ดูละครโทรทัศน์กันบ่อยแค่ไหนครับ?

                                                              รู้สึกว่าละครโทรทัศน์เป็นยังไงบ้างครับ?

        คิดว่าละครโทรทัศน์แต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันหรือเปล่าครับ?

                                                      

                                  และสุดท้าย คิดว่าละครโทรทัศน์แตกต่างจากลิเกหรือเปล่าครับ?

และทั้งหมดนี้จะเป็นคำตอบของปอนในฐานะที่เป็นคนเรียนทางด้านการสื่อสารครับ

 

                  จริงๆ แล้วเอ็นทรี่นี้ เกิดขึ้นมาจากข้อสงสัยของคุณชัย ณ onyx ที่ตอนนี้กำลังดองบล็อกอยู่ แล้วก็ความคับข้องใจของปอนที่ดูละครของป๋อกับอั้ม เรื่อง บุพเพเล่ห์รัก ที่เพิ่งจบไปจากช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร? เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาครับ ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนั้นเป็นละครของค่ายโพลิพลัส ที่เมื่อก่อนจะมีพล็อตเรื่องใหม่ๆ ดาราใหม่ๆ มานำเสนออยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องล่าสุดนี้กลับมีพล็อตเรื่องที่ไม่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ในอดีตเลยทีเดียวครับ

                    ปกติแล้วปอนจะดูละครแทบจะทุกวันครับ ถ้าเรื่องนั้นมีพล็อตเรื่องทีดี เพราะด้วยอาชีพในปัจจุบันจำเป็นต้องดูโทรทัศน์ตลอดเวลาอยู่แล้ว ในตอนแรกที่ดูเรื่องนี้เพราะว่ามีผู้ชายครับผู้ชาย ที่ปอนชอบทั้งสองคนร่วมแสดงด้วย ก็คือ พี่กลม นพพล กับ น้อง อ้วน รังสิต พอรู้ดังนั้นจึงคิดว่าเราจะไม่พลาดเลยสำหรับละครเรื่องนี้

                    แต่ๆๆๆ พอดูๆ ไปแล้วเอะ มันคุ้นๆ ตา เหมือนเคยดูจากเรื่องอะไรมาบ้างนะ เมื่อคิดย้อนไปตามภาษาคนดูโทรทัศน์แบบ Mainstream ตามที่ทฤษฎีการบ่มเพาะ (Cultivation Theory) ว่าไว้ ก็เอะๆๆๆ ตอนแรกๆ ของละครเรื่องนี้เหมือนเรื่องอุ้มรัก ที่พี่เคนกับแอนทองประสมเล่นไว้แล้วดังเปรี้ยงปร้าง แต่พอเริ่มกลางๆ เรื่องก็คล้ายๆ จำเลยรักตามแบบฉบับของพิศาล อัครเศรณี เจ้าพ่อตบจูบ พอท้ายๆ เรื่องก็เหมือนละครไทยเกือบจะทุกเรื่อง เมื่อพระเอกนางเอกเกิดความรักเข้าใจกันดีโอะโบะจามะ จึกกะดึ๋ยกันเรียบร้อย รักกันแน่นแฟ้นเป็นอย่างดีแล้วต้องมีเรื่องให้เข้าใจผิดว่าพระเอกหรือนางเอกเป็นคนไม่ดี ทำให้โกรธกันทะเลาะเบาะแว้งกัน จนในที่สุดเมื่อเรื่องราวต่างๆ คลี่คลายก็กลับมารักกันเหมือนเดิมแล้วก็จบอย่างบริบูรณ์พูลสุข 

                   นี่คือโครงเรื่องของละครเรื่องบุพเพเล่ห์รัก ครับ และเท่าที่เห็นๆ ละครส่วนใหญ่แล้วก็มีโครงเรื่องแนวๆ นี้ทั้งนั้นครับ ยกเว้นละครที่มีจุดมุ่งหมายเป็นกรณีพิเศษ เช่น ละครเทิดพระเกียรติ ละครเพื่อให้ความรู้ด้านต่างๆ ละครการกุศล ฯลฯ ที่โครงเรื่องก็สร้างเพื่อให้เอื้อต่อจุดมุ่งหมายของผู้สร้างที่ต้องการ นี่คือความแตกต่างของละครประเภทต่างๆ ครับ ละครที่มีโครงเรื่องอย่างที่ปอนบอกมาน่าจะเรียกได้ว่าเป็น "ละครตลาด" หรือ "ละครมวลชน" เพราะว่าสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองกับความต้องการของประชาชนส่วนมาก (Mass) มากกว่าที่จะตอบสนองกับความต้องการเฉพาะด้านอย่างละครเทิดพระเกียรติ หรือละครเพื่อการให้ความรู้หรือการรณรงค์ที่จะมีวัตถุประสงค์แน่นอน และมีคุณค่ามากกว่าละครที่ให้แต่เพียงความบันเทิงกับคนในสังคมหมู่มากเท่านั้นครับ

                   ดังนั้น ปอนจึงคิดว่าละครแต่ละเรื่องไม่มีความแตกต่างกันครับ เพราะมีแนวทางของเรื่องที่ชัดเจนแจ่มแจ๋วมากๆ และคล้ายๆ กันซ้ำกันไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าการสร้างละครไม่ได้มีโครงเรื่องที่แตกต่างไปจากเดิมเลย ไม่ว่าจะเป็นเอานวนิยายอมตะเอากลับมาสร้างใหม่บ่อยครั้ง เช่น บ้านทรายทอง  คู่กรรม  และในปัจจุบันก็คือตุ๊กตาเริงระบำ ที่กำลังออกอากาศอยู่ที่ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร? แต่ในความที่เหมือนกันก็มีความแตกต่างกันพอสมควรครับ หากเราจะเปรียบเทียบระหว่างละครช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร? กับละคร(ใคร?)คุ้มค่าทุกนาทีดูทีวีสีช่อง 3 แล้วยังมีความแตกต่างกันของความซับซ้อนของโครงเรื่องแตกต่างกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจน (ในบางเรื่อง) ว่าช่อง 3 จะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าช่อง 7 จะเห็นได้ชัดจากละครกรุงเทพราตรี (ราคี) ที่กำลังจะอวสานไปในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ว่ามีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนในเรื่องของตัวละครอย่างชัดเจน ว่าใครเป็นลูกของใคร แล้วมันไปได้กันตอนไหน แล้วทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น ใครเป็นคนวางแผนหรือจัดการทั้งหมด ฯลฯ แต่ช่อง 7 ในเรื่องบุพเพเล่ห์รัก นี้พล็อตเรื่องกลับไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อนแค่พระเอกไม่ถูกกัน แล้วในที่สุดก็รักกัน แฟนเก่าพระเอกมาตามทวงพระเอกคืน แต่เรื่องนี้แถมตรงที่มีคนที่รักนางเอกมากเข้ามาแย่งอีกคน และตอนที่กำลังจะพ่ายแพ้ต่อพระเอกนางเอกจะต้องมีคำพูดติดปากแบบอมตะนิรันดร์กาลว่า "แกทำให้ชีวิตชั้นเป็นอย่างนี้" เข้าใจผิดกัน ปรับความเข้าใจกัน รักกันเหมือนเดิม จบ....

                  แล้วทำไมละครมันถึงเป็นอย่างนี้ล่ะวะ คงคิดกันอยู่ในใจล่ะสิท่า มันเป็นเพราะว่าเป็นการประหยัดต้นทุนครับ เพราะว่าการที่จะคิดค้นอะไรใหม่ให้คนจำนวนมากๆๆๆ มหาศาลยอมรับได้เป็นเรื่องที่ยากมากครับ ดังนั้น การสร้างละครสักเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ต้องคำนึงถึงจำนวนคนดูด้วยว่าแนวไหนคนจะดูเยอะมากที่สุดเพื่อให้สามารถขายโฆษณาได้ เพราะนั่นคือผลกำไรที่จะได้รับจากการทำละครครับ ดังนั้นที่เราเห็นๆ ว่าเนื้อเรื่องมันก็ซ้ำๆ เอาเรื่องนู้นมาแปะเรื่องนี้ยำๆ รวมกันเข้ามามันก็เสมือนว่าจะสนุกตื่นเต้นดีแค่นี้ก็พอ เพราะคนบริโภคก็ชอบแนวนี้อยู่แล้ว แค่เปลี่ยนรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็มสักนิดสักหน่อยก็ใช้ได้  หรือเอานวนิยายที่คนคุ้นเคยทั้งบ้านทั้งเมืองมาทำใหม่แล้วกัน เพราะสะดวกไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติมมากแถมยังเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนเอามาเปรียบเทียบกันอีกต่างหาก ง่ายดี....

                   ปอนค้นพบอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจหลังจากไปตามดูลิเกคณะกุ้ง สุทธิราชกับแม่มาหลายครั้ง ทำให้เห็นว่าละครโทรทัศน์กับลิเกไม่ได้ต่างกันเลยในเครื่องของโครงสร้างบท เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อเรื่องยังไง โครงเรื่องก็ยังเป็นเหมือนเดิมครับ ที่เป็นเช่นนั้นคงเป็นเพราะคนไทยมีความนิยมรูปแบบ และวิธีการเล่าเรื่องอย่างนี้จะเปลี่ยนคงยากครับ และละครไทยก็ยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ตราบนานเท่านาน แน่นอนครับ

                    สุดท้าย และท้ายที่สุด กลับมาที่ละครบุพเพเล่ห์รักแล้วสิ่งที่หงุดหงิดใจที่สุดก็คือการแต่งตัวของอั้มพัชราภา ไชยเชื้อ ที่จริงปอนไม่ได้รังเกียจอะไรอั้มเลยนะครับ แต่การแต่งตัวที่ไม่ถูกกาลเทศะในเรื่องทำให้หงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก จะสังเกตว่าไม่ว่าเธอจะไปแห่งหนตำบลใดก็ตาม หรือแม้แต่ไปทำงานในสำนักงานอันหรูหรา เธอก็ยังคงแต่ตัวประหนึ่งว่าอยู่บ้านหรือจะไปเดินตลาดนัดของหมู่บ้าน คือกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ แล้วมีเสื้อคว้านลึกกรีดกราย ทำให้เราขัดอกขัดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะคาดว่าต้องมีคนอุตริแต่งตัวตามคุณเธอเป็นแน่แท้ โดยที่ลืมดูหนังหน้าของตัวเองว่าแตกต่างกับอั้ม พัชราภาขนาดไหน ซึ่งนั่นแหล่ะจะเป็นมลภาวะทางสายตาในสังคมอย่างใหญ่หลวงครับ

 

ปอนเองครับ

ปัจฉิมลิขิต  :  กราบขออภัยคุณนายพี่ (เจ๋แอ๋ว ณ madambuffalo) ที่ไม่ได้เข้าไปร่วมวงไพบูลย์ประเด็นเด่นประเด็นร้อนในบ้านของคุณนายพี่ เพราะคุณนายน้องอ่านไม่ทันจริงๆ เข้าไปอ่านได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะช่วงนี้ภารกิจการสอนมีทุกวันอังคาร-พฤหัสบดีครับ แต่รับรองว่าจะตามไปปิดวงแน่นอนครับ เพราะประเด็นร้อนจริงๆ ไม่แจมไม่ได้

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หึหึหึ แทบไม่ได้เปิดทีวีเลยค่ะคุณพี่ปอน
ถ้าเพื่อนไม่เปิด ก็ไม่ได้ดูทีวีค่ะ
ฝนตกน้ำท่วมบ้านยังไม่รู้เรื่องเลยsad smile

อยู่กลางเมืองแต่ไกลปืนเที่ยงสุดๆ 555

เรื่องละครคงต้องทำใจล่ะค่ะ
เป็นอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย

แต่บิ๋มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างนึงนะคะ
เดี๋ยวนี้นางเอกไม่ใช่นางเอกแล้วล่ะค่ะ
จะร้ายยิ่งกว่าตัวอิจฉาซะอีก ทำอะไรไม่ได้แม่ขอตบ ขอกรี๊ดไว้ก่อนsad smile

ได้ยินมาหลายเรื่องแล้ว(ไม่เคยดูอ่ะ ฟังอย่างเดียวเพราะตาจ้องคอมอยู่)sad smile

#1 By Luna~ on 2007-11-14 23:05

คุณปอน บอกว่าให้มาเป็นผู้ชายคนแรก เลยรีบเข้ามา คอมเม้นท์ก่อนเลย
แต่ยังไม่ได้อ่านนะ แค่จองที่ไว้ก่อนครับquestion

#2 By CHAI on 2007-11-14 23:06

มีคนตัดหน้าไปไม่ถึงเสี่ยววินาที
เสียใจครับคุณปอน ผมคงไม่ได้เป็นผู้ชายของคุณปอนแล้วล่ะครับ

#3 By CHAI on 2007-11-14 23:07

อ่าว เฮ้ย.. แย่แล้วล่ะ
บิ๋มทำอะไรผิดไปรึเปล่าวเนี่ยย


ม๊ายยยยย ฉ๊านไม่ใช่ผู้ชายยยยยน๊าาาา

555

sad smile sad smile

#4 By Luna~ on 2007-11-14 23:26

-- อ่านเนื้อหาของพี่ปอนในวันนี้ก็มีบางช่วงบางตอนตรงใจ

-- และก็จะขอเสริมนิดนึงค่ะ เพราะว่าเป็นคนนึงเหมือนกัน

-- ที่ติดตามชมละครเรื่องนี้อย่างเหนียวแน่น

-- แม้บางช่วงบางตอนจะขาดหายไปเพราะหน้าที่การงาน

-- ในเรื่องของการแต่งกายของอั้ม อันนี้เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์เลยคะ

-- เพราะเท่าที่ shopping ตามแหล่งต่างๆ ก็จะมีรูปอั้มติดไว้ด้วย

-- ว่าเสื้อตัวนั้น กางเกงตัวนี้ copy ชุดที่คุณอั้มใส่แล้วทั้งนั้น

-- นี้จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่คอสตูมของละครเรื่องนี้วางไว้ไม่ดีค่ะ

-- ส่วนเนื้อหา อุ้ยเข้าใจว่าบทละครช่วงนี้คงมาถึงทางตัน

-- หรืออาจจะเป็นช่วงจุดอิ่มตัว ที่ไม่รู้จะขายอะไรก็ขายตัวละครแทน

-- โดยการให้นุ่งน้อยห่มน้อย และดึงความเซ็กซี่ของคุณอั้มออกมาขาย

-- แล้วบทละครก็ต้องวนลูปกันใหม่ เนื้อหารายละเอียดเริ่มไปหยิบจับตรงนั้นตรงนี้

-- มาเคาะๆ ทุบๆ แล้วส่งออกขาย

-- หลังจากละครเรื่องทาสรักทระนงจบก็เลิกดูหมดเลย

-- ยิ่งละครที่คุณแหม่มแสดงก็ไม่ดูเลย anti เธอค่ะ big smile

#5 By Evil-minded Angel on 2007-11-15 00:11

ที่ว่าละครโทรทัศน์กับลิเกไม่ได้ต่างกันเลยนั้น อีกส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ "เรื่อง" มันมีอยู่ไม่กี่เรื่องด้วย แม้แต่หนังออลิวู้ดก็เป็นอย่างนี้
เปรียบเทียบง่ายๆ อย่างเพลงรัก มันก็แยกได้ไม่กี่อย่าง รักเค้า หรือไม่เค้าก็รักเรา ไม่รักเค้า ไม่ก๊้เค้าไม่รักเรา ไปรักคนอื่น หรือแบบแฮปปี้ก็เรารักกัน อะไรแบบนี้วนเวียนกันไป

แต่ที่ละครไทยมันดูซ้ำซาก ผมว่าเกี่ยวกับ "รายละเอียด" ที่ใส่ลงไปในแต่ละเรื่องด้วย
พูดง่ายๆ ก็ คนทำละครไทย สุกเอาเผากินนั่นแหละ big smile

ผมถึงเลือกดูแต่เรื่องที่นางเอกอวบๆ หน่อย มีสาระดี sad smile

#6 By วัชระ on 2007-11-15 00:39

เพราะอย่างนี้ไงครับ
วงการละครบ้านเราจึงต้องการบุคคลากรรุ่นใหม่ไฟแรง
ที่มีแนวคิดอย่างคุณปอน ที่จะมาปฎิวัติเปลี่ยนแปลงให้
มันไปในทางดีขึ้น (หวังว่าจะดีขึ้นนะครับ question)

รู้สึกอเนจอนาจใจกับวงการบันเทิงของบ้านเราจริง ๆ
เพราะในตอนนี้วงการภาพยนตร์บ้านเราที่มีแนวโน้ม
จะพัฒนาไปในทางที่ก้าวหน้าขึ้น ก็กลับมาเจอแนว
คิดไดโนเสาร์จากกระทรวงบางกระทรวง ในการจัด
เรตหนังแบบพิเรนทร์ ๆ ที่จะกระหน่ำซ้ำให้มันตกต่ำ
ลงไปอีก คาดว่าคงต้องการให้ทุกคนไปปฎิบัติธรรมกัน
ทั้งประเทศหลังเลิกงานมั๊งครับ cry

ซึ่งก็แอบฝันไว้อย่างแรงกล้าว่า จะเห็นคุณปอนบุกเข้า
ไปตบสู้กับคนในกระทรวงนั้นในซักวันหนึ่งครับ

#7 By oatato on 2007-11-15 00:51

วันก่อนปอมยังคุยกับพี่ที่บ้านกันอยู่เลยว่ารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้นางเอกหนังไทยจะไม่เป็นแบบสมัยก่อนแล้ว คือต้องลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่เอาแต่สงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างสมัยก่อน แต่ก็ทำให้เกิดคำถามกันขึ้นมาว่าแล้วมันจะกลายเป็น violence (ความรุนแรง) ไปมั๊ยเนี่ย


"พูดง่ายๆ ก็ คนทำละครไทย สุกเอาเผากินนั่นแหละ" เห็นด้วยกับคุณวัชระค่ะ อย่างตอนเรื่อง กลิ่นแก้วกลางใจ ที่พระเอกตาบอดอยู่ช่วงหนึ่งแล้วต้องใช้ไม้เท้าตอนเดินนี่...ขนาดปอมมองไม่เห็นแต่ได้ยินเสียงไม้เท้ากระทบพื้นเวลาเค้าเดินยังพอเดาได้เลยว่าใช้ยังไง ซึ่งพอคอนเฟิร์มกับเด็กที่บ้านที่นั่งดูด้วยกันก็ได้คำตอบว่าที่เราเข้าใจนั้นไม่ผิดเลย เค้าใช้ไม้เท้าผิดวิธีอย่างไม่น่าให้อภัย ทำให้เกิดความคิดว่าจะทำละครทั้งที ช่วยทำการบ้านเรื่องข้อมูลให้มันดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือ???

#8 By blind bookworm on 2007-11-15 05:08

ผมไม่ดูละครแบบจริงๆจังๆมานานมากแล้ว ส่วนใหญ่เปิดผ่านๆ นานๆครั้งจะได้ดูสักนิดนึง แต่ไม่ชอบเท่าไหร่ อาจถูกวิจารณ์ซะเละก็เป็นได้
ก็มันน้ำเน่าจริงๆ แถมเล่นแบบห่วยๆอีกต่างหาก
ซ้ำซากแต่ก็มีคนดู ยิ่งเน่ายิ่งดู ดูไปบ่นไป เหอเหอsad smile
ส่วนการแต่งตัวของตัวละครบางตัว ก็ขายรูปร่างหน้าตามากกว่าฝีมือครับ ยิ่งขลงด้วยแล้ว มีอะไรก็ต้องงัดออกมาขายล่ะครับ...กินเด็กจนดังไม่พอรึไงวะ

#9 By -Press F5- on 2007-11-15 06:17

* ผมจะค่อนข้างหงุดหงิดกับบทละคร ครับ
* บางเรื่องนี่ ไม่รู้ทํา กัน ออกมาได้ ยังไง
* เคยคิดถึงเยาวชนของชาติกันมั่งหรือเปล่า

#10 By riddler on 2007-11-15 06:54

เน่ายังไงก็ต้องดูครับ
เพราะชาวบ้านร้านตลาดมีตัวเลือกน้อย
ไม่ช่อง 3 ก็ช่อง 5 ช่อง 7
ยังไงซะก็ต้องดูซักเรื่องนึง

ผมว่าเหมือนถูกบังคับและยัดเยียดให้ดูนะ
บางเรื่องเนื้อหาเน่าสุด แต่ดูมั้ย?...
ก็ดู...เพราะมันไม่มีอะไรจะให้ดูไงครับ
ผมเองไม่ค่อยได้ดูครับสำหรับละคร เพราะมันก็เหมือนๆกันเกือบหมดในเรื่องของพล็อต แต่ที่ผมชอบดูจะเป็นพวกหนังมากกว่า

เห็นด้วยที่เปรียบเทียบกับพล็อตเรื่องของลิเกครับ ผมเองก็คิดว่าไม่ได้ต่างกันเลยครับ การพัฒนาให้แตกต่างไปผู้ผลิตเองก็คงเกรงกับยอดรายได้ที่จะหดหายจากการโฆษณาทำให้ไม่ได้พัฒนา ผู้ชมเองก็ไม่พัฒนาตัวเองเหมือนกันครับ ของแบบนี้มันต้องร่วมกันbig smile Hot!

#12 By นายฉิม on 2007-11-15 09:02

ผมเองไม่ค่อยได้ดูครับสำหรับละคร เพราะมันก็เหมือนๆกันเกือบหมดในเรื่องของพล็อต แต่ที่ผมชอบดูจะเป็นพวกหนังมากกว่า

เห็นด้วยที่เปรียบเทียบกับพล็อตเรื่องของลิเกครับ ผมเองก็คิดว่าไม่ได้ต่างกันเลยครับ การพัฒนาให้แตกต่างไปผู้ผลิตเองก็คงเกรงกับยอดรายได้ที่จะหดหายจากการโฆษณาทำให้ไม่ได้พัฒนา ผู้ชมเองก็ไม่พัฒนาตัวเองเหมือนกันครับ ของแบบนี้มันต้องร่วมกันbig smile Hot!

#13 By นายฉิม on 2007-11-15 09:02

ผมไม่ค่อยได้ดูละครไทยเลยครับ เพราะมันมาช้า กว่าจะจบก็ดึก เด็กอนามัยอย่างผมต้องรีบนอน หรือไม่ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ส่วนใหญ่จะดูซีรี่ส์ฝรั่งครับ มันรีรันหลายรอบได้ด้วย ตอนนี้กำลังติดอยู่หลายเรื่องเลยครับ อย่าง Nip/Tuck, Cold case, Two and a half men, Dirt ฯลฯ มันสนุกมากๆเลยคุณปอน ยิ่งวันศุกร์ไม่ต้องไปไหน คอยดูแต่ Survivor question

#14 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2007-11-15 09:17

วงการละครไทยดูถูกคนไทยอย่างร้ายแรง เห็นคนไทยโง่งี่เง่ามากๆ เนื้อเรื่องห่วย บทละครห่วย กำกับโคตรห่วย ตกแต่งภาพห่วย นักแสดงโคตรๆห่วย ตัดต่อภาพห่วย ไม่ลงทุน ไม่พัฒนา

ผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเก่งมากๆ ดีมากๆ ได้รางวัลมากมายทั้งเมขลา สุรัสวดี อะไรต่อมิอะไรทองคำ ผมดูฝีมือกำกับ การใช้แสง การตัดต่อ แล้วหัวเรากีษก อยากขี้ใส่หน้ามัน ฝีมือกำกับเหมือนเด็กยกไฟในกองถ่าย

ผมไม่เข้าใจว่าคนไทยทำไมไม่ทำอะไรเลยกับสถานการณ์แบบนี้ ละครโง่ๆแบบนี้โดนผลิตออกมาตั้งแต่สมัยผมดูละครไทย จนตอนนี้แก่ขะตายแล้ว มันก็ยังแย่งผัวแย่งเมียกัน มีฉากกรี๊ดๆในตลาดเหมือนสัตว์โดนเชือด มีฉากนางเองโดนกลั่นแกล้ง มีฉากนางเอกตกอับหรือหนีออกจากบ้าน แล้วไปไหนก้เจอคนขับไล่ ทั้งๆที่หน้านางเอกมันสวยกว่าคนที่ตะโกนไล่มันล้านๆเท่า

ละครไทยดูแล้วโง่บัดซบ เพราะไม่มีอะไรดีขึ้นมา คนทำหนังก้ได้เงินไปมากมาย เพราะคนดูโง่ที่จะดูมัน ดาราก้ได้เงินมหาศาล แล้วก็ไปซื้อรถขับชนคนตาย หายตัว มาเป็นดาราใหม่ ดาราเอาเงินไปปี้ ไปช้อปปิ้ง เงินหมด มาเล่นเกมโชว์ต่อ ได้เงินเสร็จปี้ เที่ยว ดื่ม ชนคนตายต่อไป มันทุเรศยังไงไม่รู้

ขนเขียนบทไม่พัฒนาสมอง หมดมุขก้เอาหนังเก่ามาทำ คู่กรรมทำมาไม่รู้กี่รอบแล้ว แม่นาคพระโขนงก็บ่อย แม่เบี้ยก็เยอะ พ่อปลาไหลก็เยอะมากๆ เล่นง่ายๆ ดูถูกคนดู คนดุก้โง่ดูต่อไป


ลิเกยังดีกว่า แสดงสด ใช้ฝีมือล้วนๆ คนแสงมีหน้าที่ต้องทำให้คนดูต้องตาตรึงใจไว้ให้ได้จนจบงาน ผมว่าเก่งกว่าดาราที่ด้รับตุ๊กตาทองเสียอีก

#15 By มนุษย์กล่อง on 2007-11-15 09:23

กลับมาโหวตครับ เมื่อคืนลืมไป Hot! question

#16 By oatato on 2007-11-15 09:30

ผมไม่ดูละครไทบ

แต่
ขอยกคำพูดจากบลอกคุณบิ๊กบูน
ที่เขียนเอาไว้ในเอนทรีล่าสุดมาลงดังนี้

...............


2. สมัยยังจัดรายการวิทยุ จำได้ว่าเคยมีดีเจฝึกหัดคนหนึ่งยกมือถามพี่ฉอดเจ้านายเก่าผมว่า “พี่ฉอดรู้สึกอย่างไรกับดีเจสมัยนี้ ที่ชอบชมชอบเชียร์ศิลปินของค่ายตัวเองอย่างออกหน้าออกตา?” พี่ฉอดตอบไว้ดีมากครับ ทุกวันนี้ผมยังจำได้อยู่เลย พี่เขาบอกว่า “ระหว่างเปิดเพลงแล้วชมกับเปิดเพลงแล้วด่า พี่อยากให้ดีเจของพี่เป็นแบบแรกมากกว่านะ ดีเจปากจัดชอบด่าเพลงพี่ว่าไม่มีประโยชน์เลย หนึ่ง คุณไม่มีหน้าที่ด่า เพราะคุณเป็นสื่อ คุณไม่ใช่นักวิจารณ์ สอง สิ่งที่คุณด่า คืองานที่คนอื่นเขาตั้งใจทำ เพียงแต่ไม่ถูกใจคุณเท่านั้น แต่คำชมเป็นพลังบวก อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจในการทำงานของศิลปิน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณคิดว่าเพลงมันดีจริงๆ และคุณชอบเพลงนั้นจริงๆ จนรู้สึกอยากชมก็ชมออกมาเถอะค่ะ เพราะทุกวันนี้ พี่ว่าการพูดสิ่งดีๆ ให้แก่กัน มันหายากเข้าไปทุกทีแล้ว”

...............


#17 By จิปาถะ on 2007-11-15 09:46

ละครไทยทุกเรื่องเป็นละครแนวลึกลับครับ
เพราะ - พระเอกทำงานอะไร ช่างลึกลับ
และนางเอก - ก็ไม่รู้ทำงานอะไร ช่างลึกลับ
แถมตัวอิจฉา - ก็ไม่รู้ทำงานอะไรเหมือนกัน
ที่แน่ๆ มีเงินใช้มากมาย
ตอนนี้ที่ผมชอบดูก็ หุบเขากินคน ครับ แหวกแนวดี
กับแนวละครขงท่านฉลอง
(อันนี้ผมชอบของผมล่ะครับ ใครไม่ชอบก็แล้วแต่)

ว่ากันว่า เพราะบ้านเมืองเรามีแต่ความเครียด การชมละครน้ำเน่าจึงเป็นสิ่งจรรโลงใจให้คนดูได้ระบายออก (เพื่อด่าคนแสดงนั่นแหละ ระบายออกแล้ว)
ซึ่งผมได้พบข้อพิสูจน์นี้จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่บอกว่า "ดูละครน้ำเน่ามันคลายเครียดดี น้ำเน่าได้ใจ พออินแล้วลืมโลก"
จริง ของเขานะครับ อิอิ
สุด ๆ ของที่สุดก็คือ ความสำเร็จของการผลิตละครนั้น หาใช่สาระในตัวสินค้าครับ
แต่มันคือ ปฏิกิริยาของคนดดูหลังจากชมต่างหาก
"ดูแล้วต้องด่า" คือค่าของละครไทยครับ
Hot!

#18 By นิเกะ on 2007-11-15 11:16

แอบเห็นข้างบนนิดหน่อย

ไม่รู้นะ ส่วนตัวผมคิดว่า...

ตั้งใจทำ หรือไม่ตั้งใจ...
ชิ้นงานมันสะท้อนออกมาครับ

ดูตัวอย่างง่ายๆ เลยเช่นละครช่อง 2+1 ที่ฉายต่อจากซีรีส์จีนชื่อดังที่ชุบชีวิตช่องนั้นจากวิกฤตได้ทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ผมพยายามดูอย่างไม่เครียด พยายามไม่ไปคิดถึงว่ามันบังเอิญไปคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ไตรภาคฟอร์มยักษ์ที่ว่าด้วยสงครามแย่งชิงเครื่องประดับชิ้นเดียว แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าส่วนต่างๆ ที่มันน่าจะทำให้มันดี ให้มันเนียน ก็กลับหละหลวม กลายเป็นสร้างค่านิยมผิดๆ ให้แก่คนดูไป ลักษณะคำพูดจา เทคนิก บลาๆ ที่ละครเมื่อสิบปีที่แล้วยังทำได้เนียนกว่า

ไม่รู้นะครับ อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวของผมที่คิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้น่ะครับ ไม่ได้เจตนาก่อความวุ่นวายอะไรจริงๆ (แต่คอมเมนท์ยาวไปหน่อย แหะๆ)ส่วนตัวคิดว่า ถ้าติแล้วอะไรๆ มันจะดีขึ้น ก็ติๆ ไปเถอะครับ ตราบเท่าที่ไม่เป็นการทุบหม้อข้าวตนเอง และที่สำคัญ ไม่ใช่การติแบบแกว่งเมาท์หาส้น ติไปเรื่อยเฉื่อยไม่อ้างอิงหลักอะไรไปมากกว่า "ไม่ถูกใจกู" แค่นั้น Hot!

#19 By +:~: - Chocohime - :~:+ on 2007-11-15 11:27

ผิดๆๆ

ข้างบนของข้างบนต่อไปอีกครับ T^T

แหม่ พอดีผมพิมพ์คอมเมนท์ช้า แล้วดันไปพาดพิงอีกคอมเมนท์นึง ที่ว่าด้วยเรื่องที่ผมว่าอยู่พอดีเลย

เรื่องนั้น จริงๆ แล้วตามบทประพันธ์น่ะดีนะครับ มีแนวคิดที่แปลกประหลาด และเทียบเคียงกับแนวเรนเจอร์ที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่น (ในยุคนั้น) ได้ดี

แต่ไม่รู้สิ ผมคิดว่าเวอร์ชั่นแอนดริว-โม้นา เล่น ยังรู้สึกไม่ขัดตามากเท่าน่ะครับ แหะๆๆๆๆ

#20 By +:~: - Chocohime - :~:+ on 2007-11-15 11:29

เปลี่นดูซีรี่ฝรั่งดีกว่าsad smile confused smile

#21 By nonworld on 2007-11-15 11:34

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ดูเจ้าคะ กว่าจะเลิกเรียนก็สามทุ่ม กว่าจะถึงบ้านก็4ทุ่มกว่าละครจบพอดี
ส่วนตัวชอบดูที่คนแสดงคะ ชอบเนื้อหาที่ออกตลกๆ ขำ แต่เดี๋ยวนี้มุขมันวนไป วนมา ไม่ค่อยขำแล้ว ....confused smile
อีกอย่างทีวี ใกล้จะเสียชีวิต เลยดูไม่ได้ด้วยเจ้าคะcry
ตอนนี้ละครเรื่องเดียวที่ดูก็คือ จูมง ค่ะ
เคยดูละครที่เพื่อนติด แพนเค้ก น่ะเรื่องไรมั่งอะไรอ่ะ
ละครเรื่องอื่นด้วย ทุกเรื่องที่ดูพร้อมกับมัน

ไร้สาระมาก

ที่ดูจูมงไม่ใช่ว่าบ้าเกาหลีนะ เลยยุคนั้นแล้ว เคยบ้า

แต่มันดูสมจริงและ เดาตอนต่อไปไม่ค่อยได้

ไม่เหมือนละครไทย ไม่ได้ว่าทั้งหมดหรอกนะ
แค่เกือบๆทั้งหมดน่ะ sad smile Hot!

#23 By lllllll on 2007-11-15 11:42

ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณนายน้อง ดิฉันเข้าใจถึง
ความว่นวายภาระการสอน แต่จะมาบอกว่า
กรี๊ด ดิฉันจะเปิดประเด็นร้อนอีกค่ะคุณนายน้อง

(ไม่เข็ดนะหล่อน )

อ้อ เรื่องละคร คุณนายพี่มีข้อแนะนำนิดนึง

- บ้านเราขาดคนเขียนบทเนี้ยบๆ
- เจ้าของช่องหูตาไม่กว้างไกล
- นิยายดี ๆ มีเต็มตู้ แต่ไม่หยิบมาทำ
- ละครชาวบ้านยังคงต้องมีค่ะ ตราบใดที่ชาวบ้านชอบ
- แต่ก็น่าจะมีละครหรือซีรีส์ที่มันเฉพาะกลุ่มบ้าง
- บทค่ะ อยากเห็นบทเนี้ยบ ๆ
- แล้วก็เลิกซะทีที่จะต้องเป็นคนในสังกัดเล่น


นะคะ ตามนั้น

#24 By มายเดียร์ on 2007-11-15 12:10

big smile ตอนนี้ไม่ติดละครค่ะ แต่ก็ดูบ้่างเป็นบางเรื่อง บางตอน มีเหมือนกันดูแล้วขัดใจ ทำละครออกมาได้ไม่ดีลวกๆ
แต่บางเรื่องก็โอเคนะ..

ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องบุพเพเล่ห์รัก เป็นของค่ายโพลีพลัส นึกว่าค่ายดาราวีดีโอซะอีก embarrassed

#25 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-11-15 12:27

ละครเดี่ยวนี้พล็อตเรื่องก็คล้ายๆ กันไปซะหมด
เอาบางส่วนของหลายๆ เรื่องมาผสมๆ กัน big smile

ส่วนเรื่องการแต่งตัวของอั้ม ... อย่างว่าน่ะนะคะ
ก็อั้มเค้าเป็นโมเดลของความเซ้กซี่
ก็เลยต้องโชว์ขาเรียวๆ กันซะให้คุ้มค่าตัว อิอิ

big smile

#26 By !2know ++ on 2007-11-15 13:08

Hot! โหวตให้ครับ
ผมเบื่อละครไทยยุคนี้มากๆ เลยครับ เนื้อเรื่องก็ซ้ำไปซ้ำมา พระเอกรวย นางเอกโง่ มีคนใช้ที่คอยนินทาเจ้านาย มีนางอิจฉา 1 กับนางอิจฉา 2 มาตบตีแย่งพระเอกกัน พระเอกไล่ปล้ำนางเอก ฯลฯ คือถ้ามีให้ดูนานๆ ครั้งก็ ok แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันมีให้ดูถี่เกินไปแล้ว! ทุกวันนี้ส่วนมากผมใช้ทีวีดูข่าวหรือไม่ก็เล่นเกมส์ เอาเวลาไปเล่นเกมส์พวกซิมูเลชั่นยังจะสร้างสรรค์กว่า

ผมว่าละครเกาหลีเดี๋ยวนี้แซงเราไปหลายกิโลเมตรแล้วนะ......ถ้าเป็นการแข่งขันรถแข่งนี่เผลอๆ จะน็อกรอบเราไปหลายรอบแล้วมั๊งtongue

#27 By CHAN on 2007-11-15 14:46

เหอๆ นี่ล่ะที่เราไม่ชอบละครไทย เพราะน้ำเน่า ซ้ำๆซากๆ และยังคอยยัดเยียดฉากตบจูบๆ ฉากพระปล้ำนาง ฉากโกงโน่นโกงนี่ นางร้ายก็คอยแกล้งนางเอก ไม่มีดีสักอย่าง.. มีแต่เรื่องทำนองนี้ทั้งนั้น
อาม่าเราดูทั้งละครไทยและเกาหลีค่ะ(ส่วนตัวเราไม่ได้ดูทั้งสองอย่าง) ก็บอกว่า อาม่ายังประทับใจนางร้ายเกาหลีมากกว่าเลย เพราะว่านางร้ายนี่ร้ายแบบเงียบๆ เป็นผู้ดี และไม่ใช่ว่าเลวไม่มีชิ้นดีเลย แต่นางร้ายแบบไทยจะตรงกันข้ามหมดเลย เหอะๆๆ ดูแล้วไม่ได้อะไร

#28 By [AdeLiNe] on 2007-11-15 17:25

กราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านครับที่ให้ความกรุณาอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง เป็นที่อบอุ่นขนาดนี้ ทำให้ขึ้น Hot Post ได้ และทุกๆ ท่านได้ช่วยกรุณาแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางเป็นที่น่าสนใจกันทุกๆ ความเห็นครับ และทำให้ปอนมีประเด็นใหม่ๆ ในการเขียนได้อีกหลายเอ็นทรี่ทีเดียวครับconfused smileขอความกรุณาติดตามกันเรื่อยๆ นะครับ อาจจะตอบคอมเม้นต์ไม่ได้หมดทุกคนนะครับ ขอตอบเฉพาะคนที่ยังเรายังไม่เข้าใจกันนิดนึงนะครับ... แต่ซาบซึ้งในน้ำใจของทุกๆ ท่านที่ให้ความกรุณามาคอมเม้นต์และโหวตให้ทุกๆ ท่านครับconfused smile

ขอบคุณมากครับ...คุณฉิม...ที่ทำให้ปอนได้แนวคิดการเขียนเอ็นทรี่ใหม่อีก 1 เอ็นทรี่ครับ

ขอบคุณมากครับ...คุณโอ๊ต...ที่เสนอแนะประเด็นน่าสนใจเรื่อง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่มา เดี๋ยวปอนคงจะเขียนถึงสักหน่อยเดี๋ยวจะไม่ครบประเภทของสื่อมวลชนdouble wink ปอนเคยเข้าไปกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อตอนที่เรียนปี 1ครับ แต่ไม่ได้ไปประเด็นเรื่องภายยนตร์แต่ไปประเด็นเรื่องเว็บไซต์กับเว็บบอร์ดครับ เดี๋ยวปอนจะเขียนให้อีก 1 เอ็นทรี่เลยครับ double wink confused smile

...คุณจิ...ไม่เข้าใจปอน ทำไมคุณจิไม่เข้าใจปอน ในกรณีของคุณบิ๊กบูนแตกต่างจากกรณีของปอนครับ เพราะคุณบิ๊กในขณะนั้นเป็นผู้ที่มีหน้าที่เผยแพร่เพลงครับ และรวมทั้งเป็นผู้เผยแพร่ความคิดเห็นไปยังผู้ฟังจำนวนมากครับ แต่สิ่งที่ปอนเขียน ปอนเขียนในแง่มุมของนักวิชาการครับ สิ่งที่ปอนเขียนก็มาจากทฤษฎีและงานวิจัยทางด้านการสื่อสารที่ได้ร่ำเรียนมาครับ และในฐานะที่ปอนต้องสอนให้เด็กมองละครเชิงวิชาการอีกด้วยครับ ปอนไม่ได้บอกว่ามันดีไม่ดีนะครับ แค่บอกว่าองค์ประกอบมันมีที่มาที่ไปยังไง เดี๋ยวปอนจะเขียนให้คุณจิ 1 เอ็นทรี่เลยนะครับ นะนะนะนะdouble wink confused smile

...คุณนายพี่...เดี๋ยวปอนจะเขียนให้คุณนายพี่อีก 1 เอ็นทรี่เลยครับเรื่องการเขียนบทเนี่ยะ เท่าที่เคยคุยกับคนเขียนบทในงานสัมมนา เค้าก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกันครับ...เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับconfused smile double wink

และสุดท้ายต้องขอกราบขอบพระคุณอย่างยิ่ง กับทุกๆ ท่านที่ให้ความกรุณาเข้ามาแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ และหวังว่าจะเข้ามาเยี่ยมกันบ่อยๆ นะครับconfused smile

#29 By ปอนปอน on 2007-11-15 19:06

แทบไม่ได้ดู tv เลยครับ นอกจากข่าวกับบอล

รู้สึกว่าละครเดี๋ยวนี้มันซ้ำๆกันจริงๆนั่นแหละ เวลาโดน
บังคับดูเพราะทานข้าวพร้อมคุณแม่ ก็รู้สึกว่า น่าเบื่อจริงๆ
บางเรื่องเอาแต่โวยวาย กรี๊ดกร๊าด ผ่านไปครึ่งชม.
เนื้อเรื่องก็ไม่ไปไหน(ช่อง 7 เนี่ย ตัวดี)

ฉะนั้น เลิกดู จบ

#30 By @ri on 2007-11-15 21:20

พิมพ์ตอบคุรปอนไปตั้งเยอะ ดันเออเร่อsad smile

#31 By จิปาถะ on 2007-11-15 21:50

ผมเข้าใจคุณปอนนะครับ
ผมเอง เพียงแต่มองในอีกแง่มุมหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ขัดแย้งแต่อย่างใด
ผมไม่ได้มองว่าคุณบิ๊กบูนเป็นสื่อมวลชนหรือไม่ได้เป็น
ไม่ได้มองว่าคุณปอนเป็นสื่อมวลชนหรือไม่ได้เป็น
หากแต่ผมพยายามมองให้กว้างขึ้นเท่านั้นเอง

จริงอยู่ที่ว่าละครไทยน้ำเน่า
แต่ผมก็อยากให้คุณปอนมองในแง่มุมอื่นด้วย
วิชาการสื่อสารที่คุณปอนว่า ผมก็เคยลงเรียนมาบ้าง
ที่ที่ผมเรียนสอนว่าการเขียนวิพากษ์หรืออะไรก็ตามที อย่างน้อยควรจะมองในสองแง่มุมขึ้นไป มีแหล่งที่มาอ้างอิงจากสองแหล่งขึ้นไป (ไม่ทราบว่าในเมืองไทยสอนเช่นเดียวกันหรือเปล่า?)
ผมเข้าใจว่าเอนทรี่นี้คือความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่การออนแอร์ทางวิทยุ หรือการรีวิวลงหนังสือที่จะต้องเป็นกลาง
ผมไม่ขัดแย้งกับความคิดของคุณปอน
หากแต่...
ผมอยากให้คุณปอนมองในแง่มุมของคนทำละครบ้าง
ตัวผมเองก็เคยทำละครมาบ้าง ถึงแม้จะไม่ใช่ละครไทย พอจะมีเพื่อนที่เป็นคนเขียนบทละครไทยอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่มากมายนัก
ผมอ่านเอนทรี่แล้วเกิดอาการสะอึก เสียใจ และหน้าชาแทนพวกเขาครับ

ผมไม่ขัดหากจะบอกว่าละครไทยน้ำเน่า
ผมไม่ขัดหากจะบอกว่าละครไทยไม่ดี
แต่ผมว่าคนทำเขาคงไม่ใช่แค่เขี่ยๆ สั่วๆ ยำๆให้มันออนแอร์ออกมาหรอกครับ
เขาคงจะมีความตั้งใจและมุ่งมั่นผสมอยู่บ้าง
อาจจะไม่ดีนักถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นที่จะทำให้ละครไม่เน่า
แต่ผมมั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้สักแต่ว่าทำแน่ๆ

ผมอยากให้คุณปอนมองเพิ่มเติม เช่นในแง่มุมว่าทำไมต้องน้ำเน่า มีที่มาที่ไปยังไง แล้วมันมีผลดีผลเสียยังไง บ่งบอกวัฒนธรรมของสื่ออย่างไร มีผลอย่างไรกับสังคม ฯลฯ เพิ่มเข้าไปด้วย

การอดรนทนไม่ไหวแล้วแจงประเด็นอย่างเดียวไม่พอครับ
สิ่งที่สังคมสื่อต้องการคือข้อเสนอแนะ..
ผมมั่นใจว่า สักวันคนเขียนบทสักคนจะต้องลิงค์จากกูเกิ้ลมาเจอข้อเสนอแนะของคุณปอนเข้า
ทีนี้เขาเองก็จะได้รู้ความบกพร่องและความต้องการของคนดูมากขึ้น ต่อไปจะได้นำไปพัฒนาปรับปรุงได้
คราวนี้เราก็จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเข้าสักวัน
win win ทั้งคู่ ดีออกครับbig smile

#32 By จิปาถะ on 2007-11-15 22:12

ปล. ผมอ่านแล้วมันไม่รู้สึกเป็นกลางอ่ะครับbig smile

#33 By จิปาถะ on 2007-11-15 22:14

อ่า!!
ทราบแล้วครับว่าทำไมรู้สึกไม่เป็นกลาง


เพราะคำว่า อดรนทนไม่ไหว กับคำว่า ละครน้ำเน่า มันมีความหมายเป็นบลนี่เองsad smile confused smile

#34 By จิปาถะ on 2007-11-15 22:34

กรี๊ดดดด...จะเป็นอะไรไหมครับถ้าจะบอกว่า รัก...คุณจิ...แต่ๆๆ คุณจิอ่ะ ปอนก็บอกแล้วนะครับว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้าง แต่ไม่แยกออกมาให้ละเอียดเท่านั้นเอง ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะเขียนให้มันละเอียดน่ะครับ แต่กลัวว่ามันจะยาวมากๆsad smile แล้วมันจะเป็นบทความทางวิชาการจ๋าอย่างที่ผ่านๆ มา แล้วก็จะไม่ค่อยมีคนอ่านกัน เหมือนที่ผ่านๆ มา ก็เลยลองเปลี่ยนแนวเป็นเม้าท์ๆ เบาๆ ดูบ้างน่ะครับopen-mounthed smile แต่ทีนี้พออ่านคอมเม้นต์ ความเห็นที่หลากหลายของทุกๆ คนปอนก็เลยคิดว่าต้องเขียนขยายจากเรื่องนี้ได้ตั้ง 4 เอ็นทรี่แน่ะครับ เพราะว่าปอนก็ยอมรับว่าไอ้ที่เขียนเอ็นทรี่นี้มันไม่รอบด้านครอบคลุมจริงๆ แหล่ะ จริงๆ แล้วปอนก็เข้าใจทุกฝ่ายนะครับ เพราะเรื่องละครเนี่ยะต้องดูตั้งแต่สังคม เจ้าของช่อง ผู้ผลิต สปอนเซอร์ ซึ่งคนเขียนบทต้องรับภาระวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ปอนเห็นใจและเข้าใจครับ เดี๋ยวปอนจะเขียนขยายอีก 4 เอ็นทรี่นะครับ คุณจิ มีอะไรบอกปอนเพิ่มเติมได้นะครับยินดีๆๆๆ มากๆๆๆ ครับ กรี๊ดดดด ดีใจconfused smile

#35 By ปอนปอน on 2007-11-15 22:57

*ลบsad smile

#36 By จิปาถะ on 2007-11-15 22:58

แต่ๆๆ ไหนๆ ครับ...คุณจิ...ที่ปอนเขียนว่าละครน้ำเน่า ปอนยังไม่เห็นเลยนะครับ.. ปอนว่าปอนไม่ได้เขียนะครับsad smile big smile

#37 By ปอนปอน on 2007-11-15 23:00

ดาราเวลาถ่ายหนังก็ต้องใส่ให้มันน่าดู แบบนั้นแหละครับ ภาพลักษณ์ของอั้มมันแบบนั้น แต่ถ้าตามปกตินิสัย คงไม่มีใคร ใส่แบบนั้นไปวัด หรือสถานที่ราชการแน่ๆ

ดูอั้มทีไร ผมหายใจไม่ทั่วท้องเลย กลัวหลุด

#38 By palermos on 2007-11-15 23:03

ดูบ้างนิดหน่อยค่ะ ปรกติไม่ค่อยชอบดูทีวี.
ดูตอนเดียว ก็รู้ถึงตอนจบ...big smile big smile

#39 By ไอ้แป้น : i-phan on 2007-11-15 23:12

คุณปอน ขอโทษครับ ผมผิดเองที่มั่วมึนเอาคำในคอมเม้นท์มาผสมปนเปกัน sad smile

#40 By จิปาถะ on 2007-11-16 09:40

-บ้านทรายทอง
-คู่กรรม
-ตุ๊กตาเริงระบำ
อาจเรียกได้ว่า เป็น "วรรณกรรม" ที่เป็น "อมตะ"
ฆ่าไม่ตาย ขายไม่ขาด เกิดกี่ชาติ ก็ขาดเธอไม่ได้
ถ้ารวม "แม่นาคพระขโนง" หรือ "อีนาก" ที่ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ จนไม่กล้ามีใครเอาไปทำต่อ เพราะทำไว้เด่นพอสมควร เข้าไปด้วย
ก็คงเข้าที

คงมีการวรเวียนไปอย่างนี้เรื่อยๆ

อย่างเช่น บ้านทรายทอง
เคยเป็นเรื่องที่ทันสมัย (โน้น) แล้วก็เป็นเรื่องร่วมสมัย (โน้น) และกลายเป็นหนังย้อนยุค (นี้)
จนได้ครับ

แต่หลายๆ เรื่อง พล็อต, ธีม และอะไรๆ หลายอย่าง ก็ยังคงเอามาแปะๆๆๆๆ เหมือนเดิม
ถ้าเป็นที่คณะผม เค้าจะใช้คำแดกดันว่า "copt & paste" ครับผม
sad smile

#41 By apple666 (Nopphasul) on 2007-11-16 10:15

กลับมาอีกรอบ
เพื่อ ***หมายเหตุ*** ครับผม

copy & paste
ใช้กับการเขียนบทคัดย่อ รวมถึงวิทยานิพนธ์ และโครงงานวิจัย
ที่เหมือนกับไม่มีพล็อตเป็นของตัวเอง ขาดความสามารถทางด้านภาษา และการเรียบเรียง รวมถึงจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ {ซึ่งมีค่อนข้างน้อยอยู่แล้วในแวดวง[นี้ของผม(วิทยาศาสตร์)]}

ซึ่งคนถูกว่าหน้าชา หูแดง แต่ไม่สามารถตอบโต้ได้

แต่ก็ทำให้รอดตายได้หลายๆ ครั้งเหมือนกัน เวลาทำงานส่ง...เฮ้อ...sad smile

#42 By apple666 (Nopphasul) on 2007-11-16 10:18

เมื่อคืนผมนั่งดูซีรี่ส์ใหม่เรื่อง the Riches เตรียมตัวติดได้อีกเรื่องนึงแล้วๆๆๆๆๆๆๆ

#43 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2007-11-16 11:37

เฮียชอบดูช่อง HBO Cinemax Star Movie
Discovery Animal Planet National Geographic X-Site ดูเป็นประจำเลยล่ะ ช่องเหล่าเนี้ย นานๆ จะดูละครที ดูแว็บๆ แล้วก็เปลี่ยนช่อง

#44 By จั่นเจา on 2007-11-16 12:09

เข้ามาร่วมวงด้วยค่ะวันนี้ เหอ ๆ

เพิ่มเรทติ้งเอนทรี่นี้ค่ะ big smile

#45 By tungmay on 2007-11-16 15:54

ตอนแรกคิดจะค้านปอนว่า อั้มแต่งอย่างนั้นดีออก เป็นการเติมความสวยงามให้กับโลกquestion แต่พออ่านต่อแ้ล้วพบว่าเราจะได้เจอมลพิษทางสายตาก็เห็นจริงด้วย วอนคนทางบ้านกรุณาใช้วิจารณญานในการแต่งตัวตามดาราด้วยนะครับ 555question
-เคยเจอฝรั่งคนหนึ่งบอกว่า ลองสังเกตุ นิทานพื้นบ้านไทย ลิเก กับ ละครไทยดู main idea ไม่ต่างกันเลยมีแต่เรื่องชู้สาวแย่งสามีภรรยากันอยู่นั่นแหละ
-อ้าปากจะเถียงมานั่งนึก นิทานบ้านเรามีเรื่องไหนไม่มีเรื่องทำนองนี้บ้าง ไม่มีเลยแฮะ
-เลยหน้าม้านกลับบ้านด้วยความเจ็บใจจนทุกวันนี้

#47 By สาวเหนือ (203.146.176.242) on 2007-11-16 16:46

วันนี้มาบอกลาครับ จะหายตัวไปสักพัก อาจจะหายไปเลย ขอบคุณครับที่อุตส่าห์ให้ความรู้สึกดีๆแบบเพื่อนพ้องน้องพี่มาตลอด บ๊ายบายครับ big smile Hot!

ปล. จอมมารยังไงก็เป็นจอมมาร มีไรปะ

#48 By -Press F5- on 2007-11-17 15:42

จานปอน

เกรดเมื่อไรจาออกอ่ะคะ

มาแต่คะแนน

ตัดเอที่เท่าไรหรอ อยากรู้ ลุ้นๆๆๆๆๆ

ทำไมไม่ออกเป็นเกรดซักที ฮื่อๆๆๆๆๆๆsad smile

#49 By ลูกศิษย์ (202.91.18.204) on 2007-11-17 16:26

...คุณลูกศิษย์ (ตัวจริงๆ) อาจารย์ได้ส่งเกรดไปแล้วจ๊ะ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก็ต้องผ่านกระบวนการอีกนิดหน่อยนะจ๊ะ.. ไม่น่าจะเกินอาทิตย์ที่จะถึงนี้มันน่าจะโชว์แล้วนะ..รอต่อๆ ไปจ๊ะ...รู้แล้วจะซึ้ง หุหุdouble wink question

#50 By ปอนปอน on 2007-11-17 18:37