กฏเกณฑ์ ถูกสร้างขึ้นเมื่อมีคนมาอยู่รวมกันมากๆ เพื่อทำให้คนที่มาจากร้อยพ่อพันแม่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข หรือถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็มีแนวทางการตัดสินใจได้อย่างยุติธรรม หรือเป็นแนวทางให้คนในสังคมดำเนินชีวิตให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

                   เหตุผลคือ สิ่งที่สามารถนำมาอธิบายการกระทำ หรือนำมาสนับสนุนความคิดเพื่อหาทางออกให้กับปัญหา ซึ่งจำเป็นต้องนำปัจจัยที่หลากหลายมาคิดวิเคราะห์ถึงผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วนำมาใช้ในการตัดสินใจภายใต้กฏเกณฑ์ที่มีอยู่

                   ความเป็นไปได้ ก็น่าจะหมายถึงสิ่งที่มีโอกาสจะมี จะเป็น จะเกิด จะทำ ให้เห็นผลได้ ซึ่งก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและกฏเกณฑ์เช่นกัน หากความเป็นไปได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ที่มา ที่ไปอย่างชัดเจน และไม่ได้อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในสังคมหนึ่งๆ แล้ว.... ความเป็นไปได้อันนั้นก็น่ากลัวยิ่งนักครับ

                    แต่บางครั้ง เหตุผลก็สามารถอยู่เหนือกฏเกณฑ์ได้เช่นกัน หากเหตุผลดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงและไม่ได้เบียดเบียนใครๆ ดังเช่นการพิจารณาคดีที่ผู้พิพากษาไม่ได้ยึดหลักกฏหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอิงกับหลักการทางรัฐศาสตร์ และศีลธรรมเข้ามาพิจารณาประกอบกับกฏหมายด้วย ซึ่งบางครั้งกฏหมายที่เป็นกฏเกณฑ์ที่คนในประเทศจำเป็นต้องทำตาม โดยที่จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ยังมีการเปิดช่องไว้ผ่อนปรนเพื่อให้สามารถตัดสินและดำเนินการให้ได้ยุติธรรมที่สุด ดังที่เราจะเห็นว่า คนที่ฆ่าคนตายด้วยการบันดาลโทสะมักจะไม่ได้โดนตัดสินประหารชีวิต หรือคนทื่ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาก็ไม่ได้รับโทษประหารชีวิตเช่นกัน ทั้งๆ ที่เป็นการฆ่าคนตายทั้งสองกรณี โดยการยึดเจตนาและผลกระทบที่จะตามมาในการพิจารณาเป็นหลัก ทำให้กรณีทั้งสองมักจะได้รับเพียงโทษจำคุกเท่านั้น (ใครเรียนนิติศาสตร์กรุณามายืนยันด้วยนะครับ)

                     ในชีวิตของคนเราปอนคิดว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเจอเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เรามีเหตุผลหนักแน่นและได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น และมีความเป็นได้สูงมากที่จะทำให้มันได้สำเร็จ โดยที่การกระทำเหล่านั้นไม่ได้เดือดร้อนหรือเบียดเบียนใคร แถมยังเป็นผลดีกับคนหลายๆ ฝ่ายอีกด้วย หรือต่างคนต่างก็ได้ผลประโยชน์ (win-win situation) แต่ปรากฏว่าติดอยู่ที่กฏเกณฑ์บางอย่างที่ถูกกำหนดขึ้นโดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ และเหตุผลของการเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่มีแนวทางในการอนุโลม หรืออนุญาตให้สามารถทำได้เป็นกรณีพิเศษได้ แต่คนที่มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่ตัดสินใจที่จะผ่อนปรนกฏเกณฑ์ดังกล่าว กันมาบ้างนะครับ

                      ที่ปอนหายไปนานมากขนาดนี้ก็เพราะไปเจอปัญหานี้เข้าอย่างจังครับ เป็นปัญหาเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของปอนเอง หลังจากที่สอบผ่านประมวลวิชาแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือต้องแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษา (แบบเป็นทางการเพราะปอนปรึกษากับอาจารย์ท่านนี้มาตั้งแต่เมื่อตอนต้นปีแล้ว) แต่ก็มาติดขัดตรงระเบียบ (ที่เค้าบอกว่ามาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)) ที่ระบุว่า

                       1. อาจารย์ที่ปรึกษาต้องมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ขึ้นไป หรือ จบการศึกษาในระดับปริญญาเอก (ซึ่งในคณะนี้น้อยนิดกระจิดกระจ้อยมากครับ ประมาณ 13 คนเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์นี้)

                       2. อาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งสามารถรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ได้เพียง 10 เล่มเท่านั้น หรือโครงการศึกษาเฉพาะบุคคล (สารนิพนธ์) (แผน ข.) ไม่เกิน 30 เล่ม โดยมีสัดส่วนวิทยานิพนธ์ 1 เล่ม เท่ากับโครงการศึกษาเฉพาะบุคคล 10 เล่ม หากอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือถ้าอาจารย์ท่านไหนรับวิทยานิพนธ์ 10 เล่มแล้ว จะรับเป็นที่ปรึกษาอะไรอีกไม่ได้เลย หรือหากตามเกณฑ์นี้ก็คือ สามารถรับวิทยานิพนธ์ได้ 7 เล่ม แล้วโครงการศึกษาเฉพาะบุคคล (สารนิพนธ์) เต็มที่คือ 30 เล่ม

                       แต่อาจารย์ที่ปรึกษาของปอนรับวิทยานิพนธ์ไว้แล้ว 10 เล่ม และสารนิพนธ์อีก 1 เล่ม ซึ่งตอนแรกคาดว่าจะมีคนมาสอบปิดเล่มวิทยานิพนธ์ แต่ปรากฏว่าคนที่สอบหัวข้อผ่านไปแล้วยังไม่มาสอบปิดเล่มวิทยานิพนธ์ทำให้ จำนวนยังไม่ว่างให้ปอนแทรกเข้าไป ทางออกของเรื่องนี้ปอนจึงทำเรื่องขอเป็นกรณีพิเศษไปที่รองคณบดี ว่าเราปรึกษากันมานานมากแล้วและพร้อมที่จะสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ทันที (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2)  พร้อมๆ กับอาจารย์ที่ปรึกษาก็เขียนไปในคำร้องว่าได้ปรึกษากันมานานมากแล้วจริงๆ และที่สำคัญคือพร้อมที่จะสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์แล้ว และอาจารย์เคยทำวิจัยเรื่องนี้มาก่อนเลยสนใจที่จะต่อยอดความรู้จากวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ และไม่ขัดข้องใดๆ ที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ปอน

                        คำร้องนี้ถูกปฏิเสธในเวลาต่อมาครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า อาจารย์ท่านอื่นยังไม่เต็มอีกเยอะแยะให้ไปหาอาจารย์ที่ไม่เต็มก่อน แล้วจะตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาคนเก่าของปอนเป็นประธานกรรมการวิทยานิพนธ์ให้ ปอนก็นำแนวทางนี้มาทำครับทางโครงการบัณฑิตศึกษาของคณะปอนแนะนำอาจารย์ให้ท่านหนึ่ง และวันเสาร์ที่ผ่านมาอาจารย์ท่านดังกล่าวก็ได้นัดให้ปอนเข้าไปคุย ปรากฏว่า คุยกันไม่ถึง 10 นาที อาจารย์ท่านนั้นสั่งให้ปอนรื้อแนวคิดที่เป็นแกนหลักของวิทยานิพนธ์ออก แล้วเปลี่ยนใหม่เป็นสิ่งที่อาจารย์บอกโดยที่ไม่มีหลักการในตำรามารองรับแม้แต่น้อย และจากการพูดคุยกันเรารู้ได้ว่าแกไม่เคยอ่านงานของเราเลยแล้วยังจะมารื้อของเราอีก แล้วแกก็เดินจากไป..... ทิ้งไว้แต่ความอึ้งของปอนว่าจะเอาอย่างไรดีกับชีวิต

                          ในช่วงวันเสาร์ถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงที่ปอนต้องวางแผนเพื่อต่อสู้และดิ้นรนให้ถึงที่สุดเพื่อที่จะได้อาจารย์ที่ปรึกษาคนเก่ากลับคืนมาให้ได้ เพราะปอนคิดแล้วว่าหากได้อาจารย์ที่มาสั่งให้ปอนรื้องานใหม่ปอนจะไม่มีทางเรียนจบได้อย่างแน่นอน ต้องเตรียมทั้งหลักฐานและบทพูดต่างๆ เพื่อโน้มน้าวให้รองคณบดียินยอม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุผลที่รองคณบดีพูดกับปอนว่า "ถ้าครูยอมให้ อาจารย์ท่านอื่นต้องมาว่าครูแน่ๆ เพราะยังมีอีกหลายท่านที่ยังว่างอยู่" พอดีมีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินผ่านมาพอดี แกก็บอกว่าเดี๋ยวครูติดต่อให้ไหม ด้วยความที่ทางเลือกน้อยมากจึงตอบตกลง แต่ก็จอดตั้งแต่ยังไม่แจวเลยครับ แค่รองคณบดีเอ่ยปากพูดว่า "เอ่อ..พี่คะว่างไหมคะ พอดีนักศึกษาจะมาขอปรึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์" อาจารย์ท่านนั้นก็ตอบกลับมาทันทีว่า "อ๋อ....ไม่ว่างหรอกเนี่ยะยุ่งมาก"

                            ถ้าปอนเป็นรองคณบดี ปอนจะเข้าใจถึงปัญหาได้เป็นอย่างดีครับว่าทำไมอาจารย์หลายๆ ท่านยังรับวิทยานิพนธ์ได้ไม่เต็มที่ หลายๆ ท่านที่เคยทำวิทยานิพนธ์มาแล้วคงจะเข้าใจเป็นอย่างดีนะครับว่า การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาจำเป็นต้องใช้ปัจจัยหลายๆ อย่างมาตัดสินใจ ทั้งเรื่องเวลา โอกาสในการพบ ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม รสนิยม ฯลฯ ทั้งหลายนี้ต้องสามารถจูนให้เข้ากันได้ เพราะฉะนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ กับนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์จึงจำเป็นต้องเห็นเหมือนๆ กัน ถึงจะไปได้อย่างรอดพ้น

                              จากกรณีนี้ ปอนอยากจะฝากโจทย์ไว้ให้คนที่ออกกฏระเบียบ คนที่มีอำนาจตัดสินใจ และคนที่ใช้ระเบียบในเรื่องนี้ ให้พยายามหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาของปอนถึงมีนักศึกษาเต็มจนล้นตลอดเวลา แล้วทำไมอาจารย์ท่านอื่นไม่เต็ม หากได้เหตุผลนี้มา ปอนคิดว่า รองคณบดีของปอนน่าจะคิดได้บ้างว่า ปัญหาจริงๆ แล้วมันอยู่ที่ กฏ ระเบียบ ตัวบุคคล หรือความคิด กันแน่นะครับ

                              เอ็นทรี่นี้เลยต้องขออนุญาตบ่นเรื่องราวส่วนตัวที่มีผลต่อการบริหารงานระดับนโยบายของคณะฯ ทีเดียวครับ แต่ข้อคิดจริงๆ แล้วที่ได้น่าจะเป็นเรื่องของการใช้เหตุผล กับการตัดสินใจ ภายใต้กฏเกณฑ์ที่จำกัดนะครับ  ปอนเชื่อว่า หากคนเราใช้เหตุผล ในการตัดสินใจใดๆ แล้วน่าจะทำให้สิ่งต่างๆ ที่ตามมาน่าจะเป็นผลดีมากกว่าเป็นผลเสีย การเบียดเบียนผู้อื่นอาจจะมีน้อย หรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่เหตุผลดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดที่รอบคอบ รอบด้าน โดยการนำมาวิเคราะห์หาทางออกที่เหมาะสม ซึ่งทางออกที่เหมาะสมมีหลากหลายทางครับ ปอนเชื่อว่าถ้าเรามีข้อมูลพื้นฐานที่รอบด้าน และกฏเกณฑ์ที่แน่นอนเป็นกรอบอยู่จะทำให้เราหาทางออกได้หลายทางครับ....

                               ในกรณีของปอนก็ได้ทางออกแล้วครับ หลังจากที่คิดได้ 3 แนวทาง คือ ก. ข. ค. แต่ปรากฏว่ามีข้อมูลชิ้นใหม่มาทำให้มีแนวทางที่ ง. ผุดออกมาครับ แล้วปอนก็เลือกทาง ง. ครับ นั่นก็คือ โทร.ไปจิกตบเพื่อนที่มันสอบหัวข้อไปแล้ว ให้รีบมาสอบปิดเล่มวิทยานิพนธ์ภายในเดือนนี้ อย่างช้าไม่เกิน กลางเดือนหน้า ครับ ปอนถึงจะสามารถจบทันในปีการศึกษานี้ แต่ถ้าหากไม่ทันก็ต้องจบช้าไปอีก 1 เทอม เท่ากับว่า....ปอนต้องไปรับปริญญาปี 2552 ซึ่งไม่ทันเอาใบปริญญาเป็นของขวัญวันเกิดและวันปลดเกษียณให้แม่ครับ..... ยังไงพวกเราช่วยกันลุ้นให้ปอนทันด้วยนะครับ............... ขอบคุณมากๆ ครับ

 

ปอนเองครับ

 

ปัจฉิมลิขิต : เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์ของปอนให้ง่ายขึ้นปอนแนบตารางมาให้ดูด้วยนะครับ... ปอนยิ่งอ่านยิ่งท้อและเซ็งครับ

 

   

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นี่่อาจจะเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของสถาบันบัณฑิตศึกษาต่าง ๆ
ที่มีจำนวนบุคคลกรไม่เพียงพอ หรือความสามารถ
ของบุคคลากรไม่เพียงพอ หรือมุมมองทางความคิด
ของบุคคลากรไม่เพียงพอ ศักยภาพของผู้เข้าศึกษา
ไม่ดีพอ ขาดการควบคุมดูแลความคืบหน้าของนักศึกษา
ตลอดจนถึงกฎระเบียบที่หลับหูหลับตาตั้งขึ้นมา
ไม่มองในแง่มุมในโลกแห่งความจริงได้ดีพอครับ

ผมเคยประสบพบเจอปัญหานี้เหมือนกันตอนเรียนป.โท
ที่สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในบ้านเรานี่แหละครับ
คือบุคคลากรไม่เพียงพอ นักศึกษาตกค้างข้ามปีก็มีเยอะ มันก็เลยเป็นลูกโซ่ตรงที่ว่าพอมีนักศึกษาใน
ความรับผิดชอบตกค้างอยู่เยอะ ก็เลยไม่อยากรับ
ดูแลวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาใหม่ กรรมก็เลยตกอยู่กับ
นักศีกษาปีถัด ๆ มาอย่างเลี่ยงไม่ได้

สุดท้ายก็เลยต้องมีการสั่งให้มีการแหกกฏอย่างเป็นทางการ
ประมาณ 2-3 ข้อเพื่อเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาในการ
เลือกหาผู้ควบคุมดูแลวิทยานิพนธ์ให้เพียงพอ
(แต่จะเหมาะสมหรือไม่แล้วแต่บุญกรรมที่สร้างสมกันมา)
บวกกับการแหกกฎอย่างไม่เป็นทางการอีกหลายข้อ
(รวมกับข้อด้านบนก็ร่วม 10 กว่าข้อ)
ก็เลยทำให้สามารถดิ้นรนจนผ่านการเสนอวิทยานิพนธ์
และจบหลักสูตรออกมาได้อย่างทุลักทุเลครับ

นี่แหละครับ การศึกษาในบ้านเมืองเรา cry

#1 By oatato on 2007-12-07 00:22

ถึง คุณปอน

แวะเข้ามาทักทายและขอแปะโป้งไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวขอเวลาทยอยอ่านซักหน่อยนะครับ แล้วผมจะกลับมาอีกรอบนะครับdouble wink

#2 By Old Mustang on 2007-12-07 01:06

* เลือก อาจารย์ นี่เหมือน เลือกคู่ชีวิต เลยครับ

ตอนนี้ ผม ยังไม่ถึงช่วงที่ต้องทํา แต่ ก็ พยายาม

มองๆ สังเกตุ อาจารย์ ทั้งหลาย เอาไว้บ้างแล้ว

sad smile

#3 By riddler on 2007-12-07 07:37

เขียนได้เยอะอย่างนี้ท่าทาง
จะทำวิทยานิพนธ์เก่งนะเนี่ย
สู้ๆครับ... คุณนักศึกษา...big smile

#4 By anu_zz on 2007-12-07 10:38

การศึกษานี่มันไปไกลเกินกว่าเรียนเพื่อรู้จนกู่ไม่กลับซะแล้ว
ผมเรียนน้อยไม่ค่อยเข้าใจระบบอันซับซ้อน แต่ให้กำลังใจน้องปอนครับ ในฐานะกิ๊กกัน double wink

#5 By วัชระ on 2007-12-07 10:40

ข้องอนี่สุดยอดมาครับ ขอให้ประสบความสำเร็จ ถ้าต้องการใช้แรงนายฉิมเตรียมพร้อมเสมอ 55+

#6 By นายฉิม on 2007-12-07 11:17

จริงๆแล้วเราสร้้างกฎขึ้นมาควบคุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่กฎก็น่าจะสามารถยืดหยุ่นได้เพราะเราสร้างมันขึ้นมาเป็นเครื่องมือให้เกิดความสะดวก

ขนาดรัฐธรรมนูญยังฉีกได้เรื่องแค่นี้เขาน่าจะรับฟัีงเราบ้างเนอะครับsurprised smile
ของปอนเนี่ยะเพิ่งเริ่มเฮี้ยนใช้เป็นปีแรกครับ...คุณโอ๊ต...ปอนเป็นนักศึกษาตาดำๆ ธรรมดายังรู้เลยว่ามันจะเกิดปัญหาอย่างที่คุณโอ๊ตเจอมา ปอนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกเขาคิดกันยังไงครับ ที่จริงยังไม่พร้อมก็ไม่ควรขนาดคณะใหญ่ๆ บิ๊กเบิ้มอย่างนิติศาสตร์ มีศาสตราจารย์เดินกันเป็นพรวนเค้ายังไม่ทำกันเลยครับ แต่คณะปอนมี ดร.อยู่แค่หยิบมือ มีรศ.ขึ้นไปแค่กระจึ๋งเดียว เฮี้ยนจะทำ..ปอนก็เลยต้องมาตกอยู่กับวังวนอะไรก็ไม่รู้อ่ะครับ

ขอบคุณมากครับ...คุณ Old Mustang...แค่แวะมาก็ดีใจมากแล้วครับconfused smile

ระวังไว้นะครับ...คุณโอ้...ก่อนตกลงปลงใจต้องคุยให้มากๆ ให้รู้ใจกันและกันเป็นอย่างดีนะครับ ของปอนน่ะพอดีแกสอนปอนแล้วเริ่มคุยกันตั้งแต่ในห้องเรียนเรื่องวิทยานิพนธ์ แล้วแกก็สนใจปอนเลยไปปรึกษาแกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครับ.. ต้องเลือกอาจารย์ที่ใจกว้างเปิดรับฟังเราได้ ติดต่อง่ายๆ สะดวกๆ ด้วยนะครับ.. การทำวิทยานิพนธ์ถึงจะมีความสุขconfused smile

แหม...คุณ nooddies...ไม่เก่งหรอกครับ แต่มันกดดันครับ ด้วยระบบอะไรที่มันไม่มีเหตุมีผลน่ะครับ เลยขอระบายสักหน่อย.. เหมือนคุณ nooddies นั่นแหล่ะครับ..หุหุquestion

กรี๊ดดด กิ๊กปอนมาให้กำลังใจทำให้หัวใจพองโตขึ้นเยอะเลยครับ...คุณวัชระ...การศึกษาของเรามันก้าวไปแบบแปลกๆ ครับ ไปเลียนแบบคนอื่นเค้ามาโดยไม่ได้ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเลยครับ อย่ามาอยู่ในระบบการศึกษาแบบนี้เลยครับ ปอนอิจฉาคุณวัชระนะdouble wink

ขอบคุณมากครับ...คุณฉิม...เดี๋ยวถ้าทนไม่ไหวปอนคงต้องขอแรงคุณฉิมไปถล่มสกอ. หรือไม่ก็คณะฯ กับปอนครับdouble wink confused smile

กรี๊ดดดดด...พี่หมอเชน...โดนใจปอนปั๊กๆๆๆ เลยครับ แต่เค้าไม่คิดอย่างที่เราคิดน่ะสิครับ เค้าก็มีเหตุผลของเขาชุดนึงที่มั่นใจว่าหนักแน่นกว่าเหตุผลของเรา แล้วเค้าก็มีอำนาจด้วย..มันเลยออกมาเป็นแบบนี้ครับ

#8 By ปอนปอน on 2007-12-07 12:44

มาช่วยลุ้นคะปุกเองก็เคยเจอปัญหานี้มาแต่เป็นแค่วิชาสัมมนาของเทอมนี้ โชคดีที่มีเพื่อนและรุ่นพี่น่ารักแนะนำอ.ให้
แต่ก็เคยเกือบแย่ตอนที่จะเรียนวิศวะที่ลาดกระบังเพราะบังคับว่านักศึกษาต้องมีที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ ขนาดเพิ่งสอบติดยังไม่ได่เข้าไปเรียน แล้วหนูจะรู้มั๊ยเจ้าคะ ว่าจะเป็นอ.ท่านใดี ตอนนั้นก็ค่อนข้างแย่ นอนไม่หลับเหมือนกันคะ
confused smile
สุ้ๆครับคุณปอน
เอาใจช่วย
มีอะไรให้ช่วยบอกได้
ทำได้รึเปล่าว่ากันอีกที

แต่ให้หาแฟนให้คงไม่ไหว
อืม...ขอบคุณนะครับที่แวะไปงานbig smile

#10 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2007-12-07 17:59


ร่วมด้วยช่วยลุ้นด้วยคนครับ.. ให้ทันเป็นของขวัญวันเกิดและวันปลดเกษียณคุณแม่..big smile

ขอให้พบทางออกที่ดี..และเป็นทางออกที่ถูกต้องครับ..big smile

#11 By :: KinG MoJi :: on 2007-12-07 19:27

กฏมีไว้แหกจริงเหรอ... น่าจะจริง
เพราะคนที่ตั้งมาไม่ได้เป็นคนปฏิบัตินี่
คล้ายกับนโยบายบริษัทที่คนประกาศนโยบาย
ไม่ได้คิดเลยว่ามันทำได้จริงตามที่ประกาศรึปล่าว
เรื่องอย่างนี้ก็ต้องทำใจ...

อย่างน้อยคุณปอนก็ยังขวานขวายหาทางออกจนได้
ปลื้มจริงๆ แต่ก็ยังเปิดประตูไมได้ อุอุ
ยังไงก็ขอเอาใจช่วยให้ให้จิกเพื่อนมาสอบจนได้นะครับ

ผมกำลังวางแผนเรียนโทอยู่เหมือนกัน
กะว่าจะเรียนปี 52 น่ะครับ
หวังไว้ว่าผมคงไม่เจอปัญหานี้

ตอบโต้ตามที่โปรยไว้ให้กลับไปอ่าน
มันไม่ได้มีอะไรในกอไผ่เล้ย จริงๆ

ส่วนเรื่องแต่งงาน ตอนนี้ผมมีคนรู้ใจแล้วล่ะครับ
แต่ยังไม่ได้แต่งครับ ถ้าแต่งแล้วรับรองเชิญชัวร์ครับ
ช่วยมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวด้วยนะครับ เอ๊ะรึว่าจะเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีครับ
อ่านแล้วเซ็งแทน

บอกแล้วให้เขียนเรื่องคุณแม่ สนุกน่าอ่านกว่าตั้งเยอะ :)

#13 By ลุงอ้วน (124.121.105.64) on 2007-12-07 21:02

กฎเกณท์สำหรับผมเป็นแค่แนวทางปฎิบัติครับ
แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปฎิบัติตามเสมอไป
(สำหรับผมนะ หะหะ แหกกฎบางบางทีก็ดีเหมือนกัน)

#14 By [=M e K=] on 2007-12-07 21:49

พี่ขอแนะนำในฐานะที่โดนน้ำร้อนเดือดๆ แช่มาก่อนนะจ๊ะ...น้องปุก...วิธีเดียวที่จะทำให้เรานอนหลับสบายก็คือปล่อยวางครับ ปล่อยวางปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันอะไรจะเกิดก็ปล่อยมันเกิดครับ แล้วเราจะนอนหลับสบายขึ้นเยอะเลยจ๊ะdouble wink big smile

ขอบคุณมากๆๆ ครับ...คุณมนุษย์เพลงดาวศุกร์สุดหรรษา...แต่เอ...จะให้ช่วยอะไรดีน้า..ปอนก็ว่างคุณมนุษย์เพลงฯ ก็ว่าง อิอิ.. ช่วยเป็นแฟนดีป่ะครับ question

ขอบคุณมากครับ...คุณ King Moji...ทางออกมันคงไม่มีมากแล้วหล่ะครับ เพราะที่ผ่านมาปอนเหมือนวัวน่ะครับ ขวิดดะเลย มีช่องมีรูตรงไหนก็ขวิดไปเรื่อย แต่ก็ไม่ใช่ทางออกสักที ตอนนี้ปลงแล้วหล่ะครับ.. แล้วแต่เวรแต่กรรมปอนก็บอกแม่ไปแล้วหล่ะครับว่าอาจจะจบไม่ทันนะ..(เพราะกฏเกณฑ์งี่เง่าแท้ๆ เลย)

แหม..พูดถึงนโยบายแล้วคันปากยิบๆๆๆ เลยครับ...คุณแพนด้า...เพราะว่า การกำหนดนโยบายเค้าก็มีแนวทาง หรือวิธีการกำหนดออกมานะครับ ไม่ใช่ชั้นนึกจะเขียนก็เขียนนึกจะสั่งก็สั่งเพราะวิธีการเหล่านี้มันไม่ใช่นโยบายที่ดีน่ะครับ แล้วมันก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นกรณีนี้เป็นต้นครับ อย่างในบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ก็เหมือนกันครับ ถ้าเป็นองค์กรที่ผู้บริหารคิดได้รอบคอบรอบด้านก็มักจะไม่ค่อยเป็นปัญหาครับ
ส่วนเรื่องการเรียนถ้าให้แนะนำนะครับ "การเรียนมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นผู้เรียนควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทะเบียน" ครับนี่ขนาดปอนศึกษาข้อมูลมาอย่างถี่ถ้วนละเอียดละออชนิดถามอะไรตอบได้ยิ่งกว่าฝ่ายหลักสูตรของคณะอีกนะครับ ยังเจอปัญหาเลย เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ในภายหลัง ตอนที่ปอนสอบเข้ามาเขาไม่ได้บอกให้ใช้กฏเกณฑ์นี้ครับ แต่อยู่ไปอยู่มามาใช้เกณฑ์นี้เป็นรุ่นแรกครับ แต่สถาบันอื่นเท่าที่ได้ยินมาไม่ได้มีปัญหามากมายอย่างนี้ครับ เพราะเขารู้จักจัดการ และผ่อนคลายกฏเกณฑ์บางอย่างน่ะครับ (ขนาดในสถาบันเดียวกัน ยังไม่เหมือนกันเลย เพราะบางคณะก็ไม่ได้ใช้เกณฑ์นี้ครับ)
มีคนรู้ใจแล้วจริงๆ หรอครับ แต่ไม่เป็นไรหรอกแค่คนรู้ใจ "ไม่ใช่คนรัก" เพราะฉะนั้นปอนยังมีโอกาสใช่ป่ะ..หุหุdouble wink question

แหม...ลุงอ้วนครับ...นานๆ มาทีก็ว่าปอนเลยนะครับ.. เป็นสายสืบแม่ปอนหรือเปล่าครับเนี่ยะ ขอบ่นสักเอ็นทรี่นึงนะครับ เดี๋ยวรับรองว่าเดี๋ยวเขียนแน่ๆ ครับ ขอรวบรวมข้อมูลก่อนนะdouble wink confused smile

ปอนก็เหมือนกันครับ...คุณหมอเมฆ...แต่บางคนก็ปฏิบัติตามแบบไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงและความเป็นไปได้ ไม่เข้าใจเลยว่าเรียนสูงไปมากๆ แล้วเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมดหรือเปล่า ถ้าเป็นเหมือนกันหมด ก็ถือว่าปอนคิดถูกที่ไม่คิดจะเรียนต่อแล้ว แค่นี้ก็เกินพอแล้วกับความขื่นขมครับ...

#15 By ปอนปอน on 2007-12-07 22:54

อืม เรื่องมันเปนอย่างนี้นี่เอง ไม่รู้เลยนะเนี่ย question

#16 By มนุษย์กล่อง on 2007-12-10 09:04

มารื้อกันแบบนี้ มันมีการเมืองแอบแฝงหรือป่าวเนี่ย

จิกมันมาให้ได้นะคุณปอน เอาใจช่วยสุดฤทธิ์open-mounthed smile

#17 By conte (203.146.136.88) on 2007-12-10 10:52

ตอบโต้

ตอนนี้กำลังเลือกอยู่ครับ ว่าจะเรียนที่ไหนดี
เอาที่มันใกล้บ้านน่ะครับที่คิดไว้ 1. มอ บูรพา
2. มอ เกษตร วิทยาเขตศรีราชา
ตแนนี้ก็กำลังดูข้อมูลอยู่ครับ
กะว่าจะเรียน MBA


ไม่ได้อู้ครับ ที่จริง
อับบล็อกเป็นงานหลัก
เรื่องรักเป็นงานรอง เอ้ย...
เขียนโปรแกรมเป็นงานรองครับ อุอุอุอุ
เฮ่อ...เหล่านี้คือคงามยุ่งของการอยู่ทั้งสิ้นเลยเนาะ
คล้ายจะเป็นภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก บอกไม่ถูก
จะยังไงก็ตาม ขอให้คุณปอน สมหวังตามที่ตั้งใจไว้นะครับ
big smile

#19 By cool fire on 2007-12-10 17:23

ชีวิตต้องสู้จริงๆ นะมหาบัณฑิต
ขอให้สู้ได้สำเร็จเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเอง

#20 By จั่นเจา on 2007-12-10 19:26

-- ถ้าอุ้ยเจอแบบนี้คงสติแตกและท้อแน่ๆ เลยอ่ะคะ

-- โชคดีที่จบโทของที่นี้ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์

-- แค่สอบ compre จบก็จบกัน..

-- โอวววว ถ้าโดนแบบนี้.. ไม่อยากจะคิด sad smile

#21 By Evil-minded Angel on 2007-12-10 22:00

ขอบคุณนะครับ...เฮีย ก....ที่หัดรู้อะไรซะบ้างน่ะ เพราะปอนเห็นไม่ค่อยจะรู้อะไรสักอย่างแม้แต่เพศ รสนิยม หรือแม้กระทั้งใจของตัวเองน่ะครับ

ปอนก็ว่าอย่างนั้นแหล่ะครับ...คุณ Conte I...เพราะเท่าที่ฟังๆ เค้าพูดกันไปพูดกันมาก็น่าจะเป็นอย่างนั้นด้วยน่ะครับ

...คุณแพนด้า...ม.บูรพาก็ดังไม่ใช่หรอครับเรื่อง MBA. น่ะ เห็นเค้ามีวิทยาลัยพณิชยศาสตร์ด้วยนี่ครับลงทุนซื้อพื้นที่โฆษณาหนังสือพิมพ์ตั้งหลายฉบับเยอะแยะทีเดียวครับ ส่วนม.เกษตรก็ดังมากๆ เหมือนกัน แต่ปอนไม่รู้ว่าในระดับวิทยาเขตจะเป็นยังไงบ้าง หรือว่าจะเรียนที่ม.นเรศวรดีป่ะครับ เราจะได้เจอกัน ไม่แพงมากด้วยนะครับ ปอนเพิ่งรู้นะเนี่ยะว่าคุณแพนด้าอัพบล็อกเป็นงานหลักเนี่ยะครับdouble wink confused smile

ของคุณครับ...คุณ NUT ไฟเย็น...บางทีก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่เหมือนกันนะครับเพราะอุปสรรคมันเยอะมากขนาดนี้ จะทิ้งไปก็ไม่ได้แล้วด้วย จะทำต่อไปก็ไม่เต็มที่ เฮ้อ..big smile

ขอบคุณมากๆ ครับ...เฮียจั่นเจา...ปอนว่าทำไปทำมาจะไม่ได้เป็น "มหาบัณฑิต" แล้วมั้งครับ จะกลายเป็น "หมาบัณฑิต" แล้วหล่ะครับ แต่ปอนคงไม่สู้แล้วหล่ะครับปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกแล้วหล่ะครับ เพราะยิ่งรีบมากก็เหมือนมันจะยิ่งช้าลงทุกวันๆ ก็เลยปล่อยไปแล้วครับ

แหะๆ...คุณอุ้ย...ปอนท้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หนำซ้ำยังปล่อยวางไปแล้วอีกด้วย..มันจะเป็นยังไงก็เป็นแล้วหล่ะครับ ไม่อยากจะไปเร่งเร้าหรือสนใจมันมากแล้ว อยู่ไปวันๆ แบบตอนนี้ก็มีความสุขในระดับหนึ่งแล้วครับ big smile

#22 By ปอนปอน on 2007-12-11 15:52

ขอให้โชคดี อยากทำสิ่งใดขอให้ได้ทำสมปรารถนานะคะ ขอให้จบได้ตามต้องการไม่มีอุปสรรคใดๆอีกนะคะ

#23 By MayaKniGht on 2007-12-11 17:46

มธก คือ ม.ธรรมศาสตร์และการเมือง ฉะนั้น อาจารย์เล่นการเมือง นักศึกษาก็ต้องเล่นการเมืองด้วย คุณปอน ไฟต์เต็มที่นะ

#24 By conte (203.146.136.88) on 2007-12-13 18:25