รายงานการเดินทางเข้าพระนคร 25-30 ต.ค. 50
posted on 01 Nov 2007 21:56 by sloppythinking in Liveกลับมาบ้านแล้วครับ (ได้สักพักใหญ่ๆ อิอิ) แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสมาเขียนสักที เพราะตั้งแต่กลับมาบ้านยังไม่ได้อยู่นิ่งๆ เลยครับ กลับมาก็ต้องเตรียมไปเปิดคอร์ส แต่...สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพราะอาจารย์ในทีมพ่ายแพ้ต่อสังขารที่ร่วงโรยทำให้ต้องสับเปลี่ยนลำดับการสอนจากที่ปอนต้องเป็นคนที่สองเปลี่ยนมาเป็นคนแรกโดยรู้ตัวล่วงหน้าไม่ถึง 24 ชั่วโมงโชคดีที่ยังมีของเก่าไว้หากินทำให้วันนี้รอดมาได้อย่างหวุดหวิดครับ
อย่างที่ได้กราบแนบอกท่านผู้มีอุปการะคุณไปแล้วว่าปอนได้เดินทางเข้าพระนครเมื่อวันที่ 25 -30 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ไม่เคยคิดว่าการเข้าพระนครครั้งนี้จะมีภารกิจที่แน่นเอียดขนาดนี้ครับ... ซึ่งแต่ละภารกิจล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตทีเดียวครับ ทำให้ไม่สามารถเก็บงำไว้คนเดียวได้ต้องมาป่าวประกาศให้โลกรู้กันสักหน่อยครับ.. มาเริ่มกันเลยแล้วกันนะครับ
วันที่ 25 ตุลาคม
เวลา 09.00 น.
เริ่มเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยฯ เพราะเข้าไปส่งเกรดกับขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสูงยิ่งก่อนเดินทางครับ
เวลา 12.30 น.
เดินทางถึงบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หลังจากค่อยๆ หาเนื่องจากไม่ได้ไปมานานครับ กลัวหลงจะแย่ ถือว่าเป็นการเริ่มภารกิจแรกของการเดินทางเข้าพระนครครับ
เวลา 13.00 น.
ได้เข้าพบกับคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่) บรรณาธิการอาวุโสของมติชน ที่ให้ความเมตตากรุณาเป็นอย่างมาก ช่วยเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์พร้อมๆ กับเป็นที่ปรึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์ให้ด้วย ก่อนหน้าที่จะถึงเวลาพบปอนได้ซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือของมติชน สองเล่มด้วยกันครับ หนึ่งในนั้นคือหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดที่คุณบุญเลิศ ช้างใหญ่ได้เขียนเรื่อง "วาทกรรม กำมะลอ" ลองซื้อมาอ่านกันนะครับ.. ไม่ใช่หนังสือที่วิชาการจ๋า แต่ได้มุมมองสื่อมวลชนที่แตกต่างออกไปอย่างแน่นอน อ่านเพลินๆ อ่านสนุกครับ... พร้อมกับคุณบุญเลิศ ได้กรุณาเซ็นต์หนังสือให้ด้วยครับ กรี๊ดดดดมากๆๆ ครับ
เวลา 16.00 น. เข้าเช็คอินที่โรงแรม พร้อมๆ กับรอเวลานัดกับใครบางคนที่เซ็นทรัลเวิร์ลครับ
เวลาทุ่มกว่าๆ ก็ได้เวลานัดและได้พบกับคนๆ นั้นไปกินฟูจิกันครับ แต่กินกันน้อยมากๆ ครับ เม้าท์กันจนเป็นที่พอใจห้างก็ปิดไล่พอดีครับ เลยต่างแยกย้ายกันกลับ
วันที่ 26 ตุลาคม
เวลา 10.00 น.
นัดกับลูกนอกไส้ ที่กำลังเรียนคณิตศาสตร์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องขอขอบคุณคุณลูกมากๆ ที่ช่วยให้แม่คลายเครียดไปได้ แต่ขอบอกว่า..มันไม่ได้ออกอย่างที่เราติวกันเลยคุณลูก
ให้ช่วยติววิชาสถิติให้เพื่อให้ในการสอบประมวลในวันจันทร์ ที่ 29 ที่กำลังจะถึง ซึ่งถือว่าเป็นการสอบประมวลครั้งที่สองในชีวิตแล้วครับ เพราะครั้งแรกไม่ผ่าน
ถ้าสอบ 3 ครั้งไม่ผ่านต้องโดนไล่ออกพ้นสภาพนักศึกษาครับ ติวกันอยู่สักสองสามชั่วโมงได้ก็ถึงเวลาที่รอคอยครับ
เวลา 13.30 น.
ไปที่ศาลาริมน้ำในมหาวิทยาลัยฯ เพื่อจับจองที่เพื่อรอดูการซ้อมใหญ่กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครับ ตอนที่ไปถึงเรือของกองทัพเรือกำลังลากเรือต่างๆ เพื่อไปตั้งขบวนที่ท่าวาสุกรีครับ
นั่งคุยกับลูกนอกไส้แทบจะตบกันตาย มองผู้ชายคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยๆ หิวก็หิวเพราะยังไม่ได้กินอะไรตอนกลางวันเลยกลัวลุกแล้วจะเสียม้า ทั้งๆ ที่ศาลาท่าน้ำอยู่ติดกับโรงอาหารแท้ๆ แต่ก็ไม่กินซะงั้น จนในที่สุดเวลาที่ใฝ่ฝันและรอคอยอย่างที่สุดก็มาถึงครับ
เวลา 15.30 น.
กระบวนพยุหยาตราเริ่มมาถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ภาพอาจไม่สวยนะครับเพราะแสงไม่ดีเลย มืดทึมตลอด แถมยังมีฝนตกปรอยๆ และกล้องที่ใช้เป็นกล้องดิจิตอลธรรมดาๆ อีกด้วยครับ แต่มีปรากฏการณ์ที่น่าขนลุกคือ เมื่อเรือสุพรรณหงส์เคลื่อนมา แสงแดดก็ลอดออกมาจากเมฆเหนือโรงพยาบาลศิริราชสะท้อนกับน้ำระยิบระยับเลยครับ (ของเค้าแรงจริงๆ)
เวลา 18.00 น.
หลังจากที่แรงเริ่มหดหายไปจากการแออัดยัดทะนานอยู่ในท่าพระจันทร์เพื่อรอเวลาให้เรือข้ามฟากเปิดดำเนินการได้ เพราะแม่น้ำปิดเพื่อให้เรือของทหารเรือลากเรือทั้งหมดกลับไปเก็บ ก็ได้เวลาข้ามฝั่งไปกินอาหารที่ร้านประจำนั่นก็คือร้าน Ta-Ling Bar ที่ตั้งอยู่ริมชิดติดแม่น้ำทีเดียวครับ พอไปถึงก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้นั่นก็คือ... น้ำท่วมร้านครับเพราะน้ำขึ้นมาก
แต่ด้วยความมุ่งมั่นอยากกินอย่างถึงที่สุด จึงไม่ยั่นแม้คลื่นซัดร้านดังโครมๆ สั่นไหวไปทั้งร้าน ก็ยังคงนั่งกินอยู่บนพื้นที่ยกขึ้นเล็กน้อยต่อไป เมนูในวันนั้นมีดังนี้
- ปลากระพงนึ่งมะนาว
- ยำทะเลติดอวน
- ต้มยำปลาหมึก
- หมูมะนาว
- ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
- ข้าวผัดไข่เค็มอีกคนละ 1 จาน
ตอนที่สั่งเด็กที่จดรายการอาหารถามว่ามากันกี่คนครับพี่ ปอนจึงตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า มากัน 2 คนไม่ขาดไม่เกิน เด็กคนนั้นก็ยิ้มแบบทึ่งในความสามารถของอีสองคนนี้ ปอนจึงพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่า น้องพี่กินหมดจริงๆ ไม่เชื่อหรอ มันก็ไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มอย่างเดียว จากรายการอาหารทั้งหมด ท่านเชื่อหรือไม่ว่าหมดไปเพียง 670 กว่าบาทเท่านั้นเองครับ
วัน เสาร์ ที่ 27 ตุลาคม
ตอนแรก.. นัดกับคนๆ นั้นไว้ว่าจะเจอกัน แต่ด้วยงานที่รัดตัวของเขาทำให้ไม่ได้เจอกัน ปอนก็ไม่มีโปรแกรมจะออกไปไหนจึงนอนอ่านหนังสืออยู่ที่โรงแรมโดยก้าวออกจากห้องแม้แต่มิลลิเมตรนึงครับ
วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม
วันนี้เป็นวันที่มีความสุขอีกวันนึงครับ เนื่องจากได้เจอกับคนที่เป็นเพื่อนพิเศษที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 7 เดือน ทั้งๆ ที่คุยกันทุกสัปดาห์แต่ก็ไม่สามารถเทียบเท่ากับการเจอหน้าตัวเป็นๆ นะครับ นัดกันตั้งแต่ 9.00 น. ครับปอนไปตรงเวลาเป๊ะ เหตุผลที่ใช้ในการเจอกันก็คือให้เขาช่วยติววิชาทฤษฎีการสื่อสารให้ พร้อมๆ กับชวนเพื่อนที่น่ารักไปอีก 2 คน
แต่เวลาที่มีความสุขมันก็สั้นนัก เพราะเวลา 12.00 น. ต้องไปมีตติ้งกับสมาชิก exteen ที่วัดพระแก้ว หลังจากที่เอาของไปเก็บไว้ที่รถปอนเอามาจอดไว้ที่สนามหลวง แล้วก็รีบตรงดิ่งไปด้วยความเร็วการเดิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากสนามหลวงฝั่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปยังวัดพระแก้ว
คนแรกที่ได้เจอก็คือ พี่ตุ้มเป๊ะกับพี่หนึ่งครับ แล้วก็ตามมาด้วยคุณมายา พี่อ้อม น้องกระปุกตั้งฉ่าย น้องลูน่า คุณพี่รายละเอียดที่หายไป (คนนี้ทำให้ปอนกลุ้มใจเครียดไปเลยเพราะมาแย่งชิงตำแหน่งสวยสุดไปจากการมีตติ้งครั้งนี้
) และคุณ Old Mustang กับคุณ Pastelsalad ก็มาสมทบหลังจากที่ไปเปลี่ยนกางเกงมา (ใครอยากเห็นรูปกรุณาไปที่บล็อกของพี่ตุ้มเป๊ะ กับคุณน้องกระปุกตั้งฉ่ายนะครับ เพราะปอนลืมหยิบกล้องมาจากโรงแรม
)
ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้พบประสบพักตร์นั้น ไม่ได้มีอะไรที่ผิดคาดเลยแม้แต่น้อยทุกคนน่ารัก และเม้าท์กันอย่างเมามัน พร้อมๆ กับดูหนุ่มๆ รูปหล่อประมาณดาราฮ่องกงที่เดินไปเดินมาให้ได้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะพี่ตุ้มเป๊ะที่เห็นชายหนุ่มเหล่านั้นแล้วก็พูดออกมาทันทีด้วยความรวดเร็ว ซึ่งในขณะที่เห็นพร้อมๆ กันปอนยังแค่คิดเฉยๆ แต่พี่ตุ้มเป๊ะสะกิดพร้อมกับพูด ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์มากจริงๆ ครับ ข้าน้อยขอคารวะ
หลังจากไหว้พระเพื่อเสริมศิริมงคลให้กับชีวิตแล้ว ก็ไปนั่งรถรูปแบบรถรางในอดีตวิ่งไปรอบๆ เกาะรัตนโกสินทร์ ก่อนขึ้นก็มีคนถูกนกพิราบสนามหลวงเจิมไปสองคนได้แก่พี่ตุ้มเป๊ะกับพี่อ้อม ทำให้ต้องยืนเช็ดผมกันอยู่นานทีเดียว
เมื่อขึ้นบนรถชมเกาะรัตนโกสินทร์แล้วก็เริ่มตั้งต้นเม้าท์กันอย่างเมามันโดยแบ่งเป็นโซนคนมีครอบครัวและผู้มีอายุก็จะอยู่ด้วยกัน (คงไม่ต้องบอกว่าใครนะครับ..อิอิ) และเด็กๆ ก็จะนั่งคุยกัน โดยแทบจะไม่ได้สนใจไกด์ที่พูดแนะนำสักเท่าไหร่เพราะข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาพอสมควร คุณPastelsalad น่ารักมากครับไม่ค่อยมีปากมีเสียงสักเท่าไหร่ ปล่อยให้สาวๆ อย่างปอนกับน้องลูน่า จิกกัดแทะโลมได้ตามอำเภอใจ (ด้วยเหตุนี้เอง เฮีย ก. จึงฟาดหัวฟาดหางใส่ปอนชนิดบ้าคลั่งเพราะอิจฉาจนแทบจะกระอักเลือดตาย)
หลังจากนั้นก็นั่งรถไปที่ห้างริเวอร์ซิตี้ครับ เพื่อไปเข้าห้องน้ำกัน
อิอิ..จริงๆ แล้วไปรับน้องโซ แล้วเราก็เดินและเดินเพื่อหาร้านกิน แต่ปรากฏว่าไปร้านไหนก็ปิด ช่างเป็นการต้อนรับมีตติ้งของเราอย่างอบอุ่นเหลือเกิน จนต้องเดินอ่อนระโหยโรยแรงข้ามไปฝั่งคลองสาน แต่ๆๆๆๆๆๆๆๆ มีคนสองคนกลัวการขึ้นเรือด้วยนะครับ..อิอิ เห็นเกาะราวเหล็กซะแน่นเลยทีเดียว
พอข้ามไปฝั่งคลองสานกะว่าจะได้กินบัวลอยสักหน่อยก็เป็นไปตามดวงชะตาฟ้าลิขิต อดกินอีกเช่นเคย จึงลงความเห็นกันว่าไปกินที่ร้านยกยอดีกว่า (เรื่องร้านอาหารต้องให้คุณพี่มายาเป็นคนเขียนครับ กรุณาติดตามที่บล็อกของคุณพี่มายาครับ)
พอเพิ่มพลังเสร็จแล้วพวกเราก็มาซื้อขนมเล็กๆ น้อยๆ กลับไปกินที่โรงแรม เนื่องจากกลับหลังจากพระอาทิตย์ตกดินคุณ Old Mustang ต้องซื้อขนมไปเซ่นผู้ออกวีซ่า และซื้อถุงมือน่ารักมากๆๆ ให้น้องเบลล์ จนปอนอยากแย่งเอาใส่เอง หลังจากนั้นก็ข้ามฝั่งกลับมาแล้วขึ้นรถแท็กซี่จากพวกพี่และคุณ Pastelsalad ด้วยความอาลัยครับ
วัน จันทร์ ที่ 29 ตุลาคม
เป็นวันสอบประมวลวิชาที่ปวดขามากเพราะเดินเยอะเหลือเกิน...จะสอบอยู่แท้ๆ ยังไปเริงร่าเดินเอ้อระเหยลอยลมเที่ยวเล่นซะอย่างนั้น เพื่อนๆ โทร.มาตามตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ ทั้งๆ ที่เริ่มสอบตอน 9.00 น. เพื่อนมันบอกว่ามันกางเต้นท์นอนที่มหาวิทยาลัยฯ เพราะมันมาตั้งแต่ 6.00 น. (มันกัดตัวเองซะงั้น เพราะมันไม่ได้นอนมั้งครับ)
เรื่องข้อสอบคงไม่ต้องพูดถึงแล้วหล่ะครับ เพราะคงมีหลายคนที่ได้รับการพ่นเรื่องนี้จากปอนจนหูชาไปเป็นแถบๆ โดยเฉพาะน้องลูน่าที่โดนไปเต็มๆ
แต่ก็เป็นโชคดีอีกอย่างนึงครับหลังจากสอบเสร็จได้ลงมาดูกระบวนเรืออีกรอบนึง ครั้งนี้แสงแดดสวยงามมากครับ บนฟ้ามีแดดเป็นลำแสงเหมือนม่าน สะท้อนบนผิวน้ำระยิบระยับ บนใบหน้าของปอนก็เต็มไปด้วยแดดสาดส่องจนแสบ แต่ก็ทนเพราะสวยงดงามเหลือเกิน แต่ๆๆๆๆ ครั้งนี้ไม่ได้เอากล้องติดตัวไปด้วยเพราะคิดว่าคงจะไม่ทันดู แล้วก็ตั้งใจมาสอบเพียงอย่างเดียว... แต่ก็คุ้มค่าเพราะเมื่อวันศุกร์ ที่ 26 ได้ดูผ่านกล้องซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ในครั้งนี้ได้สัมผัสด้วยตาของตัวเองเต็มๆ มีความสุขจังเลยครับ
วัน อังคาร ที่ 30 ตุลาคม
เข้าไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาที่มหาวิทยาลัยฯ อีกครั้งหนึ่ง แต่คุยกันจริงๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเพราะโครงร่างวิทยานิพนธ์ของปอนหรูหราไฮโซอยู่แล้วไม่ต้องแก้ไขอะไรมาก พร้อมๆ กับ พูดให้เราชุ่มชื่นหัวใจว่า "ครูไม่ห่วงอะไรปอนแล้ว เพราะมีนักวิชาชีพมาดูให้แล้ว" คำนี้ทำให้ปอนนึกสะท้อนน้ำตาตกในอยู่ในใจว่า.. ยังสอบประมวลไม่ผ่านเลยครับอาจารย์ มันเลยไปสู่กระบวนการต่อไปอีกไม่ได้ หลังจากลาจากอาจารย์ด้วยความรักเคารพ และสัญญาใจว่าเดือนหน้าจะเอาข้อมูลที่ลงสนามไปเก็บได้มาฝากอาจารย์สักหน่อย
แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้เครียดอีกเล็กน้อยคือ นอกจากจะจบได้ต้องเอาผลงานวิทยานิพนธ์ของเราไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการให้ได้ก่อนนั้น ยังมีข้อแม้อีกอย่างนึงคือ ต้องเอาผลงานของเราเข้าที่ประชุมวิชาการแล้วนำเสนอต่อธารกำนัลอีกด้วย..กรี๊ดดดดดดด จะอะไรกันนักกันหนา คุณภาพจะสูงเกินไปแล้วนะ ปอนปีนบันไดจะไม่ถึงแล้วรู้ไหมครับคณะฯ
หลังจากบริโภคเรื่องหนักหัวไปพอสมควรแล้วววว ก็ถึงเวลานัดกับคนๆ นั้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อร่ำลากัน และเป็นการตอบแทนคนๆ นั้นให้สาสมหลังจากเลี้ยงฟูจิปอนไปหนึ่งมื้อเมื่อวันพฤหัส.. หลังจากทานอาหารกลางวันกันแบบอิ่มหนำสำราญที่ร้านตะลิงปลิง (ใช่ป่ะครับ) ที่เซ็นทรัลเวิร์ลอีกเช่นเดิมแล้ว เขาคนนั้นก็ยังพาเดินจนทั่วเซ็นทรัลเวิร์ลอีกกว่าสองชั่วโมงจนขาจะหลุดทีเดียว เขาคนนั้นน่ารักมากครับ ฟังปอนพ่นเรื่องหนักๆ หัวใส่โดยไม่แสดงออกถึงอาการรำคาญแต่อย่างใด ช่างเป็นคนดีอะไรเช่นนี้
หลังจากนั้นเวลาบ่าย 3 โมงกว่าปอนก็ขับรถออกจากพระนครเพื่อกลับบ้าน แต่ไม่ลืมแวะซื้อปลาช่อนแม่ลาเผาของจังหวัดสิงห์บุรี กลับไปฝากแม่ 1 ตัวครับ
เวลา 19.30 น. ปอนก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ และไม่มีผู้ชายติดไม้ติดมือมาสักคน
ปอนเองครับ

แต่ถ้าคุณแพนด้า อยากได้รูปน้องปอนคนงามยินดีส่งให้เป็นพิเศษค่ะ
#1 By คุณพ่อน้องเบลล์ (124.121.196.111) on 2007-11-01 23:19