อดรนทนไม่ไหวกับละครโทรทัศน์
posted on 14 Nov 2007 21:11 by sloppythinking in Communication, Social
ดูละครโทรทัศน์กันบ่อยแค่ไหนครับ?
รู้สึกว่าละครโทรทัศน์เป็นยังไงบ้างครับ?
คิดว่าละครโทรทัศน์แต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันหรือเปล่าครับ?
และสุดท้าย คิดว่าละครโทรทัศน์แตกต่างจากลิเกหรือเปล่าครับ?
และทั้งหมดนี้จะเป็นคำตอบของปอนในฐานะที่เป็นคนเรียนทางด้านการสื่อสารครับ
จริงๆ แล้วเอ็นทรี่นี้ เกิดขึ้นมาจากข้อสงสัยของคุณชัย ณ onyx ที่ตอนนี้กำลังดองบล็อกอยู่ แล้วก็ความคับข้องใจของปอนที่ดูละครของป๋อกับอั้ม เรื่อง บุพเพเล่ห์รัก ที่เพิ่งจบไปจากช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร? เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาครับ ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนั้นเป็นละครของค่ายโพลิพลัส ที่เมื่อก่อนจะมีพล็อตเรื่องใหม่ๆ ดาราใหม่ๆ มานำเสนออยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องล่าสุดนี้กลับมีพล็อตเรื่องที่ไม่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ในอดีตเลยทีเดียวครับ
ปกติแล้วปอนจะดูละครแทบจะทุกวันครับ ถ้าเรื่องนั้นมีพล็อตเรื่องทีดี เพราะด้วยอาชีพในปัจจุบันจำเป็นต้องดูโทรทัศน์ตลอดเวลาอยู่แล้ว ในตอนแรกที่ดูเรื่องนี้เพราะว่ามีผู้ชายครับผู้ชาย
ที่ปอนชอบทั้งสองคนร่วมแสดงด้วย ก็คือ พี่กลม นพพล
กับ น้อง อ้วน รังสิต
พอรู้ดังนั้นจึงคิดว่าเราจะไม่พลาดเลยสำหรับละครเรื่องนี้
แต่ๆๆๆ พอดูๆ ไปแล้วเอะ มันคุ้นๆ ตา เหมือนเคยดูจากเรื่องอะไรมาบ้างนะ เมื่อคิดย้อนไปตามภาษาคนดูโทรทัศน์แบบ Mainstream ตามที่ทฤษฎีการบ่มเพาะ (Cultivation Theory) ว่าไว้ ก็เอะๆๆๆ ตอนแรกๆ ของละครเรื่องนี้เหมือนเรื่องอุ้มรัก ที่พี่เคนกับแอนทองประสมเล่นไว้แล้วดังเปรี้ยงปร้าง แต่พอเริ่มกลางๆ เรื่องก็คล้ายๆ จำเลยรักตามแบบฉบับของพิศาล อัครเศรณี เจ้าพ่อตบจูบ พอท้ายๆ เรื่องก็เหมือนละครไทยเกือบจะทุกเรื่อง เมื่อพระเอกนางเอกเกิดความรักเข้าใจกันดีโอะโบะจามะ จึกกะดึ๋ยกันเรียบร้อย รักกันแน่นแฟ้นเป็นอย่างดีแล้วต้องมีเรื่องให้เข้าใจผิดว่าพระเอกหรือนางเอกเป็นคนไม่ดี ทำให้โกรธกันทะเลาะเบาะแว้งกัน จนในที่สุดเมื่อเรื่องราวต่างๆ คลี่คลายก็กลับมารักกันเหมือนเดิมแล้วก็จบอย่างบริบูรณ์พูลสุข
นี่คือโครงเรื่องของละครเรื่องบุพเพเล่ห์รัก ครับ และเท่าที่เห็นๆ ละครส่วนใหญ่แล้วก็มีโครงเรื่องแนวๆ นี้ทั้งนั้นครับ ยกเว้นละครที่มีจุดมุ่งหมายเป็นกรณีพิเศษ เช่น ละครเทิดพระเกียรติ ละครเพื่อให้ความรู้ด้านต่างๆ ละครการกุศล ฯลฯ ที่โครงเรื่องก็สร้างเพื่อให้เอื้อต่อจุดมุ่งหมายของผู้สร้างที่ต้องการ นี่คือความแตกต่างของละครประเภทต่างๆ ครับ ละครที่มีโครงเรื่องอย่างที่ปอนบอกมาน่าจะเรียกได้ว่าเป็น "ละครตลาด" หรือ "ละครมวลชน" เพราะว่าสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองกับความต้องการของประชาชนส่วนมาก (Mass) มากกว่าที่จะตอบสนองกับความต้องการเฉพาะด้านอย่างละครเทิดพระเกียรติ หรือละครเพื่อการให้ความรู้หรือการรณรงค์ที่จะมีวัตถุประสงค์แน่นอน และมีคุณค่ามากกว่าละครที่ให้แต่เพียงความบันเทิงกับคนในสังคมหมู่มากเท่านั้นครับ
ดังนั้น ปอนจึงคิดว่าละครแต่ละเรื่องไม่มีความแตกต่างกันครับ เพราะมีแนวทางของเรื่องที่ชัดเจนแจ่มแจ๋วมากๆ และคล้ายๆ กันซ้ำกันไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าการสร้างละครไม่ได้มีโครงเรื่องที่แตกต่างไปจากเดิมเลย ไม่ว่าจะเป็นเอานวนิยายอมตะเอากลับมาสร้างใหม่บ่อยครั้ง เช่น บ้านทรายทอง คู่กรรม และในปัจจุบันก็คือตุ๊กตาเริงระบำ ที่กำลังออกอากาศอยู่ที่ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร? แต่ในความที่เหมือนกันก็มีความแตกต่างกันพอสมควรครับ หากเราจะเปรียบเทียบระหว่างละครช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร? กับละคร(ใคร?)คุ้มค่าทุกนาทีดูทีวีสีช่อง 3 แล้วยังมีความแตกต่างกันของความซับซ้อนของโครงเรื่องแตกต่างกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจน (ในบางเรื่อง) ว่าช่อง 3 จะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าช่อง 7 จะเห็นได้ชัดจากละครกรุงเทพราตรี (ราคี) ที่กำลังจะอวสานไปในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ว่ามีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนในเรื่องของตัวละครอย่างชัดเจน ว่าใครเป็นลูกของใคร แล้วมันไปได้กันตอนไหน แล้วทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น ใครเป็นคนวางแผนหรือจัดการทั้งหมด ฯลฯ แต่ช่อง 7 ในเรื่องบุพเพเล่ห์รัก นี้พล็อตเรื่องกลับไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อนแค่พระเอกไม่ถูกกัน แล้วในที่สุดก็รักกัน แฟนเก่าพระเอกมาตามทวงพระเอกคืน แต่เรื่องนี้แถมตรงที่มีคนที่รักนางเอกมากเข้ามาแย่งอีกคน และตอนที่กำลังจะพ่ายแพ้ต่อพระเอกนางเอกจะต้องมีคำพูดติดปากแบบอมตะนิรันดร์กาลว่า "แกทำให้ชีวิตชั้นเป็นอย่างนี้" เข้าใจผิดกัน ปรับความเข้าใจกัน รักกันเหมือนเดิม จบ....
แล้วทำไมละครมันถึงเป็นอย่างนี้ล่ะวะ คงคิดกันอยู่ในใจล่ะสิท่า มันเป็นเพราะว่าเป็นการประหยัดต้นทุนครับ เพราะว่าการที่จะคิดค้นอะไรใหม่ให้คนจำนวนมากๆๆๆ มหาศาลยอมรับได้เป็นเรื่องที่ยากมากครับ ดังนั้น การสร้างละครสักเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ต้องคำนึงถึงจำนวนคนดูด้วยว่าแนวไหนคนจะดูเยอะมากที่สุดเพื่อให้สามารถขายโฆษณาได้ เพราะนั่นคือผลกำไรที่จะได้รับจากการทำละครครับ ดังนั้นที่เราเห็นๆ ว่าเนื้อเรื่องมันก็ซ้ำๆ เอาเรื่องนู้นมาแปะเรื่องนี้ยำๆ รวมกันเข้ามามันก็เสมือนว่าจะสนุกตื่นเต้นดีแค่นี้ก็พอ เพราะคนบริโภคก็ชอบแนวนี้อยู่แล้ว แค่เปลี่ยนรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็มสักนิดสักหน่อยก็ใช้ได้ หรือเอานวนิยายที่คนคุ้นเคยทั้งบ้านทั้งเมืองมาทำใหม่แล้วกัน เพราะสะดวกไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติมมากแถมยังเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนเอามาเปรียบเทียบกันอีกต่างหาก ง่ายดี....
ปอนค้นพบอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจหลังจากไปตามดูลิเกคณะกุ้ง สุทธิราชกับแม่มาหลายครั้ง ทำให้เห็นว่าละครโทรทัศน์กับลิเกไม่ได้ต่างกันเลยในเครื่องของโครงสร้างบท เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อเรื่องยังไง โครงเรื่องก็ยังเป็นเหมือนเดิมครับ ที่เป็นเช่นนั้นคงเป็นเพราะคนไทยมีความนิยมรูปแบบ และวิธีการเล่าเรื่องอย่างนี้จะเปลี่ยนคงยากครับ และละครไทยก็ยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ตราบนานเท่านาน แน่นอนครับ
สุดท้าย และท้ายที่สุด กลับมาที่ละครบุพเพเล่ห์รักแล้วสิ่งที่หงุดหงิดใจที่สุดก็คือการแต่งตัวของอั้มพัชราภา ไชยเชื้อ ที่จริงปอนไม่ได้รังเกียจอะไรอั้มเลยนะครับ แต่การแต่งตัวที่ไม่ถูกกาลเทศะในเรื่องทำให้หงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก จะสังเกตว่าไม่ว่าเธอจะไปแห่งหนตำบลใดก็ตาม หรือแม้แต่ไปทำงานในสำนักงานอันหรูหรา เธอก็ยังคงแต่ตัวประหนึ่งว่าอยู่บ้านหรือจะไปเดินตลาดนัดของหมู่บ้าน คือกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ แล้วมีเสื้อคว้านลึกกรีดกราย ทำให้เราขัดอกขัดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะคาดว่าต้องมีคนอุตริแต่งตัวตามคุณเธอเป็นแน่แท้ โดยที่ลืมดูหนังหน้าของตัวเองว่าแตกต่างกับอั้ม พัชราภาขนาดไหน ซึ่งนั่นแหล่ะจะเป็นมลภาวะทางสายตาในสังคมอย่างใหญ่หลวงครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต : กราบขออภัยคุณนายพี่ (เจ๋แอ๋ว ณ madambuffalo) ที่ไม่ได้เข้าไปร่วมวงไพบูลย์ประเด็นเด่นประเด็นร้อนในบ้านของคุณนายพี่ เพราะคุณนายน้องอ่านไม่ทันจริงๆ เข้าไปอ่านได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะช่วงนี้ภารกิจการสอนมีทุกวันอังคาร-พฤหัสบดีครับ แต่รับรองว่าจะตามไปปิดวงแน่นอนครับ เพราะประเด็นร้อนจริงๆ ไม่แจมไม่ได้

ในกรณีของคุณบิ๊กบูนแตกต่างจากกรณีของปอนครับ เพราะคุณบิ๊กในขณะนั้นเป็นผู้ที่มีหน้าที่เผยแพร่เพลงครับ และรวมทั้งเป็นผู้เผยแพร่ความคิดเห็นไปยังผู้ฟังจำนวนมากครับ แต่สิ่งที่ปอนเขียน ปอนเขียนในแง่มุมของนักวิชาการครับ สิ่งที่ปอนเขียนก็มาจากทฤษฎีและงานวิจัยทางด้านการสื่อสารที่ได้ร่ำเรียนมาครับ และในฐานะที่ปอนต้องสอนให้เด็กมองละครเชิงวิชาการอีกด้วยครับ ปอนไม่ได้บอกว่ามันดีไม่ดีนะครับ แค่บอกว่าองค์ประกอบมันมีที่มาที่ไปยังไง เดี๋ยวปอนจะเขียนให้คุณจิ 1 เอ็นทรี่เลยนะครับ นะนะนะนะ
แต่ทีนี้พออ่านคอมเม้นต์ ความเห็นที่หลากหลายของทุกๆ คนปอนก็เลยคิดว่าต้องเขียนขยายจากเรื่องนี้ได้ตั้ง 4 เอ็นทรี่แน่ะครับ เพราะว่าปอนก็ยอมรับว่าไอ้ที่เขียนเอ็นทรี่นี้มันไม่รอบด้านครอบคลุมจริงๆ แหล่ะ จริงๆ แล้วปอนก็เข้าใจทุกฝ่ายนะครับ เพราะเรื่องละครเนี่ยะต้องดูตั้งแต่สังคม เจ้าของช่อง ผู้ผลิต สปอนเซอร์ ซึ่งคนเขียนบทต้องรับภาระวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ปอนเห็นใจและเข้าใจครับ เดี๋ยวปอนจะเขียนขยายอีก 4 เอ็นทรี่นะครับ คุณจิ มีอะไรบอกปอนเพิ่มเติมได้นะครับยินดีๆๆๆ มากๆๆๆ ครับ กรี๊ดดดด ดีใจ
ถ้าเพื่อนไม่เปิด ก็ไม่ได้ดูทีวีค่ะ
ฝนตกน้ำท่วมบ้านยังไม่รู้เรื่องเลย
อยู่กลางเมืองแต่ไกลปืนเที่ยงสุดๆ 555
เรื่องละครคงต้องทำใจล่ะค่ะ
เป็นอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย
แต่บิ๋มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างนึงนะคะ
เดี๋ยวนี้นางเอกไม่ใช่นางเอกแล้วล่ะค่ะ
จะร้ายยิ่งกว่าตัวอิจฉาซะอีก ทำอะไรไม่ได้แม่ขอตบ ขอกรี๊ดไว้ก่อน
ได้ยินมาหลายเรื่องแล้ว(ไม่เคยดูอ่ะ ฟังอย่างเดียวเพราะตาจ้องคอมอยู่)
#1 By Luna~ on 2007-11-14 23:05