การสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
posted on 24 Oct 2007 23:54 by sloppythinking in Communication***คำเตือน เอ็นทรี่นี้ค่อนข้างวิชาการ***
เนื่องจากเจ้าของบล็อกทบทวนความรู้เพื่อไปสอบ
เหมาะสำหรับคนที่มีอาการนอนไม่หลับ
ถ้าอ่านก่อนนอนจะทำให้นอนหลับแทบจะในทันทีครับ
การสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
แนวความคิด
ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18-19 การเปลี่ยนแปลงสังคมและการผลิตแบบเกษตรกรรม (Agriculturalization) มาสู่การเป็นสังคมที่เน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรมโดยให้ความสำคัญกับระบบทุน หรือระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrialization) สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป ด้วกฮาร์มและโทนี่ (Durkheim and Tonnies) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสและเยอรมันได้สร้างทฤษฎีสังคมมวลชน (Mass Society Theory) เพื่ออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมในช่วงเวลานั้นโดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมือง และสังคมชนบทขึ้นมา
โดยทั้งสองมองว่าสภาพของสังคมเมืองและชนบทมีความแตกต่างกันในด้านชีวิตความเป็นอยู่โดยในสภาพสังคมชนบทจะมีการดำเนินชีวิตที่เกาะเกี่ยวร้อยรัดกัน เสมือนประหนึ่งเป็นฟันเฟืองของเครื่องจักรที่มีการทำงานสอดประสานกัน โดยโทนี่ได้มองว่าสังคมชนบทมีความเข้มแข็งจากความสัมพันธ์ของคนชุมชนมากกว่าสังคมเมือง การดำเนินชีวิตถูกตัดสินด้วยกรอบความคิดของคนส่วนใหญ่ ทำให้มีการควบคุมการดำเนินชีวิตไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางที่สังคมกำหนด ดำเนินชีวิตภายใต้ปทัสฐาน (norm) ของสังคม ทำให้มีภูมิคุ้มกันมากกว่าการตัดสินใจคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวดังเช่นสังคมเมือง
แต่ด้วกฮาร์มกลับมองว่า สังคมชนบทเป็นความสัมพันธ์แบบสังคมเครื่องจักร (Mechanical Solidarity) ที่แต่ละคนต่างก็ทำงานตามหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นโดยไม่ได้มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ในสังคมเมืองเป็นการทำงานแบบอวัยวะในร่างกาย (Organic Solidarity) ของมนุษย์ที่แต่ละเซลล์มีการทำงานสอดประสานกัน ทำงานตามที่ตัวเองถนัด สามารถทำตามที่ใจตัวเองต้องการได้ แต่ภายหลังเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากๆ เกิดกรณีการฆ่าตัวตายในสังคมเมืองเพิ่มมากขึ้นด้วกฮาร์มจึงค่อยๆ เปลี่ยนความคิดว่าสังคมเมืองเป็นสังคมที่ป่วย และระบบก็จะสามารถหาทางรักษาได้ด้วยตัวของมันเอง
สภาพสังคมทั้งสองแบบนี้ต่างก็ดำเนินอยู่ในทวีปยุโรปและได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ โดยสื่อมวลชน (ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงหนังสือพิมพ์อย่างเดียว) ถูกมองว่าเป็นตัวเร่งการทำให้สังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมืองไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นแล้วยังเป็นเครื่องมือของระบอบนายทุนในการควบคุมสังคมอีกด้วย และทำให้วัฒนธรรมชั้นสูงตกต่ำลงด้วยการนำมาผลิตซ้ำและเผยแพร่ไปยังมวลชนอีกด้วย จากเดิมที่ถูกจำกัดอยู่ในชนชั้นของผู้นำเท่านั้น (Elite)
คาร์ล มาร์ก (Karl Marx) มองถึงการที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมว่า ชนชั้นนายทุนต่างทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาประโยชน์ของชนชั้นของตนเองเท่านั้น และสื่อมวลชนก็เป็นเครื่องมือหนึ่งของนายทุนที่จะรักษาผลกำไร และสิทธิของชนชั้นตัวเองไว้โดยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นผลทางด้านดีต่อตนเอง โดยใช้วิธีการสร้างอุดมการณ์และ "วัฒนธรรมของตน" ครอบงำคนในสังคมโดยใช้อำนาจเศรษฐกิจควบคุมอุดมการณ์ทั้งหมดของสังคม ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy Theory) จึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการทำนายว่า ในอนาคตสื่อมวลชนจะมีการกระจุกตัวของสื่อ (Media Concentration) ในโลกจะมีเจ้าของเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้น การควบรวมสื่อจะมีมากขึ้น (Megaconglomerate) อาทิ ในบริษัทเดียวกันมีทั้งโทรทัศน์ วิทยุ โทรคมนาคม อยู่ในมือ และในที่สุดกิจการสื่อมวลชนก็จะถูกแปรรูปจากการเป็นกิจการของรัฐไปสู่การเป็นองค์กรเอกชนแบบเต็มรูปแบบ (Privatization) และผ่อนคลายระบบการควบคุมกันมากขึ้น (Deregulation) แต่ทั้งหมดก็คือการตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มทุน เพื่อผลประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
อ่านทฤษฎีแล้วย้อนดูตัว
สภาพสังคมไทยในปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามวิถีชีวิตกระแสหลักที่ถูกถ่ายทอดมาจากประเทศเจ้าของวิธีคิดแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมทั้งหลาย สภาพในสังคมของไทยในอดีตยังคงเป็นแบบสังคมชนบท (Folk Society) ตามแนวคิดของโทนี่และด้วกฮาร์ม ถึงแม้ว่าแนวความคิดทั้งสองคนดูเหมือนว่าแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการมองคนละด้านตามทัศนคติของแต่ละคนแต่เนื้อหาสาระโดยรวมมีนัยยะที่เหมือนกันคือความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของสังคมชนบทที่อยู่กันด้วยกฎ ระเบียบ วัฒนธรรม ประเพณี ของท้องถิ่น คนส่วนใหญ่มักตัดสินใจภายใต้ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาด้วยปัจจัยดังกล่าว นอกนั้นแล้วสังคมในชนบทของไทยยังมีความสัมพันธ์ที่เหนือกว่าการเป็นผู้ร่วมสังคมเดียวกัน เพราะคนในชุมชนมักเป็นเครือญาติที่รู้จักกันมานาน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันอย่างจริงใจเพราะบทบาทหน้าที่ของความเป็นเครือญาติเป็นกรอบที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและความสัมพันธ์ที่แนบแน่น
แต่เมื่อสภาพสังคมแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมได้ถูกนำเข้ามา การผลิตแบบพอกิน พอใช้ พอขายก็เปลี่ยนไป การผลิตทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมุ่งเน้นไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายให้มวลชน (Mass Product) คนในสังคมชนบทก็ผันตัวเองจากการเป็นผู้ผลิตในสังคมแบบเกษตรกรรม ไปสู่การเป็นแรงงานในสังคมอุตสาหกรรมที่อยู่ในแหล่งการผลิตที่มักจะตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ การโยกย้ายของประชากรทำให้เกิดสังคมเมือง (Urbanization) ที่เป็นแหล่งรวมของผู้คนจากสังคมชนบทที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนที่มารวมกันอยู่ในสังคมเมืองต่างผูกพันกันจากภาระหน้าที่ของแต่ละคน การทำงานก็ทำเป็นของใครของมัน เราจะเห็นว่าคนในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฯลฯ มักมาอยู่เพื่อการทำงานตามที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมาเฉพาะด้าน ตามความเชี่ยวชาญของตัวเองและมักที่จะอยู่คนเดียว การตัดสินใจจึงเป็นอำนาจของตนเองโดยสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างกับเมื่อตอนที่อยู่ชนบทการตัดสินใจการจะทำอะไรมักอยู่ภายใต้การแนะนำจากผู้ใหญ่ หรือขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน
ความเปลี่ยนแปลงทางด้านวิธีคิดและพฤติกรรมของคนไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น สังคมในชนบทก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้แตกต่างไปจากเมืองใหญ่สักเท่าไรนัก แต่การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปช้ากว่าในสังคมเมือง เพราะความสัมพันธ์แบบเครือญาติยังคงอยู่ สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงของประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่อดีต เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว ก็เปลี่ยนมาสู่การรับจ้างเกี่ยวข้าว และในที่สุดก็ได้รับนวัตกรรมรถเกี่ยวข้าวเข้ามาแทนที่กำลังคน การพูดคุยกันยามเย็นหน้าบ้านก็เป็นการพูดคุยกันในที่ประชุมของชุมชนซึ่งเป็นทางการมากขึ้น หรือความบันเทิงที่เคยได้จากการละเล่นพื้นบ้านก็หันมาเสพย์จากสื่อมวลชนแทน
การแต่งรถซิ่งของเด็กวัยรุ่นก็เป็นความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมการให้ความสำคัญกับวัตถุและภาพลักษณ์ รวมทั้งการรักสวยรักงามมากกว่าการทำงานช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากสภาพสังคมชนบท ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปแบบสังคมเมืองมากขึ้น ค่านิยมในการตัดสินใจด้วยตัวเองโดยไม่ได้คิดถึงขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดการต่อๆ มากำลังแพร่ขยายออกไป
แต่คนในสังคมเมืองล้วนเรียกร้องความสงบ และเหนื่อยหน่ายจากการดำเนินชีวิตในสภาพสังคมที่วุ่นวายของเมืองใหญ่ สังเกตได้จากวันหยุดยาวที่คนที่อยู่ในเมืองใหญ่ต่างหลั่งไหลกันออกนอกเมืองเพื่อหนีความแออัดวุ่นวายที่ได้รับอยู่ทุกวัน สภาพคนในอยากออกคนนอกอยากเข้ากำลังเป็นอยู่ในประเทศไทย และน่าจะยังคงเป็นอยู่ไปอีกนาน
แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ เพราะอะไร และทำไมจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
บทบาทเทคโนโลยีการสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
จำเลยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอันดับหนึ่งในสายตาของนักการสื่อสาร คงจะหนีไม่พ้น "สื่อมวลชน" (Mass Media) ตามความคิดตามทฤษฎีสังคมมวลชน และเศรษฐศาสตร์การเมือง สื่อมวลชนถือเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นให้สภาพสังคมชนบทเปลี่ยนแปลงไปเป็นสภาพสังคมเมือง หากมองถึงบริบทของพฤติกรรมโดยตัดเรื่องสภาพทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่นออกไป พฤติกรรมของคนในเขตพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองก็เริ่มที่จะคล้ายกับคนที่ใช้อยู่ในเมืองมากขึ้นทุกทีเห็นได้จากตัวอย่างที่กล่าวไปแล้ว และเมื่อพิจารณาขึ้นไปอีกถึงความเป็นตัวแทนของสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อยู่ในสังคมก็คงต้องมองว่าสื่อมวลชนทำหน้าที่เพื่อสังคม กลุ่มนักการเมือง หรือกลุ่มนายทุน คำตอบคงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
แต่บทบาทในการสื่อสารของสื่อมวลชนคงจะหลีกหนีไม่พ้นเรื่องของ "อำนาจ" หลายคนคงเคยได้ยินว่าการสื่อสารคืออำนาจ ใครก็ตามที่สามารถสื่อสารได้รวดเร็ว กว้างขวาง เข้าถึง คนจำนวนมากได้เท่าไหร่ คนผู้นั้นก็ย่อมจะมีอำนาจมากเท่านั้น เรื่องเหล่านี้นักการตลาดน่าจะเป็นผู้เข้าใจได้มากที่สุด เพราะหากการสื่อสารสามารถเข้าถึงในระดับปัจเจกบุคคลได้รวดเร็วเท่าไหร่ นั่นเท่ากับว่ากระบวนการสร้างความหมายและการโน้มน้าวใจได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นการจะชักจูงให้เกิดพฤติกรรม หรือการสร้างทัศนคติ อุดมการณ์ย่อมถูกแฝงไปในการสื่อสารเหล่านั้นด้วย
สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่จะนำพาอุดมการณ์ ทัศนคติที่ถูกปรุงแต่งแทรกอยู่ในเนื้อหาของสื่อมวลชนได้แนบเนียนเป็นอย่างดี นั่นก็คือ เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology) นับตั้งแต่ยุคแห่งวัฒนธรรมการพูด (Oral Culture) ที่เห็นเด่นชัดได้ในยุคกรีกที่มักจะใช้วิธีการพูดในที่สาธารณะเป็นเครื่องมือในแพร่กระจายอำนาจไปสู่คนอื่นๆ คนที่พูดในที่สาธารณะก็คือผู้นำนั่นเอง เมื่อโรมันเริ่มเข้ายึกครองกรีก ก็ได้เผยแพร่วัฒนธรรมการเขียน (Written Culture) ทำให้สามารถเผยแพร่แนวความคิด อุดมการณ์ และการควบคุมได้กระจายออกไปจากการเขียนใส่ในกระดาษ โดยอาศัยการเคลื่อนย้ายข้อมูลข่าวสารด้วยม้าเร็ว
เมื่อกูเต็นเบิร์กผลิตแท่นพิมพ์ และสามารถพิมพ์คัมภีร์ไบเบิลได้ในปี ค.ศ. 1453 ตั้งแต่นั้นจึงถือว่าเป็นการเริ่มต้นของยุคแห่งวัฒนธรรมการพิมพ์ ด้วยการผลิตแบบอุตสาหกรรมทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ได้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทำได้กว้างไกล และข้อมูลข่าวสารค่อนข้างคงทนสามารถอ่านซ้ำใหม่ๆ ได้หลายครั้ง แต่เทคโนโลยีการสื่อสารที่มาควบคู่กับการเกิดขึ้นของไฟฟ้าก็เริ่มเกิดขึ้นมาใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก จนในกระทั่งเกิดยุคใหม่ของเทคโนโลยีการสื่อสารในศตวรรษที่ 19 นั่นก็คือยุควัฒนธรรมอิเลคทรอนิกส์ จนถึงปัจจุบัน
ในแต่ละช่วงของวัฒนธรรมของเทคโนโลยีการสื่อสารก็มีผลต่อสังคมในระดับที่แตกต่างกันออกไปตามศักยภาพของตัวสื่อ (Media) ที่ชนชั้นนายทุนจะเป็นผู้ออกแบบ มีน้อยคนนักที่จะสังเกตว่าในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลมาสู่ผู้คนนั้นมาจากแหล่งข่าวหรือสำนักข่าวเพียงไม่กี่แหล่งเท่านั้น และสำนักข่าวที่สำคัญของโลกมักอยู่ในฝั่งตะวันตก ทั้งในรูปแบบของสื่ออิเลคทรอนิกส์ และสื่อสิ่งพิมพ์ที่ต่างก็ได้รับข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม เช่น ค่านิยมการสะสมวัตถุ ค่านิยมการแต่งตัว ค่านิยมการดำเนินชีวิต อุดมการณ์ เช่น อุดมการณ์ประชาธิปไตย ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนติดสอยห้อยตามมากับเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีการสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ในการมองความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีการสื่อสารกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีแนวคิดแบ่งออกเป็น 2 ขั้วใหญ่ๆ สำนักโตรอนโต (Toronto School) มองว่า เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคม ส่วนสำนักวัฒนธรรมนิยม (Culturalism) มองว่าสังคมเปลี่ยนแปลงต่างหากถึงจะเลือกเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ ทั้งสองสำนักนี้แยกตัวออกมาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ตามแนวคิดของ มาร์ก (Marxism)
เมื่อมองดูสังคมไทย
หากวิเคราะห์บริบทของสังคมไทยจะเห็นว่า แนวคิดของสำนักโตรอนโต และแนวคิดจากสำนักวัฒนธรรมนิยม สามารถนำมาใช้อธิบายการรับเทคโนโลยีการสื่อสารของไทยได้ดี
การทำความเข้าใจง่ายๆ บนความคิดที่ว่า "การสื่อสารคืออำนาจ" จะเห็นว่าบ่อยครั้งที่สังคมไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การสื่อสารก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในสมัยดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี รูปแบบการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนได้เปลี่ยนไป จากที่ทำข่าวประเภทขุดคุ้ยการทุจริต ก็เปลี่ยนมาทำข่าวเพียงการนำเสนอภารกิจ และนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น รวมถึงโครงสร้างทางการสื่อสารของประเทศก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกันจากเดิมที่เป็นของรัฐก็ปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นเอกชน ด้วยการแปรรูป (Privatization) เช่น องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) การสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็น บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ องค์การโทรศัพท์ ก็เป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แม้แต่องค์กรการสื่อสารดั้งเดิมอย่างกรมไปรษณีย์โทรเลข ก็ปรับเปลี่ยนองค์กรของตัวเองให้เป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในกรณีนี้น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามแนวความคิดของสำนักวัฒนธรรมนิยม ที่มองว่าเมื่อสังคมเปลี่ยนเทคโนโลยีการสื่อสารก็เปลี่ยน
การปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีผลต่อการบริการทางด้านการสื่อสารของประเทศเป็นอย่างมาก เพราะมีความสัมพันธ์กับการกระจายเทคโนโลยีสารสนเทศ (อินเทอร์เน็ต) ไปยังพื้นที่ห่างไกลเช่น โครงการอินเทอร์เน็ตตำบล โครงการดาวเทียม IPSTAR และการบริการเทคโนโลยีให้สามารถทำได้ทั่วถึงมากขึ้น พร้อมๆ กับการเปลี่ยนเจ้าของจากมือรัฐไปสู่มือของเอกชน ทำให้อำนาจถูกผ่องถ่ายจากรัฐไปสู่มือของนายทุนมากขึ้น
เมื่อส่วนกลางได้กระจายความเจริญทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการกระจายอำนาจของตนเองไปยังพื้นที่ๆ การสื่อสารได้เข้าไปถึงด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี หากเทคโนโลยีที่แพร่กระจายมีความยากเกินกว่าจะเข้าใจ ก็อาจจะทำให้ไม่เกิดผลเปลี่ยนแปลงไปในทันที แต่หากเป็นเทคโนโลยีที่รับและแปลความหมายได้อย่างง่ายดาย เช่น วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง จะทำให้อำนาจในการควบคุมและถ่ายทอดค่านิยม อุดมการณ์เป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นของบทความนี้ ที่เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเช่นโทรทัศน์และวิทยุได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่ใด ค่านิยมต่างๆ ก็จะถูกสอดแทรกและนำไปติดตั้งในสมองของคนเราจนทำให้กลายเป็นรสนิยมไปในที่สุด ตามแนวคิดของสำนักโตรอนโต ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
หากมองในระดับโลก คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าประเทศไทยของเราได้รับค่านิยม วัฒนธรรม พฤติกรรม วิธีคิดจากเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ จากโลกตะวันตก และโลกตะวันออกด้วยกันมาเยอะทีเดียว ทั้งกระแสความนิยมเกาหลี กระแสความนิยมญี่ปุ่น และหลายๆ คนมีวิธีคิดแบบอเมริกัน ดำเนินชีวิตแบบอังกฤษ สิ่งเหล่านี้ล้วนติดมากับเทคโนโลยีการสื่อสารที่เราได้รับมา ทั้งจากภาพยนตร์ ข่าว เพลง ทั้งจากวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ที่เราได้บริโภคทุกๆ วัน และบางคนที่มีมุมมองว่าชาวอาหรับเป็นคนหัวรุนแรง ก็ล้วนมาจากสำนักข่าวฝั่งตะวันตกทั้งสิ้น เพราะสำนักข่าวในประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพมากพอที่จะไปทำข่าวเอง จึงต้อง "ซื้อข่าว" จากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อภาพลักษณ์ถูกบิดเบือนสำนักข่าวแห่งโลกอาหรับอัลจาซีร่าห์จึงเกิดขึ้นนั่นเอง และก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ BBC ยกเลิกการทำรายการภาคภาษาไทย แล้วหันไปทำรายการภาคภาษาอาหรับแทน
หากการสื่อสารเป็นอำนาจอย่างแท้จริง โจทย์ที่สำคัญของเราๆ ในระดับปัจเจกบุคคลก็คือ เราจะทำให้การสื่อสารไม่มามีอำนาจเหนือเราด้วยการรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบของบทความนี้ก็คือเราจะต้องเลือกรับสื่ออย่างมีสติ เพราะในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารพรั่งพรูเข้ามาจากรอบด้าน การคิดวิเคราะห์หรือไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปตามกระแสข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการกำหนดวาระของข้อมูลข่าวสาร (Agenda Setting) มักตกอยู่ภายใต้ของชนชั้นนำ และชนชั้นนายทุน หากชนชั้นนำและชนชั้นนายทุนเป็นคนกลุ่มเดียวกัน การกำหนดวาระข้อมูลข่าวสารก็จะง่ายมากขึ้นหลายเท่าทีเดียว ดังนั้นระดับปัจเจกบุคคลอย่างเราๆ ก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวที่คนกลุ่มนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาสถานะและผลประโยชน์ของชนชั้นตัวเองไว้ ถึงแม้จะมีผู้บอกว่า คนที่กำหนดวาระ (Agenda Setter) จะมาจาก 3 แหล่งด้วยกัน คือ ตัวสื่อมวลชน สาธารณชน และกลุ่มผู้มีอำนาจ แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าวาระที่เกิดขึ้นในสังคมแทบจะทั้งหมดเกิดจากกลุ่มผู้มีอำนาจ หรือหากเกิดจากสื่อมวลชนก็มักจะเป็นข่าวเบาหรือข่าวไร้สาระ เช่น ข่าวรักสามเส้าของหนุ่มกรรชัย เมย์เฟื่องอารมณ์ และเข็ม เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อการสื่อสารเป็นอำนาจ เราในฐานะผู้อยู่ภายใต้อำนาจและในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ใช้อำนาจอีกเช่นกัน จึงจำเป็นจะต้องเลือกรับ และพยายามสื่อสารให้เกิดการกำหนดวาระของข่าวสารให้เป็นประโยชน์กับสภาพสังคมที่ตนอยู่ หากสื่อมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่ในการสนองตอบความต้องการและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภค เมื่อนั้นแปลว่าสื่อมวลชนได้ทรยศและกบฏต่อประชาชนทันที ครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต : หากใครมีข้อเสนอแนะหรือมุมมองอื่นๆ กรุณาเสนอแนะได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ
ปัจฉิมลิขิต 2 : ปอนคงจะหายไปจาวงโคจรประมาณ 1 สัปดาห์นะครับอาจไม่ได้ตอบคอมเม้นต์หรือไม่ได้ไปแวะเวียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงบล็อกต่างๆ สักเท่าไหร่ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
ปัจฉิมลิขิต 3 : ค่อยๆ อ่านกันก็ได้ครับวันละย่อหน้า ค่อยๆ ทำความเข้าใจครับ มันมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตพอสมควรทีเดียวครับ
ปัจฉิมลิขิต 4 : ใครที่ไปงานมีตติ้งเจอกันนะครับ

แท็กนายกเมื่อไหร่จะทำ
เดะๆ อย่างปอนไม่เข้าใจครับ
คือพอดีว่ามองข้ามไปต้องขอโทษจริงๆ ครับ งั้นตอบเลยนะครับ...ปอนเกรงว่าหากเป็นภาษาอังกฤษยิ่งจะไม่รู้เรื่องไปใหญ่เลยนะครับ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่ปอนสื่อสารได้ดีที่สุดแล้วนะ... หากภาษาอังกฤษเขียนได้เหมือนกันนะครับ แต่.....จะอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า เพราะทั้ง Grammar, Tense, Vocab. จะไม่สามารถทำให้คนอ่านเข้าใจได้เลยครับ... ภาษาไทยนี่แหล่ะครับเข้าท่าสุดแล้ว
#1 By oatato on 2007-10-25 00:14