ช่วงวันสองวันมานี้มีข่าวร้อนแรงในวงการสื่อสารมวลชนขึ้นมาข่าวหนึ่งนั่นก็คือ การยุติการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์ TITV หรือ ITV ที่มีประวัติเกิดขึ้นมาท่ามกลางการเรียกร้องสื่อที่เป็นกลางภายหลังจากเหตุการณ์นองเลือดพฤษภาทมิฬเมื่อปี พ.ศ.2535  จนกระทั่งรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรี สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น 

              ภายใต้แนวคิดพื้นฐานของนายอานันท์ ปันยารชุน ว่า  "ประชาชนผู้อยู่ ในสังคมระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีสิทธิเสรีภาพ ในการรับรู้รับฟัง เหตุการณ์ ข่าวสารและความ เป็นไป ต่างๆในสังคมอย่างเต็มที่ถูกต้อง และครบถ้วน โดย ปราศจากการบิดเบือน" 

              เมื่อแนวคิดทีวีเสรีได้ถูกนำมาใช้ แต่วิธีการขั้นแรกผิดพลาด ทำให้การดำเนินกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ITV (Independent Television) ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร วิธีการที่รัฐบาลเลือกที่จะนำมาใช้ในขณะนั้นคือการให้สัมปทานด้วยการประมูล ด้วยคลื่นความถี่ UHF ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บริษัท สยามอินโฟเทนเม้นต์ จำกัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ในปี 2541 ได้รับสัมปทานภายใต้ข้อกำหนดที่ตายตัวด้วยสัดส่วนเนื้อหา ข่าวสาร สาระ เป็นร้อยละ 70 ของเวลาออกอากาศทั้งหมด ประเภทบันเทิง ร้อยละ 30 และรัฐบาลในสมัยนั้นเชื่อว่าหากไม่อยากให้เกิดการครอบงำข้อมูลข่าวสารต้องมีผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน ไม่ให้มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วยการบังคับไม่ให้ถือหุ้นเกินรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ประมูลได้ นอกจากนั้นแล้วไอทีวีต้องส่งค่าสัมปทานให้รัฐตลอดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปีเป็นเงิน 25,200 ล้านบาทอีกด้วย  

                นี่คือจุดเริ่มต้นของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทีวีเสรีและความผิดพลาดในการแปลงนโยบายการสื่อสารไปสู่การปฏิบัติ (Implementation)  ที่มีข้อผูกมัดหลากหลายทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ และประเภทของสินค้า ข้อจำกัดเหล่านี้ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ได้รับสัมปทานในที่สุด จนกระทั่งออกแพร่ภาพวันแรกในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2539 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ และความใหม่สดของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานีข่าวที่ตีแผ่ความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ออกมาอย่างน่าตื่นเต้น เร้าใจ 

                แต่ปัญหาของสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ที่พบเป็นประการแรกเลยก็คือระบบส่งสัญญาณที่ส่งเป็นระบบ UHF (Ultra High Frequency) ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีสถานีโทรทัศน์ช่องไหนใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว จึงทำให้มีปัญหาเรื่องแผงรับสัญญาณตามบ้านเรือนที่ต้องเพิ่มแผงรับสัญญาณระบบ UHF เข้าไปอีก และระบบนี้ยังเป็นระบบที่ไม่สามารถแพร่กระจายไปไกลมากอีกด้วย จำเป็นต้องมีสถานีทวนสัญญาณถี่กว่าสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น เริ่มแรกเมื่อออกอากาศจึงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ทั้งประเทศ 

                ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่พบก็คือสัดส่วนของเนื้อหาระหว่างข่าวสารสาระ และความบันเทิงไม่สอดคล้องกับรสนิยมของคนในประเทศ เพราะประเทศเราต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge Society) ดังนั้นจึงนิยมบริโภคแต่รายการประเภทความบันเทิงเป็นหลัก รายการที่เป็นข่าวสารสาระจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในกลุ่มประชาชน ส่วนใหญ่ รายการประเภทนี้จึงได้รับความนิยมอยู่แต่เพียงในพื้นที่ที่เป็นเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร 

                 โดยเริ่มแรกบริษัทสยามอินโฟเทนเม้นต์ ได้ร่วมมือกับบริษัทเนชั่น ผลิตข่าวสารออกมาอย่างเข้มข้น เป็นที่กล่าวขานกันอย่างกว้างขวางในการเป็นสถานีข่าวสารที่ได้มาตรฐานที่สุดของประเทศ แต่การเปิดดำเนินการภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ และสัดส่วนของเนื้อหาไม่ตรงกับรสนิยมของผู้รับสาร ส่วนใหญ่ จึงทำให้โฆษณาที่ควรจะมีก็ไม่มี สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทีวีเสรีจึงขาดทุนสะสมอย่างหนักเรื่อยมา จนในที่สุดต้องเลือกทางออกด้วยการแก้สัญญาสัมปทานในส่วนของสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้สามารถมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้ ซึ่งไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่นับตั้งแต่บัดนั้น 

                  ความผิดพลาดในเริ่มแรกได้เริ่มมาส่งผลเพียงแค่ไม่กี่ปี จากเจตนาดีเริ่มแรกแต่วิธีการที่กำหนดไม่สามารถทำให้อยู่รอดได้ในสภาวการณ์ที่เป็นจริงได้ จึงต้องทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นและยอมให้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงตามมา ดังนั้นการดำรงอยู่ของเจตนารมณ์เมื่อเริ่มแรกก่อตั้งสถานีก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความอยู่รอดย่อมมาก่อนอุดมการณ์เสมอ ในปี พ.ศ. 2543 การเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้เกิดขึ้น บริหารงาน ซึ่งส่งผลให้สัญลักษณ์ในการทำหน้าที่ของ ทีวีเสรี เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

                  “…เพื่อพัฒนาให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือธนาคารไทยพาณิชย์ได้เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ ได้ยื่น  ข้อเสนอขอเป็นผู้ร่วมทุน และได้พิจารณาแล้วว่าบริษัทที่มีความเหมาะสมมากที่สุดคือ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เนื่องจากเป็นบริษัทของคนไทย และเป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องทาง การเงินสูง รวมทั้งมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจแผนใหม่ที่สามารถพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงานของไอทีวี โดยการเข้ามาร่วมลงทุนครั้งนี้จะนำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ เนื่องจากเป็นบริษัทที่เป็นแม่แบบทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นระบบดิจิตอลทีวี ระบบอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และดาวเทียม ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ เมื่อนำมาผนวกกับประสิทธิภาพในการนำเสนอข่าวสารของไอทีวีแล้ว เชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้ไอทีวีเป็นสถานีโทรทัศน์ชั้นนำของ    เมืองไทยอย่างแน่นอน... (ข้อมูลจาก webside : www.itv.co.th เมื่อ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548) 

                    การเข้ามาของชินคอร์ปมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประการแรกซื้อไอทีวีมาเพราะมองการบูรณาการสิ่งที่มีอยู่ในมือ ก็คือโทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต ดาวเทียมเข้ากับสื่อทางด้านโทรทัศน์ เป็นการบูรณาการที่สมบูรณ์แบบ ขององค์กร หากมองธุรกิจในแง่ภาพรวมเป็นแพ็คเกจ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

                    ในส่วนหนึ่งก็มองว่า ทางผู้ถือหุ้นคือทางด้านคุณทักษิณ ชินวัตร ก็มองว่าสื่อทั้งหมด อยู่ในมือรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์ ทางด้านพรรคไทยรักไทยก็ควรจะมีสื่อเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์เช่นกัน และผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมาก ปี 2544 บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น มีหุ้นในสัดส่วน 77 % ถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นช่วงเดียวที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ขึ้นสู่อำนาจ มีการเข้ามาแทรกแซงการทำงานด้านข่าวในไอทีวี ไม่ว่าจะเป็นกรณีคดีซุกหุ้น สนามกอล์ฟอัลไพน์ จนนำมาซึ่งการปลดนายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ในขณะนั้น เพราะได้นำเสนอข่าวเชิงขุดคุ้ยและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

                    ความจริงคุณทักษิณกับไอทีวี ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือไปด้วยกันได้ ไอทีวีก่อเกิดมาจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 เพื่อเป็นโทรทัศน์เสรีที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสังคมที่ต้องถูกชี้นำโดยสื่อของรัฐมาตลอด เป็นสื่อที่มีภารกิจในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม...คุณทักษิณ ร่ำรวยมาด้วยการเป็นนักล็อบบี้และทำธุรกิจผูกขาด และใช้ความร่ำรวยที่มีอยู่ปูทางเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล (เทพชัย หย่อง ; บทสุดท้ายทีวีเสรี;กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์เนชั่น.2544,หน้า 221)

                    แม้จะมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย แต่กลุ่มผู้บริหารกลุ่มใหม่จาก บ.ชินคอร์ปฯก็พยายามออกมาปกป้องและบอกถึงเจตนารมณ์ที่ดีในการเข้ามาถือหุ้นสถานีโทรทัศน์ไอทีวีและปฏิเสธการเกี่ยวข้องระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร และสถานีโทรทัศน์ไอทีวี             

                    ด้วยเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เหตุการณ์กบฏไอทีวีอันลือลั่นจึงปรากฏขึ้น ทำให้พนักงานเหล่านั้นถูกปลดออกในเวลาต่อมาเพราะนำเสนอข่าวที่ขัดแย้งกับ นโยบายของผู้บริหาร ทำให้เกิดเรื่องราวฟ้องร้องขึ้นสู่ชั้นศาลจนเรื่องราวเพิ่งยุติลงในปีที่ผ่านมา และกบฏไอทีวีทั้งหลายก็แสดงถึงศักยภาพของคนทำสื่อที่มีคุณภาพสูงในองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ในเวลาต่อมา            

                    ไอทีวี ทีวีเสรี ถูกเปลี่ยนเป็นไอทีวี ทีวีเพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว เมื่อปี พ.ศ. 2544 ด้วยจำนวนหุ้นของกลุ่มชินคอร์ปที่ถืออยู่ในบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ถึงร้อยละ 77 แต่ก็ยังคงอยู่ในสภาวะขาดทุนอยู่เรื่อยมา จนในที่สุด การแก้สัญญาสัมปทานที่เป็นจุดกำเนิดของปัญหาในปัจจุบันก็เกิดขึ้น รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ยินยอมให้ไอทีวีปรับสัดส่วนรายการใหม่จากเดิมข่าวสาร สาระ ร้อยละ 70 บันเทิงร้อยละ 30 เปลี่ยนเป็น 50 ต่อ 50 ในทันทีจากการที่มีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาก็คือบริษัทกันตนา และไตรภพ ลิมปพัทธ์ ซึ่งถูกมองว่าไตรภพเป็นตัวแทนของบริษัทชินคอร์ป            

                     เหตุการณ์ฟ้องร้องของสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรีกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจึงเกิดขึ้น เพราะไอทีวีได้ดำเนินการปรับผังรายการก่อนได้รับการแก้สัญญาสัมปทาน และเมื่อแก้แล้วยังถือว่าเป็นการผิดสัญญาอีกเพราะไม่ชอบธรรม ซึ่งเหตุการณ์ฟ้องร้องดังกล่าวยังอยู่ในช่วงปลายๆ สมัยของทักษิณ ชินวัตรการดำเนินการฟ้องร้องเป็นไปอย่างเชื่องช้าขาดความชัดเจนในแนวทางว่าจะทำอย่างไรกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวีที่ทำผิดสัญญาสัมปทาน           

                     จนในที่สุดเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้น รัฐบาลที่มาจากทหารก็ได้ดำเนินการต่อซึ่งถึงจังหวะที่ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับไอทีวีดี จึงเกิดผลการยึดคืนสถานีโทรทัศน์ไอทีวีขึ้น เพราะบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถหาเงินกว่าสองแสนล้านบาทมาเป็นค่าปรับให้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แน่นอน

                     จนในที่สุดก็มาถึงวันนี้ที่คลื่นความถี่เดิมของไอทีวี ทีวีเสรีที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการการรับรู้ข่าวสารอย่างเป็นกลางของประชาชนได้กลับมาสู่ความเป็นของรัฐอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่อุดมการณ์กับวิธีการปฏิบัติไม่สอดคล้องกันจนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง การกลับมาเป็น สื่อสาธารณะ จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่จะนำคลื่นความถี่ของชาติ ที่เป็นทรัพย์สมบัติสาธารณะที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ จะได้นำประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างความรู้และรู้เท่าทันการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาสู่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของ

                      ความเป็นสื่อสาธารณะ จะต้องเป็นสื่อที่ประชาชนเป็นเจ้าของโดยแท้จริง ปราศจากการควบคุม ครอบงำจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน และทุน รายได้มาจากเงินภาษีโดยตรงมีกฎหมายที่รองรับทั้งการปฏิบัติงาน รายได้ การบริหารงานโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้รัฐบาลนำเรื่องงบประมาณมาควบคุมได้ เนื้อหา ข้อมูลข่าวสารจะเน้นถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยจะกระจายการเข้าถึงในการใช้สื่อให้กับกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างเท่าเทียมกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ ส่วนใหญ่มักจะไม่มีโฆษณา บริหารงานโดยคณะกรรมการอิสระ 

                       ดังนั้น ในฐานะที่เราทุกคนเป็นเจ้าของจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจสอบ แสดงความคิดเห็นในการพัฒนาและสะท้อนความคิดเห็นของตนเองผ่านทางช่องทางต่างๆ เพื่อที่จะรักษาสิทธิ์ของตนเองในการใช้ทรัพยากรการสื่อสารที่ตัวเองเป็นเจ้าของให้เป็นประโยชน์กับตนเองให้มากที่สุด และการเริ่มต้นใหม่ของไอทีวีในครั้งนี้ในรูปของ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ TPBS (Thai Public Broadcasting Station) จะเป็นก้าวใหม่ที่ถูกต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์แรกเริ่มของการใช้คลื่นความถี่ช่องนี้ โดยไม่เดินทางผิดเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา 

 

ปอนเองครับ

 

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

ไอทีวีในวิกิพีเดีย

โครงการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งประเทศไทย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สื่อของประชาชน สื่อของรัฐบาล หรือสื่อของใครบางคนsad smile

#1 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-01-16 13:50

ตึกที่ปุกเรียนเป็นตึกเดียวกับที่ตั้งไอทีวีเจ้าคะ ชินวัต3
พอไอทีวีไปเหงาเลย เพราะอยู่ชั้นเดียวกัน ตอนที่จะปิดแรกๆคนเยอะมาก เต็มลานจอดรถชั้นล้างเลยคะ เห็นตอนผู้ประกาศข่าว อ่านข่าวอยู่มีน้ำตาซึมๆด้วย สงสารพนักงานนะคะsad smile
สงสารพนักงาน เสียดายรายการข่าวดีๆ น่ะ เวลามีเหตุการณ์อะไรใหญ่ๆ ไอทีวีทำได้ดีมาก อย่างสึนามิ กรือเซะ หรืองานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี และการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระพี่นาง ไอทีวีทำเต็มที่มาก

#3 By conte01 (203.146.136.87) on 2008-01-16 16:41

เอนทรี่ที่ดี Hot! Hot! Hot!
รับดาวสามดวงค่ะ
ผิดตรงที่ไม่จ่ายสัมปทานให้รัฐ รัฐก้ต้องยึดคืน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร เพียงแต่ว่าถ้าเป็นรัฐบาลทักษิณ และชินคอร์ปยังเป็นของชินวัตร ในขณะที่ชินคอร์ปครอบครองITV โยงมาโยงไป แปลได้ว่า...

#5 By vadsa on 2008-01-16 19:33

-- ขอบคุณมากนะคะ สำหรับข้อมูลที่ครบถ้วนมากๆ เลย

-- เพิ่งรู้ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

-- แต่ที่น่าสงสารที่สุดคงจะเป็นบรรดาพนักงานตัวเล็กๆ

-- ที่ต้องมาได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ด้วย

-- รัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารและตัดสินใจ

-- ควรจะคำนึงถึงคนเล็กๆ กลุ่มนี้ด้วย big smile

#6 By Evil-minded Angel on 2008-01-16 21:58

อยากเห็นแบบ BBC หรือ NHK
ไม่รู้อนาคตจะเปลี๊ยนไป๋อีกป่ะ

#7 By จั่นเจา on 2008-01-16 22:03

ผมชอบดูข่าวไอทีวีนะครับ ชอบกว่าช่องอื่นๆ
ต่อไปก็จะไม่มีไอทีวีแล้ว

สงสาร แต่พนักงานน่ะครับ
แต่ส่วนมากที่รู้ตัว ก็ไหวตัวทันก่อน ลาออกไปก่อน
เพราะผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนคนนึง
ก็พอจะเข้าใจเรื่องนี้อยู่

ส่วนเรื่องทำไมไอทีวีถึงเปลี่ยนเป็นทีวีสาธารณะนั้น
ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
sad smile
เพิ่งรู้ที่มาที่ไปกระจ่างก็วันนี้แหละค่ะ
ที่จริงจิเองไม่ได้ดูไอทีวีเลยค่ะ...ไม่ใช่ๆไม่ชอบ แต่มันจูนไม่ติด(บ้านน๊อก...บ้านนอกก)
พูดถึงไอทีวีแล้วอยากดูสาระแนโชว์

ให้ดาว 1 ดวงค่ะHot!
เดี๋ยวต้องรอดูกันต่อไป
โปรดเถอะเพื่อประโยชน์ของชนส่วนใหญ่
ใช่กระเป๋าตน

อยากจะเห็นอุดมการณ์กับเอาตัวรอดจะเป็นอย่างไรต่อไป

#10 By 030419 on 2008-01-17 02:28

สรุปว่าไงก็ตาม แต่ตอนนี้สงสารพนักงานค่ะ

แค่มาทำงาน ไม่ได้มีส่วนได่ส่วนเสีย เท่าเงินหลายพันล้าน

แต่เค้าก็ยังต้องการทำงาน เพื่อนเลี้ยงครอบครัว

ยังไงซะ ไม่ว่าทีวีช่องนี้จะเป็นของประชะชน หรือของใครบางคน

ก็ขอให้ดูแลพนักงานด้วยละกัน

สงสารคนตกงาน


ปล.สงสารสานะแน จะสาระแนจะแถอยู่ช่องไหนล่ะทีนี้
เยี่ยมเลยครับปอน
เรื่องแบบนี้มันส่งผลกระทบมาจากหลายๆด้านๆ
แต่สุดท้ายแล้วคนที่เจ็บตัวมากก็คือคนที่ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรอย่างพนักงานระดับล่างๆนะครับ

อยากให้ดาวกะเค้าเหมือนกัน แต่ไม่มี
ดาวของผมยกให้เค้าไปซะแล้ว
แล้วคงได้เจอกันคุณปอน

#12 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2008-01-17 11:14

เลือกเรื่องมาเขียนได้น่าสนใจ ถูกใจมากครับ
ผมว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้สถานีโทรทัศน์ช่องนี้ดีขึ้นนะครับ
(พนักงานเดิม ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้าง และสามารถสมัครเข้าทำงานกับสถานีใหม่ได้ใช่ไหมครับ)

#13 By ลุงอ้วน (124.121.112.14) on 2008-01-17 13:25

คุณปอนคับ เปิดคอมเมนต์แล้วนะคับ
สงสัยไปเผลอกดออกตอนไหนก็ไม่รู้sad smile

#14 By (58.8.203.198) on 2008-01-17 16:13

ไม่เห็นจะเสรีตรงไหนเลย
ทุกวันนี้ตุ๊ดยังต้องแอบๆ

ผมมีความรู้สึกว่า การตัดสินใจครั้งล่าสุด มีผลมาจากการเมืองนะ อิอิ คุกคุก

#15 By มนุษย์กล่อง on 2008-01-17 18:17

ลืมครับ ประเด็กร้อนมากๆ แบบนี้ ยังหาข้อมูลได้แน่นอีก Hot!

#16 By มนุษย์กล่อง on 2008-01-17 18:18

ที่จริงมันต้องเป็นสื่อของ "ประชาชน" ครับ...แต่ก็อย่างที่เห็นๆ กันครับ...คุณแมงกลิ้งขี้...เพราะภาคประชาชนเราอ่อนแอครับ ถ้าเข้มแข็งเราก็สามารถตรวจสอบและรักษามันไว้ให้เป็นของเราได้ครับdouble wink confused smile

ตายละ..ถ้าพูดจะโดนพนักงานไอทีวีมากระทืบหรือเปล่าจ๊ะsad smile... น้องปุก...พี่ไม่ค่อยสงสารเพราะว่า พนักงานเหล่านั้นต่างก็รู้สถานะของตัวเองอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างไร สำหรับเรื่องยืนอยู่ข้างประชาชน ก็ทำเป็นได้เป็นบางส่วน เล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ "เค้าให้ทำ" แค่นั้นเอง ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อแรกตั้งสถานีกับช่วงที่ผ่านมาเทียบกันไม่ติดจ๊ะ แล้วอีกเรื่องนึงที่พี่รับไม่ได้ก็คือ เอาประชาชนมาเป็น "ตัวประกัน" แล้วทวงบุญคุณกันหน้าด้านๆ พี่รับไม่ได้จริงๆsad smile

ปอนอยากให้...คุณ Conte I...ลองเปรียบเทียบกับช่อง 3 หรือไม่ก็ช่อง 9 ครับ เพราะปอนว่าคุณภาพต่างกันเยอะทีเดียว แต่ก็ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างครับ ที่จริงเรื่องข่าวดูช่องไหนก็เหมือนๆ กันแล้วครับ เพราะการทำข่าวอยู่ที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ซึ่งคนเหล่านั้นกระจัดกระจายไปอยู่ที่อื่นๆ หมดแล้วครับsad smile

ขอบคุณมากๆ เลยครับconfused smile ...คุณอู๋...ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์...แต่ๆๆๆๆ ทำไมคุณแชมป์ยังไม่เอาขึ้นฮอตโพสต์สักทีอ่ะครับ

แปลได้ว่า..สื่อที่คนคาดหวังจะให้เป็นกระบอกเสียงและเปิดกว้างในการรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องแท้จริง เปลี่ยนไปโดยละทิ้งวัตถุประสงค์เมื่อแรกเริ่มครับ โดยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มครับ... คุณ vadsa...นี่ก็ต้องรอลุ้นว่าจะเป็นไปอีหรอบไหนกันแน่

แต่เรื่องพนักงานก็คล้ายๆ เป็นผลกรรมนั่นแหล่ะครับ...คุณอุ้ย...คือยอมให้กับอำนาจเงินจนลืมจุดยืนของตัวเองที่ควรจะเป็นก็ต้องเป็นอย่างนี้แหล่ะครับsad smile

ต้องรอลุ้นและช่วยกันร่วมตรวจสอบนะครับ...เฮียจั่นเจา...ถ้าเราไม่ตรวจสอบเค้าก็จะคิดว่าเรายอมรับครับ แล้วก็คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องส่งฟีดแบคกลับไปครับ ถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลdouble wink confused smile

หนึ่งในคนที่รู้ตัวแล้วออกไปก่อนก็มีเพื่อนสนิทของปอนคนนึงด้วยหล่ะครับ... คุณแพนด้า...อิอิ แต่อันนี้ก็เป็นผลมาจากความไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของคนบางกลุ่มที่ทำให้เรื่องราวกลายเป็นอย่างนี้ครับdouble wink big smile

ที่จริงวิลลี่คิดผิดนะครับที่ย้ายไปอยู่ไอทีวีครับ...คุณจิ...เค้าคิดว่าน่าจะมั่นคง..แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องยังไงซะ..ก็อยู่ได้ไม่นานครับdouble wink

ก็น่าลุ้นอยู่เหมือนกันครับ...คุณมหาสมุทร...ปอนก็อยากเห็นว่าจะเป็นไปยังไง เอาไว้สอนเด็กๆ อิอิdouble wink

...คุณบีอิ้ง...สาระแนอาจกลับไปอยู่ช่อง 3 มั้งครับ อาจจะแทนไอ้แกะดำที่ดูเนืยๆ ไม่น่าตื่นเต้นแล้วก็ได้..ส่วนพนักงานเค้าก็เป็นคนมีความสามารถทั้งนั้นไม่น่าจะตกงานนานครับ แต่พวกที่ไม่มีความสามารถก็ต้องทำใจครับ...ถือว่าเป็นการโละของเก่าๆ ที่ไม่ดีทิ้งไปด้วย..จะได้ยกเครื่องใหม่สักทีวัฒนธรรมองค์กรใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นครับdouble wink confused smile

เอๆๆๆๆ...ดาวอะไรยกให้ใครหรอครับ...คุณมนุษย์เพลงดาวศุกร์สุดหรรษา...question ที่จริงพนักงานเค้าก็คงมีที่ไปของเค้าได้เองแหล่ะครับ ถ้าไม่มาร้องแร่แห่กระเชออย่างนี้จะน่าเห็นใจมากขึ้นอีกครับdouble wink

ใช่แล้วครับ...ลุงอ้วน...เพราะพนักงานเดิมสังกัดบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) เพราะฉะนั้นตอนที่โดนยึดคืนก็ถูกเลิกจ้าง (มั้ง) แล้วมาสมัครงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกรมประชาสัมพันธ์ครับ ตอนนี้ก็สามารถสมัครได้ที่ TPBS ครับdouble wink

ปอนเข้าใจครับ...คุณ NUT ไฟเย็น...ขนาดมาโพสต์ยังไม่ล็อกอินแถมไม่ใส่ชื่ออีกต่างหากอ่ะsad smile นี่ถ้าไม่รักกันจริงปอนไม่รู้นะเนี่ยะว่าเป็นใครquestion

ตุ๊ดคนอื่นปอนก็เห็นเค้าเสรีกันจะตายมี...เฮีย ก....นั่นแหล่ะที่ยังแอบซ่อนอยู่ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เค้าเดินกันเต็มเมือง ส่วนการตัดสินใจมันก็เป็นการช่วงชิงความได้เปรียบจากโอกาสนี้ด้วยน่ะครับ.. แต่ถ้าเป็นให้ปอนตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างนี้ปอนก็คงเลือกที่จะยึดคืนครับ เพราะมันก็เป็นทางตันจริงๆ แหล่ะ

แล้วเฮีย.....ยังจะแอบๆๆๆ ซ่อนๆๆๆ อยู่อีกหรอครับquestion

#17 By ปอนปอน on 2008-01-17 21:21

ยาวมากครับ ขออ่านผ่านๆนะ

ส่วนตัว รู้สึกว่าเมื่อก่อนชอบ ITV นะครับ สมัยตั้งใหม่ๆ
อย่างน้ิอยก็ดีกว่ารายการไร้สาระของหลายๆช่อง

มาหลังๆ อุดมการณ์หายไป ก็เลยได้ดูน้อยลง

#18 By @ri on 2008-01-18 00:27

เข้าใจว้่าทุกคนอยากเห็นสื่อเสรี
แต่สำหรับผมเห็นว่า TPBS ก็คงจะเป็นช่อง 11 เบอร์ 2 เท่านั้นเอง เพราะว่าแค่เงินต้นทุนยังมาจากภาษีของประชาชนเลย
องค์กรณ์อิสระ สื่อเสรี ไม่มีจริงในโลก
ไหนเลยจะพ้นการครอบงำไปได้

#19 By Elta_kung on 2008-01-18 00:50

เมื่อสมัยเปิดช่องใหม่ ๆ itv เป็นช่องที่ชอบมาก

แต่

ตั้งแต่กันตนาและไตรภพเข้ามา

ความคิดเรา ก็เปลี่ยนไป

itv ไม่ใช่ช่องที่เราจะปลื้มอีกต่อไปแล้ว

#20 By Nekoichann ~ Sweet Alice on 2008-01-18 01:33

มันยังทำกำไรให้รัฐได้ ถ้ายังให้บริหาญต่อไป
แต่การเอามาทำแบบนี้มีแต่เสียกับเสีย cry
คนทีได้แน่ๆก็รู้ๆกันเนาะ question

#21 By bellbell on 2008-01-18 03:13

ถูกต้องที่พูดว่ามันผิดพลาดตั้งแต่เกิดแล้ว ทั้งเรื่องการบังคับให้มีสาระ 7 ส่วน ต่อบันเทิง 3 ส่วน แล้วยังต้องจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐเป็นกอบเป็นกำมากกว่าช่องไหนๆ

มีสมองคิดก็น่าจะรู้ว่าด้วยเหตุผลสองประการนี้มันขัดแย้งกันเอง ไม่มีทางเป็นไปได้

ไอทีวีทำข่าวกันจริงจังทั้งที่ไม่มีกำไร เพื่อที่จะให้ประโยชน์แก่สังคม ต้องขูดเลือดขูดเนื้อตัวเองให้พอจ่ายค่าสัมปทาน
เพราะไม่ใช่ช่องของทหาร เพราะเป็นทีวีเสรี

ช่องอื่นมีแต่บันเทิงน้ำเน่า จ่ายค่าสัมปทานกันน้อยนิด เพราะเป็นช่องของทหาร


การลดค่าสัมปทาน และการอนุญาตให้เพิ่มรายการบันเทิงที่จะดึงดูดผู้ชมให้มากขึ้น มันก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหน


ผิดที่คนทำเป็นทักษิณแค่นั้นแหละ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ ความจริงแอบแว๊บเข้ามานั่งอ่านตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ต้องรีบออกไป
ยอมรับเลยค่ะว่าในตอนแรกงงมากๆ เพราะนั่งดูรายการคุณต๋อย ไตรภพ อยู่ดีๆก็ตัดออกไปซะงั้น
โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกเสียดาย หลายๆรายการของทาง TITV อยู่นะคะ

#23 By ป้าหมู on 2008-01-18 08:03

รายงานละเอียดยิบสมกับที่เป็นครูบาอาจารยบ์เลยนะคะ เอาไปเลย Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
หากไอทีวี ในสมัยโน้นก่อนทักษินจะมาครอง สามารถเผยแพร่ไปได้ทั่วไทย บ้านเมืองเราคงไม่มีเหตุการณ์เหมือนคนตาบอดอย่างเดียวนี่เกือบครึ่งค่อนประเทศเลยนะคะ

ตอบโต้..คิดไปไกลเชียวนะคะ

#24 By MayaKniGht on 2008-01-18 08:52

สงสารบรรดาพนักงานตาดำๆ

#25 By General เบ๊ on 2008-01-18 14:37

ทำไมไม่เพิ่มช่อง...
ทำไมต้องยึดทั้ง ๆ ที่ทำรายได้พอ
เพราะ..
คนไทย ยุคนี้ ไม่ชอบผ่อนผัน
แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่สามัคคี
เห็นแก่เงิน ทั้งนั้นแหละครับ

#26 By นิเกะ on 2008-01-18 14:41

ให้ความรู้ยอดเยี่ยมไปเลยHot!

#27 By MinimarT on 2008-01-18 17:46

ยาวจังครับคุณปอน ทั้งตัวเนื้อหาและคอมเม้นท์
สารภาพว่ายังไม่ได้อ่านเลยซักบรรทัดครับ แหะๆ

เรื่องนี้ยาวครับ ยาว ไม่จบง่ายๆแน่
ดีไม่ดีคุณปอนอาจจะได้เขียนเป็นซีรีย์สามสิบสองตอนจบ confused smile

#28 By จิปาถะ on 2008-01-19 11:23

สาระดี สมเป็นน้องปอน
สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังค่ะopen-mounthed smile

#29 By สาวเหนือ (203.113.50.10) on 2008-01-19 23:15

คุณนิเกะ ครับ
เรื่องการเพิ่มช่อง ผมเกรงว่ารัฐบาลไทยจะทำแบบนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลที่ว่า ช่องความถี่คลื่นสัญญาณมันเต็มน่ะครับ
ปกติช่องฟรีทีวีเมืองไทย 3,5,7,9,11 แค่ห้าช่อง คลื่นช่วง VHF ก็เต็มแล้วล่ะครับ
ITV เป็นฟรีทีวีช่องเดียวที่ใช้คลื่นความถี่ UHF ซึ่งเป็นช่วงคลื่นเดียวกับพวกเคเบิ้ล เช่น UBC
ดังนั้น เรื่องการแก้ปัญหาโดยการเพิ่มช่อง ผมเกรงว่าจะลำบากไปสำหรับรัฐบาลไทยน่ะครับ big smile

ปล. แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์กับการสั่งยุบช่องกะทันหันนะครับbig smile

#30 By จิปาถะ on 2008-01-20 00:39

ปอนก็ว่าอย่างนั้นแหล่ะครับ...คุณ @ri...คงเพราะว่าคนที่เป็นมืออาชีพคุณภาพจริงๆ หดหายออกไปเกือบหมดด้วยครับ ตั้งแต่เกิดกรณีกบฏไอทีวีน่ะครับ ปอนเลยไม่ค่อยดูครับเพราะรู้สึกว่าก็ไม่ต่างจากช่องอื่นๆdouble wink big smile

...คุณ elta_kung...ใช่แล้วหล่ะครับ ไม่มีสิ่งใดในโลกปราศจากการครอบงำ ตอนนี้เราก็ได้แต่ภาวนาครับให้ช่อง TPBS ไม่เป็นโคลนนิ่งช่อง 11 แต่ปอนว่าน่าจะแตกต่างนะครับ เพราะไม่ได้ดำเนินการแบบราชการเหมือนช่อง 11 จึงน่าจะคล่องตัวกว่า แล้วโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างหลากหลายน่าจะมากกว่าครับ ส่วนเรื่องเงินภาษีนั้นก็เป็นเหมือนกันทุกประเทศครับที่สื่อสาธารณะต้องใช้ภาษีของประชาชน เพราะมันเป็น "สาธารณะ" ที่ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ก็เลยต้องใช้เงินที่เป็นของประชาชนครับopen-mounthed smile

ปอนก็คิดเหมือนกันครับ...คุณ Nekoichann ~ Sweet Alice At ...คงเพราะความเป็น "มืออาชีพ" ลดลงไปน่ะครับ เน้นที่ความอยู่รอดปากท้องมากกว่าครับangry smile

...คุณ bell...ลองไปอ่านด้านบนดูดีๆ นิดนึงนะครับ จริงๆ แล้วมันทำกำไรให้รัฐไม่ได้เลยครับถ้ายึดเจนารมณ์ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นตัวตั้ง เพราะเจตนารมณ์แบบนี้จะไม่สามารถทำกำไรอะไรให้ได้เลยครับ ปอนถึงบอกว่ามันผิดมาตั้งแต่เกิดแล้วไงครับ ถ้ายิ่งปล่อยไปมันก็ยิ่งทำให้เจตนารมณ์ตั้งแต่เริ่มแรกโดนละทิ้งไปครับ เราก็จะมีแต่โทรทัศน์เพื่อความบันเทิงเริงรมย์เท่านั้นเองครับdouble wink

แหะๆๆ...คุณไทน่า หมาป่าสีเขียว...ถึงไม่ใช่ "ทักษิณ" ใครทำแบบนี้ก็ผิดครับ เพราะเจตนารมย์ของสถานีนี้ไม่ใช่ทำเพื่อความบันเทิงครับ มันเกิดขึ้นมาเพื่อสาระและข่าวสารเท่านั้นครับ ถึงนาย ก. นาย ข. มาเพิ่มรายการบันเทิงลงไปหลังจากแก้สัญญาอย่างถูกกฏหมายแล้วก็ตาม ก็ยังผิดอยู่ครับ ยังผิดเจตนารมย์ที่ประชาชนต้องการตั้งแต่แรกครับsad smile ที่ทักษิณผิดก็เพราะใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ โดยการสนับสนุนการทำผิดกฏหมายของไอทีวีครับ เท่ากับสองเด้งเลย แต่ถ้านาย ก. นาย ข. จะผิดแค่เด้งเดียวครับdouble wink

ปอนว่าถ้ารายการเหล่านั้นดีจริงสักพักก็น่าจะกลับมาครับ...ป้าหมู...หรือไม่เค้าก็ย้ายไปอยู่ช่องอื่นผู้จัดต้องดิ้นรนสุดริดครับdouble wink

ทุกวันนี้บางพื้นที่ไอทีวีก็เข้าไม่ถึงนะครับ...คุณพี่มายา...เพราะมีอุปสรรคในลักษณะของคลื่นความถี่น่ะครับdouble wink ปอนว่าถ้าเป็นอย่างเมื่อก่อน น่าจะก่อให้เกิดกับประเทศชาติมากทีเดียวครับdouble wink

เค้าเลือกที่จะเป็นอย่างนี้กันเองครับ...คุณ Ambrosia...ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่ายังไงซะก็ต้องถึงวันนี้ แต่เค้าก็ยังดื้อดึงประวิงเวลาอยู่ตลอดทั้งๆ ที่ในที่สุดมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ครับdouble wink

เหมือนที่คุณจิตอบครับ...คุณนิเกะ...แต่ขอเพิ่มเติมสักนิดนึงครับ คือคลื่นความถี่ หรือช่องสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศเราถูกจัดสรรมาจาก ITU (International Telecommunication Union) ครับ ช่องสัญญาณที่เราได้รับมามีแค่นี้จริงๆ ครับ เพราะถ้าเราออกอากาศในช่องสัญญาณที่นอกเหนือจากนี้จะมีผลกระทบกับประเทศรอบข้างครับสัญญาณจะไปรบกวนแล้วทับกันครับdouble wink แล้วช่องสัญญาณ UHF ก็เต็มแล้วด้วยครับ เพราะหลายๆ ช่องอยากจะเปลี่ยนมาเป็นสัญญาณ UHF เพราะสามารถรองรับสัญญาณดิจิตอลได้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะเท่าที่มีอยู่ทั้งช่อง ITV, ช่อง 3, และช่องที่กันไว้สำรองตามที่กฎหมายกำหนดก็เต็มหมดแล้วครับ เลยเพิ่มช่องไม่ได้ครับdouble wink

ซีรี่ย์ละครโทรทัศน์ยังไม่จบเลยนะครับsad smile ...คุณจิ...ที่ยังไม่จบเพราะว่าเขียนไปคนเริ่มไม่อ่าน..ก็เลยไม่เขียนไปซะงั้นquestion ไม่อ่านก็ไม่เป็นไรครับแค่แวะมาเยี่ยมเยียนก็ดีใจมากๆ แล้วครับ big smile ขอบคุณมากๆ ครับคุณจิที่ช่วยตอบคอมเม้นต์ให้ปอนด้วยยย..กรี๊ดดดด คุณจิน่ารักจังเลยยยยconfused smile ขอรักได้มั้ยเนี่ยะ..อิอิquestion

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนานๆ เหมือนกันครับ... คุณพี่สาวเหนือ...ปอนก็รอลุ้นว่าเมื่อไหร่จะมาถึงบล็อกปอนสักที เพราะเห็นไปแต่บล็อกคนอื่นquestion confused smile

#31 By ปอนปอน on 2008-01-20 14:22

ปกติแล้วผมจะเปิดดู Hot News ตอน 3 ทุ่ม ดูนารากรอ่านข่าว (ชอบนารากร)question
เมื่อไหร่จะได้เห็นคุณนารากรอ่านข่าวอีกหนอ

#32 By CHAN on 2008-01-20 16:57

รักยมหรือครับคุณปอน ผมไม่นิยมเลี้ยงด้วยสิconfused smile

#33 By จิปาถะ on 2008-01-20 23:43

อย่าตะแบงกันง่ายๆเลยครับ

การเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย มันเป็นเรื่องธรรมดา
งั้นถามหน่อยสิว่า ช่อง 3 5 7 9 เป็นช่องบันเทิงตั้งแต่เมื่อไหร่
เจตนารมแต่แรกมันเกิดขึ้นเพื่อเป็นบันเทิงเหรอ ก็เปล่า มาเปลี่ยนเอาตอนหลัง

ก็ถามง่ายๆ ตอบง่ายๆ
ITV จะเอาเงินมาจ่ายค่าสัมปทานอย่างไร ถ้าเพิ่มรายการบันเทิงไม่ได้ หรือถ้าไม่ลดค่าสัมปทาน เมื่อสปอนเซอร์ไม่มี

มองให้ลึกๆ คิดให้ดีๆ ว่ามันถูกแล้วรึเปล่า ที่เปิดให้ ITV ทำได้ แต่วางเงื่อนไขแบบที่ว่าถึงเปิดก็อยู่ไม่ได้มาแต่แรก

แล้วต้องมาแก้กฏหมายเรื่องสปอนเซอร์ แล้วทักษิณก็มาซื้อไป เอ้า ตอบได้รึเปล่าว่าแก้กฏหมายสปอนเซอร์ได้ยังไง ในเมื่อเจตนารมณ์แต่แรกคือต้องไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่

และหลังจากนั้น เพื่อให้มีกำไรมาจ่ายค่าสัมปทานได้ ก็ควรจะมีอะไรที่ดึงดูดผู้ชมได้บ้าง ก็ต้องมีการเพิ่มรายการบันเทิงขึ้นมา ซึ่งก็อาจจะไม่ถูกใจปัญญาชน แต่ถ้าไม่ทำ ก็มีสปอนเซอร์ไม่พอ

ถ้าไม่มีการแก้ไขจากทักษิณ ITV ก็ไม่มีเงินมาจ่ายค่าสัมปทาน จริงไม่จริงใช่ไม่ใช่

เปิดไพ่ดูทีละใบกันเลยตั้งแต่การเริ่มต้นจากเครือข่ายการสื่อสารทุกช่องเป็นของทหาร การอนุญาตให้เปิดทีวีเสรี แต่วางเงื่อนไขบอนไซมาแต่เกิด การเรียกสัมปทานขูดรีดมากกว่าช่องไหนๆ แต่บังคับไม่ให้มีรายการบันเทิง แถมตอนแรกยังห้ามมีสปอนเซอร์

และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ไม่ว่าคนเปลี่ยนจะใช้อำนาจที่มีทำอย่างถูกกฏหมาย ก็พยายามหาเรื่องที่จะให้มันผิดกฏหมาย
สุดท้ายก็ยึดกลับไปเป็นของรัฐบาล โดยอ้างชื่อทีวีสาธารณะ แต่จริงๆขึ้นกับกรมประชาสัมพันธ์

เรียงไพ่ขนาดนี้แล้ว ถ้าเปิดใบสุดท้ายออกมาว่า ITV จะต้องถูกควบคุมโดยรัฐบาล น่าจะสรุปได้ว่าอะไรเป็นอะไร

อาจจะเป็นโชคดีที่ตอนนี้เป็นรัฐบาลนอมินีทักษิณ
ถ้าเป็นรัฐบาลนอมินีทหาร ก็คงได้เห็นไพ่ใบสุดท้ายกัน แล้วก็คงจะเชื่อได้แล้วว่าเรื่องที่ทักษิณแก้โน่นนี่ มันผิด เพราะคนทำไม่ใช่ทหาร ก็เท่านั้น


คิดดูดีๆสิว่า 3 5 7 9 11 ของทหาร เคยทำรายการข่าวได้ดีเท่า ITV มั้ย ทั้งๆที่มีสปอนเซอร์ รายการบันเทิง มีทหารหนุนหลัง เปิดมาก่อน แล้วยังจ่าค่าสัมปทานถูกกว่า

แล้วมาทำกับ ITV ถึงขนาดนี้

เพราะ "ไม่ตรงตามเจตนารมณ์"
ที่ใครก็ไม่รู้เพ้อฝันเอาไว้ แล้วมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วย

ไม่งั้นก็ตอบมาหน่อยสิ ว่าทำไมต้องทำ ITV เป็นทีวีสาธารณะ
และ ทำไมต้องเล่นเกมการเมืองกับ ITV
จนเกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นมาตลอดหลายเดือน

หรือเหล่าคณะรัฐประหาร โง่งั่งจนเกินไป?
ก่อนอื่น...คุณไทน่า...ต้องทำความเข้าใจระบบสื่อกระจายเสียงของประเทศเราก่อนครับ แต่ปอนจะสรุปให้ฟังง่ายๆ เลยว่า โทรทัศน์ในประเทศของเรามีของทหารสองช่องก็คือช่อง 7 กับช่อง 5 ซึ่งวิธีการบริหารแตกต่างกันคือ ช่อง 7 ทหารให้สัมปทานคลื่นความถี่กับเอกชนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์มีบริษัทกรุงเทพวิทยุและโทรทัศน์เป็นผู้รับสัมปทาน ส่วนช่อง 5 กองทัพบกยังบริหารเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ให้เอกชนมาผลิตรายการครับ

ส่วนช่อง 9 กับช่อง 3 เป็นของอสมท.หรือองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของ "กระทรวงการคลัง" ซึ่งได้แปรรูปเป็นบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว ซึ่งช่อง 9 อสมท.ทำเองเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนช่อง 3 อสมท.ให้สัมปทานกับเอกชนก็คือบริษัทบีอีซี เวิร์ล จำกัด (มหาชน) ดำเนินการเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนช่อง 11 เป็นของ "กรมประชาสัมพันธ์ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี" หรือเรียกง่ายๆ เป็นของ "รัฐบาล" ครับ

จะเห็นว่าคลื่นความถี่ในการแพร่ภาพทั้งหมดเป็นของ "รัฐ" โดยมีหน่วยงานรัฐ (หรือหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ) เป็นคนดำเนินการรับผิดชอบทั้งหมดเอกชนไม่สามารถเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ได้ครับ

แต่ทีนี้ไอทีวีตอนที่เกิดมีเจตนารมณ์อย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่ๆ วิธีการดำเนินการยังอยู่ภายใต้แนวความคิดเดิมๆ คือจะต้องเป็นคลื่นความถี่ภายใต้หน่วยงานรัฐ จึงเอาคลื่นที่จะจัดสรรใหม่ให้อยู่ภายใต้ "สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี" แล้ววิธีการก็เดิมๆ คือให้ "ประมูล" ว่าบริษัทไหนจะให้ผลตอบแทนกับ "รัฐ" มากกว่ากันภายใต้ข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนรายการอย่างนี้ "ตั้งแต่แรก" ซึ่งบริษัทนี้ก็เสนอให้ผลตอบแทนที่สูงลิบลิ่วดังกล่าวครับ ซึ่งบริษัทอื่นๆ ที่ประมูลให้ได้ไม่สูงเท่าครับ รัฐไม่ได้กำหนดเพดานหรือค่าสัมปทานไว้นะครับ บริษัทที่มาประมูลเสนอเข้ามาเอง

ทีนี้ก็เข้าสู่วังวนที่บอกครับ เพราะการประเมินที่ผิดพลาดของบริษัทฯ ที่ได้รับสัมปทานไม่สามารถดำเนินการได้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งเรื่องรสนิยมของคนดูและวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้สถานีอยู่ในภาวะขาดทุนมาตลอดครับ อย่างที่ปอนเขียนไว้

สำหรับการแก้ผังรายการที่มันผิดก็เพราะว่ามันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แล้วก็สัญญาสัมปทานจริงๆ ครับ ช่องอื่นมีภาระหน้าที่ของเค้าชัดเจนมากอยู่แล้ว แม้แต่ช่อง 11 ที่เป็นช่องของรัฐบาลเราก็จะเห็นว่าเค้าก็ทำหน้าที่ปกป้องรัฐบาลด้วยรูปแบบเก่าๆ ไปตลอด หรือช่องอื่นๆ ก็ลอง "ไปหาข้อมูลที่ถูกต้อง" ที่จริงๆ ดูนะครับ หนังสือมีหลายเล่มมากๆ ที่เขียนเรื่องราวเหล่านี้ไว้ครับ

ส่วนเรื่องทักษิณไม่ทักษิณ อย่างที่ปอนบอกไปว่าถ้าไม่ใช่ทักษิณแล้วแก้ก็ผิด แต่ที่ทักษิณได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์มากก็เพราะไม่เหมาะสมเพราะมีตำแหน่งหน้าที่แล้วเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองครับ ตั้งแต่เรื่องกบฏไอทีวีทักษิณก็ถูกจับตามองเสมอ แล้วในที่สุดก็เป็นจริงอย่างที่คนอื่นคาดการณ์กันไว้

ปอนว่าคุณไทน่าไม่ต้องมาเถียงประเด็นนี้แล้วนะครับ ลองไป "ศึกษา" ด้วยตัวเองจากหนังสือดูนะครับ มีหลายเล่มที่พูดถึงเรื่องไอทีวี และพูดถึงผลกระทบจากการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และทฤษฎีพวกเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือสื่อสารมวลชนเบื้องต้นดูนะครับ แล้วคงจะเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ถ้าปอนตอบในนี้หมดก็คงกลายเป็นเอกสารประกอบการเรียนไปแล้ว..แต่ถ้าอยากได้ไฟล์เอกสารประกอบการเรียนบอกก็ได้นะครับ เดี๋ยวปอนจะส่งไปให้ทางอีเมล์ ยินดีครับ


confused smile confused smile

#35 By ปอนปอน on 2008-01-22 11:18

ผมอาจจะพูดยาวไปทำให้หลุดประเด็น

ถามง่ายๆ
- การเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เป็นเรื่องที่ผิดรึเปล่า???

- การแก้สัญญาในภายหลัง เพื่อให้มีความยุติธรรมมากขึ้น เป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่?

- การเปลี่ยนแปลงสัญญาเกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียง ตามนโยบายการบริหารของรัฐบาลนึงๆ เป็นเรื่องที่ผิดจริงหรือ?


ผมยังไม่พูดถึงเรื่องว่าแก้แล้วจะส่งผลประโยชน์อะไรต่อใครนะครับ เอาตามข้อข้างบนก่อน

ถ้าเป็นการแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง ก็เป็นความผิด ต้องถูกลงโทษกันไป
แต่ตอนนี้ตัดสินได้แล้วรึยังว่ามันเป็นการแก้สัญญาเพื่อให้ผลประโยชน์แก่ตัวทักษิณจริงๆ
และถึงอย่างนั้นจริง สัญญาที่ถูกแก้ไปนั้น มันไม่ถูกต้องและไม่ควรจริงหรือเปล่า


ถ้ายึดตามคำตัดสินของคณะตุลาการ
คิดว่าคณะตุลาการในรัฐบาลขิงแก่ตัดสินเรื่องนี้ถูกต้องจริงๆ แน่นอน
จริงหรือ???
คุณปอนปอนครับ
คำถามบงประเภทที่แยกแยะระหว่าง "ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น" กับ "ข้อคิดเห็น"
อย่าเสียเวลาไปตอบเลยครับ เพราะคนที่กระทำดังกล่าว เคยแสดงความเห็นประมาณนี้ทำให้เจ้าของบล็อกหลายบล็อกรำคาญ จนถึงขั้นลบ comment มาแล้วนะครับ question

#37 By shuu (58.64.103.232) on 2008-01-28 00:59