คิดเพื่อผ่านไปปีใหม่
posted on 31 Dec 2007 16:24 by sloppythinking in Live
จะมาเขียนอวยพรปีใหม่แบบตรงไปตรงมาก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการทิ้งฟอร์มของคนที่คิดว่าจะทำอาชีพสอนหนังสือ (เพราะสถานการณ์บังคับ
) ไปอย่างไม่น่าให้อภัย ก็ต้องขอฝากวิธีคิดเล็กๆ น้อยๆ ไว้เผื่อพี่ๆ น้องๆ ชาวเอ็กซ์ทีนที่ทั้งเป็นแฟนประจำและแฟนๆ ขาจรจะได้ฉุกคิดและมีความสุขในการเริ่มต้นนับปฏิทินรอบใหม่อีกครั้งหนึ่งนะครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ
ปอนมีความเชื่อว่าคนเราจะมีความสุขหรือมีความทุกข์ล้วนขึ้นอยู่ที่ภายในใจของเราเท่านั้นเองครับ บางทีเราเห็นคนกวาดถนนที่ทำงานกลางแดดฝุ่นควันทั้งวัน หรือคนที่ทำงานเก็บขยะไปขายสามารถยิ้มอย่างมีความสุขได้ทั้งวัน แต่ในทางตรงกันข้ามคนที่มีรายได้มากกว่าคนเหล่านั้นสิบเท่า ร้อยเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่าไม่ได้มีรอยยิ้มอย่างนั้นปรากฏอยู่บนใบหน้าเลย ถึงแม้มีรอยยิ้มก็มีเพียงแค่วูบเดียวเท่านั้น
ปรากฏการณ์แบบนี้เป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างหนึ่งว่าความสุขจากรายได้ และหน้าที่การงานที่สูงส่งไม่ได้เป็นเครื่องมือที่จะสร้างความสุขที่แท้จริงให้กับเราแต่อย่างใดครับ เพราะถึงแม้จะมีรายได้มหาศาล มีหน้าที่การงานมั่นคง ตำแหน่งสูงส่งแต่จิตใจไม่มีความสงบสุข และไม่มีความพึงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีตัวเองเป็นก็จะเกิดความทุกข์ครับ ทีนี้เราก็มาดูกันดีกว่าเราจะมีความสุขท่ามกลางความทุกข์ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดได้อย่างไรบ้าง
1. จัดเก็บความทรงจำที่ทุกข์และสุขไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ครับ ไม่แนะนำให้ลืมความทุกข์ที่เกิดขึ้นนะครับ เพราะการที่เราพยายามลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปก็จะเป็นการสร้างความทุกข์ให้จิตใจตัวเองเพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังนั้นเราจึงต้องเก็บไว้ครับแต่การเก็บไว้เราต้องเลือกที่เก็บไว้ในหัวสมองไม่เก็บไว้ในจิตใจครับ ถ้าเราทำอย่างนั้นได้ความทุกข์ก็จะเป็นเพียงความทรงจำชุดหนึ่งเท่านั้นที่คอยสอนให้เราอย่าทำอย่างนั้นอีก และหาทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ง่ายหากเจอสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ถ้าเราเอาความทุกข์มาเก็บไว้ในจิตใจเราก็จะเฝ้าคิดถึงความทุกข์เหล่านั่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเราก็จะจมปลักอยู่แต่กับความทุกข์ไม่มีวันสิ้นสุด
สิ่งที่ควรทำก็คือเราควรเก็บเรื่องราวความสุขของเราทั้งหลายไว้ในจิตใจครับ มันจะทำให้เรามีความสุขอยู่ตลอดเวลาเพราะเราจะคิดถึงแต่เหตุการณ์ความสุขที่เกิดขึ้น เราก็จะมีกำลังใจในการใช้ชีวิตในทุกๆ วันให้มีความสุข แต่ถ้าเรามีแนวโน้มว่าจะเผชิญความทุกข์เราก็มีบทเรียนที่ผ่านมาในอดีตคอยเตือนเราเสมอเพื่อไม่ให้เราตกลงไปสู่ความทุกข์ได้อีก
2. มองความทุกข์เป็นเรื่องท้าทายและเป็นเรื่องตลก หากเรามองความทุกข์เป็นเรื่องท้าทายเราก็จะมีความรู้สึกอยากที่จะแก้ไขมันและต่อสู้กับมันให้ความทุกข์เหล่านั้นหายไปแต่ถ้าเรามองแต่ว่ามันเป็นความทุกข์อย่างเดียวเราก็จะไม่มีทางหาวิธีการเอาชนะความทุกข์เหล่านั้นไปได้เลย ถ้าเรามองความทุกข์ดูดีๆ แล้วเราอาจจะแปลงให้ความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาเป็นเรื่องตลกไปก็ได้
อย่างเช่น ปอนก็เคยแปลงเรื่องทุกข์ๆ อย่างนี้ให้เป็นเรื่องตลกอยู่บ่อยครั้ง ทั้งความลำบากในการดำเนินชีวิตที่กรุงเทพฯ ทั้งเดินหอบหนังสือจากห้องสมุดตั้งเบ้อเริ่มตากฝนกลับหอทั้งๆ ที่ตอนอยู่บ้านฝนสักเม็ดไม่เคยได้โดนผิวหนังเพราะมีรถยนต์ขับ การเดินทางด้วยรถเมล์ที่ต้องโหนราวเหล็กตลอดเวลาเพราะทำใจไม่ได้ที่จะเห็นผู้หญิง เด็ก และคนชราต้องโหนห้องต่องแต่งโดยที่เรานั่งหน้าตาเฉยในขณะที่เราโหนราวเหล็กอยู่อย่างทุกข์ทรมานเราก็สามารถหัวเราะได้เพราะคิดว่าเออ...เหมือนชะนีเลยนะเนี่ยะ ถ้าร้องผัวๆๆๆ ออกมาก็คงจะกลายเป็นชะนี....
3. พยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างบนโลก ถึงแม้บางปรากฏการณ์มันยากที่จะหาเหตุผลมาอธิบายได้ เราก็ไม่ต้องไปพยายามหาเหตุผลหรือหาคำตอบเพียงแค่เรามองอย่างเข้าใจว่า อ๋อ...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง แค่นั้นเราก็จะไม่เป็นทุกข์ครับ เพราะการที่เราพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะหาคำตอบหรือเหตุผลเราก็จะตกอยู่ในความทุกข์จากการที่เราต้องไปเสาะแสวงหาเพื่อตอบสนองความต้องการของเรา
อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์ของทุกผู้ทุกคนว่า.. มนุษย์เป็นสิ่งที่คาดหวังหรือกะเกณฑ์อะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นความคาดหวังหรือกะเกณฑ์อะไรกับมนุษย์เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ที่ใหญ่โตมาก ทั้งพ่อแม่คาดหวังกับลูก การคาดหวังการกระทำหรือสิ่งของจากคนรัก ความคาดหวังที่เอาไปแปะไว้กับเพื่อนฝูง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถ้าได้เป็นไปตามที่คาดหวังก็จะทำให้เกิดความสุข แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเราก็จะมีแต่ความทุกจนไม่สามารถที่จะประมาณได้ ดังนั้นปอนจึงเลิกคาดหวังกับมนุษย์มานานแล้วครับ
และค้นพบว่าถ้าอยากทำอะไรให้ได้อย่างใจที่สุดต้องทำเองครับ แต่ถ้าเราไม่มีปัญญาทำแล้วต้องไปพึ่งคนอื่นก็ต้องเผื่อใจไว้ว่ามันจะไม่เหมือนกับที่เราต้องการ แค่เหมือนที่เราต้องการ 70 เปอร์เซ็นต์ก็ดีถมไปแล้ว...เรื่องนี้เป็นบ่อยมากๆ ครับ
4. รู้จักความพอเพียงครับ กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องความพอเพียงถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้คนพ้นทุกข์อย่างแท้จริงครับ เพราะหากเราเริ่มต้นที่ความไม่เข้าใจตัวเองว่าเราต้องการอะไรขนาดไหนกันแน่อย่างถ่องแท้แล้ว กระบวนการดำเนินชีวิตของเราจะไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับการแสวงหาอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ยิ่งเราแสวงหา สะสมมากๆ ก็จะทำให้เราเกิดทุกข์ ดังนั้นการคิดอย่างมีเหตุมีผล พอดี พอประมาณไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปตามอัตภาพเท่าที่มีเท่าที่เป็นอยู่ก็จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตเราให้อยู่ได้อย่างมีความสุขและมีทุกข์น้อยที่สุดครับ
(รู้ป่ะเฮีย ก.
)
ปอนหวังว่าในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้พวกเราจะมีความสุขมากขึ้นถึงแม้จะดำเนินชีวิตในรูปแบบเดิมๆ นะครับ จะสุขหรือจะทุกข์ล้วนอยู่ที่ใจเราปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น.. เพียงแค่เราคิดและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้ชีวิตเราก็จะมีความสุขตามอัตภาพแล้วครับ ขอให้ทุกๆ คนมีความสุข สมหวัง ประสบความสำเร็จตามที่ใจคิดโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นนะครับ
ปอนเองครับ
...นอกจากนั้นเราจะต้องไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเป็นทุกข์ด้วยนะ รู้ไว้ซะเฮีย ก. 
สำหรับไอบางครั้งน้ำตาก็เป็นคำตอบของปัญหา แต่มักจะมีรอยยิ้มเมื่อท้ายที่สุด และมีกำลังใจอยู่เสมอ คงเพราะข้อคิดดีๆเหล่านี้ที่มักจะผ่านตาเป็นประจำ
ว่ากันว่าความสุขที่แท้จริงมาจากความเข้าใจ
เพราะไอเข้าใจว่าตัวเองเกิดมาน่ารักเลยมีความสุขกระมัง
(คุณปอนคงไม่เอามือกุมขมับนะคะ ไอรู้ดีว่าคุณปอนเข้าใจสภาวะทางจิตของไอ
#1 By ire_u on 2007-12-31 16:43