ไอทีวีความผิดพลาดตั้งแต่กำเนิด
posted on 16 Jan 2008 12:01 by sloppythinking in Communication, Politic, Social
ช่วงวันสองวันมานี้มีข่าวร้อนแรงในวงการสื่อสารมวลชนขึ้นมาข่าวหนึ่งนั่นก็คือ การยุติการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์ TITV หรือ ITV ที่มีประวัติเกิดขึ้นมาท่ามกลางการเรียกร้องสื่อที่เป็นกลางภายหลังจากเหตุการณ์นองเลือดพฤษภาทมิฬเมื่อปี พ.ศ.2535 จนกระทั่งรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรี สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ภายใต้แนวคิดพื้นฐานของนายอานันท์ ปันยารชุน ว่า "ประชาชนผู้อยู่ ในสังคมระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีสิทธิเสรีภาพ ในการรับรู้รับฟัง เหตุการณ์ ข่าวสารและความ เป็นไป ต่างๆในสังคมอย่างเต็มที่ถูกต้อง และครบถ้วน โดย ปราศจากการบิดเบือน"
เมื่อแนวคิดทีวีเสรีได้ถูกนำมาใช้ แต่วิธีการขั้นแรกผิดพลาด ทำให้การดำเนินกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ITV (Independent Television) ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร วิธีการที่รัฐบาลเลือกที่จะนำมาใช้ในขณะนั้นคือการให้สัมปทานด้วยการประมูล ด้วยคลื่นความถี่ UHF ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บริษัท สยามอินโฟเทนเม้นต์ จำกัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ในปี 2541 ได้รับสัมปทานภายใต้ข้อกำหนดที่ตายตัวด้วยสัดส่วนเนื้อหา ข่าวสาร สาระ เป็นร้อยละ 70 ของเวลาออกอากาศทั้งหมด ประเภทบันเทิง ร้อยละ 30 และรัฐบาลในสมัยนั้นเชื่อว่าหากไม่อยากให้เกิดการครอบงำข้อมูลข่าวสารต้องมีผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน ไม่ให้มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วยการบังคับไม่ให้ถือหุ้นเกินรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ประมูลได้ นอกจากนั้นแล้วไอทีวีต้องส่งค่าสัมปทานให้รัฐตลอดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปีเป็นเงิน 25,200 ล้านบาทอีกด้วย
นี่คือจุดเริ่มต้นของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทีวีเสรีและความผิดพลาดในการแปลงนโยบายการสื่อสารไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) ที่มีข้อผูกมัดหลากหลายทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ และประเภทของสินค้า ข้อจำกัดเหล่านี้ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ได้รับสัมปทานในที่สุด จนกระทั่งออกแพร่ภาพวันแรกในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2539 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ และความใหม่สดของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานีข่าวที่ตีแผ่ความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ออกมาอย่างน่าตื่นเต้น เร้าใจ
แต่ปัญหาของสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ที่พบเป็นประการแรกเลยก็คือระบบส่งสัญญาณที่ส่งเป็นระบบ UHF (Ultra High Frequency) ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีสถานีโทรทัศน์ช่องไหนใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว จึงทำให้มีปัญหาเรื่องแผงรับสัญญาณตามบ้านเรือนที่ต้องเพิ่มแผงรับสัญญาณระบบ UHF เข้าไปอีก และระบบนี้ยังเป็นระบบที่ไม่สามารถแพร่กระจายไปไกลมากอีกด้วย จำเป็นต้องมีสถานีทวนสัญญาณถี่กว่าสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น เริ่มแรกเมื่อออกอากาศจึงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ทั้งประเทศ
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่พบก็คือสัดส่วนของเนื้อหาระหว่างข่าวสารสาระ และความบันเทิงไม่สอดคล้องกับรสนิยมของคนในประเทศ เพราะประเทศเราต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge Society) ดังนั้นจึงนิยมบริโภคแต่รายการประเภทความบันเทิงเป็นหลัก รายการที่เป็นข่าวสารสาระจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในกลุ่มประชาชน “ส่วนใหญ่” รายการประเภทนี้จึงได้รับความนิยมอยู่แต่เพียงในพื้นที่ที่เป็นเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร
โดยเริ่มแรกบริษัทสยามอินโฟเทนเม้นต์ ได้ร่วมมือกับบริษัทเนชั่น ผลิตข่าวสารออกมาอย่างเข้มข้น เป็นที่กล่าวขานกันอย่างกว้างขวางในการเป็นสถานีข่าวสารที่ได้มาตรฐานที่สุดของประเทศ แต่การเปิดดำเนินการภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ และสัดส่วนของเนื้อหาไม่ตรงกับรสนิยมของผู้รับสาร “ส่วนใหญ่” จึงทำให้โฆษณาที่ควรจะมีก็ไม่มี สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทีวีเสรีจึงขาดทุนสะสมอย่างหนักเรื่อยมา จนในที่สุดต้องเลือกทางออกด้วยการแก้สัญญาสัมปทานในส่วนของสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้สามารถมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้ ซึ่งไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่นับตั้งแต่บัดนั้น
ความผิดพลาดในเริ่มแรกได้เริ่มมาส่งผลเพียงแค่ไม่กี่ปี จากเจตนาดีเริ่มแรกแต่วิธีการที่กำหนดไม่สามารถทำให้อยู่รอดได้ในสภาวการณ์ที่เป็นจริงได้ จึงต้องทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นและยอมให้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงตามมา ดังนั้นการดำรงอยู่ของเจตนารมณ์เมื่อเริ่มแรกก่อตั้งสถานีก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป “ความอยู่รอดย่อมมาก่อนอุดมการณ์เสมอ” ในปี พ.ศ. 2543 การเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้เกิดขึ้น บริหารงาน ซึ่งส่งผลให้สัญลักษณ์ในการทำหน้าที่ของ “ทีวีเสรี” เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
“…เพื่อพัฒนาให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือธนาคารไทยพาณิชย์ได้เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ ได้ยื่น ข้อเสนอขอเป็นผู้ร่วมทุน และได้พิจารณาแล้วว่าบริษัทที่มีความเหมาะสมมากที่สุดคือ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เนื่องจากเป็นบริษัทของคนไทย และเป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องทาง การเงินสูง รวมทั้งมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจแผนใหม่ที่สามารถพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงานของไอทีวี โดยการเข้ามาร่วมลงทุนครั้งนี้จะนำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ เนื่องจากเป็นบริษัทที่เป็นแม่แบบทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นระบบดิจิตอลทีวี ระบบอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และดาวเทียม ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ เมื่อนำมาผนวกกับประสิทธิภาพในการนำเสนอข่าวสารของไอทีวีแล้ว เชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้ไอทีวีเป็นสถานีโทรทัศน์ชั้นนำของ เมืองไทยอย่างแน่นอน...” (ข้อมูลจาก webside : www.itv.co.th เมื่อ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548)
การเข้ามาของชินคอร์ปมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประการแรกซื้อไอทีวีมาเพราะมองการบูรณาการสิ่งที่มีอยู่ในมือ ก็คือโทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต ดาวเทียมเข้ากับสื่อทางด้านโทรทัศน์ เป็นการบูรณาการที่สมบูรณ์แบบ ขององค์กร หากมองธุรกิจในแง่ภาพรวมเป็นแพ็คเกจ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ในส่วนหนึ่งก็มองว่า ทางผู้ถือหุ้นคือทางด้านคุณทักษิณ ชินวัตร ก็มองว่าสื่อทั้งหมด อยู่ในมือรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์ ทางด้านพรรคไทยรักไทยก็ควรจะมีสื่อเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์เช่นกัน และผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมาก ปี 2544 บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น มีหุ้นในสัดส่วน 77 % ถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นช่วงเดียวที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ขึ้นสู่อำนาจ มีการเข้ามาแทรกแซงการทำงานด้านข่าวในไอทีวี ไม่ว่าจะเป็นกรณีคดีซุกหุ้น สนามกอล์ฟอัลไพน์ จนนำมาซึ่งการปลดนายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ในขณะนั้น เพราะได้นำเสนอข่าวเชิงขุดคุ้ยและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา
“ความจริงคุณทักษิณกับไอทีวี ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือไปด้วยกันได้ ไอทีวีก่อเกิดมาจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 เพื่อเป็นโทรทัศน์เสรีที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสังคมที่ต้องถูกชี้นำโดยสื่อของรัฐมาตลอด เป็นสื่อที่มีภารกิจในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม...คุณทักษิณ ร่ำรวยมาด้วยการเป็นนักล็อบบี้และทำธุรกิจผูกขาด และใช้ความร่ำรวยที่มีอยู่ปูทางเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล” (เทพชัย หย่อง ; บทสุดท้ายทีวีเสรี;กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์เนชั่น.2544,หน้า 221)
แม้จะมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย แต่กลุ่มผู้บริหารกลุ่มใหม่จาก บ.ชินคอร์ปฯก็พยายามออกมาปกป้องและบอกถึงเจตนารมณ์ที่ดีในการเข้ามาถือหุ้นสถานีโทรทัศน์ไอทีวีและปฏิเสธการเกี่ยวข้องระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร และสถานีโทรทัศน์ไอทีวี
ด้วยเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เหตุการณ์กบฏไอทีวีอันลือลั่นจึงปรากฏขึ้น ทำให้พนักงานเหล่านั้นถูกปลดออกในเวลาต่อมาเพราะนำเสนอข่าวที่ขัดแย้งกับ “นโยบายของผู้บริหาร” ทำให้เกิดเรื่องราวฟ้องร้องขึ้นสู่ชั้นศาลจนเรื่องราวเพิ่งยุติลงในปีที่ผ่านมา และกบฏไอทีวีทั้งหลายก็แสดงถึงศักยภาพของคนทำสื่อที่มีคุณภาพสูงในองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ในเวลาต่อมา
ไอทีวี ทีวีเสรี ถูกเปลี่ยนเป็นไอทีวี ทีวีเพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว เมื่อปี พ.ศ. 2544 ด้วยจำนวนหุ้นของกลุ่มชินคอร์ปที่ถืออยู่ในบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ถึงร้อยละ 77 แต่ก็ยังคงอยู่ในสภาวะขาดทุนอยู่เรื่อยมา จนในที่สุด การแก้สัญญาสัมปทานที่เป็นจุดกำเนิดของปัญหาในปัจจุบันก็เกิดขึ้น รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยินยอมให้ไอทีวีปรับสัดส่วนรายการใหม่จากเดิมข่าวสาร สาระ ร้อยละ 70 บันเทิงร้อยละ 30 เปลี่ยนเป็น 50 ต่อ 50 ในทันทีจากการที่มีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาก็คือบริษัทกันตนา และไตรภพ ลิมปพัทธ์ ซึ่งถูกมองว่าไตรภพเป็นตัวแทนของบริษัทชินคอร์ป
เหตุการณ์ฟ้องร้องของสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรีกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจึงเกิดขึ้น เพราะไอทีวีได้ดำเนินการปรับผังรายการก่อนได้รับการแก้สัญญาสัมปทาน และเมื่อแก้แล้วยังถือว่าเป็นการผิดสัญญาอีกเพราะไม่ชอบธรรม ซึ่งเหตุการณ์ฟ้องร้องดังกล่าวยังอยู่ในช่วงปลายๆ สมัยของทักษิณ ชินวัตรการดำเนินการฟ้องร้องเป็นไปอย่างเชื่องช้าขาดความชัดเจนในแนวทางว่าจะทำอย่างไรกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวีที่ทำผิดสัญญาสัมปทาน
จนในที่สุดเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้น รัฐบาลที่มาจากทหารก็ได้ดำเนินการต่อซึ่งถึงจังหวะที่ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับไอทีวีดี จึงเกิดผลการยึดคืนสถานีโทรทัศน์ไอทีวีขึ้น เพราะบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถหาเงินกว่าสองแสนล้านบาทมาเป็นค่าปรับให้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แน่นอน
จนในที่สุดก็มาถึงวันนี้ที่คลื่นความถี่เดิมของไอทีวี ทีวีเสรีที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการการรับรู้ข่าวสารอย่างเป็นกลางของประชาชนได้กลับมาสู่ความเป็นของรัฐอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่อุดมการณ์กับวิธีการปฏิบัติไม่สอดคล้องกันจนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง การกลับมาเป็น “สื่อสาธารณะ” จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่จะนำคลื่นความถี่ของชาติ ที่เป็นทรัพย์สมบัติสาธารณะที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ จะได้นำประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างความรู้และรู้เท่าทันการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาสู่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของ
ความเป็นสื่อสาธารณะ จะต้องเป็นสื่อที่ประชาชนเป็นเจ้าของโดยแท้จริง ปราศจากการควบคุม ครอบงำจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน และทุน รายได้มาจากเงินภาษีโดยตรงมีกฎหมายที่รองรับทั้งการปฏิบัติงาน รายได้ การบริหารงานโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้รัฐบาลนำเรื่องงบประมาณมาควบคุมได้ เนื้อหา ข้อมูลข่าวสารจะเน้นถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยจะกระจายการเข้าถึงในการใช้สื่อให้กับกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างเท่าเทียมกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ ส่วนใหญ่มักจะไม่มีโฆษณา บริหารงานโดยคณะกรรมการอิสระ
ดังนั้น ในฐานะที่เราทุกคนเป็นเจ้าของจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจสอบ แสดงความคิดเห็นในการพัฒนาและสะท้อนความคิดเห็นของตนเองผ่านทางช่องทางต่างๆ เพื่อที่จะรักษาสิทธิ์ของตนเองในการใช้ทรัพยากรการสื่อสารที่ตัวเองเป็นเจ้าของให้เป็นประโยชน์กับตนเองให้มากที่สุด และการเริ่มต้นใหม่ของไอทีวีในครั้งนี้ในรูปของ “องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย” หรือ TPBS (Thai Public Broadcasting Station) จะเป็นก้าวใหม่ที่ถูกต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์แรกเริ่มของการใช้คลื่นความถี่ช่องนี้ โดยไม่เดินทางผิดเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา
ปอนเองครับ
สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ที่จริงพนักงานเค้าก็คงมีที่ไปของเค้าได้เองแหล่ะครับ ถ้าไม่มาร้องแร่แห่กระเชออย่างนี้จะน่าเห็นใจมากขึ้นอีกครับ
#1 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-01-16 13:50