***คำเตือน เอ็นทรี่นี้ค่อนข้างวิชาการ***

เนื่องจากเจ้าของบล็อกทบทวนความรู้เพื่อไปสอบ

เหมาะสำหรับคนที่มีอาการนอนไม่หลับ

ถ้าอ่านก่อนนอนจะทำให้นอนหลับแทบจะในทันทีครับ

 

การสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

 

 

แนวความคิด

 

ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18-19 การเปลี่ยนแปลงสังคมและการผลิตแบบเกษตรกรรม (Agriculturalization) มาสู่การเป็นสังคมที่เน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรมโดยให้ความสำคัญกับระบบทุน หรือระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrialization) สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป ด้วกฮาร์มและโทนี่ (Durkheim and Tonnies) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสและเยอรมันได้สร้างทฤษฎีสังคมมวลชน (Mass Society Theory) เพื่ออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมในช่วงเวลานั้นโดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมือง และสังคมชนบทขึ้นมา

โดยทั้งสองมองว่าสภาพของสังคมเมืองและชนบทมีความแตกต่างกันในด้านชีวิตความเป็นอยู่โดยในสภาพสังคมชนบทจะมีการดำเนินชีวิตที่เกาะเกี่ยวร้อยรัดกัน เสมือนประหนึ่งเป็นฟันเฟืองของเครื่องจักรที่มีการทำงานสอดประสานกัน โดยโทนี่ได้มองว่าสังคมชนบทมีความเข้มแข็งจากความสัมพันธ์ของคนชุมชนมากกว่าสังคมเมือง การดำเนินชีวิตถูกตัดสินด้วยกรอบความคิดของคนส่วนใหญ่ ทำให้มีการควบคุมการดำเนินชีวิตไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางที่สังคมกำหนด ดำเนินชีวิตภายใต้ปทัสฐาน (norm) ของสังคม ทำให้มีภูมิคุ้มกันมากกว่าการตัดสินใจคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวดังเช่นสังคมเมือง

แต่ด้วกฮาร์มกลับมองว่า สังคมชนบทเป็นความสัมพันธ์แบบสังคมเครื่องจักร (Mechanical Solidarity) ที่แต่ละคนต่างก็ทำงานตามหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นโดยไม่ได้มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ในสังคมเมืองเป็นการทำงานแบบอวัยวะในร่างกาย (Organic Solidarity) ของมนุษย์ที่แต่ละเซลล์มีการทำงานสอดประสานกัน ทำงานตามที่ตัวเองถนัด สามารถทำตามที่ใจตัวเองต้องการได้ แต่ภายหลังเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากๆ เกิดกรณีการฆ่าตัวตายในสังคมเมืองเพิ่มมากขึ้นด้วกฮาร์มจึงค่อยๆ เปลี่ยนความคิดว่าสังคมเมืองเป็นสังคมที่ป่วย และระบบก็จะสามารถหาทางรักษาได้ด้วยตัวของมันเอง

สภาพสังคมทั้งสองแบบนี้ต่างก็ดำเนินอยู่ในทวีปยุโรปและได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ โดยสื่อมวลชน (ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงหนังสือพิมพ์อย่างเดียว) ถูกมองว่าเป็นตัวเร่งการทำให้สังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมืองไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นแล้วยังเป็นเครื่องมือของระบอบนายทุนในการควบคุมสังคมอีกด้วย  และทำให้วัฒนธรรมชั้นสูงตกต่ำลงด้วยการนำมาผลิตซ้ำและเผยแพร่ไปยังมวลชนอีกด้วย จากเดิมที่ถูกจำกัดอยู่ในชนชั้นของผู้นำเท่านั้น (Elite)

คาร์ล มาร์ก (Karl Marx) มองถึงการที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมว่า ชนชั้นนายทุนต่างทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาประโยชน์ของชนชั้นของตนเองเท่านั้น และสื่อมวลชนก็เป็นเครื่องมือหนึ่งของนายทุนที่จะรักษาผลกำไร และสิทธิของชนชั้นตัวเองไว้โดยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นผลทางด้านดีต่อตนเอง โดยใช้วิธีการสร้างอุดมการณ์และ "วัฒนธรรมของตน" ครอบงำคนในสังคมโดยใช้อำนาจเศรษฐกิจควบคุมอุดมการณ์ทั้งหมดของสังคม ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy Theory) จึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการทำนายว่า ในอนาคตสื่อมวลชนจะมีการกระจุกตัวของสื่อ (Media Concentration) ในโลกจะมีเจ้าของเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้น การควบรวมสื่อจะมีมากขึ้น (Megaconglomerate) อาทิ ในบริษัทเดียวกันมีทั้งโทรทัศน์ วิทยุ โทรคมนาคม อยู่ในมือ และในที่สุดกิจการสื่อมวลชนก็จะถูกแปรรูปจากการเป็นกิจการของรัฐไปสู่การเป็นองค์กรเอกชนแบบเต็มรูปแบบ (Privatization) และผ่อนคลายระบบการควบคุมกันมากขึ้น (Deregulation) แต่ทั้งหมดก็คือการตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มทุน เพื่อผลประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น

อ่านทฤษฎีแล้วย้อนดูตัว

 

            สภาพสังคมไทยในปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามวิถีชีวิตกระแสหลักที่ถูกถ่ายทอดมาจากประเทศเจ้าของวิธีคิดแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมทั้งหลาย สภาพในสังคมของไทยในอดีตยังคงเป็นแบบสังคมชนบท (Folk Society) ตามแนวคิดของโทนี่และด้วกฮาร์ม ถึงแม้ว่าแนวความคิดทั้งสองคนดูเหมือนว่าแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการมองคนละด้านตามทัศนคติของแต่ละคนแต่เนื้อหาสาระโดยรวมมีนัยยะที่เหมือนกันคือความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของสังคมชนบทที่อยู่กันด้วยกฎ ระเบียบ วัฒนธรรม ประเพณี ของท้องถิ่น คนส่วนใหญ่มักตัดสินใจภายใต้ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาด้วยปัจจัยดังกล่าว นอกนั้นแล้วสังคมในชนบทของไทยยังมีความสัมพันธ์ที่เหนือกว่าการเป็นผู้ร่วมสังคมเดียวกัน เพราะคนในชุมชนมักเป็นเครือญาติที่รู้จักกันมานาน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันอย่างจริงใจเพราะบทบาทหน้าที่ของความเป็นเครือญาติเป็นกรอบที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและความสัมพันธ์ที่แนบแน่น

            แต่เมื่อสภาพสังคมแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมได้ถูกนำเข้ามา การผลิตแบบพอกิน พอใช้ พอขายก็เปลี่ยนไป การผลิตทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมุ่งเน้นไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายให้มวลชน (Mass Product) คนในสังคมชนบทก็ผันตัวเองจากการเป็นผู้ผลิตในสังคมแบบเกษตรกรรม ไปสู่การเป็นแรงงานในสังคมอุตสาหกรรมที่อยู่ในแหล่งการผลิตที่มักจะตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ การโยกย้ายของประชากรทำให้เกิดสังคมเมือง (Urbanization) ที่เป็นแหล่งรวมของผู้คนจากสังคมชนบทที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนที่มารวมกันอยู่ในสังคมเมืองต่างผูกพันกันจากภาระหน้าที่ของแต่ละคน การทำงานก็ทำเป็นของใครของมัน เราจะเห็นว่าคนในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฯลฯ มักมาอยู่เพื่อการทำงานตามที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมาเฉพาะด้าน ตามความเชี่ยวชาญของตัวเองและมักที่จะอยู่คนเดียว การตัดสินใจจึงเป็นอำนาจของตนเองโดยสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างกับเมื่อตอนที่อยู่ชนบทการตัดสินใจการจะทำอะไรมักอยู่ภายใต้การแนะนำจากผู้ใหญ่ หรือขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน

            ความเปลี่ยนแปลงทางด้านวิธีคิดและพฤติกรรมของคนไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น สังคมในชนบทก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้แตกต่างไปจากเมืองใหญ่สักเท่าไรนัก แต่การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปช้ากว่าในสังคมเมือง เพราะความสัมพันธ์แบบเครือญาติยังคงอยู่ สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงของประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่อดีต เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว ก็เปลี่ยนมาสู่การรับจ้างเกี่ยวข้าว และในที่สุดก็ได้รับนวัตกรรมรถเกี่ยวข้าวเข้ามาแทนที่กำลังคน การพูดคุยกันยามเย็นหน้าบ้านก็เป็นการพูดคุยกันในที่ประชุมของชุมชนซึ่งเป็นทางการมากขึ้น หรือความบันเทิงที่เคยได้จากการละเล่นพื้นบ้านก็หันมาเสพย์จากสื่อมวลชนแทน

            การแต่งรถซิ่งของเด็กวัยรุ่นก็เป็นความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมการให้ความสำคัญกับวัตถุและภาพลักษณ์ รวมทั้งการรักสวยรักงามมากกว่าการทำงานช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากสภาพสังคมชนบท ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปแบบสังคมเมืองมากขึ้น ค่านิยมในการตัดสินใจด้วยตัวเองโดยไม่ได้คิดถึงขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดการต่อๆ มากำลังแพร่ขยายออกไป

            แต่คนในสังคมเมืองล้วนเรียกร้องความสงบ และเหนื่อยหน่ายจากการดำเนินชีวิตในสภาพสังคมที่วุ่นวายของเมืองใหญ่ สังเกตได้จากวันหยุดยาวที่คนที่อยู่ในเมืองใหญ่ต่างหลั่งไหลกันออกนอกเมืองเพื่อหนีความแออัดวุ่นวายที่ได้รับอยู่ทุกวัน สภาพคนในอยากออกคนนอกอยากเข้ากำลังเป็นอยู่ในประเทศไทย และน่าจะยังคงเป็นอยู่ไปอีกนาน

 

แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ เพราะอะไร และทำไมจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

 

บทบาทเทคโนโลยีการสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

 

            จำเลยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอันดับหนึ่งในสายตาของนักการสื่อสาร คงจะหนีไม่พ้น "สื่อมวลชน" (Mass Media) ตามความคิดตามทฤษฎีสังคมมวลชน และเศรษฐศาสตร์การเมือง สื่อมวลชนถือเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นให้สภาพสังคมชนบทเปลี่ยนแปลงไปเป็นสภาพสังคมเมือง หากมองถึงบริบทของพฤติกรรมโดยตัดเรื่องสภาพทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่นออกไป พฤติกรรมของคนในเขตพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองก็เริ่มที่จะคล้ายกับคนที่ใช้อยู่ในเมืองมากขึ้นทุกทีเห็นได้จากตัวอย่างที่กล่าวไปแล้ว และเมื่อพิจารณาขึ้นไปอีกถึงความเป็นตัวแทนของสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อยู่ในสังคมก็คงต้องมองว่าสื่อมวลชนทำหน้าที่เพื่อสังคม กลุ่มนักการเมือง หรือกลุ่มนายทุน คำตอบคงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

            แต่บทบาทในการสื่อสารของสื่อมวลชนคงจะหลีกหนีไม่พ้นเรื่องของ "อำนาจ" หลายคนคงเคยได้ยินว่าการสื่อสารคืออำนาจ ใครก็ตามที่สามารถสื่อสารได้รวดเร็ว กว้างขวาง เข้าถึง คนจำนวนมากได้เท่าไหร่ คนผู้นั้นก็ย่อมจะมีอำนาจมากเท่านั้น เรื่องเหล่านี้นักการตลาดน่าจะเป็นผู้เข้าใจได้มากที่สุด เพราะหากการสื่อสารสามารถเข้าถึงในระดับปัจเจกบุคคลได้รวดเร็วเท่าไหร่ นั่นเท่ากับว่ากระบวนการสร้างความหมายและการโน้มน้าวใจได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นการจะชักจูงให้เกิดพฤติกรรม หรือการสร้างทัศนคติ อุดมการณ์ย่อมถูกแฝงไปในการสื่อสารเหล่านั้นด้วย

            สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่จะนำพาอุดมการณ์ ทัศนคติที่ถูกปรุงแต่งแทรกอยู่ในเนื้อหาของสื่อมวลชนได้แนบเนียนเป็นอย่างดี นั่นก็คือ เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology) นับตั้งแต่ยุคแห่งวัฒนธรรมการพูด (Oral Culture) ที่เห็นเด่นชัดได้ในยุคกรีกที่มักจะใช้วิธีการพูดในที่สาธารณะเป็นเครื่องมือในแพร่กระจายอำนาจไปสู่คนอื่นๆ คนที่พูดในที่สาธารณะก็คือผู้นำนั่นเอง เมื่อโรมันเริ่มเข้ายึกครองกรีก ก็ได้เผยแพร่วัฒนธรรมการเขียน (Written Culture) ทำให้สามารถเผยแพร่แนวความคิด อุดมการณ์ และการควบคุมได้กระจายออกไปจากการเขียนใส่ในกระดาษ โดยอาศัยการเคลื่อนย้ายข้อมูลข่าวสารด้วยม้าเร็ว

เมื่อกูเต็นเบิร์กผลิตแท่นพิมพ์ และสามารถพิมพ์คัมภีร์ไบเบิลได้ในปี ค.ศ. 1453 ตั้งแต่นั้นจึงถือว่าเป็นการเริ่มต้นของยุคแห่งวัฒนธรรมการพิมพ์ ด้วยการผลิตแบบอุตสาหกรรมทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ได้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทำได้กว้างไกล และข้อมูลข่าวสารค่อนข้างคงทนสามารถอ่านซ้ำใหม่ๆ ได้หลายครั้ง แต่เทคโนโลยีการสื่อสารที่มาควบคู่กับการเกิดขึ้นของไฟฟ้าก็เริ่มเกิดขึ้นมาใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก จนในกระทั่งเกิดยุคใหม่ของเทคโนโลยีการสื่อสารในศตวรรษที่ 19 นั่นก็คือยุควัฒนธรรมอิเลคทรอนิกส์ จนถึงปัจจุบัน

ในแต่ละช่วงของวัฒนธรรมของเทคโนโลยีการสื่อสารก็มีผลต่อสังคมในระดับที่แตกต่างกันออกไปตามศักยภาพของตัวสื่อ (Media) ที่ชนชั้นนายทุนจะเป็นผู้ออกแบบ มีน้อยคนนักที่จะสังเกตว่าในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลมาสู่ผู้คนนั้นมาจากแหล่งข่าวหรือสำนักข่าวเพียงไม่กี่แหล่งเท่านั้น และสำนักข่าวที่สำคัญของโลกมักอยู่ในฝั่งตะวันตก ทั้งในรูปแบบของสื่ออิเลคทรอนิกส์ และสื่อสิ่งพิมพ์ที่ต่างก็ได้รับข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม เช่น ค่านิยมการสะสมวัตถุ ค่านิยมการแต่งตัว ค่านิยมการดำเนินชีวิต  อุดมการณ์ เช่น อุดมการณ์ประชาธิปไตย ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนติดสอยห้อยตามมากับเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีการสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ในการมองความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีการสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีแนวคิดแบ่งออกเป็น 2 ขั้วใหญ่ๆ สำนักโตรอนโต (Toronto School) มองว่า เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคม ส่วนสำนักวัฒนธรรมนิยม (Culturalism) มองว่าสังคมเปลี่ยนแปลงต่างหากถึงจะเลือกเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ ทั้งสองสำนักนี้แยกตัวออกมาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ตามแนวคิดของ มาร์ก (Marxism)

 

เมื่อมองดูสังคมไทย

 

            หากวิเคราะห์บริบทของสังคมไทยจะเห็นว่า แนวคิดของสำนักโตรอนโต และแนวคิดจากสำนักวัฒนธรรมนิยม สามารถนำมาใช้อธิบายการรับเทคโนโลยีการสื่อสารของไทยได้ดี

            การทำความเข้าใจง่ายๆ บนความคิดที่ว่า "การสื่อสารคืออำนาจ" จะเห็นว่าบ่อยครั้งที่สังคมไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การสื่อสารก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในสมัยดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี รูปแบบการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนได้เปลี่ยนไป จากที่ทำข่าวประเภทขุดคุ้ยการทุจริต ก็เปลี่ยนมาทำข่าวเพียงการนำเสนอภารกิจ และนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น รวมถึงโครงสร้างทางการสื่อสารของประเทศก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกันจากเดิมที่เป็นของรัฐก็ปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นเอกชน ด้วยการแปรรูป (Privatization) เช่น องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) การสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็น บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ องค์การโทรศัพท์ ก็เป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แม้แต่องค์กรการสื่อสารดั้งเดิมอย่างกรมไปรษณีย์โทรเลข ก็ปรับเปลี่ยนองค์กรของตัวเองให้เป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในกรณีนี้น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามแนวความคิดของสำนักวัฒนธรรมนิยม ที่มองว่าเมื่อสังคมเปลี่ยนเทคโนโลยีการสื่อสารก็เปลี่ยน

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีผลต่อการบริการทางด้านการสื่อสารของประเทศเป็นอย่างมาก เพราะมีความสัมพันธ์กับการกระจายเทคโนโลยีสารสนเทศ (อินเทอร์เน็ต) ไปยังพื้นที่ห่างไกลเช่น โครงการอินเทอร์เน็ตตำบล โครงการดาวเทียม IPSTAR และการบริการเทคโนโลยีให้สามารถทำได้ทั่วถึงมากขึ้น พร้อมๆ กับการเปลี่ยนเจ้าของจากมือรัฐไปสู่มือของเอกชน ทำให้อำนาจถูกผ่องถ่ายจากรัฐไปสู่มือของนายทุนมากขึ้น

เมื่อส่วนกลางได้กระจายความเจริญทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการกระจายอำนาจของตนเองไปยังพื้นที่ๆ การสื่อสารได้เข้าไปถึงด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี หากเทคโนโลยีที่แพร่กระจายมีความยากเกินกว่าจะเข้าใจ ก็อาจจะทำให้ไม่เกิดผลเปลี่ยนแปลงไปในทันที แต่หากเป็นเทคโนโลยีที่รับและแปลความหมายได้อย่างง่ายดาย เช่น วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง จะทำให้อำนาจในการควบคุมและถ่ายทอดค่านิยม อุดมการณ์เป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นของบทความนี้ ที่เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเช่นโทรทัศน์และวิทยุได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่ใด ค่านิยมต่างๆ ก็จะถูกสอดแทรกและนำไปติดตั้งในสมองของคนเราจนทำให้กลายเป็นรสนิยมไปในที่สุด ตามแนวคิดของสำนักโตรอนโต ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

หากมองในระดับโลก คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าประเทศไทยของเราได้รับค่านิยม วัฒนธรรม พฤติกรรม วิธีคิดจากเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ จากโลกตะวันตก และโลกตะวันออกด้วยกันมาเยอะทีเดียว ทั้งกระแสความนิยมเกาหลี กระแสความนิยมญี่ปุ่น และหลายๆ คนมีวิธีคิดแบบอเมริกัน ดำเนินชีวิตแบบอังกฤษ สิ่งเหล่านี้ล้วนติดมากับเทคโนโลยีการสื่อสารที่เราได้รับมา ทั้งจากภาพยนตร์ ข่าว เพลง ทั้งจากวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ที่เราได้บริโภคทุกๆ วัน และบางคนที่มีมุมมองว่าชาวอาหรับเป็นคนหัวรุนแรง ก็ล้วนมาจากสำนักข่าวฝั่งตะวันตกทั้งสิ้น เพราะสำนักข่าวในประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพมากพอที่จะไปทำข่าวเอง จึงต้อง "ซื้อข่าว" จากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อภาพลักษณ์ถูกบิดเบือนสำนักข่าวแห่งโลกอาหรับอัลจาซีร่าห์จึงเกิดขึ้นนั่นเอง และก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ BBC ยกเลิกการทำรายการภาคภาษาไทย แล้วหันไปทำรายการภาคภาษาอาหรับแทน

 

หากการสื่อสารเป็นอำนาจอย่างแท้จริง โจทย์ที่สำคัญของเราๆ ในระดับปัจเจกบุคคลก็คือ เราจะทำให้การสื่อสารไม่มามีอำนาจเหนือเราด้วยการรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบของบทความนี้ก็คือเราจะต้องเลือกรับสื่ออย่างมีสติ เพราะในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารพรั่งพรูเข้ามาจากรอบด้าน การคิดวิเคราะห์หรือไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปตามกระแสข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการกำหนดวาระของข้อมูลข่าวสาร (Agenda Setting) มักตกอยู่ภายใต้ของชนชั้นนำ และชนชั้นนายทุน หากชนชั้นนำและชนชั้นนายทุนเป็นคนกลุ่มเดียวกัน การกำหนดวาระข้อมูลข่าวสารก็จะง่ายมากขึ้นหลายเท่าทีเดียว ดังนั้นระดับปัจเจกบุคคลอย่างเราๆ ก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวที่คนกลุ่มนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาสถานะและผลประโยชน์ของชนชั้นตัวเองไว้ ถึงแม้จะมีผู้บอกว่า คนที่กำหนดวาระ (Agenda Setter) จะมาจาก 3 แหล่งด้วยกัน คือ ตัวสื่อมวลชน สาธารณชน และกลุ่มผู้มีอำนาจ แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าวาระที่เกิดขึ้นในสังคมแทบจะทั้งหมดเกิดจากกลุ่มผู้มีอำนาจ หรือหากเกิดจากสื่อมวลชนก็มักจะเป็นข่าวเบาหรือข่าวไร้สาระ เช่น ข่าวรักสามเส้าของหนุ่มกรรชัย เมย์เฟื่องอารมณ์ และเข็ม เท่านั้น

ดังนั้น เมื่อการสื่อสารเป็นอำนาจ เราในฐานะผู้อยู่ภายใต้อำนาจและในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ใช้อำนาจอีกเช่นกัน จึงจำเป็นจะต้องเลือกรับ และพยายามสื่อสารให้เกิดการกำหนดวาระของข่าวสารให้เป็นประโยชน์กับสภาพสังคมที่ตนอยู่ หากสื่อมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่ในการสนองตอบความต้องการและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภค เมื่อนั้นแปลว่าสื่อมวลชนได้ทรยศและกบฏต่อประชาชนทันที ครับ

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต : หากใครมีข้อเสนอแนะหรือมุมมองอื่นๆ กรุณาเสนอแนะได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

ปัจฉิมลิขิต 2 : ปอนคงจะหายไปจาวงโคจรประมาณ 1 สัปดาห์นะครับอาจไม่ได้ตอบคอมเม้นต์หรือไม่ได้ไปแวะเวียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงบล็อกต่างๆ สักเท่าไหร่ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

ปัจฉิมลิขิต 3 : ค่อยๆ อ่านกันก็ได้ครับวันละย่อหน้า ค่อยๆ ทำความเข้าใจครับ มันมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตพอสมควรทีเดียวครับ

ปัจฉิมลิขิต 4 : ใครที่ไปงานมีตติ้งเจอกันนะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แค่ scroll มาจนถึงเพจด้านล่าง ก็ง่วงแล้วครับ cry

#1 By oatato on 2007-10-25 00:14

ลอกคุณ o@@o ครับ sad smile

#2 By วัชระ on 2007-10-25 02:08

ติว Stat เปนไงมั่งครับ จําได้หรือยัง confused smile

#3 By riddler on 2007-10-25 08:19

ไหนบอกว่าคุณปอนไม่ไปไงครับ

big smile
เอ่อ หลับเป็นตายแน่เลย
ตัวหนังสือละลานตาไปโหมดดด
ยังไม่ได้อ่านเจ้าคะ ............แต่28นี้เจอกันนะคะbig smile
-- งั้นเด่วกลับมาอ่านก่อนนอนแล้วกันนะคะ

-- เพราะว่าตอนนี้ทำงานอยู่อ่ะคะ เด่วหลับไปจะแย่ อิอิ...confused smile

#7 By Evil-minded Angel on 2007-10-25 12:18

โห ขอค้างไว้ก่อนนะปอนsad smile
มึนดีเนอะ
ขอเป็นภาษาอังกฤษได้มั๊ยครับ
จะได้อ่านง่ายๆquestion

#9 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2007-10-25 17:34

อัพซะยาวเหยียด sad smile คงต้องอ่านทีละหน่อยอย่างที่ว่าละมั้ง แล้วเจอกันจ๊ะconfused smile

#10 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-10-25 21:24

คอมเมนท์ล่อแหลม ระวังโดนพี่ซ่อนนะquestion สงสัยต้องหาหมอหล่อๆมาทดลองฝังเข็มให้ปอนดูละม้าง เห็นสนใจในเรื่องนี้เหลือเกิน 555cry
- สื่อทำให้สังคมมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป เพราะสื่อใช้หลักจิตวิทยา และการสะกดจิตเข้ามาช่วย เช่น ให้ดูซ้ำๆ ป้อนข้อมูลซ้ำๆด้วยการบอกกล่าวซ้ำๆ จนคนคล้อยตาม ใครจิตอ่อน ก็ตามไปง่าย
- อีกด้านหนึ่ง สื่อก็เปลี่ยนตามสังคมที่เปลี่ยน เช่น ภาพและเสียงมีบทบาท มากกว่า สื่อด้านอื่นๆ เพราะคนอ่านหนังสือน้อยลง สังคมไม่ชอบความคิดที่ซับซ้อน การสื่ออะไรที่มีนัย จะมีปัญหา และโดนตีความ จนไม่ได้รับการนิยม
- คิดว่าอย่างนี้นะquestion

#12 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-10-26 13:02

วันนึงผ่านไป อ่านได้แค่คำเตือน sad smile

#13 By มนุษย์กล่อง on 2007-10-26 14:01

วิชาการดีจริงๆฮ่ะ...ไม่มีอะไรจะเสริมฮ่ะ question
ขอให้สอบผ่านฉลุยแล้วกัน confused smile
ไปรับ tag ด้วยนะครับ
มา
^^ กดพลาด

มา tag ถึงที่เลยอ่ะครับ
http://kengkadeng.exteen.com/20071026/tag-love-love
ว่างๆ พาไปทัวร์ พระราชวังบ้างนะครับ
เห็นชวนอยู่ในบล็อกคุณชัย อยากไปแต่ไม่มีไกด์ครับ
ได้ใช้กับวิชาชีพผมเลยครับงานนี้...
ขอรับไว้เป็นวิทยาทานมา ณ ที่นี้เลยขอรับ confused smile
แหม..ก็...คุณโอ๊ต...มาตั้งแต่ยังไม่เสร็จเลยนี่ครับ..ค่อยๆ อ่านนะครับdouble wink

คุณวัชระ...อ่านให้จบเลยนะครับเดี๋ยวปอนกลับไปจะไปสอบแท็กนายกเมื่อไหร่จะทำ

เพิ่งได้ติวเมื่อวานเองครับ...คุณโอ้...อาการดีขึ้นมามากแล้วครับ เข้าใจมากขึ้นแต่ต้องท่องก่อนสอบอีกสักรอบนึงแล้วจะเวิร์คครับdouble wink

คุณแพนด้า...ทำไมไปเชื่อเฮีย ก. ครับเฮีย ก.แกน่าเชื่อถือที่ไหนครับ ใส่ร้ายป้ายสีปอนตลอดเลยครับ

คุณอู๋...ค่อยๆ อ่านวันละย่อหน้ากำลังดีครับdouble wink

แล้วเจอกันจ้า...คุณน้องกระปุกตั้งฉ่าย...อย่าลืมอ่านด้วยนะ double wink confused smile

ปอนตั้งใจให้เป็นยานอนหลับเลยนะครับ...คุณอุ้ย...ถ้าอ่านไปหลับสบายแน่ๆ เลยครับdouble wink

พี่หมอเชน...ค้างไว้บ่อยๆ ไม่ดีนะครับ ต้องปลดปล่อยบ้างนะครับ แล้วยังไงต้องอ่านให้จบด้วยนะครับ ปอนเม้นต์อะไรล่อแหลมหรอครับcry แล้วพี่หมอเชนจะซ่อนอะไรยังไงหรอครับembarrassed เดะๆ อย่างปอนไม่เข้าใจครับsad smile big smile แต่เรื่องหาหมอหล่อๆ มาฝังเข็มปอนยินดีครับ

พี่ตุ้มเป๊ะ...อ่านให้หมดเลยนะครับ..แล้ว tag นายกเมื่อไหร่จะทำ

คุณสาวเหนือ...เอาคะแนนเต็มไปเลยครับ..ที่ปอนเขียนก็เท่าที่คุณสาวเหนือสรุปนั่นแหล่ะครับdouble wink confused smile

เฮีย ก....ครับ ทำไมนิสัยอย่างนี้ครับ..ปอนบอกให้อ่านวันละ 1 ย่อหน้า ทำไมอ่านได้แค่คำเตือนไม่เข้าเป้าเลย ทีเป้าอย่างอื่นนี่อยากเข้าไปตะคลุบเชียวนะครับ... อย่างนี้ต้องให้พี่พีมาฟัดซะแล้วนะเนี่ยะ

ขอบคุณครับ...อะศุจิ...confused smile

แหม...คุณแพนด้า...ช่างหาอะไรมาให้ปอนทำจริงๆ นะครับเนี่ยะ.. แต่อยากไปเที่ยววังจริงๆ หรอครับ แล้วเราจะเจอกันเมื่อไหร่ดีล่ะครับ ปอนพาเที่ยวได้นะ ไปกันสองต่อสองก็ดีนะครับ โดยต้องปราศจากเฮีย ก. นะครับ

เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ...คุณภูภู่...ที่มาเยี่ยมบล็อกเล็กๆ ของปอน แถมยังให้เกียรติเอาบทความของปอนไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมบอกปอนได้เลยนะครับdouble wink confused smile

#19 By ปอนปอน on 2007-10-27 10:45

สัญญาว่าจะกลับมาอ่านครับ เดี๋ยวขอตัวไปดูจูมงก่อน

#20 By Windlate on 2007-10-27 17:58

***ขอโทษด้วยครับ***
ไม่ได้ตอบคุณมนุษย์เพลงดาวศุกร์สุดหรรษาเลย คือพอดีว่ามองข้ามไปต้องขอโทษจริงๆ ครับ งั้นตอบเลยนะครับ...ปอนเกรงว่าหากเป็นภาษาอังกฤษยิ่งจะไม่รู้เรื่องไปใหญ่เลยนะครับ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่ปอนสื่อสารได้ดีที่สุดแล้วนะ... หากภาษาอังกฤษเขียนได้เหมือนกันนะครับ แต่.....จะอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า เพราะทั้ง Grammar, Tense, Vocab. จะไม่สามารถทำให้คนอ่านเข้าใจได้เลยครับ... ภาษาไทยนี่แหล่ะครับเข้าท่าสุดแล้วsad smile double wink

...น้อง Suchan. poloplow... น่าจะอ่านไว้ครับ เพราะจะทำให้มองโลกได้อีกแง่มุมนึง เป็นประโยชน์ในการเขียนดีนะครับdouble wink

#21 By ปอนปอน on 2007-10-27 23:10

น่าจะแนะนำให้ตัวเอกในเรื่องนี้
ซึ่งก็คือสื่อมวลชนให้มีโอกาสเข้ามาอ่านนะครับ

เพื่อบางสิ่งบางอย่างในบทความนี้จะช่วย"ปลุกเร้า"
จรรยาบรรณบางอย่างในใจที่หายไปนานแล้วให้
กลับคืนมาได้บ้าง ...ถ้าเคยมีมาก่อน cry

#22 By oatato on 2007-10-28 02:03

อ่านได้เฉพาะคำเตือนจริง ๆ ครับ แล้วก็ง่วง
จะกลับมาอ่านวันหลังนะครับ
ขอให้สอบผ่านครับbig smile
ขอให้เที่ยวให้สนุกด้วยครับ

มาแอบคุณกับคุณหมีเรื่องจะไปเที่ยวพระราชวัง ต้องรีบ ๆ นะครับ ถ้ามีบัตร serenade จะได้เข้าชมฟรี

#23 By CHAI on 2007-10-28 22:37


อืม ผมมันคนนอกสายตานี่เนอะ
ไม่เหมือนเฮียกล่องของคุณปอน ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

#24 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2007-10-29 13:28

จนวันนี้ผ่านไปก็อ่าได้แค่ คำเตือน อยู่ดีอ่ะครับ

#25 By มนุษย์กล่อง on 2007-10-30 11:16

ขณะนี้ ท่านกำลังรับชมหลักสูตรป.โทนิเทศผ่านดาวเทียม....open-mounthed smile

ไม่รู้สินะ ชั้นคิดว่าข่าวไอทีวีตอนมีกิตติอยู่น่าดูกว่านี้เยอะ ในขณะเดียวกันข่าวช่อง 9 ตอนที่ไม่มีกิตติน่าสนใจกว่าตอนมีกิตติ

เอ๊ะ มันยังไง

#26 By conte (203.146.136.88) on 2007-10-30 15:31

จาน โอ่ย โดนไปเลย ศูนย์จุดสองคะแนน

อิอิ

เมื่อไรเกรดจาออกค้า
ลุ้นมาก

อย่าให้พวกหนูรอเหมือนวิชา...อิอิ เลยนะคะ

ขอร้อง ให้รอนานมันปวดใจ

ปัจฉิมลิขิต .. คิดถึงอาจารย์ปอนจัง

#27 By เด็กๆเอ็มซี (222.123.172.96) on 2007-10-30 19:51

...คุณโอ๊ตครับ...คือว่า...สื่อมวลชนรู้ตัวดีครับ แต่ทำอะไรไม่ได้..เพราะเดี๋ยวไม่ได้เงินเดือนหล่ะครับ..sad smile

...คุณชัย...ปอนถามจริงๆ นะครับ เคยอ่านหมดมั่งป่ะที่บอกว่าจะกลับมาอ่านน่ะ question ส่วนบัตรเซเรเนดปอนไม่มีหรอกครับ..เพราะรังเกียจเอไอเอสอย่างที่สุดครับ จ่ายตังค์ซื้อบัตรเข้าสบายใจดีกว่าครับdouble wink เนอะคุณแพนด้าเนอะquestion

รู้ตัวก็ดีครับ...คุณมนุษย์เพลง...ถ้าอยากให้อยู่ในสายตาก็มาอยู่ในเอ็กซ์ทีนสิครับ..หรือไม่เราก็ต้องมา...กันซะหน่อย

...เฮีย ก.ครับ...เดี๋ยวปอนจะสอบปากเปล่านะครับ..ถ้ายังอ่านไม่จบสอบตกนะ

ใช่ครับ...คุณ Conte I...ปอนว่ามันดูขัดๆ ยังไงก็ไม่รู้ขาดเสน่ห์ไปเลยน่ะครับ.. รวมทั้งพี่จำเริญ รัตนตั้งตระกูลขวัญใจปอนด้วย.. ดูไม่สดใสเท่าอยู่กับ ITV เลยอ่ะครับ.. แต่ก็.....มันเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งเดี๋ยวปอนจะเขียนให้หนึ่งเอ็นทรี่เลยครับdouble wink confused smile

...เด็กๆ เอ็มซี...ที่น่ารักของอาจารย์ปอนทุกๆ ท่านจ๊ะ... อยากจะบอกว่าอาจารย์ปอนของลูกศิษย์ได้ตัดเกรด (ด้วยมือจนเกือบตายคาใบรายชื่อ) เสร็จเรียบร้อยและส่งถึงมืออาจารย์อ๋อตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม 2550 เวลา 8.45 น. ณ ห้องสำนักงานเลขานุการคณะฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อาจารย์ไม่ทราบว่าเกรดเหล่านั้นอาจารย์อ๋อจะนำลงเครื่องเมื่อไหร่นะจ๊ะquestion แต่บอกได้คร่าวๆ ว่ามีเกรดตั้งแต่ A ถึง F เลยทีเดียวเชียว A 2 คน ส่วน F 1 คน ขอบอกว่า..อาจารย์ได้ช่วยถึงที่สุดแล้วแต่เนื่องจากความโดดของคะแนนทำให้ต้องมี D และ F อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จ๊ะdouble wink big smile

#28 By ปอนปอน on 2007-10-30 21:29

เนื้อหาสาระแน่นมากมายจนล้นเหลือเกินจะรับไหว...

คุณน้องปอน ใครมาหาเรื่องบอกมาเลย เดี๋ยวซัดให้เอง ว่าแต่ว่า ถ้าเป็นนายกล่องคนนั้น ปล่อยแกไปเหอะ ไล่ให้ไปอัพเอ็นทรี่ก็ไม่ค่อยไป เฮ้อ tongue

ปล. จากเอ็นทรี่นี้ทำให้ผมได้พบสัจธรรมที่ว่า....









Scroll เท่านั้นที่ช่วยท่านได้ เอิ้กๆๆๆๆ question

#29 By -Press F5- on 2007-10-30 21:46

เห็นแล้วไม่อยากอ่านเลยอ่ะ

แปะไว้ก่อนได้ป่ะ

(ได้ข่าวว่าแปะมาเกือบอาทิตย์แล้ว่ะ)sad smile
ตกลงเมื่อคืนได้ดูพระจันทร์ป่าวว??

#30 By Luna~ on 2007-10-30 23:27

คุณนายน้องขา กลับมาแล้วชิมิคะ กลับมาก็ไปกัด
ดิฉันเลยนะคะ ใครคะเก็บกด เดี๋ยวแม่ก็หายไปอีก
รอบ แล้วกลับมาเบิ้ลเรื่องอีกสิบเท่า ดีไหมคะ
คุณนายน้องconfused smile

#31 By มายเดียร์ on 2007-10-31 07:51

คนที่รังแกปอนได้ก็มีคนๆ นั้นเพียงคนเดียวแหล่ะครับ...พี่พี...ชอบกัด ชอบใส่ร้ายปอนอยู่ตลอดเลยครับ เห็นเฮีย ก. เค้าบอกว่าวิธีที่จะจัดการกับเค้าได้มีวิธีการเดียวคือต้องให้พี่พีเอาเจี๊ยวไปฟาดปากเค้าน่ะครับ

...คุณน้องลูน่า...ใครจะไปดูพระจันทร์ดวงเดียวกับหล่อนยะ..ชั้นมัวแต่มองผู้ชายตึกข้างๆ

...คุณนายแอ๋วที่เคารพเทิดทูนบูชา...ถ้าคุณนายพี่หายไปอีกนังน้องคนนี้คงจะตามอ่านไม่ทันเป็นแน่แท้ เพราะขนาดคุณนายพี่อัพเป็นพลังม้าขนาดนี้คุณน้องยังตามไม่ทัน หากหายไปแล้วกลับมาอัพพลังช้างคุณน้องคงต้องเลิกทำมาหากินมานั่งอ่านบล็อกคุณนายพี่อย่างเดียวเป็นแน่แท้ question confused smile

#32 By ปอนปอน on 2007-10-31 23:07

ขอบคุณที่มาชมบลอคของผมครับ
Entry ที่คุณเขียนผมจะค่อยๆ อ่านนะ (ยาวดีจัง) big smile big smile

#33 By CHAN on 2007-11-01 12:18

ตายจริง คุณพระช่วย มีคนติดเอฟด้วย

#34 By conte (203.146.136.88) on 2007-11-01 16:04

เปลี่ยนธีมได้แล้วครับคุณปอน

#35 By มนุษย์กล่อง on 2007-11-01 17:44

ไม่เป็นไรครับ...คุณ CHAN...เราจะได้ติดตามผลงานของกันและกันต่อไปนะครับ

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ...คุณ Conte I...สมน้ำหน้ามันครับ

ยังทำไม่เป็นเลยครับ...เฮีย ก.ที่รักของคนอื่น...เอาแค่เขียนเอ็นทรี่ให้ได้ก่อนครับ

#36 By ปอนปอน on 2007-11-01 21:52

เข้ามาดูขบวนเรือบ้าง เสียดายที่ไม่ได้ไปบินวันที่ 26 ครับ อิอิ

รูปแสงดูแปลกไปนิด ไม่งั้นน่าจะสวยครับ แต่ขนาดนี้
ยังถ่ายให้ชัดได้ ถือว่าโอเคเลยครับbig smile

#37 By @ri on 2007-11-03 16:48

ดีจัง

#38 By noname (124.157.238.210) on 2009-06-11 18:18

ขอคุณค่ะ ขอนำข้อมูลไปทำรายงานหน่อยนะค่ะ

#39 By นศ.ป.โท (58.9.185.61) on 2009-10-15 14:26


บทความนี้นาสนใจจริงๆ และพี่คิดวาเปนไปไดดวย

#40 By พี่ปุ่น (203.185.130.105) on 2009-10-26 11:10

free counters