ผู้ชมกับละครโทรทัศน์ (TV Series : Entry 1)
posted on 20 Nov 2007 14:35 by sloppythinking in Communication, Social
จากเอ็นทรี่ที่ร้อนแรงที่สุด (หากใครยังไม่ได้อ่านกรุณากดไปที่นี่ครับ Hot Entry of Sloppythinking Blog) ตั้งแต่ปอนได้มีโอกาสเข้ามาสิงอยู่ในนี้ ทุกๆ ท่านได้แสดงทัศนะที่หลากหลายต่อละครไทย ซึ่งปอนไม่สามารถทิ้งความคิดเห็นเหล่านั้นไปได้เลยครับ มีหลากหลายท่านที่ให้มุมมองใหม่ๆ อย่างที่ปอนไม่ได้คาดคิดมาก่อนครับ แล้วทำให้เห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยจะพึงพอใจความเป็นอยู่ของละครไทยเราเท่าใดนัก ดังนั้น ปอนจะขอเปิดซีรี่ย์ละครไทยเป็นจำนวน 4 เอ็นทรี่ นับตั้งแต่เอ็นทรี่นี้เป็นต้นไปนะครับ ปอนหวังว่า เราจะเข้าใจละครไทยมากขึ้นว่า ทำไมละครของเราจึงเป็นอยู่แบบทุกวันนี้ และเราจะมีแนวทางอย่างไรที่จะพัฒนาละครของไทยเราให้เกิดประโยชน์กับสังคม โดยตัวของพวกเราที่เป็นผู้บริโภคครับ
ในเอ็นทรี่นี้ปอนจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชม (ผู้บริโภค) กับการผลิตละครโทรทัศน์โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแสดงความคิดเห็นของคุณฉิม และอีกหลายๆ ท่านที่ช่วยกันส่งความคิดเห็นเข้ามานะครับ
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับละครโทรทัศน์
หากเราอยากรู้ว่าทำไมละครโทรทัศน์ทำไมถึงมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างในปัจจุบัน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยนั่นก็คือ การมองดูสังคมว่าในขณะนี้เป็นอย่างไร คำถามที่เราควรจะตั้งเพื่อหาคำตอบสำหรับสังคม คนดู กับละครมีดังนี้ครับ
1. สังคมเปลี่ยนละคร หรือละครเปลี่ยนสังคม?
2. ละครตอบสนองอะไรต่อความต้องการของสังคมบ้าง?
3. คนดูต้องการอะไรจากละคร?
4. รสนิยมของคนดูมีผลกับละครหรือไม่
ถ้าเราตอบคำถามได้ทั้ง 4 คำถามแล้ว เราคงจะได้เห็นความชัดเจนของความสัมพันธ์มากยิ่งขึ้นครับ ปอนจะค่อยๆ ไล่เรียง (นี่ใช้คำสรยุทธ์มาด้วย) ไปทีละคำถามเลยก็แล้วกันนะครับ
สังคมเปลี่ยนละคร หรือละครเปลี่ยนสังคม?
หากเราดูที่ละครไทย สามารถเป็นไปได้ทั้งคู่ครับ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นมาจากภายในสังคมของเราเพียงอย่างเดียวบางครั้งอาจะเกิดมาจากการหลั่งไหลของความนิยมจากสังคมอื่นๆ เข้ามาได้เช่น กระแสญี่ปุ่น กระแสเกาหลี กระแสอเมริกัน ฯลฯ ต่างก็มีผลต่อการทำละครของไทยทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ที่ก็ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับความนิยมของคนในสังคม ดังบทสัมภาษณ์คนทำละครจักรๆ วงศ์ๆ ในเว็บไซต์ผู้จัดการ (คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทสัมภาษณ์ครับ) ทำให้เราเห็นว่าอิทธิพลของกระแสวัฒนธรรมภายนอกเริ่มรุกเร้าเข้ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการทำละครไทยมากเช่นกัน
พื้นฐานของสังคมไทยเราเป็นสังคมแห่งความรื่นเริงบันเทิงใจ บางที่ในสังคมของไทยก็มีการอิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน แต่ก็มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดต่อๆ กันมา บวกกับความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เราจึงจะเห็นว่าละครโทรทัศน์จึงมีโครงเรื่องที่ซ้ำๆ เดิมๆ เช่น ร้ายก็ต้องร้ายอย่างที่สุด จนในที่สุดก็ได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อขึ้นมา คนดีถึงแม้ว่าจะทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสในตอนแรกก็จะมีความสุขสบายได้ในตอนหลัง บางเรื่องถึงแม้จะไม่ได้มีความสุขจากการร่ำรวยเงินทอง แต่ตัวละครที่เด่นๆ ก็มีความสุขใจในชีวิตความเป็นอยู่ตัวร้ายๆ ก็ได้รับผลกรรมไปเช่นเดิม จะเห็นได้ชัดจากละครตอนเย็นของช่อง 7 ในขณะนี้นะครับ คือเรื่อง ผู้พิทักษ์สี่แยก ถึงแม้การสร้างจะห่วย แต่ก็สามารถสอดแทรกวิธีคิดเพื่อที่จะสอนคนดูไว้ได้อย่างแนบเนียน แล้วก็ทันต่อเหตุการณ์ (เพราะถ่ายไปออกอากาศไปตามสไตล์ของดาราวีดิโอ) ปอนมองว่า ละครเรื่องนี้ทำได้ถูกต้อง สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายทีเดียวครับ แล้วสอดคล้องกับสภาพสังคมบริโภคนิยม และศีลธรรมตกต่ำอย่างที่เป็นอยู่ในสมัยนี้อีกด้วย
เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า บางครั้งละครก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และบางครั้งละครก็ต้องทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวเข้าสู่ความสมดุลในสังคม และกระตุ้นเตือนให้คนในสังคมฉุกคิดให้ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นสังคมกับละครจึงมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นอย่างแยกกันไม่ออกทีเดียวครับ
ละครตอบสนองอะไรต่อความต้องการของสังคมบ้าง?
ในอดีตสังคมอาจจะมองแค่ว่าละครเป็นเครื่องผ่อนคลายความเครียด ดูเพื่อความสนุกสนานบันเทิงเท่านั้น ผู้สร้างละครส่วนใหญ่จึงยึดเอาความต้องการพื้นฐานเช่นนี้มาเป็นแนวทางหลักในการผลิตละคร แต่ในปัจจุบันสังคมก็ไม่ได้มีความคาดหวังจากละครที่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ยังคงยึดถือความต้องการในด้านความบันเทิงอยู่เช่นเดิม แต่การวิเคราะห์ความต้องการของสังคมของผู้สร้างละครในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคิด 2 ชั้นด้วยกัน เพราะหากยึดคติเดิมๆ ก็จะไม่ได้เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง
ต้องมองถึงความต้องการที่สังคมคาดหวัง ในที่นี้ก็คือความบันเทิง เพียงอย่างเดียว และคนทำละครต้องวิเคราะห์อีกชั้นหนึ่งคือ ตอนนี้สังคมต้องการละครแบบไหนที่จะทำให้สังคมดีขึ้นมา (ซึ่งปอนคิดว่าละครเรื่องผู้พิทักษ์สี่แยกทำได้ดีในระดับหนึ่งครับ) เช่น ตอนนี้สังคมมีปัญหายาเสพติด ละครที่ทำออกมาก็ต้องทำไปเพื่อที่จะลดความต้องการเสพย์ยาเสพติดลงไป หรือชี้ให้เห็นถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หรือในขณะที่สังคมกำลังฟุ้งเฟ้อ นิยมกับวัตถุและภาพลักษณ์ที่ลวงตา แปลว่าสังคมกำลังต้องการวิถีทางพอเพียง คนทำละครจึงจำเป็นต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าจะสอดแทรกวิธีคิดเรื่องความพอเพียงลงไปในละครอย่างไรให้แนบเนียน กลมกลืนผู้รับไม่ประดักประเดิดจนเกินไปนัก
แต่ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าละครที่จะวิเคราะห์ทั้งสองชั้นมีจำนวนน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับปริมาณละครที่กำลังออกอากาศฉายอยู่ สิ่งที่เราผิดหวังและทำให้เราไม่ดูละครไทยกันก็น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยส่วนหนึ่ง ใช่หรือเปล่าครับ
คนดูต้องการอะไรจากละคร?
หลังจากที่เรามองภาพรวมในระดับสังคมมาแล้วว่าสังคมต้องการอะไรจากละครบ้าง คนในระดับปัจเจกบุคคลก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ปอนก็คงบอกความต้องการของแต่ละคนได้ทั้งหมด อย่างรอบด้าน เพราะฉะนั้นคำถามนี้ต้องถามผู้อ่านทุกท่านแล้วหล่ะครับว่า เราต้องการอะไรจากละครบ้าง? เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า บางคนไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไรจากละคร แต่บางคนก็คาดหวังกับละครอย่างมาก แต่สำหรับตัวปอนเองแค่ได้ดูผู้ชายหล่อๆ
ก็สุขใจเป็นยิ่งนักแล้วครับ ล่าสุดต้องดูละครเรื่อง ลิขิตกามเทพ ที่มาแทนกรุงเทพราตรี มีพี่สมาร์ท กฤษฎา
กับแอน ทองประสมครับ กรี๊ดดดดด มากๆๆๆๆ
รสนิยมของคนดูมีผลกับละครหรือไม่?
ในที่นี้ปอนจะพูดถึงเรื่องประเภทของความนิยมชมชอบเพียงอย่างเดียวนะครับ ไม่ได้มองถึงฐานะและการศึกษาประกอบ น่าจะทำให้เข้าใจมากกว่าเรื่องการศึกษา และหลีกเลี่ยงการปะทะทางความคิดอีกด้วยนะครับ..แหะแหะ ปอนจะแบ่งรสนิยมของคนดูละครออกเป็นดังนี้นะครับ
นิยมชมชอบโครงเรื่องแบบดั้งเดิม โครงเรื่องแบบดั้งเดิมในที่นี้ก็คือเรื่องชิงรักหักสวาท ระเบิดภูเขาเผากระท่อม ชั้นเกลียดแก แกก็เกลียดชั้น แต่ในที่สุดเราก็มารักกัน คนที่มีรสนิยมอย่างนี้มีจำนวนมากจนถือได้ว่าเป็นกระแสหลักของสังคมเลยทีเดียวครับ เพราะโครงเรื่องแบบดั้งเดิมนี้ง่ายต่อการบริโภค ไม่สลับซับซ้อนเข้าใจได้ง่าย สามารถเอามาทาบกับชีวิตของตัวเองแล้วคิดได้ว่าตัวเองก็น่าจะเป็นได้อย่างในละครบ้าง ซึ่งละครโครงเรื่องแบบดั้งเดิมนี้มักจะสร้างความหวัง ความฝันให้กับคนกลุ่มนี้ครับ หากละครฉีกแนวไปเป็นแบบอื่นก็จะทำให้บริโภคได้ยาก หรือไม่ดูเลยเป็นต้นครับ
นิยมชมชอบละครแบบโครงเรื่องกลางเก่ากลางใหม่ ละครในกลุ่มนี้เรามักจะเห็นในละครซิทคอม เช่น สามหนุ่มสามมุม บางรักซอย 9 เป็นต่อ หรือเรื่องเทวดาสาธุ ซึ่งทำให้ผู้รับสามารถรับได้ง่าย แต่มีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องขึ้นมาอีกชั้นนึง พร้อมๆ กับทำให้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คนในละครก็เป็นคนธรรมดาๆ ที่มีอยู่ในสังคม ละครประเภทนี้มีโครงเรื่องเป็นเรื่องรักๆ เหมือนกัน แต่เป็นความรักแบบที่เป็นจริง มีความสมจริงสมจังมากกว่า แต่ก็ไม่ได้สร้างความหวัง ความฝันให้กับผู้ชมได้เท่ากับละครประเภทโครงเรื่องแบบดั้งเดิม จึงถือว่าเป็นการฉุดคนดูให้มาดูสังคมที่แท้จริงในมุมมองที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากมุขตลกต่างๆ ที่ผู้เขียนบทได้สอดแทรกไว้ อย่างบางเรื่องก็ให้ข้อคิดแบบตรงไปตรงมาอีกด้วย เช่นเรื่องเทวดาสาธุ ให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตเชิงพุทธศาสตร์ได้ดีทีเดียวครับ
นิยมชมชอบละครโครงเรื่องแบบเหนือธรรมดา ละครประเภทนี้มักจะเห็นได้จากละครดั้งเดิมของเรานะครับ เช่นละครจักรๆ วงศ์ๆ หรือนวนิยายอมตะ ที่ผู้เขียนมีจินตนาการสูงส่ง เช่น ทวิภพ หุบเขากินคน ฯลฯ ที่การดำเนินเรื่องล้วนแล้วแต่ให้ความบันเทิงจากจินตนาการ โดยส่วนใหญ่ละครประเภทนี้มักจะสอดแทรกเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วไว้แทบจะทุกเรื่องเชียวครับ
นิยมชมชอบละครโครงเรื่องสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ละครในประเทศไทยไม่ค่อยจะมีละครประเภทนี้สักเท่าไหร่ เพราะเป็นละครที่ถือว่าบริโภคยากไม่สอดคล้องกับความนิยมส่วนใหญ่ของประเทศ ละครประเภทสืบสวนสอบสวนจึงทำให้เกิดขึ้นได้ยากมาก หรือโครงเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน ก็มักจะไม่ค่อยได้เห็น เท่าที่เห็นตอนนี้ก็เพิ่งจะจบไป เรื่องกรุงเทพราตรี ปอนว่าซับซ้อนที่สุดที่คนที่นิยมดูละครจะรับได้แล้วหล่ะครับ
นิยมชมชอบละครจากต่างประเทศ ฮั่นแน๊ๆๆๆ เห็นว่าในนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างนั้นกันนะครับ ซึ่งปัจจุบันสถานีโทรทัศน์ก็หันมาตอบรับกับความนิยมชมชอบประเภทนี้อย่างมากทีเดียวเชียวครับ จะเห็นทั้งละครเกาหลี ละครจีน ละครฝรั่งมีให้เลือกกันเยอะแยะเชียว...
ด้วยเหตุนี้เองครับ.... สิ่งที่เราตั้งคำถามมาตลอดว่าทำไมละครบ้านเราเป็นอย่างที่เห็นอยู่ทุกๆ วันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะมาจากปริมาณของรสนิยมนี่เองครับ เพราะมีอุปสงค์ (Demand) ก็ต้องมีอุปทาน (Supply) เพราะผู้จัด คนเขียนบท ไม่สามารถฉีกแนวออกไปจากความต้องการของคนในสังคมได้ครับ เพราะหากฉีกแนวไปผลกระทบต่างๆ จะตามมา ในเอ็นทรี่ต่อๆ ไปก็จะทำให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้นจนครบทั้งกระบวนการที่ทำให้ละครของเราเป็นแบบนี้ครับ
ปอนเอง
ป้จฉิมลิขิต : ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านมากๆ ครับที่แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางเมื่อเอ็นทรี่ที่แล้ว ทำให้ปอนมีแนวคิดที่จะเขียนเรื่องละครเพิ่มมากขึ้น เอ็นทรี่นี้ขออย่างเอ็นทรี่ที่แล้วนะครับ ขอให้ทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่เลยนะครับ
ดูละครเพราะต้องการคลายเครียดค่ะ ไม่ต้องคิดมาก เพราะฉะนั้นบางทีบางเรื่องน้ำเน๊าน้ำเน่า บ่นไปแต่ก็ยังดูไป อิๆ

มันคือความแตกต่างระหว่างความนิยมชมชอบในแต่ละเพศครับ ปอนถึงเรียกว่า "คุณจิ" แทนที่จะเรียกว่า "จิ" เฉยๆ นั่นแหล่ะครับเหมือนกันเลย
แต่ถ้าอยู่หลังกล้องจนลืมเข้าหน้ากล้องก็ค่อยยังชั่วหน่อย
และอาจจะไม่ได้อ่าน หุหุ
ให้ดาวด้วยนะ
#1 By มนุษย์กล่อง on 2007-11-20 15:15