พวกเราคงคุ้นหู คุ้นตา คุ้นใจกับคำว่า "ภาพลักษณ์" (Image) กันมาเยอะแล้วจากข่าวต่างๆ ทั้งข่าวบันเทิง ข่าวการเมือง ฯลฯ แต่หลายๆ คนอาจจะยังคงไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว "ภาพลักษณ์" มันคืออะไรกันแน่มันมีความกว้าง ความยาว ความลึก ความแคบ ความใหญ่ ความเล็กอย่างไร เพราะคำว่าภาพลักษณ์ดูเหมือนว่าเป็น นามธรรม ที่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจริงๆ แล้วภาพลักษณ์มันก็เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้จริงๆ ด้วยแหล่ะครับ มันเป็นสิ่งที่อยู่ดีๆ ก็ผุดขึ้นในหัวสมองแล้วส่งผ่านไปกำหนดความรู้สึกของเรากลายเป็นทัศนคติ

                       พูดง่ายๆ ก็คือ ภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่เราคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าพอเอ่ยขึ้นมาแล้วสิ่งๆ นั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เช่น พอพูดถึงควายบางคนอาจจะนึกถึงความโง่ บางคนอาจนึกถึงสัตว์ที่น่ารัก หรือจากการอ่านบล็อกของเฮีย ก. แล้วมีใครพูดถึงเฮีย ก. เราก็อาจจะคิดว่าเฮีย ก.เป็นเกย์หล่อล่ำหำโต หรือว่าเป็นเกย์หื่นคลั่งผู้ชาย หรือพี่ตุ้มเป๊ะเป็นสาวสวยแก่นเซี้ยวเปรี้ยวเข็ดฟันจากการชอบแต่งบล็อก ดื้อรั้น เอาแต่ใจตัวเอง หรือคุณแพนด้าเป็นคนสดใสร่าเริง รักเด็ก ชอบกินหญ้าแก่ อารมณ์ดีมองโลกงดงาม ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตจริงๆ ที่เป็นอยู่ของคนเหล่านั้นอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะ "ภาพลักษณ์" คือสิ่งที่เราสร้าง "ชุดความคิด" ขึ้นมาชุดหนึ่งในการจินตนาการตามข้อมูลที่เราได้รับมา เราก็จะเกิดความคิด ความรู้สึกขึ้นมาว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไว้ก่อน เมื่อมีใครพูดถึงหรือว่าถามเราก็จะนึกถึงรูปแบบความคิดนั้นๆ เป็นสิ่งแรก

                        ซึ่งภาพลักษณ์นี่เองมีความเชื่อมโยงกับทัศนคติอย่างแยกกันไม่ออกทีเดียวเชียวครับ เพราะเมื่อเราสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมาแล้ว เราก็จะเกิดความรู้สึกและทัศนคติตามมาพร้อมๆ กัน เช่น เกิดความรู้สึกชอบ หรือรัก ก็มักจะเป็นผลพลอยได้จากการเกิดภาพลักษณ์ที่ดี หรือความรู้สึกเกลียด รังเกลียด ไม่ชอบ ก็เกิดมาจากภาพลักษณ์ที่ไม่ดี คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า การเขียนบล็อกก็มีภาพลักษณ์อยู่เหมือนกัน เพราะบางทีเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนเขียนหน้าตาเป็นอย่างไรแต่พอเราอ่านจากที่เขาเขียนปอนว่าหลายๆ คนก็คงจะต้องเกิดภาพลักษณ์ของเจ้าของบล็อกอยู่ในใจเป็นแน่ครับ

                          ทีนี้เรามาเข้าเรื่องของเรากันบ้างดีกว่าครับเกริ่นมาซะเยอะแล้ว ในทางการเมืองภาพลักษณ์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างสุดยอดครับ คนที่เป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ได้อย่างเอกอุเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จในทางการเมืองได้ครับ เรื่องนี้ปอนคิดว่าคงไม่มีใครมาเถียงปอนนะครับ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาถือว่าเป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีทีเดียว เพราะภาพลักษณ์ก็คือภาพลักษณ์ครับสร้างได้แต่สัมผัสไม่ได้ แต่ถ้าใครที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ได้ดีมิหนำซ้ำยังสามารถทำให้สามารถสัมผัสได้ก็ถือว่าเป็นนักการเมืองที่เก่งกาจและควรเคารพนับถือสามารถไหว้ได้อย่างเต็มใจทีเดียวครับ แต่ปอนยังไม่ค่อยจะเคยเห็นสักเท่าไหร่นะ

                          ภาพลักษณ์ที่ถือว่าเป็นพิมพ์นิยมที่นักการเมืองมักจะนำมาสร้างเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จในการเดินทางการเมืองก็คือ ภาพลักษณ์ความเป็น "ผู้ให้" มีจิตใจเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น ให้สวัสดิการ ให้เงิน ให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภาพลักษณ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง "ผู้รับ" หรือ "ผู้ได้รับประโยชน์" ก็คือผู้ตัดสินใจเลือกที่จะ "เชื่อ" จนไปสู่การลงคะแนนเลือก หรือว่าในขั้นสูงสุดก็คือเชื่อจนกลายเป็นหัวคะแนนให้ หรือเลือกที่จะ "ไม่เชื่อ" ผลที่ตามมาก็คือการไม่ลงคะแนนเสียงให้ ทำให้แนวทางการเมืองของผู้นั้นตีบตันไปในที่สุด

                           กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของ "ภาพลักษณ์การเป็นผู้ให้" เห็นได้ชัดในช่วงของรัฐบาลที่แล้ว ตั้งแต่การออกนโยบายที่ให้ทุกอย่างทั้งเงิน อาชีพ คุณภาพชีวิต การศึกษา รวมทั้งการจัดแคมเปญพิเศษเช่นการทัวร์นกขมิ้นแล้วอนุมัติงบประมาณสดๆ แบบทันทีทันใดให้ลงไปในพื้นที่นั้นๆ หรือว่า "นโยบายการแปลงความโลภเป็นทุน" เช่นการออกสลากบนดิน แล้วเอาเศษเงินที่ได้ทำเป็นไปให้ทุนการศึกษาเด็กในระดับอำเภอไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วเด็กบางส่วนก็รับสภาพไม่ไหวเพราะไม่ได้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา การสื่อสาร ความรู้ทำให้ต้องกลับประเทศมาก่อนกำหนด เพื่อรักษา "ภาพลักษณ์" การเป็นผู้ให้เอาไว้ให้เหนียวแน่น เราจะเห็นว่านโยบายนี้เป็นการเอาเงินของ "คนอื่น" หรือเงินของ "ประชาชน" มาสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองได้อย่างแนบเนียน และมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียสละความสุขด้วยการเอาเงินมาทุ่มเล่นหวยเพื่อให้เงินเหล่านั้นตกไปเป็นเครื่องเมือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับ "คนที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ" เพื่อให้เขาสามารถแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้ต่อไปเรื่อยๆ จากความไว้เนื้อเชื่อใจและทัศนคติที่ดีที่ถูกสร้างขึ้นให้ติดอยู่ในสมองของผู้คน

                           แม้แต่ในช่วงนี้ที่มีการหาเสียงเราจะเห็นว่านโยบายของพรรคต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างภาพลักษณ์การเป็น "ผู้ให้" กันอย่างมโหฬาร บางพรรคไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้เท่านั้นแต่ยังพยายามแสดงตัวว่าเป็น "เจ้าบุญทุ่ม" อีกด้วย (พอดีเมื่อเช้าฟังนโยบายของพรรคไทเป็นไทหรือชื่อเดิมคือพรรคคนขอปลดหนี้ พรรคนี้มีนโยบายปลดหนี้ทุกประเภทให้กับประชาชนทั้งหนี้เงินกู้ในและนอกระบบ หนี้บัตรเครดิต ฯลฯ ด้วยนะครับ) ภาพลักษณ์ ที่แต่ละพรรคพยายามสร้างขึ้นมาก็เสมือนเป็นการ "ขายฝัน" ให้กับประชาชน แต่การที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้นั้นมันช่างยากลำบากนัก ดังนั้นการตัดสินใจที่จะยอมรับหรือนิยมชมชอบกับภาพลักษณ์ของพรรคใดๆ ก็ตามแต่เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงแนวทางความเป็นไปได้ของฝันที่แต่ละพรรคเอามาขายให้พวกเรา

                           แนวทางดังกล่าวก็คือแนวคิดในการ "บริหารประเทศ" คำจำกัดความของหลักการบริหารสั้นๆ ง่ายๆ เลยก็คือการจัดสรรทรัพยากรให้สามารถตอบสนองกับเป้าหมายให้ได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกพรรคการเมืองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกแนวทางการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อคนส่วนใหญ่ให้มากที่สุด

                            โดยที่หากเรามัวไปยึดติดอยู่กับภาพลักษณ์ในเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์อันน้อยนิดที่จะได้จากนักการเมืองทั้งเรื่องการซื้อเสียง การจัดสวัสดิการที่ไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน หรือสวัสดิการเหล่านั้นมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศโดยเน้นที่การแบ่งผลประโยชน์ไปที่ระดับปัจเจกบุคคลมากกว่าการจัดสรรผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ นั่นก็จะทำให้เราตกอยู่ในวังวนของการหลอกลวงโดยการสร้างภาพลักษณ์เหมือนดังเช่นที่เป็นมาหลายสิบปีในระบอบประชาธิปไตยที่มีมาในประเทศไทยของเรา

                                สุดท้าย... เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในภาพลักษณ์ที่ถูกพรรคการเมืองต่างๆ สร้างขึ้นได้ ยกเว้นคนที่ไปกาไม่ออกเสียง แต่อย่างไรก็ดีหากเราคิดว่าจะหลีกเลี่ยงด้วยการกากบาทในช่องไม่ออกเสียง นั่นก็เท่ากับว่าเราไม่ได้เล่นการเมืองสักเท่าไหร่ เพราะในปัจจุบันเราจะปล่อยให้นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งหรือนักธุรกิจการเมืองเล่นการเมืองฝ่ายเดียวไม่ได้ ภาคประชาชนอย่างเราๆ จำเป็นที่จะต้องลงมาคลุกวงในในการเมืองด้วยเช่นกันตั้งแต่การเลือกตั้งที่เราต้องมองเกมส์ให้ออก พร้อมๆ กับเลือกฝ่ายที่ต้องเข้ามาคานอำนาจกับผู้ที่จะมีแนวโน้มเป็นฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) หรือว่าหากฝ่ายที่คาดว่าจะเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหายเราก็ควรเลือกที่จะต้องร่วมใจไปเลือกฝ่ายตรงข้ามให้เหตุการณ์พลิกผัน หรือไปเพื่อคานอำนาจฝ่ายนั้นให้มากที่สุด  แต่เมื่อเลือกตั้งแล้วในฐานะประชาชนเราควรร่วมตรวจสอบการทำงานของคนที่ถูกเราเลือก หรือถูกคนอื่นเลือกไปบริหารประเทศอยู่เป็นระยะเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

                                การเมืองของประเทศไทย ไม่สามารถปล่อยให้นักการเมืองฯ ดำเนินการกันไปเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไปแล้วครับ ภาคประชาชนอย่างเราๆ ควรต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารประเทศให้มากขึ้นในทุกขั้นตอน เสียงสะท้อนของพวกเราเป็นสิ่งที่นักการเมืองฯ เหล่านั้นต้องฟังและทำตามครับ เพราะพวกนักการเมืองทั้งหลายถือว่าเป็นลูกจ้างของเรา ที่เราจ้างเข้าไปทำงานบริหารประเทศให้กับเรา กระบวนทัศน์เดิมๆ ที่คิดว่าคนเหล่านั้นเป็นเจ้าคนนายคนควรถูกปรับเปลี่ยนใหม่ เพื่อทำให้การเมืองภาคประชาชนเจริญเติบโตขึ้น และนักการเมืองจะทำอะไรต้องใส่ใจประชาชนเป็นอันดับแรก การเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมาอาจต้องใช้เวลานานครับ แต่เราควรเริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ตอนนี้เพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ทิศทางที่เหมาะสมเสียทีครับ

 

ปอนเอง

 

 

                           

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นั่นสิคะ...ไม่ควรติดกับภาพลักษณ์...
บทเรียนนี้สอนให้เราทุกคนได้รู้มาเนิ่นนาน...
แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ แล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

อย่างที่เค้าว่า "อย่าตัดสินหนังสือจากปก" แต่หนังสือที่ปกสวยก็ยังคงขายดีและได้รับความนิยมมากกว่าหนังสือที่ปกไม่สวยอยู่ดีsad smile

#1 By ire_u on 2007-12-17 18:05

จะว่าไปเรื่องของนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วนี่ ผมเองก็ได้รับประโยชน์เต็มๆ นะครับ มีอยู่ทีนึง ... 2 ปีที่ผ่านมา พ่อผมเสียครับ ผมเองก็กำลังเรียนอยู่เลยมีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าเรียน กว่าเงินบำเหน็จของพ่อออกก็ต้องรอระยะเวลาพักใหญ่ๆ แม่ผมก็เป็นข้าราชการ เลยเบิกเงินเรียนจาก กยศ ไม่ได้....... แต่โชคดีมากๆ ที่ได้เงินกู้จากกองทุนหมู่บ้านละล้านเนี่ยแหละมาต่อลมหายใจได้ทันเวลา

ผมว่านโยบายในด้านการให้แบบนี้ก็ดีนะครับ ยกเว้นนโยบายเว่อร์ๆ อย่างพรรคคนขอปลดหนี้ที่ปลดหนี้คนละ 5 แสนบาทไม่เอาคืนกับพรรคอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้ที่ให้ประชาชนใช้น้ำ + ไฟฟ้าฟรี อันนั้นก็ไม่ไหวsad smile

#2 By CHAN on 2007-12-17 20:13

ลืมๆ

โหวตให้ครับHot!

#3 By CHAN on 2007-12-17 20:13

เอ่อ แต่พี่ว่าทุนการศึกษาหนึ่งอำเภอมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนั้นจริงแต่ก็มีน้องส่วนนึงที่ได้เรียนนะ อย่างน้องๆพี่ที่มาเรียนหมอจีนกันห้าคนเขาก็ตั้งใจเรียนกัน อาจจะเป็นบางมุมมองที่คนเขามองไม่เห็น sad smile

พี่ไปเลือกตั้งมาตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนแล้วครับ ก็จะรอดูว่าผลเป็นอย่างไร เขาว่าหลังการเปลี่ยนแปลงถึงจะมีวีรบุรุษก็ดูกันต่อไป

ว่าแต่ภาพลักษณ์พี่เป็นอย่างไงบ้างเนี่ย เป็นหมอรูปหล่อ มีความรู้ โรแมนติก ดูอารมณ์ขัน???cry cry cry
Hot! ลืมเหมือนกัน
แหม่...พูดไปก็คงยากอยู่ดี
ก็ประเทศไทยน่ะ ออกจะเป็นประเทศมหรสพ
เสพอะไรก็เป็นมหรสพ หลอกๆ สนุกๆกันไป
จนจะบรรลัยกันทั้งชาติอยู่แล้วsad smile

#6 By cool fire on 2007-12-17 20:27

อ้อ...ขอบพระคุณาหรับเทคนิคการทำตัว[b]หนา[b/]ด้วยครับconfused smile

#7 By cool fire on 2007-12-17 20:30

ยังอุตส่าห์เซ่อพิมพ์ผิดอีก

#8 By cool fire on 2007-12-17 20:31

เป็นแนวคิดที่ดีอ่ะ หาคนไปคานอำนาจดีกว่าปล่อยให้สิทธิหายไปกับการไม่ออกเสียง big smile Hot!

#9 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-12-17 21:30

การเมืองบ้านเราไม่รู้เป็นยังไง มันไม่เจริญสักทีเพราะคนที่เข้ามาอาสาล้วนไม่จริงใจกับประเทศชาติเท่าไรเข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์และอภิสิทธิ์ชนซะมากกว่า ไม่เชื่อลองเข้ามาเล่นการเมืองดูสิแล้วจะติดใจว่าอะไรมันก็สะดวกสะบายเกินมนุษย์ธรรมดาอย่างเราจะได้รับ
ไปเลือกแล้วขอให้ผลิกผันบ้างก็ดี

#10 By MayaKniGht on 2007-12-17 22:05

ขอบคุณครับ ในที่สุดโลกก็กลับคืนมาสู่ความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง (คนอื่นคงไม่เข้าใจ ช่างมัน เอิ้กๆ) sad smile

#11 By -Press F5- on 2007-12-18 09:54

อ่านแล้วเหมือนจะชี้นำกลายๆนะคุณปอน...
โพส entry นี้แล้ว รู้สึกว่า ไอ คุกคุก รึปล่าวครับ

ผมว่าคนส่วนมากจะเลือกเพราะตัวบุคคลนะ
อย่างผู้ลงสมัครในจังหวัดผม แม้ว่าจะอยู่พรรคไหน
ก็เลือกกันเพราะภาพลักษณ์เค้าดี มีผลงานเป็นประจักษ์
(ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นผลงานจริงหรือภาพลวงตา)

ย่าผมยังบอกเลยว่าให้เลือกเบอร์นี้ (เท่านั้น) นะ ...
เพราะเบอร์นี้ทำให้แกได้ค่ารายเดือนผู้สูงอายุ
ผมก็ได้แต่เออออห่อหมกไปด้วยงั้นแหละ
แต่จริงๆแล้วไม่เลือกหรอก...Hot!
ใช่แล้วครับ...คุณ ire_u...คนเราติดอยู่ในวังวนของภาพลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของพวกนักการตลาดครับ โดยที่ไม่ค่อยคำนึงถึงเนื้อแท้ของสิ่งนั้นๆ สักเท่าไหร่angry smile

ถ้าคนส่วนใหญ่นำเงินที่ได้ไปใช้ประโยชน์ที่แท้จริงอย่าง...คุณชาญ...ก็ดีสิครับ แต่ว่าเท่าที่เป็นอยู่มันไม่ใช่น่ะครับ เพราะมีให้กู้กูก็กู้เอาไว้ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ลูกขี่เป็นเด็กแว้น เอาไว้ซื้อโทรทัศน์ ดีวีดี ซื้อหวย แถมยังไม่ใช้คืนอีกเพราะเชื่อว่า "นายกเค้าให้" ไม่ต้องใช้คืนก็ได้ก็เพราะภาพลักษณ์การเป็นผู้ให้นี่แหล่ะครับมันถึงได้มีสภาพออกมาเป็นอย่างนี้ บางแห่ง (ไม่ต้องดูอื่นไกลลุงปอนเอง) ประธานกองทุนก็ยักยอกเอาเงินไปใช้ส่วนตัว ชำระบัญชีก็ไม่ได้เงินมันมีที่มาแต่ไม่รู้มันไปไหนตรวจสอบไม่ค่อยได้ ถ้าชาวบ้านเอาเงินเหล่านี้ไปต่อยอดในการเพิ่มผลผลิตหรือเอาไปเคลียร์หนี้นอกระบบก็ดีครับ แต่นี่...เอาไปจ่าย "ค่าโทรศัพท์" เกือบจะหมดsad smile confused smile

... พี่หมอเชน...ปัญหามันอยู่ตรงที่การคัดเลือกเด็กที่มีศักยภาพถึงหรือเปล่าน่ะครับบางคนเด็กศักยภาพก็ไม่ถึงแต่ก็ต้องส่งไปแล้วก็มีปัญหาตามมา อีกเรื่องนึงก็คือการสร้างภาพลักษณ์ให้หวยเป็นผู้มีพระคุณที่ส่งให้เด็กนักเรียนได้ไปเรียนซึ่งมันมีภาพลักษณ์ของผู้ให้ครอบอยู่อีกทีน่ะครับ เรื่องนี้จะไม่เป็นข้อครหาเลยถ้าไม่ได้สร้าง "หวย" ให้เป็นผู้มีพระคุณ แล้วเอาเงิน "หวย" เข้าคลังแล้วส่งเด็กนักเรียนไปในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาลน่ะครับ...

ส่วนภาพลักษณ์ของพี่หมอเชน..อิอิ น่ารัก เซ็กซี่(ภาพแผ่นหลังยังติดตา) เหมือนไอ้หนุ่มซินตึ้ง มีความรู้ (แต่พักหลังไม่ค่อยจะเท่าไหร่..อิอิ) โรแมนติคครับ...double wink question surprised smile

...คุณ NUT ไฟเย็น...ก็ประเทศเรารักสนุก แต่ถึงรบก็ขลาดนี่ครับ คนเราก็เลยไม่ค่อยจะใส่ใจกันสักเท่าไหร่ กับเรื่องการถูกหลอกซ้ำๆ ซากๆ

แล้วอย่าลืมคิดดีๆ ก่อนกากบาทด้วยล่ะครับ...พี่ตุ้มเป๊ะ...เราต้องลงเล่นการเมืองด้วยตัวเองแล้วครับอย่าให้คนอื่นมาเล่นเราdouble wink

แหะๆๆๆ...คุณพี่มายา...ปอนคงไม่เอาชีวิตอันด้อยคุณค่าของปอนไปลงเล่นการเมืองหรอกครับ เดี๋ยวคุณค่ามันจะไม่เหลือเลย.. การเมืองมันเป็นเรื่องโสมมมากมายจนเราไม่อยากเอาตัวไปเกรือกกลั้วได้ครับ แค่การเมืองในหน่วยงานต่างๆ ที่สัมผัสมายังน่าขยะแขยงเลยครับsad smile แค่เราคอยคุมเกมส์อยู่ห่างๆ ก็พอครับdouble wink

แต่ปอนเข้าใจ...พี่พี...เสมอนะครับ น้องๆ อยู่แถวนี้ตั้งเยอะแยะใช้ประโยชน์บ้างสิครับ ระบายๆ ไปซะบ้างไม่ต้องมาเก็บกดแล้วนะครับdouble wink confused smile

แหมๆๆๆ...คุณแพนด้า...มาทักกันอย่างนี้เดี๋ยวปอนถูกถอดออกจาก hot post หรอกครับ..อิอิ (รู้ใจกันจริงๆ big smile) กรณีของย่าคุณแพนด้าก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่ไม่เข้าใจระบบสวัสดิการสังคม และระบบการเมืองจริงๆ แล้วไอ้คนเหล่านั้นมันไม่ได้มามีบทบาทเอาเงินสงเคราะห์อะไรไปให้หรอก มันก็แค่ทำตามกฎหมายแค่นั้นเองครับ แล้วเงินสงเคราะห์ที่ได้มาก็น้อยนิดมากกกกกก จริงๆ แล้วเงินสงเคราะห์คนชรามาจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ ที่จริงแทนที่ชาวบ้านจะเชื่อหรือว่านิยม ส.ส. ควรจะต้องไปนิยมชมชอบ อบต. หรือเทศบาล แทนซะมากกว่าเพราะส.ส.ไม่ได้มีบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่นแต่อย่างใด ส.ส. เป็นแค่คนที่เข้าไปออก "กฎหมาย" เท่านั้นเองนะครับ ส่วนชีวิตความเป็นอยู่น่ะ ต้องเทศบาล หรือไม่ก็ อบต. เท่านั้น double wink แต่ปอนก็ยังสงสัยว่า อี อบจ. เนี่ยะมีไว้ทำเขืออะไรก็ไม่รู้ครับ อีนายกอบจ.ที่บ้านปอนเนี่ยะ เอาเงินหลวงมาหาเสียงสร้างภาพลักษณ์ความเป็นเทพของมันอย่างหน้าด้านๆๆๆ หน้าเกลียดที่สุดครับ confused smile

#13 By ปอนปอน on 2007-12-18 12:36

ไม่อยากพูดเลยจริงๆ เรื่องเเจกฟรี ปลดหนี้เนี่ย
อัตราเสียภาษีของไทย ไม่ได้สูงเหมือนประเทศที่เขาเจริญเเล้วนะครับ
ดังนั้น เอะอะอะไร ก็จะเอาฟรีๆ เลิกเถอะครับ

#14 By Red on 2007-12-18 13:34

บอกตามตรงว่ายังไม่รู้จะเลือกใคร

ถ้าไม่ดูจากภาพลักษณ์ แล้วเราจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจอ่ะ ในเมื่อเราก็ไม่สนิทกับพรรคการเมือง นักการเมืองแบบรู้นิสัยใจคอ นักการเมืองก็มีแต่ดีๆ ทั้งนั้น ดีจนเลือกไม่ถูกเลย

เลือกเสาไฟฟ้ายังจะง่ายกว่าอีกอ่ะคุณปอนsad smile

#15 By conte01 (203.146.136.88) on 2007-12-18 14:48


แท้จริงแล้วภาพลักษณ์นั้นสามารถสร้างได้ แม้ว่าตัวตนจริงๆจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม การสร้างภาพลักษณ์ให้คนอื่นเห็นแต่สิ่งที่ดีๆ ในขณะที่ตัวตนจริงๆนั้นกระล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหลอันเป็นคุณสมบัติหลักของนักการเมืองนั้น อีกคำหนึ่งเรียกว่าการ "สร้างภาพ" นั่นเอง...sad smile

#16 By :: KinG MoJi :: on 2007-12-18 16:48

ไปใช้สิทธิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้วจ๊า.confused smile

#17 By รายละเอียดที่หายไป... (58.9.129.227) on 2007-12-18 20:33

โอ้!!!!!ปอนปอน
ผมไม่เคยเห็นนักการเมืองคนไหนย้อนกลับมามองประชาชนเลยสักครั้งหลังเลือกตั้งเสร็จ
เพราะมัวแต่..........
อยากให้เมืองไทยมีพ่อมด เวทมนตร์จัง..
พ่อจะสาบให้...อิอิอิ

#18 By รีคอนดำ on 2007-12-18 21:56

ตอบโต้
กรูหล่อ
กรูล่ำ
หำไม่โตก้ได้อ่ะ
แต่หื่นคลั่งผู้ชาย

#19 By มนุษย์กล่อง on 2007-12-18 22:44

ผมว่าจริงๆเกือบทุกคนแหละครับที่ต้องสร้างภาพ
เป็นตัวของตัวเองมากจนสุดโต่งก็ไม่ไหว
ใครอยู่ในที่สว่างเป้นจุดสนใจมากๆภาพลักษณ์ที่ออกมาก็ต้องดูดีหน่อย
ใครอยู่ที่สลัวๆหรือที่มืดมากก็สร้างภาพน้อยหน่อย
คนพวกนั้นยิ่งร้ายใหญ่ครับต้องเป้นจุดสนใจคนคนค่อนประเทศเรื่องภาพลักษณ์สำคัญครับ
พวกชอบสร้างภาพนี่น่าสงสารนะครับ
ดูท่าทางจะเหนื่อยมากกว่าใคร
แค่หายใจแต่ละวัน ทำงานงงๆๆๆก็เหนื่อยพอแล้ว
มานั่งปั้นหน้าสร้างภาพอีก เฮ้อ เห็นแล้วเหนื่อยแทน
sad smile sad smile sad smile

#20 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2007-12-19 09:08

เท่าที่จำได้ย่าได้เงินผู้สูงอายุเดือนละ 300 มั่ง
น้อยมากๆ
** ปอนปอน
ผมช่วยหาข้อมูลให้เฉยๆ ไม่ได้ทำรายงานให้ขอรับ
แล้วให้เค้าไปจัดข้อมูลและรวบรวมเป็นรายงานเองอีกทีนึง
พอดีเค้าหาข้อมูลใน Google ไม่ค่อยเป็นน่ะครับ

แต่การทำรายงานหรืองานประดิษฐ์ทีไร
กลายเป็นงานที่ครอบครวต้องมีส่วนร่วมทุกที
ถือว่าเป็นการส้รางความสัมพันธ์ในครอบครัวละกันครับ
ใครๆ ก็ชอบของฟรีครับ...คุณ Red...แต่พวกเค้าคงลืมไปว่าของฟรีไม่มีในโลกนะครับsad smile confused smile

...คุณ Conte I...ถ้าไม่เลือกจากภาพลักษณ์ก็ต้องเลือกจะความเป็นไปได้ครับ ดูที่นโยบายของเขาว่ามันมีทางเป็นไปได้มากขนาดไหน พวกนโยบายที่มีแต่ให้ๆๆๆๆ มันไม่น่าเชื่อถือนะครับ อย่างที่คุณ Red บอกน่ะครับ มันสวนทางกันระหว่างนโยบายกับความเป็นจริงน่ะครับdouble wink

จริงแล้วภาพลักษณ์มันก็เป็นทั้งจริงแล้วก็ไม่จริงนะครับ...คุณ King Moji...แต่ไอ้ที่ไม่จริงน่ะเรียกได้อีกอย่างหนึ่งก็คือการโฆษณาชวนเชื่อครับ หรือจะเรียกว่า ตอแหลก็ชัดเจนเหมือนกันครับ..อิอิdouble wink confused smile

ปอนก็จะไปแต่ไม่ได้ไปครับ...ป้าเอียด...

ต้องสาปให้มันสูญพันธุ์ดีป่ะครับ...คุณ blackrecon ...หรือไม่ก็หายไปจากโลกนี้อาจจะวุ่นวายในตอนแรก แต่คนดีๆ อาจจะมีกำลังใจเข้ามาทำงานการเมืองมากขึ้นนะครับถ้าไอ้พวกนี้หายไปน่ะครับdouble wink confused smile

...เฮีย ก.ครับ...จะมาสร้างภาพลักษณ์หลอกลวงอะไรแถวนี้อีกครับ ที่เฮียพูดมาปอนเห็นว่ามีอยู่อย่างเดียวที่เป็นภาพลักษณ์ที่แท้จริงของเฮียก็คือ "หื่นคลั่งผู้ชาย" น่ะครับ แล้วใช้คำไม่สุภาพด้วย โมโหโดนผู้ชายทิ้งมาหรอครับถึงใช้คำไม่สุภาพอย่างนี้น่ะ

แต่ปอนว่านะครับ...คุณมนุษย์เพลงดาวศุกร์สุดหรรษา...คนเราควรจะเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดน่ะครับ แต่อะไรที่มันเลวร้ายมากๆ ก็เก็บไว้ในจิตใจก็พอแต่ไม่จำเป็นต้องเสเสร้งทำเหมือนว่าชั้นเป็นคนดีมากมาย ถ้าเรามัวมาสร้างภาพลักษณ์ก็จะแอ๊บแตกเหมือนเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงน่ะครับdouble wink แต่เอะ...คุณมนุษย์เพลงฯ มาสร้างภาพว่าเศร้าสร้อยคิดถึงคนที่จากไปให้ปอนเผลอมอบใจให้หรือเปล่าครับเนี่ยะ question

นั่นแหล่ะครับ...คุณแพนด้า...แล้วเงินนั่นไม่ได้มาจาก ส.ส.นะครับ มาจากอบต.หรือไม่ก็เทศบาล แล้วนโยบายช่วยเหลือผู้สูงอายุก็เป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ใช่นโยบายเริ่มแรกของรัฐบาล แต่คนพวกนี้ก็ใช้เหตุนี้ยกประโยชน์ให้ตัวเองซะงั้นtongue ส่วนอีกคอมเม้นต์นึง..ตอบไปแล้วนะครับ

#23 By ปอนปอน on 2007-12-20 17:03