ทำไม "คน" ถึงว่า "ควาย" โง่ ????
แล้วทำไม "คน" ถึงถูกเปรียบเทียบว่า "โง่" อย่างกับ "ควาย" ????
เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าครับว่าจริงๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่าง "คน" กับ "ควาย" เป็นอย่างไรกันแน่ จริงแล้วปอนมองว่า "คน" กับ "ควาย" ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องความโง่นะครับ แต่คนกับควายมีความสัมพันธ์กันทั้งในการดำเนินชีวิต พฤติกรรม และสติปัญญาอีกด้วยครับ หลายคนอาจจะไม่ทันได้สังเกตหรือบางคนอาจจะไม่เคยเห็นควายด้วยซ้ำ (ใครครับสารภาพมาดีๆ ) หรือบางคนที่ปอนเคยพบยังแยกแยะไม่ออกระหว่างควายกับวัวครับ เท่าที่ดูจากสถิติพบว่าคนที่เข้ามาอ่านบล็อกของปอนเป็นคนในเมืองกรุงซะส่วนมาก ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ตามที่กล่าวมาได้มากครับ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง "คน" กับ "ควาย" มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างไรบ้าง
ความสัมพันธ์เชิงการดำเนินชีวิต
การดำเนินชีวิตที่เหมือนกันของควายกับคนก็คือการทำงานครับ ไม่รู้ว่าเคยสังเกตแล้วเปรียบเทียบกันบ้างหรือเปล่าครับว่าวิถีชีวิตของคนกับควายสอดคล้องกันครับ เพราะควายก็ต้องตื่นแต่เช้าออกไปทำงานเหมือนกัน แล้วทำงานหนักตลอดทั้งวันเหมือนๆ กัน ไม่เชื่อถาม คนนี้ ดูนะครับได้ข่าวมาว่าดำเนินชีวิตไม่แตกต่างจากควายเท่าใดนัก บางคนอาจได้ทำงานสบายนั่งในห้องแอร์เย็นตลอดทั้งวัน แต่นั่นแหล่ะครับต้องใช้สมองในการทำงานอย่างหนักเหมือนกันซึ่งจุดนี้จะแตกต่างกับควายเพราะควายใช้งานเพียงพละกำลังอย่างเดียว เช่น ไถนา ลากเกวียน ฯลฯ แต่คนเราอาจจะทำงานหลายอย่างมากกว่าควายด้วยซ้ำ ทั้งนั่งคิด นั่งเขียน บางทีต้องขับรถทั้งวันเป็นระยะทางยาวไกล หรือว่าขับรถรอบกทม. ต้องใช้พลังสมองและพลังกายกับการประชุมทั้งวันโดยไม่ได้อะไรกลับมาเลย หรือว่าบางคนอาจจะต้องใช้สมองและแรงยกของ (อันนี้ปอนเคยเป็น) พอตกเย็นก็หมดแรงกลับบ้าน พอเช้ามาก็วนเวียนใหม่อีกแล้ว...
จนหลายๆ คนอาจจะได้รับคำยกย่องเชิดชูว่าถึกเหมือนวัวเหมือนควาย
ความสัมพันธ์เชิงพฤติกรรม
ปอนคิดว่าหลายคนต้องคิดว่าปอนจะบอกว่ากินหญ้าเหมือนกันใช่หรือเปล่าครับ ก็ใช่นะครับสำหรับบางคนอย่าง คนนี้ มักจะชอบกินหญ้าอ่อนมากๆ ครับ แต่จริงๆ แล้วนอกจากเหมือนกับคนบางคนที่ชอบกินหญ้าอ่อนแล้ว ควายชอบ "ลงปลัก" (ปลัก คือพื้นดินที่น้ำขังพอสมควรมีโคลนเละๆ) คนบางคนก็ชอบ "ลงอ่าง" แต่พฤติกรรมของควายสอดคล้องกับรูปลักษณ์ ผิวพรรณของตัวเองครับ เพราะควายมีผิวดำเพราะฉะนั้นทำงานกลางแดดมากๆ ย่อมร้อนกว่าสัตว์ประเภทอื่นเป็นธรรมดาควายจึงชอบลงปลักกลิ้งไปกลิ้งมาเพื่อใช้ความเย็นของน้ำกับโคลนทำให้ร่างกายเย็นลง ซึ่งพฤติกรรมนี้มักจะทำหลังจากทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหมือนกับคนที่ชอบแวะลงอ่างก่อนกลับบ้านเลยนะครับ
ความสัมพันธ์เชิงสติปัญญา
อันนี้แหล่ะครับที่มีความสัมพันธ์กับคนมาเป็นเวลาช้านาน หลายๆ คนอาจจะเคยโดนด่าว่าโง่เหมือนควาย แต่เรามาลองคิดๆ กันดูนะครับว่าจริงๆ แล้วควายโง่จริงหรือเปล่า สำหรับความคิดปอนกลับมองว่าควายเป็นสัตว์ที่ชาญฉลาด เหมือนกับสัตว์อื่นๆ รวมทั้งคนด้วยนะครับ จะเห็นว่าควายก็มีสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสูงมากเหมือนกันครับ ข่าวที่ควายหลุดจากโรงฆ่าสัตว์แล้ววิ่งไปตามท้องถนนขวิดรถชาวบ้าน ขึ้นบนทางด่วน ฯลฯ หรือแม้แต่การทำท่าสวัสดีเหมือนกับหมาเพื่อจะขอชีวิตก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์เพื่อให้คนเห็นความสามารถของตัวเอง (อันนี้เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญาเหมือนคนที่แก้ปัญหาด้วยภายใต้กรอบของศีลธรรมครับ จนในที่สุดควายเหล่านี้มักถูกไถ่ชีวิตไป หรือนำไปแสดงความสามารถอย่างที่ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยสุพรรณบุรี เป็นต้น) ล้วนเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าควายมีความสามารถและสติปัญญาในการเอาชีวิตรอดสูงมากทีเดียวครับ ก็เหมือนคนที่ดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ทั้งการจี้ ชิง ปล้น (อันนี้เป็นเหมือนกับวิธีการที่ควายไปวิ่งไล่ขวิดคนหรือรถเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่ก็ไม่รอด) หรือว่าหากเป็นวิธีการที่ถูกศีลธรรมหน่อยก็คือพยายามหางานทำเพื่อให้มีรายได้พอจุนเจือชีวิตให้รอดไปได้
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาปอนใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบควายครับ คือเดินพุ่งเข้าใส่ปัญหาแบบบ้าคลั่งเสมือนควายวิ่งออกจากโรงฆ่าสัตว์ไล่ขวิดไปทั่วจนเหนื่อยอ่อนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จนในที่สุดก็มา "หยุด" เพื่อนั่งพิจารณาใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา พอนั่งใช้สติแล้วก็สามารถหาทางออกได้อย่างที่ปอนบอกไปเมื่อเอ็นทรี่ที่แล้วครับ
หากวิเคราะห์กันดีๆ แล้วคนเราก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์อย่างเช่นควายสักเท่าไหร่เลยนะครับ มีหลายคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำงานอย่างหนัก ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ "งาน" ให้ได้ "เงิน" มา แต่พอได้ "เงิน" มาแล้วก็ไม่ได้เอาไปทำประโยชน์เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของชีวิตสักเท่าไหร่ หรือบางคนทำงานไปเรื่อยๆ โดยที่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่า "ทำไปทำไม" จากความไม่รู้ต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราดำเนินชีวิตสเปะสปะ (เหมือนควายวิ่งไล่ขวิดดะ) เราก็จะเจ็บปวดและหลงทางจนในที่สุดชีวิตอาจจะไม่มีความสุขหรือล่มสลายไปได้ เพราะยึดติดอยู่กับความสุขเพียงชั่วคราว ฉาบฉวย (หล่อ สวย ใช้ของราคาแพงๆ กิน ดื่ม เที่ยวกลางคืน หรือแม้แต่การนิยมชมชอบความรวย) โดยละทิ้งความสุขที่ถาวรไป
ในกรณีของ "ควาย" มีความพึงพอใจเพียงแค่มีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะแก่ตาย มีอาหารกินเพียงเท่านั้น "ควาย" จึงใช้แรงแลกความสะดวกสบายในการหาอาหารกินเท่านั้น แต่สำหรับ "คน" แล้วความต้องการดำรงชีวิตมากกว่านั้น ปัจจัย 4 ถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน แต่จริงๆ แล้วคนแต่ละคนมีความต้องการในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันออกไป โจทย์ที่แท้จริงในการดำรงชีวิตของ "คน" ก็คือ "ความสุข (ที่แท้จริง) ของเรา คืออะไร" หลังจากนั้นแล้วคำถามที่เราต้องตอบให้กับตัวเราต่อไปก้คือ "แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะได้ความสุขนั้นมา" ถ้าหากคำตอบของเรายังอยู่กับความสุขชั่วคราวแบบฉาบฉวยอยู่เช่นเดิม ลองคิดดูใหม่อีกหลายๆ รอบ วิเคราะห์จากสิ่งที่เรามีอยู่ และสิ่งที่เราคิดว่าเราขาด แต่สิ่งที่เราขาดจะต้องไม่ไปอิงกับชีวิตของคนอื่นนะครับ ไม่อย่างนั้นเราก็จะ "ขาด" อยู่เสมอ
นี่คือความคิดที่ได้จากการมอง "ควาย" ของปอนครับ แล้วคุณผู้อ่านคิดอะไรได้บ้างครับ บอกเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ
แนวทางที่บอกไป ปอนรู้ครับว่าทำยาก แต่ถ้าลองทำแล้วชีวิตเราจะเบาขึ้นเยอะครับ
ปอนเองครับ
เพราะควายไม่ทำให้โลกร้อน
ตายละ..เล่ากันมาอย่างนี้แล้วพี่จะกินเนื้อได้ยังไงกันเนี่ยะ
น่าหม่ำที่ซู๊ดดด
แต่เอะ...เราอายุเท่ากันหรือว่าปอนมากกว่าคุณแพนด้านะ..ถ้าปอนอายุมากกว่าก็มีสิทธิ์สิครับ..หุหุ ตอบที่ปอนถามไว้ในเอ็นทรี่ใหม่ด้วยนะครับ
เคยมีน้องนัเขียนที่กองบก. ตอนที่ยังทำงานหนังสือ เราออกต่างจังหวัดด้วยกัน เธอตั้งข้อสังเกตว่า พี่ทำไมวัวแถวนี้เขามันยาวจัง ตัวก็ดำ อ้วน กว่าวัวที่เคยเห็นแถวบ้าน เราก็เอ๊ะ ไหนวัวแก พอน้องชี้ให้ดูเท่านั้นแหละ ไอ้บ้านี่มันควายไม่ใช่วัว อิอิเอิ๊ก

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-12-11 23:16