ตะแกรงห่างตะแกรงถี่
posted on 21 Jan 2008 01:59 by sloppythinking in Liveเมื่อวานนี้ได้พบเจอเรื่องที่น่าตื่นเต้นครับ!!!!!!!!
เมื่อเช้าปอนได้ไปคุมสอบวิชาที่ปอนสอนครับก็คือ ความรู้ทั่วไปทางการสื่อสารมวลชน พร้อมๆ กับพี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งแต่ปอนผิดพลาดตรงที่กะเวลาผิดครับทำให้ไปเลทกว่าเวลาเริ่มสอบ 5 นาที
ทำให้เริ่มสอบช้ากว่าเวลา 15 นาทีครับ แต่ปอนก็ทบเวลาให้เป็นหมดเวลา 12.15 นะครับ ซึ่งการสอบครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ชั่วโมงครับ เริ่มสอบไปได้ 30 นาทีมีนิสิตชายสองคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขอสอบครับ เหตุผลที่ได้รับจากเด็กสองคนนั้นก็คือ นาฬิกาไม่ปลุกทำให้ไม่ตื่นครับ (เริ่มสอบตอน 9.00 น. ปอนมาช้าเลยเริ่มสอบ 9.15 น. ไอ้เด็กสองคนมาเวลา 9.45 น.ครับ
)
ด้วยความเป็นแม่พระ (เพลิง) ก็เห็นว่าพออนุโลมให้ได้ครับ เพราะระเบียบของมหาวิทยาลัยฯ ให้เข้าช้าได้ไม่เกิน 15 นาที แต่ปอนก็เขียนบนหัวกระดาษข้อสอบว่าเข้าช้า 30 นาที ทั้งสองชุดเพื่อให้อาจารย์อีกท่านนึงพิจารณาในส่วนของท่าน แล้วปอนก็จะพิจารณาในส่วนของปอนว่าควรจะหักคะแนนเท่าไหร่อีกครั้งหนึ่งครับ การสอบดำเนินไปอย่างราบรื่น มีการพยายามลอกกันเป็นระยะแต่ก็โดนปรามโดนขู่ไปบ้าง ทั้งๆ ที่ปอนก้มหน้าอ่านและแก้วิทยานิพนธ์ของตัวเองอยู่ปอนยังจับพฤติกรรมมันได้เลยครับ (ช่างเป็นอาจารย์ที่มีเรดาร์อำมหิตแผ่ซ่านกระจายไปทั่วห้องจริงๆ ครับ)
เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ตกตะลึงขึ้นครับ!!!!
มีนิสิตชายคนหนึ่ง เดินโซซัดโซเซตาแดงก่ำมาเชียวยืนยังไม่ตรงเลยครับ เข้ามาขอสอบปอนถามเหตุผลว่าทำไมมาช้าอย่างนี้เวลาผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว คำตอบที่ได้รับก็คือ "นาฬิกาไม่ปลุก" อีกเช่นเดิมครับ แต่มีอาการเพิ่มเข้ามาจากสองคนแรกก็คือมีอาการเมาค้างยังไม่สร่างเลยครับ
แต่ปอนยังไงก็ไม่ให้สอบครับ เด็กก็พูดประมาณจะให้ก้มกราบเท้าก็ได้ขอสอบ แต่ปอนก็บอกว่ามันไม่ได้จริงๆ โดยเอาระเบียบของมหาวิทยาลัยฯ มาใช้และความเหมาะสมทั้งทางด้านพฤติกรรม ผลกระทบ และการขัดเกลา ในที่สุดมันก็ยอมเดินออกจากห้องไป แต่ไปโวยวายกับเพื่อนด้านนอก จนเสียงเข้ามาในห้องสอบ ปอนก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งที่รอดจากการโดนเด็กต่อยมาได้
แต่.... ไม่จบเพียงเท่านั้นครับพอเด็กๆ ทำข้อสอบออกจากห้องหมดปอนกำลังเก็บรวบรวมข้อสอบอยู่ มันก็เดินเข้ามาอีกรอบครับ เข้ามาขอร้องอ้อนวอนถามปอนว่า "อาจารย์จะไม่ไห้ผมสอบจริงๆ หรอ" ปอนก็บอกว่าต้องเป็นอย่างนั้น แล้วก็อธิบายเรื่องบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของความเป็นนิสิต และเป็นอาจารย์ให้เด็กคนนั้นฟัง คือ นิสิตมีหน้าที่มาเรียน มาสอบ และต้องทำตัวอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยฯ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตามกฏเกณฑ์ต่างๆ ไม่ได้เราก็ต้องยอมรับผลที่มันจะเกิดขึ้นตามมา ฯลฯ ส่วนปอนเป็นอาจารย์มีหน้าที่สอนให้พวกเราได้ความรู้ตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา ถ้าปอนให้คะแนนผิด ตัดเกรดผิดปอนก็ต้องมีบทลงโทษโดนตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ถ้าส่งเกรดช้าก็จะต้องโดนหักเงินเดือนเหมือนกัน (แหะๆๆ พูดไปอย่างนั้นแหล่ะ เป็นอาจารย์พิเศษไม่มีเงินเดือน แล้วก็ไม่ได้โดนบังคับทางวินัยด้วย..แค่พูดให้รอดตัวเพราะในอนาคตเราก็ต้องเข้ามาอยู่ในกฏเกณฑ์นี้เหมือนกัน
) เพราะฉะนั้นเราต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของเรา เมื่อทำหน้าที่ผิดพลาด บกพร่องก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา ซึ่งในกรณีนี้ของนิสิตคนนี้ก็คือ "การขาดสอบ" ทำให้คะแนนสอบปลายภาคไม่มีนั่นเองครับ ในที่สุดปอนก็ถามย้ำว่าเราเข้าใจอาจารย์ใช่ไหม เข้าใจตรงกันหรือเปล่า มันก็พยักหน้าแล้วก็ไหว้เดินจากไปออกนอกห้อง ท่ามกลางความโล่งใจของปอนกับพี่เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่คุมสอบด้วยกัน เกือบโดนเด็กต่อยซะแล้วววววว.....
จากเหตุการณ์นี้ครับ
ปอนได้โทร.ไปปรึกษาอาจารย์อีกท่านนึงว่าสิ่งที่ทำลงไปอาจารย์มีความคิดเห็นว่าอย่างไร แต่ก็ได้รับคำตอบมาว่า เราไม่น่าทำอย่างนั้นเพราะไม่ใช่หลักการ win-win เราให้เด็กตกแล้วจะได้อะไร เด็กมันก็จะไม่ได้เรียนรู้ เราน่าจะให้โอกาสมันได้ทำข้อสอบภายใต้ระยะเวลาที่เหลืออยู่ 1 ชั่วโมงที่มี เพราะจะลดแรงเสียดทานจากหลายๆ อย่าง ทั้งการที่เราต้องปวดหัวจากการที่คะแนนมันต่ำแล้วตกทำให้ยังไงก็ต้องกลับมาสอนมันใหม่อีกอยู่ดี หรือว่าการลอบทำลายทรัพย์สิน เช่น ขูดรถ เจาะยาง ฯลฯ แล้วสิ่งที่ค้างคาใจของมันก็จะหายไปไม่อาฆาตพยาบาตเรา ถึงใน 1 ชั่วโมงที่เหลือมันจะทำได้เท่าๆ กับที่ไม่ได้ทำเลยก็ตาม หรือว่าหากเรื่องราวบานปลายไปถึงขนาดโดนฟ้องศาลปกครองเราก็จะต้องเสียเวลาเสียสมองไปขึ้นศาลเพื่ออธิบายกระบวนการและกฏระเบียบต่างๆ อีก การปล่อยให้มันสอบไปจึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด ในความคิดของอาจารย์ท่านนั้น
แต่สำหรับปอน ปอนมองว่าการที่เราไม่ให้มันสอบจะทำให้มันได้เรียนรู้มากกว่าการที่ปล่อยให้มันทำข้อสอบครับ ถึงแม้ว่าปอนกับอาจารย์ท่านนั้น (และหลายๆ ท่าน) ก็มองว่าเด็กพวกนี้ไม่คิดอะไรอยู่แล้วเอาอารมณ์ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างเหนือหลักการและเหตุผลทั้งปวง อย่างน้อยมันก็จะได้เรียนรู้คำว่า กฏ ระเบียบ ในการเข้าห้องสอบของมหาวิทยาลัยฯ, ผลเสียจากการที่ไม่ทำหน้าที่ของนิสิตปกติๆ ที่ควรจะทำ, และท้ายที่สุดทำให้มันได้เรียนรู้ว่ากฏ ระเบียบ ข้อบังคับบนโลกนี้มีอยู่จริง และสามารถบังคับใช้ได้จริงๆ และถ้ามันไม่ทำตามผลเสียก็จะเกิดขึ้นกับมัน แต่ถ้าหากเราปล่อยให้มันเข้าสอบมันก็จะเรียนรู้ว่ากฎ ระเบียบ บนโลกนี้สามารถยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการและพฤติกรรมของมันทั้งหมด มันจะทำอย่างไรก็ได้ยังไงเค้าก็ต้องยอมมันอยู่แล้ว ดังเช่นที่ผ่านๆ มา ซึ่งหากปล่อยไปมันอาจจะไม่สามารถคิดได้เลยจนกว่าชีวิตของมันจะถึงทางตันในชีวิตของมัน
แต่ก็เป็นไปได้มากครับที่นิสิตของปอนอาจจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากกรณีนี้เลยก็เป็นได้ เพราะอย่างที่บอกว่ามันอาจไม่ได้เก็บไปคิดวิเคราะห์หรือคิดเพื่อจะปรับตัวอะไรเลยก็ได้ ก็แค่รู้สึกผิดหวังห่อเหี่ยว โมโหฉุนเฉียว แล้วตะโกนหน้าห้องสอบว่า "ระเบียบ เฮี้ยอะไรวะ เอามาอ้างบ้าบอแม่งงงง" (อันนี้เท่าที่เล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินในห้องนะครับ) แล้วพฤติกรรมก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แตกต่างจากเดิม เพราะไม่มีตัวชี้วัดใดๆ ได้ว่าเด็กจะเรียนรู้วิธีการไหนได้มากกว่ากัน
ปอนเคยพูดเสมอๆ ว่าปอนไม่ได้อยากที่จะมาทำอาชีพนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าปอนได้รับผิดชอบอะไรแล้วปอนก็จะทำอย่างเต็มที่เท่าที่ความสามารถจะเอื้ออำนวยให้ทำได้ถึงแม้ว่าในจิตใจจะไม่อยากทำก็ตามครับ ความเป็นอาจารย์ที่ปอนต้องรับผิดชอบถึงแม้ว่าจะไม่เต็มที่เพราะเป็นอาจารย์พิเศษ แต่ปอนก็คิดไว้ว่าจะทำอย่างไรก็ตามที่เราต้องพยายามกระตุ้นให้เด็กได้รู้จักการอยู่ภายใต้กฏระเบียบของสังคม คิดเป็น และยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลายให้ได้ อันนี้คือความตั้งใจของปอนในการที่จะทำอาชีพนี้ครับ อย่างในกรณีข้างบนปอนเลือกใช้ตะแกรงถี่ในการคัดกรองเด็กตั้งแต่แรกด้วยวิธีการไม่ให้สอบ เพื่อที่จะสั่งสอนเหมือนใช้ยาแรงที่สุดไปก่อนส่วนจะคิดได้หรือไม่ได้ก็ตามแต่ชะตากรรมจะกำหนดครับ เพราะหากใช้ตระแกรงห่างกับเด็กสมัยนี้และมีพฤติกรรมอย่างนี้แล้วมันมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่เกิดการเรียนรู้ใดๆ เลย
ปอนมองว่าวิธีการใช้ตะแกรงห่างในการร่อนเด็กจะเกิดผลเสียต่อเด็กและเรามากกว่า เพราะหากปล่อยผ่านไปไม่มีคุณภาพ เราคนที่ปล่อยผ่านไปก็ถือว่าไม่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน เพราะการวัดคนๆ หนึ่งไม่ใช่วัดความสามารถทางวิชาการเท่านั้น แต่ต้องวัดที่ความคิด และพฤติกรรมอีกด้วย ดังนั้น การที่เราเป็นอาจารย์เราต้องใช้ตะแกรงที่เหมาะสมกับเด็ก เด็กบางคนใช้ตะแกรงห่างได้เพราะดูแล้วมีศักยภาพในการพัฒนา แต่บางคนต้องใช้ตะแกรงถี่เพื่อให้ละเอียดมากที่สุดด้วยตะแกรง เพราะเด็กเหล่านี้จะไม่มีทางพัฒนาด้วยตนเองได้หากไม่ได้พบ หรือไม่ได้สัมผัสกับเหตุการณ์ที่รุนแรง
เด็กที่โตมาในยุคไร้ไม้เรียวและการปราศจากการซ้ำชั้น เด็กๆ เหล่านี้ถูกปล่อยผ่านมาด้วยตะแกรงห่างเพราะคนร่อนไม่ต้องการจะไปปะทะกับเด็กเหล่านี้ให้เปลืองสมองและเสียอารมณ์ ทำให้เด็กเหล่านี้รู้สึกว่าทุกๆ อย่างไม่เป็นอุปสรรค ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับตัวเองได้เสมอ ความคิดของเด็กเหล่านี้จึงมีแต่ตัวเองเท่านั้นโดยไม่ได้คิดถึงเหตุปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เท่าใดนัก เมื่อมาถึงในระดับมหาวิทยาลัยฯ พฤติกรรมเหล่านี้ก็ฝังแน่นติดตรึงอยู่ในตัวของเด็กเหล่านี้มาอยู่แล้ว การที่จะปรับพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ให้ได้ ปอนมองเห็นแค่ว่าควรใช้ยาแรงและตะแกรงถี่เท่านั้น เด็กเหล่านี้จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเรียนในมหาวิทยาลัยฯ การให้โอกาสก็เป็นสิ่งที่ดี แต่จะดีที่สุดก็ต่อเมื่อให้โอกาสกับคนที่ต้องการโอกาสจริงๆ
แล้วทุกๆ ท่านคิดว่าอย่างไรกันบ้างครับ
ปอนเอง
ปัจฉิมลิขิต : อิอิ..ปอนบ่นอีกละ
แล้วคำตอบที่ได้จากคนไทยคนนั้นคือ ก็นี่แหละ ประเทศไทย
...ที่เห็นใจปอน ปอนไม่รู้ว่ามันจะคิดอะไร..แต่ที่รู้ๆ มันน่าจะจำปอนได้ครับ และปอนหวังว่าในอนาคตมันจะขอบคุณปอนที่ปอนทำอย่างนั้นกับมัน ถึงแม้ว่าจะเลยไปเป็นสิบๆ ปีก็ตามครับ

เดี๋ยวเถอะนะ
กฏก็คือกฎ
ถึงบางกรณีกฏจะมีไว้แหก
แต่ในบางกรณีถ้าไม่ปฏิบัติตามกฏแล้วจะมีกฏไว้ทำไม
ในฐานะครู คุณปอนทำถูกแล้วล่ะครับ
และในฐานะผู้ใหญ่ก็ทำถูกแล้วเช่นกัน
บทเรียนบางอย่างก็ต้องให้เจ้าตัวสัมผัสเองถึงจะรู้ซึ้ง
แม้จะซึ้งถึงขั้นกลับบ้านไปดื่มเหล้าต่ออีกรอบก็เถอะ
#1 By จิปาถะ on 2008-01-21 02:10