ภาพลักษณ์กับการจัดสรรผลประโยชน์ (แนวความคิดเพื่อการเลือกตั้ง)
posted on 17 Dec 2007 17:25 by sloppythinking in Communication, Politic
พวกเราคงคุ้นหู คุ้นตา คุ้นใจกับคำว่า "ภาพลักษณ์" (Image) กันมาเยอะแล้วจากข่าวต่างๆ ทั้งข่าวบันเทิง ข่าวการเมือง ฯลฯ แต่หลายๆ คนอาจจะยังคงไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว "ภาพลักษณ์" มันคืออะไรกันแน่มันมีความกว้าง ความยาว ความลึก ความแคบ ความใหญ่ ความเล็กอย่างไร เพราะคำว่าภาพลักษณ์ดูเหมือนว่าเป็น นามธรรม ที่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจริงๆ แล้วภาพลักษณ์มันก็เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้จริงๆ ด้วยแหล่ะครับ มันเป็นสิ่งที่อยู่ดีๆ ก็ผุดขึ้นในหัวสมองแล้วส่งผ่านไปกำหนดความรู้สึกของเรากลายเป็นทัศนคติ
พูดง่ายๆ ก็คือ ภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่เราคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าพอเอ่ยขึ้นมาแล้วสิ่งๆ นั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เช่น พอพูดถึงควายบางคนอาจจะนึกถึงความโง่ บางคนอาจนึกถึงสัตว์ที่น่ารัก หรือจากการอ่านบล็อกของเฮีย ก. แล้วมีใครพูดถึงเฮีย ก. เราก็อาจจะคิดว่าเฮีย ก.เป็นเกย์หล่อล่ำหำโต
หรือว่าเป็นเกย์หื่นคลั่งผู้ชาย
หรือพี่ตุ้มเป๊ะเป็นสาวสวยแก่นเซี้ยวเปรี้ยวเข็ดฟันจากการชอบแต่งบล็อก ดื้อรั้น เอาแต่ใจตัวเอง หรือคุณแพนด้าเป็นคนสดใสร่าเริง รักเด็ก ชอบกินหญ้าแก่ อารมณ์ดีมองโลกงดงาม ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตจริงๆ ที่เป็นอยู่ของคนเหล่านั้นอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะ "ภาพลักษณ์" คือสิ่งที่เราสร้าง "ชุดความคิด" ขึ้นมาชุดหนึ่งในการจินตนาการตามข้อมูลที่เราได้รับมา เราก็จะเกิดความคิด ความรู้สึกขึ้นมาว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไว้ก่อน เมื่อมีใครพูดถึงหรือว่าถามเราก็จะนึกถึงรูปแบบความคิดนั้นๆ เป็นสิ่งแรก
ซึ่งภาพลักษณ์นี่เองมีความเชื่อมโยงกับทัศนคติอย่างแยกกันไม่ออกทีเดียวเชียวครับ เพราะเมื่อเราสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมาแล้ว เราก็จะเกิดความรู้สึกและทัศนคติตามมาพร้อมๆ กัน เช่น เกิดความรู้สึกชอบ หรือรัก ก็มักจะเป็นผลพลอยได้จากการเกิดภาพลักษณ์ที่ดี หรือความรู้สึกเกลียด รังเกลียด ไม่ชอบ ก็เกิดมาจากภาพลักษณ์ที่ไม่ดี คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า การเขียนบล็อกก็มีภาพลักษณ์อยู่เหมือนกัน เพราะบางทีเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนเขียนหน้าตาเป็นอย่างไรแต่พอเราอ่านจากที่เขาเขียนปอนว่าหลายๆ คนก็คงจะต้องเกิดภาพลักษณ์ของเจ้าของบล็อกอยู่ในใจเป็นแน่ครับ
ทีนี้เรามาเข้าเรื่องของเรากันบ้างดีกว่าครับเกริ่นมาซะเยอะแล้ว
ในทางการเมืองภาพลักษณ์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างสุดยอดครับ คนที่เป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ได้อย่างเอกอุเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จในทางการเมืองได้ครับ เรื่องนี้ปอนคิดว่าคงไม่มีใครมาเถียงปอนนะครับ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาถือว่าเป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีทีเดียว เพราะภาพลักษณ์ก็คือภาพลักษณ์ครับสร้างได้แต่สัมผัสไม่ได้
แต่ถ้าใครที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ได้ดีมิหนำซ้ำยังสามารถทำให้สามารถสัมผัสได้ก็ถือว่าเป็นนักการเมืองที่เก่งกาจและควรเคารพนับถือสามารถไหว้ได้อย่างเต็มใจทีเดียวครับ แต่ปอนยังไม่ค่อยจะเคยเห็นสักเท่าไหร่นะ
ภาพลักษณ์ที่ถือว่าเป็นพิมพ์นิยมที่นักการเมืองมักจะนำมาสร้างเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จในการเดินทางการเมืองก็คือ ภาพลักษณ์ความเป็น "ผู้ให้" มีจิตใจเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น ให้สวัสดิการ ให้เงิน ให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภาพลักษณ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง "ผู้รับ" หรือ "ผู้ได้รับประโยชน์" ก็คือผู้ตัดสินใจเลือกที่จะ "เชื่อ" จนไปสู่การลงคะแนนเลือก หรือว่าในขั้นสูงสุดก็คือเชื่อจนกลายเป็นหัวคะแนนให้ หรือเลือกที่จะ "ไม่เชื่อ" ผลที่ตามมาก็คือการไม่ลงคะแนนเสียงให้ ทำให้แนวทางการเมืองของผู้นั้นตีบตันไปในที่สุด
กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของ "ภาพลักษณ์การเป็นผู้ให้" เห็นได้ชัดในช่วงของรัฐบาลที่แล้ว ตั้งแต่การออกนโยบายที่ให้ทุกอย่างทั้งเงิน อาชีพ คุณภาพชีวิต การศึกษา รวมทั้งการจัดแคมเปญพิเศษเช่นการทัวร์นกขมิ้นแล้วอนุมัติงบประมาณสดๆ แบบทันทีทันใดให้ลงไปในพื้นที่นั้นๆ หรือว่า "นโยบายการแปลงความโลภเป็นทุน" เช่นการออกสลากบนดิน แล้วเอาเศษเงินที่ได้ทำเป็นไปให้ทุนการศึกษาเด็กในระดับอำเภอไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วเด็กบางส่วนก็รับสภาพไม่ไหวเพราะไม่ได้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา การสื่อสาร ความรู้ทำให้ต้องกลับประเทศมาก่อนกำหนด เพื่อรักษา "ภาพลักษณ์" การเป็นผู้ให้เอาไว้ให้เหนียวแน่น เราจะเห็นว่านโยบายนี้เป็นการเอาเงินของ "คนอื่น" หรือเงินของ "ประชาชน" มาสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองได้อย่างแนบเนียน และมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียสละความสุขด้วยการเอาเงินมาทุ่มเล่นหวยเพื่อให้เงินเหล่านั้นตกไปเป็นเครื่องเมือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับ "คนที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ" เพื่อให้เขาสามารถแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้ต่อไปเรื่อยๆ จากความไว้เนื้อเชื่อใจและทัศนคติที่ดีที่ถูกสร้างขึ้นให้ติดอยู่ในสมองของผู้คน
แม้แต่ในช่วงนี้ที่มีการหาเสียงเราจะเห็นว่านโยบายของพรรคต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างภาพลักษณ์การเป็น "ผู้ให้" กันอย่างมโหฬาร บางพรรคไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้เท่านั้นแต่ยังพยายามแสดงตัวว่าเป็น "เจ้าบุญทุ่ม" อีกด้วย (พอดีเมื่อเช้าฟังนโยบายของพรรคไทเป็นไทหรือชื่อเดิมคือพรรคคนขอปลดหนี้ พรรคนี้มีนโยบายปลดหนี้ทุกประเภทให้กับประชาชนทั้งหนี้เงินกู้ในและนอกระบบ หนี้บัตรเครดิต ฯลฯ ด้วยนะครับ) ภาพลักษณ์ ที่แต่ละพรรคพยายามสร้างขึ้นมาก็เสมือนเป็นการ "ขายฝัน" ให้กับประชาชน แต่การที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้นั้นมันช่างยากลำบากนัก ดังนั้นการตัดสินใจที่จะยอมรับหรือนิยมชมชอบกับภาพลักษณ์ของพรรคใดๆ ก็ตามแต่เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงแนวทางความเป็นไปได้ของฝันที่แต่ละพรรคเอามาขายให้พวกเรา
แนวทางดังกล่าวก็คือแนวคิดในการ "บริหารประเทศ" คำจำกัดความของหลักการบริหารสั้นๆ ง่ายๆ เลยก็คือการจัดสรรทรัพยากรให้สามารถตอบสนองกับเป้าหมายให้ได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกพรรคการเมืองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกแนวทางการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อคนส่วนใหญ่ให้มากที่สุด
โดยที่หากเรามัวไปยึดติดอยู่กับภาพลักษณ์ในเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์อันน้อยนิดที่จะได้จากนักการเมืองทั้งเรื่องการซื้อเสียง การจัดสวัสดิการที่ไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน หรือสวัสดิการเหล่านั้นมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศโดยเน้นที่การแบ่งผลประโยชน์ไปที่ระดับปัจเจกบุคคลมากกว่าการจัดสรรผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ นั่นก็จะทำให้เราตกอยู่ในวังวนของการหลอกลวงโดยการสร้างภาพลักษณ์เหมือนดังเช่นที่เป็นมาหลายสิบปีในระบอบประชาธิปไตยที่มีมาในประเทศไทยของเรา
สุดท้าย... เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในภาพลักษณ์ที่ถูกพรรคการเมืองต่างๆ สร้างขึ้นได้ ยกเว้นคนที่ไปกาไม่ออกเสียง แต่อย่างไรก็ดีหากเราคิดว่าจะหลีกเลี่ยงด้วยการกากบาทในช่องไม่ออกเสียง นั่นก็เท่ากับว่าเราไม่ได้เล่นการเมืองสักเท่าไหร่ เพราะในปัจจุบันเราจะปล่อยให้นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งหรือนักธุรกิจการเมืองเล่นการเมืองฝ่ายเดียวไม่ได้ ภาคประชาชนอย่างเราๆ จำเป็นที่จะต้องลงมาคลุกวงในในการเมืองด้วยเช่นกันตั้งแต่การเลือกตั้งที่เราต้องมองเกมส์ให้ออก พร้อมๆ กับเลือกฝ่ายที่ต้องเข้ามาคานอำนาจกับผู้ที่จะมีแนวโน้มเป็นฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) หรือว่าหากฝ่ายที่คาดว่าจะเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหายเราก็ควรเลือกที่จะต้องร่วมใจไปเลือกฝ่ายตรงข้ามให้เหตุการณ์พลิกผัน หรือไปเพื่อคานอำนาจฝ่ายนั้นให้มากที่สุด แต่เมื่อเลือกตั้งแล้วในฐานะประชาชนเราควรร่วมตรวจสอบการทำงานของคนที่ถูกเราเลือก หรือถูกคนอื่นเลือกไปบริหารประเทศอยู่เป็นระยะเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
การเมืองของประเทศไทย ไม่สามารถปล่อยให้นักการเมืองฯ ดำเนินการกันไปเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไปแล้วครับ ภาคประชาชนอย่างเราๆ ควรต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารประเทศให้มากขึ้นในทุกขั้นตอน เสียงสะท้อนของพวกเราเป็นสิ่งที่นักการเมืองฯ เหล่านั้นต้องฟังและทำตามครับ เพราะพวกนักการเมืองทั้งหลายถือว่าเป็นลูกจ้างของเรา ที่เราจ้างเข้าไปทำงานบริหารประเทศให้กับเรา กระบวนทัศน์เดิมๆ ที่คิดว่าคนเหล่านั้นเป็นเจ้าคนนายคนควรถูกปรับเปลี่ยนใหม่ เพื่อทำให้การเมืองภาคประชาชนเจริญเติบโตขึ้น และนักการเมืองจะทำอะไรต้องใส่ใจประชาชนเป็นอันดับแรก การเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมาอาจต้องใช้เวลานานครับ แต่เราควรเริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ตอนนี้เพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ทิศทางที่เหมาะสมเสียทีครับ
ปอนเอง
...ปัญหามันอยู่ตรงที่การคัดเลือกเด็กที่มีศักยภาพถึงหรือเปล่าน่ะครับบางคนเด็กศักยภาพก็ไม่ถึงแต่ก็ต้องส่งไปแล้วก็มีปัญหาตามมา อีกเรื่องนึงก็คือการสร้างภาพลักษณ์ให้หวยเป็นผู้มีพระคุณที่ส่งให้เด็กนักเรียนได้ไปเรียนซึ่งมันมีภาพลักษณ์ของผู้ให้ครอบอยู่อีกทีน่ะครับ เรื่องนี้จะไม่เป็นข้อครหาเลยถ้าไม่ได้สร้าง "หวย" ให้เป็นผู้มีพระคุณ แล้วเอาเงิน "หวย" เข้าคลังแล้วส่งเด็กนักเรียนไปในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาลน่ะครับ...

ส่วนอีกคอมเม้นต์นึง..ตอบไปแล้วนะครับ
บทเรียนนี้สอนให้เราทุกคนได้รู้มาเนิ่นนาน...
แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ แล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด
อย่างที่เค้าว่า "อย่าตัดสินหนังสือจากปก" แต่หนังสือที่ปกสวยก็ยังคงขายดีและได้รับความนิยมมากกว่าหนังสือที่ปกไม่สวยอยู่ดี
#1 By ire_u on 2007-12-17 18:05