนโยบายต่อสาธารณชน
posted on 15 Oct 2007 15:16 by sloppythinking in Communication, Environment, Live, Politic, Socialหลังจากที่ได้รับ Tag นายกรัฐมนตรีจากคุณโอ้ ณ riddler มานานนับปี เฝ้าดูคนอื่นแถลงนโยบายกันมาตั้งหลายคน ทำให้วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ปอนต้องแถลงนโยบายสักที เพราะมีคนมาทวง (คุณ Apple666) เลยทำให้จำเป็นต้องเลิกอู้สักที... เพราะสัปดาห์หน้าก็จะห่างหายไปอีกหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ครับ วันนี้จึงถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะต้องมาแถลงกันสักที
นโยบายที่จะแถลงมันเกิดมาจากความคับข้องใจอย่างที่สุดครับ หากรัฐบาลหรือนักการเมืองจริงๆ ผ่านมาเจอก็กรุณารับใส่กะบาล กะโหลกหนาๆ ไปมอง วิเคราะห์ แล้วเก็บไปทำด้วยนะครับ ไม่ใช่มัวแต่แย่งผลประโยชน์กันอย่างหน้ามืดตามัวไม่ดูฟ้าดูฝน สติปัญญาต่ำต้อยในเรื่องความเป็นอยู่ของราษฎร แต่ฉลาดปราดเปรื่องในเรื่องการหาประโยชน์เข้าตัวเอง จำไว้นะครับพวกนักเลือกตั้งทั้งหลาย เริ่มเลยแล้วกันนะครับเกริ่นมาเสียนาน
นโยบายที่จะแถลงในวันนี้แบ่งเป็น 5 หมวด ด้วยกันครับได้แก่
1. นโยบายด้านการสื่อสาร (อันนี้เรียนมาโดยตรงเลยขอก่อนละกันนะ..อิอิ)
2. นโยบายทางด้านการเมือง
3. นโยบายทางด้านสังคม
4. นโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม
และ 5. นโยบายทางด้านการทหาร
1. นโยบายด้านการสื่อสาร
ทุกวันนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างสูงกับประชาชนตาดำๆ หัวแดงๆ ดำๆ ขาวๆ ของประเทศไทยเราเป็นอย่างมากใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเราควรต้องมากำหนดบทบาทที่แท้จริงที่พึงมีต่อ "สังคมไทย" ให้ชัดเจน เพื่อให้เอื้ออำนวยกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ทุกวันนี้สื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อมวลชนกระแสหลักอย่างวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์มีบทบาทหลักในการให้ความบันเทิงเริงรมย์แก่สาธารณชนเท่านั้นเอง
ดังนั้น นโยบายด้านการสื่อสารที่จะเกิดขึ้นก็คือ การกำหนดค่านิยม ทัศนคติในการดำเนินชีวิต รสนิยม ที่ประชาชนคนไทยควรมีควรเป็นลงไปในสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งหลาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม (กรุณาดูบทบาทของโมเดิร์นไนน์ทีวีเป็นตัวอย่างครับ) แต่ทั้งนี้ต้องร่วมมือกับคนหลายภาคส่วนในการออกแบบสิ่งที่ "คนไทยควรมีและควรเป็น" ให้เหมาะสมกับการแข่งขันในระดับโลก และต้านกระแสทุนนิยมให้ได้ เพื่อความเสถียรภาพของประเทศ นั่นก็คือการบ่มเพาะ (Cultivation) โดยใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือ เพราะสังคมไทยเป็นสภาพสังคมแบบฟองน้ำ ดูดซับมาทั้งหมดโดยไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองที่ดี แสดงให้เห็นถึงภูมิคุ้มกันสภาพสังคมบกพร่อง ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีการนี้เพื่อสร้างสังคมใหม่ให้กับประเทศของเราครับ
ส่วนทางด้านเทคโนโลยีทางการสื่อสาร ถือว่าทำมาได้ดีในระดับหนึ่งในการกระจายโอกาสทางด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล และเทคโนโลยีสารสนเทศไปยังภูมิภาค แต่การกลั่นกรองสิ่งที่มากับเทคโนโลยีสารสนเทศยังจำเป็นแต่ต้องไม่มีการแบนหรือเซ็นเซอร์ (Ban or Censor) แต่ต้องใช้วิธีสร้างภูมิคุ้มกันในการเลือกรับ และเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นให้ดีเสียก่อนครับ แนวทางนี้นายกปอนขอสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการไปจัดทำ "รายวิชาสื่อมวลชนศึกษา" ควบคู่ไปกับวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) (เดี๋ยวนี้ยังมีรึปล่าวหว่า
) รายวิชาสื่อมวลชนศึกษาจะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับชั้นประถมเลยทีเดียวครับ เด็กจะต้องเกิดความคุ้นเคยกับสื่อมวลชน และรู้จักคิด วิเคราะห์เนื้อหาของสื่อเหล่านั้นว่ามันแอบแฝงไปด้วยอะไรบ้าง (คุณ Adverblog คงจะทำงานยากขึ้นอีกเป็นแน่) แล้วเราจะเลือกเอาเนื้อหาส่วนไหนมาใช้ได้บ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังเป็นปัญหา และภัยเงียบที่คุกคามสังคมไทยเราอยู่ ณ ขณะนี้ ดูได้จากลูกศิษย์ปอนเป็นตัวอย่าง.... ดูได้จำได้แต่วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ พิจารณาไม่ได้เลยครับ..เป็นปัญหาอย่างมาก
2. นโยบายทางด้านการเมือง
ที่จริงไม่ค่อยอยากจะเขียนสักเท่าไหร่แต่ก็อดไม่ได้นะครับ.... ในปัจจุบันประชาชนคนไทยทุกเชื้อชาติไม่สามารถพึ่งพานักการเมืองได้ครับ บางที่ยังโชคดีที่สามารถพึ่งพานักการเมืองท้องถิ่นในการพัฒนาได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ของประเทศยังโชคร้ายอยู่ครับ ดังนั้นนโยบายทางด้านการเมืองจะมี 2 ข้อด้วยกันคือ 1. ต้องให้ความรู้เกี่ยวกับแนวความคิดประชาธิปไตยอย่างถูกต้องให้ทั่วถึงกับคนทุกๆ กลุ่มในสังคม 2. ให้ประชาชนพึ่งตนเอง โดยใช้การเมืองภาคประชาชน (Civil Politics) เป็นหลัก
ทั้ง 2 ข้อมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นจนไม่สามารถจะแยกกันออกครับ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปจะไม่สามารถปฏิรูปการเมืองให้ประสบความสำเร็จได้เลย ในนโยบายข้อหนึ่งก็ต้องใช้สื่อมวลชนกระแสหลักเช่นกัน แต่สื่อหลักที่สำคัญที่สุดที่ควรจะใช้ในการทำให้ได้ประสบความสำเร็จรวดเร็วภายใน 5 ปี ก็คือต้องใช้สื่อบุคคลลงพื้นที่เพื่ออธิบาย และทำความเข้าใจให้ทั่วถึงกับประชาชนที่มีความต่างกันทั้งด้านอายุและการศึกษา ในระหว่างนั้นเราก็ควรทำการวิจัยไปพร้อมๆ กันด้วย (Research and Development) เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้ และควรเริ่มตั้งแต่เดี๋ยวนี้ในพื้นที่ๆ มีความรุนแรงของปัญหามากที่สุดก็คือภาคตะวันออกเฉียเหนือ นโยบายนี้น่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 500 ล้านบาทภายใน 5 ปีเท่านั้นเองครับ (อันนี้เอาโปรเจคตอนเรียนมาหากินเลยนะเนี่ยะ)
เมื่อนโยบายข้อแรกผ่านไปแล้ว ก็มาขั้นตอนต่อไปคือการปลูกฝังให้เกิดการเมืองภาคประชาชนทุกหย่อมหญ้า เพื่อเป็นการคานอำนาจระหว่างนักการเมืองอาชีพกับพลังที่แท้จริงของประชาชน หรือให้ประเทศไทยเปลี่ยนระบบการเมืองจากการใช้ระบบตัวแทนโดยการเลือกผู้แทนเข้าไปในสภาเป็นระบบหลัก ให้เป็นระบบการเมืองแบบมีส่วนร่วมโดยภาคประชาชนอย่างแท้จริง ระบบเก่าก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นเพียงระบบรองเท่านั้น
โจทย์ที่สำคัญของนโยบายทางด้านการเมืองนี้คือ การปรับกระบวนทรรศน์ของคนไทยใหม่ทั้งหมด จากความเชื่อที่ว่า สส., สว., คณะรัฐมนตรี เป็นผู้ทรงเกียรติ เป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นผู้มีอิทธิพล เป็นผู้ที่ต้องให้ความเคารพนับหน้าถือตา ให้เปลี่ยนเป็น เป็นตัวแทน "ที่คอยรับใช้ประชาชน" ประชาชนสามารถเข้าถึง ด่า วิพากษ์ ติเตียนได้อย่างเต็มที่ หากกลุ่มคนเหล่านั้นประพฤติไปในทางที่ส่อว่าจะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เสียผลประโยชน์ และอีกโจทย์นึงคือ ต้องให้ประชาชนเข้าใจว่า สส., สว., มีหน้าที่ออกกฎหมายเท่านั้น ไม่มีอำนาจมาดูแลทุกข์สุขของประชาชนเหมือนดังสมัยก่อนนู้น.. คนที่จะมาดูแลทุกข์สุขจริงๆ ก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เท่านั้น หากประชาชนเดือดร้อนต้องไม่ไปพึ่ง สส. หรือ สว. แต่ควรจะไปไล่บี้เอาจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถึงจะถูกต้อง
3. นโยบายทางด้านสังคม
ปอนมีความชื่นชมและชื่นชอบนโยบายทางด้านสังคมของประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นอย่างมากครับ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะเป็นประเทศที่มีโอกาสในการเจริญเติบโตน้อยกว่าประเทศเรามาก แต่นโยบายทางด้านสังคมของเขาหรูหราไฮโซกว่าประเทศเราอย่างเปรียบกันได้ยากครับ ถึงแม้ว่าคนในประเทศเขาจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสังคมสะเปะสะปะของประเทศสารขัณฑ์ไปเต็มๆ แต่เขาก็มีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษารูปแบบของสังคมของเขาไว้ มาถึงนโยบายของปอนอันดับแรกคือ
1. เข้มงวดกวดขันเรื่องการแต่งกายไปเรียนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยการกำหนดเครื่องแบบให้ใช้ผ้าทอพื้นเมือง (ขึ้นอยู่กับโรงเรียนจะคัดเลือก) เป็นเครื่องแบบครับ โดยให้เป็นกระโปรง (ผ้าถุง) ป้ายหน้าห้ามผ่า ยาววัดจากหัวเข่าลงไปไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว ครับ ส่วนผู้ชายห้ามใส่กางเกงยีนส์ไปเรียนโดยเด็ดขาดยกเว้นสาขาวิชาที่เกี่ยวกับช่าง หรือการเรียนที่ต้องใช้แรงงานสามารถใส่ไปได้ครับ ห้ามทั้งผู้หญิงและผู้ชายใส่รองเท้าผ้าใบเน่าๆ และรองเท้าแตะไปเรียนเด็ดขาด บังคับใช้ทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชนเลยนะครับ คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเพราะอะไรเห็นๆ กันอยู่ (พวกโรงเรียนเอกชนที่เครื่องแบบอย่างกับเซลเลอร์มูนระวังตัวให้ดีครับ) ข้อนี้ห้ามเถียงว่าเป็นการบ่อนทำลายวงการแฟชั่นนะครับ เพราะเด็กไปเรียนครับ ไม่ได้ไปหาลูกค้า แต่ถ้าเด็กคนไหนมันไปหาลูกค้าก็สมควรโดนไล่ออกจากห้องเรียนครับ
2. สร้างสังคมที่เอื้ออาทรต่อกันและกัน ขยายโครงการบ้านมั่นคงให้ทั่วทุกพื้นที่ เพื่อสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนที่มีรายได้น้อย
3. สร้างค่านิยม และทัศนคติ "อยู่อย่างพอเพียง" ในสังคมไทย (โดยใช้ช่องทางด้านบน) และร่วมกันกับหน่วยงาน องค์กร บุคคล ภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างรูปแบบของประชาชนไทยที่ควรมีควรเป็นครับ เพราะปอนเชื่อว่าทุกคนจะมีความทุกข์หรือความสุขก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิด (นะครับเฮีย ก.) และการบ่มเพาะหรือการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ครับ
4. นโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม
หลังจากปรับทัศนอุจาดด้วยการบังคับเรื่องเครื่องแต่งกายของนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปอนเชื่อว่า หลายๆ คนอาจมองว่าสิ่งแวดล้อมดีขึ้นมามากเลยครับ.. แต่ไม่เท่านั้นครับ...กระแสโลกร้อนกำลังมาแรงแซงทางโค้ง เพราะฉะนั้นเราต้องมีนโยบายเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมเสียหน่อยครับ
1. เรื่องป่าไม้ครับ ใครตัดต้นไม้ ทำลายป่า บุกรุกพื้นที่ป่าปรับไล่ละ 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมกับต้องฟื้นฟูสภาพป่าให้กับรัฐด้วย โดยรัฐจะช่วยจัดหาเรื่องกล้าไม้ต้องเสียสตางค์ต้องละ 10 บาทเป็นอย่างต่ำ ไร่นึงต้องมีต้นไม้ขนาดสูง 1 เมตรขึ้นไปอย่างน้อย 40 ต้นครับ
2. ตั้งเป้าหมายการปลูกป่า และลดพื้นที่การทำลายป่าไม้ลงไปครับ หากที่ไหนทำไม่ได้ข้าราชการตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการขึ้นไปจะโดนย้ายและลดเงินเดือน 30 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา 1 ปีครับ (รู้นะพวกป่าไม้บางคนก็ทำกินกันเอง) หาก 4 ปี ผลงานไม่เข้าเป้าก็ต้องปลดออกครับ
3. ไม่ให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นครับ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ควรวางระบบชลประทานให้ครอบคลุมทั่วถึง โดยการกระจายการสร้างอ่างเก็บน้ำ ขนาดกลาง และเล็กไปให้ทุกพื้นที่ครับ เพื่อเป็นการกระจายความชุ่มชื้นให้กับผิวดินและระบบน้ำใต้ดิน และทำให้ไม่เกิดการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มมากขึ้นจากที่มันตัดกันอยู่ทุกๆ วัน ใช่หรือเปล่าครับคนแพร่
4. กุ้งราคาตกก็เอานากุ้งกลับคืนมาเป็นป่าชายเลนครับ จะได้ลดการกัดเซาะแผ่นดินของน้ำทะเลลงบ้าง แล้วเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารให้กับมนุษย์อีกด้วย
5. นโยบายทางด้านการทหาร
ปรับเปลี่ยนเรื่องระบบการเกณฑ์ทหารครับ โดยการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการเป็นทหารเกณฑ์ครับ จากธรรมดาๆ ไม่ได้จบรด. ไม่ได้จบ ป.ตรี ไม่ได้จบ ปวส. ต้องเป็น 2 ปี จะลดระยะเวลาลงมาเหลือแค่ 12 เดือนเท่านั้นครับ แต่ถ้าจบการศึกษาระดับ ปวส. ขึ้นไปโดยที่ไม่ได้เรียน รด.มาก่อน ให้เป็นแค่ 6 เดือนเท่านั้นครับ หลังจากนั้นในช่วงระยะเวลา 4 ปีให้เรียกมาฝึก 7 วัน ไม่เกิน 2 ครั้งครับ หากอยู่ในภาวะที่ต้องการกำลังพลสามารถเรียกคนเหล่านี้มาประจำการได้เหมือนเดิมครับ
ที่ปอนจะทำเช่นนี้ก็เพราะมองว่า การเอาคนไปเป็นทหารเกณฑ์ตั้ง 2 ปี โดยที่คนๆ นั้นมีศักยภาพในการพัฒนาประเทศได้มากกว่าการไปนั่งตัดหญ้า ขับรถให้นาย ขี่จักรยานไปซื้อกับข้าวให้คุณนาย ซักผ้า รีดผ้าให้นาย มันทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางการแข่งขัน เพราะคนเหล่านั้นบางคนเป็นแรงงานฝีมือที่ตลาดกำลังต้องการ แต่ไปไหนก็ไม่ได้ต้องนั่งตบยุงอยู่กองร้อยอย่างนั้น ทั้งๆ ที่งานที่กล่าวมาข้างต้นก็มีข้าราชการทหารประจำทำหน้าที่อยู่แล้วด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณในการเลี้ยงดูสูงมากทั้งๆ ที่ผลตอบแทนจากคนเหล่านั้นได้มาไม่เต็มศักยภาพของเขา และที่สำคัญที่สุดก่อให้เกิดการทุจริตในเรื่องเบี้ยเลี้ยงของทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้อย่างมาก ถึงบอกว่าให้เงินเดือนแต่ก็ได้รับไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ... แถมยังทุจริตเอาคนของหลวงไปใช้ภารกิจส่วนตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น มีการทุจริตบางแบบหากพลทหารคนไหนอยากเป็นอิสระผู้กองก็จะทำเรื่องขอเอาไปรับใช้ที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วปล่อยออกไปอิสระโดยผู้กองเป็นคนรับเงินเดือนแทนก็มี...อย่าบอกนะว่าพวกท่านๆ ไม่รู้เพราะมีอยู่ทั่วไปให้เห็นได้ทุกที่ ....จริงๆ แล้วทหารก็เป็นข้าราชการคนหนึ่ง ก็ไม่ควรจะมีสิทธิ์เหนือข้าราชการประเภทอื่นๆ ใช่ไหมครับ
จริงจังเกินไปไหมครับ... ขอโทษด้วยนะครับที่บางทีอ่านแล้วมันจะหนักๆ อิอิ เป็นธรรมเนียมครับที่ต้องมีการส่งต่อ ขอส่งให้กับเจ้าประจำของปอนนะครับคือ
1. เฮีย ก. พี่สุดเลิฟในโลกของบล็อก แต่ในโลกความจริง....เฮ้อ...ไม่อยากจะคิด
2. พี่ตุ้มเป๊ะ... ลองเป็นนายกดูสักวันนะครับ
3. คุณชัย.... เป็นนายกอีกสักคนนะครับ
4. คุณวัชระ....ปอนอยากฟังนโยบายของคุณวัชระมากที่สุดเลยครับ ปอนว่าน่าจะมีอะไรแปลกใหม่ขวางโลกดีนะ..อิอิ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต : คราวหน้ามาเจอกันเรื่องความรัก การหลอกลวง และความแค้น นะครับ
ช่วยด้วย
ส่วนเรื่องการกระจายความเจริญคงต้องไปล้างหัวนักการเมืองหล่ะครับ เพราะคิดว่ามีอะไรก็อัดมันเข้าไปให้เต็มๆ ล้นๆ ดูอย่างเชียงใหม่เป็นต้นครับ
หน้าอิ่มบุญซ้า
#1 By riddler on 2007-10-15 18:09