กฏเกณฑ์ เหตุผล ความเป็นไปได้
posted on 06 Dec 2007 21:25 by sloppythinking in Live, Social
กฏเกณฑ์ ถูกสร้างขึ้นเมื่อมีคนมาอยู่รวมกันมากๆ เพื่อทำให้คนที่มาจากร้อยพ่อพันแม่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข หรือถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็มีแนวทางการตัดสินใจได้อย่างยุติธรรม หรือเป็นแนวทางให้คนในสังคมดำเนินชีวิตให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น
เหตุผลคือ สิ่งที่สามารถนำมาอธิบายการกระทำ หรือนำมาสนับสนุนความคิดเพื่อหาทางออกให้กับปัญหา ซึ่งจำเป็นต้องนำปัจจัยที่หลากหลายมาคิดวิเคราะห์ถึงผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วนำมาใช้ในการตัดสินใจภายใต้กฏเกณฑ์ที่มีอยู่
ความเป็นไปได้ ก็น่าจะหมายถึงสิ่งที่มีโอกาสจะมี จะเป็น จะเกิด จะทำ ให้เห็นผลได้ ซึ่งก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและกฏเกณฑ์เช่นกัน หากความเป็นไปได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ที่มา ที่ไปอย่างชัดเจน และไม่ได้อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในสังคมหนึ่งๆ แล้ว.... ความเป็นไปได้อันนั้นก็น่ากลัวยิ่งนักครับ
แต่บางครั้ง เหตุผลก็สามารถอยู่เหนือกฏเกณฑ์ได้เช่นกัน หากเหตุผลดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงและไม่ได้เบียดเบียนใครๆ ดังเช่นการพิจารณาคดีที่ผู้พิพากษาไม่ได้ยึดหลักกฏหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอิงกับหลักการทางรัฐศาสตร์ และศีลธรรมเข้ามาพิจารณาประกอบกับกฏหมายด้วย ซึ่งบางครั้งกฏหมายที่เป็นกฏเกณฑ์ที่คนในประเทศจำเป็นต้องทำตาม โดยที่จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ยังมีการเปิดช่องไว้ผ่อนปรนเพื่อให้สามารถตัดสินและดำเนินการให้ได้ยุติธรรมที่สุด ดังที่เราจะเห็นว่า คนที่ฆ่าคนตายด้วยการบันดาลโทสะมักจะไม่ได้โดนตัดสินประหารชีวิต หรือคนทื่ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาก็ไม่ได้รับโทษประหารชีวิตเช่นกัน ทั้งๆ ที่เป็นการฆ่าคนตายทั้งสองกรณี โดยการยึดเจตนาและผลกระทบที่จะตามมาในการพิจารณาเป็นหลัก ทำให้กรณีทั้งสองมักจะได้รับเพียงโทษจำคุกเท่านั้น (ใครเรียนนิติศาสตร์กรุณามายืนยันด้วยนะครับ)
ในชีวิตของคนเราปอนคิดว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเจอเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เรามีเหตุผลหนักแน่นและได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น และมีความเป็นได้สูงมากที่จะทำให้มันได้สำเร็จ โดยที่การกระทำเหล่านั้นไม่ได้เดือดร้อนหรือเบียดเบียนใคร แถมยังเป็นผลดีกับคนหลายๆ ฝ่ายอีกด้วย หรือต่างคนต่างก็ได้ผลประโยชน์ (win-win situation) แต่ปรากฏว่าติดอยู่ที่กฏเกณฑ์บางอย่างที่ถูกกำหนดขึ้นโดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ และเหตุผลของการเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่มีแนวทางในการอนุโลม หรืออนุญาตให้สามารถทำได้เป็นกรณีพิเศษได้ แต่คนที่มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่ตัดสินใจที่จะผ่อนปรนกฏเกณฑ์ดังกล่าว กันมาบ้างนะครับ
ที่ปอนหายไปนานมากขนาดนี้ก็เพราะไปเจอปัญหานี้เข้าอย่างจังครับ เป็นปัญหาเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของปอนเอง หลังจากที่สอบผ่านประมวลวิชาแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือต้องแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษา (แบบเป็นทางการเพราะปอนปรึกษากับอาจารย์ท่านนี้มาตั้งแต่เมื่อตอนต้นปีแล้ว) แต่ก็มาติดขัดตรงระเบียบ (ที่เค้าบอกว่ามาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)) ที่ระบุว่า
1. อาจารย์ที่ปรึกษาต้องมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ขึ้นไป หรือ จบการศึกษาในระดับปริญญาเอก (ซึ่งในคณะนี้น้อยนิดกระจิดกระจ้อยมากครับ ประมาณ 13 คนเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์นี้)
2. อาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งสามารถรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ได้เพียง 10 เล่มเท่านั้น หรือโครงการศึกษาเฉพาะบุคคล (สารนิพนธ์) (แผน ข.) ไม่เกิน 30 เล่ม โดยมีสัดส่วนวิทยานิพนธ์ 1 เล่ม เท่ากับโครงการศึกษาเฉพาะบุคคล 10 เล่ม หากอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือถ้าอาจารย์ท่านไหนรับวิทยานิพนธ์ 10 เล่มแล้ว จะรับเป็นที่ปรึกษาอะไรอีกไม่ได้เลย หรือหากตามเกณฑ์นี้ก็คือ สามารถรับวิทยานิพนธ์ได้ 7 เล่ม แล้วโครงการศึกษาเฉพาะบุคคล (สารนิพนธ์) เต็มที่คือ 30 เล่ม
แต่อาจารย์ที่ปรึกษาของปอนรับวิทยานิพนธ์ไว้แล้ว 10 เล่ม และสารนิพนธ์อีก 1 เล่ม ซึ่งตอนแรกคาดว่าจะมีคนมาสอบปิดเล่มวิทยานิพนธ์ แต่ปรากฏว่าคนที่สอบหัวข้อผ่านไปแล้วยังไม่มาสอบปิดเล่มวิทยานิพนธ์ทำให้ จำนวนยังไม่ว่างให้ปอนแทรกเข้าไป ทางออกของเรื่องนี้ปอนจึงทำเรื่องขอเป็นกรณีพิเศษไปที่รองคณบดี ว่าเราปรึกษากันมานานมากแล้วและพร้อมที่จะสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ทันที (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2) พร้อมๆ กับอาจารย์ที่ปรึกษาก็เขียนไปในคำร้องว่าได้ปรึกษากันมานานมากแล้วจริงๆ และที่สำคัญคือพร้อมที่จะสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์แล้ว และอาจารย์เคยทำวิจัยเรื่องนี้มาก่อนเลยสนใจที่จะต่อยอดความรู้จากวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ และไม่ขัดข้องใดๆ ที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ปอน
คำร้องนี้ถูกปฏิเสธในเวลาต่อมาครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า อาจารย์ท่านอื่นยังไม่เต็มอีกเยอะแยะให้ไปหาอาจารย์ที่ไม่เต็มก่อน แล้วจะตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาคนเก่าของปอนเป็นประธานกรรมการวิทยานิพนธ์ให้ ปอนก็นำแนวทางนี้มาทำครับทางโครงการบัณฑิตศึกษาของคณะปอนแนะนำอาจารย์ให้ท่านหนึ่ง และวันเสาร์ที่ผ่านมาอาจารย์ท่านดังกล่าวก็ได้นัดให้ปอนเข้าไปคุย ปรากฏว่า คุยกันไม่ถึง 10 นาที อาจารย์ท่านนั้นสั่งให้ปอนรื้อแนวคิดที่เป็นแกนหลักของวิทยานิพนธ์ออก แล้วเปลี่ยนใหม่เป็นสิ่งที่อาจารย์บอกโดยที่ไม่มีหลักการในตำรามารองรับแม้แต่น้อย และจากการพูดคุยกันเรารู้ได้ว่าแกไม่เคยอ่านงานของเราเลยแล้วยังจะมารื้อของเราอีก แล้วแกก็เดินจากไป..... ทิ้งไว้แต่ความอึ้งของปอนว่าจะเอาอย่างไรดีกับชีวิต
ในช่วงวันเสาร์ถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงที่ปอนต้องวางแผนเพื่อต่อสู้และดิ้นรนให้ถึงที่สุดเพื่อที่จะได้อาจารย์ที่ปรึกษาคนเก่ากลับคืนมาให้ได้ เพราะปอนคิดแล้วว่าหากได้อาจารย์ที่มาสั่งให้ปอนรื้องานใหม่ปอนจะไม่มีทางเรียนจบได้อย่างแน่นอน ต้องเตรียมทั้งหลักฐานและบทพูดต่างๆ เพื่อโน้มน้าวให้รองคณบดียินยอม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุผลที่รองคณบดีพูดกับปอนว่า "ถ้าครูยอมให้ อาจารย์ท่านอื่นต้องมาว่าครูแน่ๆ เพราะยังมีอีกหลายท่านที่ยังว่างอยู่" พอดีมีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินผ่านมาพอดี แกก็บอกว่าเดี๋ยวครูติดต่อให้ไหม ด้วยความที่ทางเลือกน้อยมากจึงตอบตกลง แต่ก็จอดตั้งแต่ยังไม่แจวเลยครับ แค่รองคณบดีเอ่ยปากพูดว่า "เอ่อ..พี่คะว่างไหมคะ พอดีนักศึกษาจะมาขอปรึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์" อาจารย์ท่านนั้นก็ตอบกลับมาทันทีว่า "อ๋อ....ไม่ว่างหรอกเนี่ยะยุ่งมาก"
ถ้าปอนเป็นรองคณบดี ปอนจะเข้าใจถึงปัญหาได้เป็นอย่างดีครับว่าทำไมอาจารย์หลายๆ ท่านยังรับวิทยานิพนธ์ได้ไม่เต็มที่ หลายๆ ท่านที่เคยทำวิทยานิพนธ์มาแล้วคงจะเข้าใจเป็นอย่างดีนะครับว่า การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาจำเป็นต้องใช้ปัจจัยหลายๆ อย่างมาตัดสินใจ ทั้งเรื่องเวลา โอกาสในการพบ ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม รสนิยม ฯลฯ ทั้งหลายนี้ต้องสามารถจูนให้เข้ากันได้ เพราะฉะนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ กับนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์จึงจำเป็นต้องเห็นเหมือนๆ กัน ถึงจะไปได้อย่างรอดพ้น
จากกรณีนี้ ปอนอยากจะฝากโจทย์ไว้ให้คนที่ออกกฏระเบียบ คนที่มีอำนาจตัดสินใจ และคนที่ใช้ระเบียบในเรื่องนี้ ให้พยายามหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาของปอนถึงมีนักศึกษาเต็มจนล้นตลอดเวลา แล้วทำไมอาจารย์ท่านอื่นไม่เต็ม หากได้เหตุผลนี้มา ปอนคิดว่า รองคณบดีของปอนน่าจะคิดได้บ้างว่า ปัญหาจริงๆ แล้วมันอยู่ที่ กฏ ระเบียบ ตัวบุคคล หรือความคิด กันแน่นะครับ
เอ็นทรี่นี้เลยต้องขออนุญาตบ่นเรื่องราวส่วนตัวที่มีผลต่อการบริหารงานระดับนโยบายของคณะฯ ทีเดียวครับ แต่ข้อคิดจริงๆ แล้วที่ได้น่าจะเป็นเรื่องของการใช้เหตุผล กับการตัดสินใจ ภายใต้กฏเกณฑ์ที่จำกัดนะครับ ปอนเชื่อว่า หากคนเราใช้เหตุผล ในการตัดสินใจใดๆ แล้วน่าจะทำให้สิ่งต่างๆ ที่ตามมาน่าจะเป็นผลดีมากกว่าเป็นผลเสีย การเบียดเบียนผู้อื่นอาจจะมีน้อย หรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่เหตุผลดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคิดที่รอบคอบ รอบด้าน โดยการนำมาวิเคราะห์หาทางออกที่เหมาะสม ซึ่งทางออกที่เหมาะสมมีหลากหลายทางครับ ปอนเชื่อว่าถ้าเรามีข้อมูลพื้นฐานที่รอบด้าน และกฏเกณฑ์ที่แน่นอนเป็นกรอบอยู่จะทำให้เราหาทางออกได้หลายทางครับ....
ในกรณีของปอนก็ได้ทางออกแล้วครับ หลังจากที่คิดได้ 3 แนวทาง คือ ก. ข. ค. แต่ปรากฏว่ามีข้อมูลชิ้นใหม่มาทำให้มีแนวทางที่ ง. ผุดออกมาครับ แล้วปอนก็เลือกทาง ง. ครับ นั่นก็คือ โทร.ไปจิกตบเพื่อนที่มันสอบหัวข้อไปแล้ว ให้รีบมาสอบปิดเล่มวิทยานิพนธ์ภายในเดือนนี้ อย่างช้าไม่เกิน กลางเดือนหน้า ครับ ปอนถึงจะสามารถจบทันในปีการศึกษานี้ แต่ถ้าหากไม่ทันก็ต้องจบช้าไปอีก 1 เทอม เท่ากับว่า....ปอนต้องไปรับปริญญาปี 2552 ซึ่งไม่ทันเอาใบปริญญาเป็นของขวัญวันเกิดและวันปลดเกษียณให้แม่ครับ..... ยังไงพวกเราช่วยกันลุ้นให้ปอนทันด้วยนะครับ............... ขอบคุณมากๆ ครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต : เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์ของปอนให้ง่ายขึ้นปอนแนบตารางมาให้ดูด้วยนะครับ... ปอนยิ่งอ่านยิ่งท้อและเซ็งครับ
ปอนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกเขาคิดกันยังไงครับ ที่จริงยังไม่พร้อมก็ไม่ควรขนาดคณะใหญ่ๆ บิ๊กเบิ้มอย่างนิติศาสตร์ มีศาสตราจารย์เดินกันเป็นพรวนเค้ายังไม่ทำกันเลยครับ แต่คณะปอนมี ดร.อยู่แค่หยิบมือ มีรศ.ขึ้นไปแค่กระจึ๋งเดียว เฮี้ยนจะทำ..ปอนก็เลยต้องมาตกอยู่กับวังวนอะไรก็ไม่รู้อ่ะครับ
...การศึกษาของเรามันก้าวไปแบบแปลกๆ ครับ ไปเลียนแบบคนอื่นเค้ามาโดยไม่ได้ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเลยครับ 
แล้วมันก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นกรณีนี้เป็นต้นครับ อย่างในบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ก็เหมือนกันครับ ถ้าเป็นองค์กรที่ผู้บริหารคิดได้รอบคอบรอบด้านก็มักจะไม่ค่อยเป็นปัญหาครับ
ที่มีจำนวนบุคคลกรไม่เพียงพอ หรือความสามารถ
ของบุคคลากรไม่เพียงพอ หรือมุมมองทางความคิด
ของบุคคลากรไม่เพียงพอ ศักยภาพของผู้เข้าศึกษา
ไม่ดีพอ ขาดการควบคุมดูแลความคืบหน้าของนักศึกษา
ตลอดจนถึงกฎระเบียบที่หลับหูหลับตาตั้งขึ้นมา
ไม่มองในแง่มุมในโลกแห่งความจริงได้ดีพอครับ
ผมเคยประสบพบเจอปัญหานี้เหมือนกันตอนเรียนป.โท
ที่สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในบ้านเรานี่แหละครับ
คือบุคคลากรไม่เพียงพอ นักศึกษาตกค้างข้ามปีก็มีเยอะ มันก็เลยเป็นลูกโซ่ตรงที่ว่าพอมีนักศึกษาใน
ความรับผิดชอบตกค้างอยู่เยอะ ก็เลยไม่อยากรับ
ดูแลวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาใหม่ กรรมก็เลยตกอยู่กับ
นักศีกษาปีถัด ๆ มาอย่างเลี่ยงไม่ได้
สุดท้ายก็เลยต้องมีการสั่งให้มีการแหกกฏอย่างเป็นทางการ
ประมาณ 2-3 ข้อเพื่อเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาในการ
เลือกหาผู้ควบคุมดูแลวิทยานิพนธ์ให้เพียงพอ
(แต่จะเหมาะสมหรือไม่แล้วแต่บุญกรรมที่สร้างสมกันมา)
บวกกับการแหกกฎอย่างไม่เป็นทางการอีกหลายข้อ
(รวมกับข้อด้านบนก็ร่วม 10 กว่าข้อ)
ก็เลยทำให้สามารถดิ้นรนจนผ่านการเสนอวิทยานิพนธ์
และจบหลักสูตรออกมาได้อย่างทุลักทุเลครับ
นี่แหละครับ การศึกษาในบ้านเมืองเรา
#1 By oatato on 2007-12-07 00:22