"พวกคุณเขียนกันเองน่ะสิ หนังสือพิมพ์ไปเขียนนั่งเก้าอี้ซ้อนกัน มันเป็นความคิดของคนระดับพวกคุณเท่านั้นแหละ (น้ำเสียงมีอารมณ์) ขอย้ำเลยนะ เพราะพวกคุณคิดกันอย่างนั้น ต้องกระแทกแดกดัน พูดจาเสียดสี ให้เสียให้หาย ทำไมคิดกันได้แค่นั้นเอง ความคิดมีอยู่ระดับแค่นั้นหรือ ทำไมไม่คิดอย่างคนธรรมดาเขาควรคิดบ้างล่ะ ก็นี่ก็คือนายกฯ นั่นก็อดีตนายกฯ ทำไมจะต้องมาแดกดัน จะเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน ผมจะบอกให้ฟังนะ ผมก็ไม่ได้พูดจาอย่างนี้มานานแล้ว แต่ฟังดูแล้ว ผมอ่านดูแล้วก็อมยิ้มว่า ทำไมสติปัญญาในการแสดงความคิด มีได้เพียงแค่นี้เหรอ ผมถามจริงๆ มีได้เพียงแค่นี้เหรอ"
สามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้
จาก หนังสือพิมพ์มติชน 


ข้อความด้านบนเป็นคำพูดของนายกรัฐมนตรี (ที่เป็นทางการในขณะนี้) ของประเทศไทยของเรานะครับ ปอนข่มใจอยู่นานที่จะเขียนเรื่องนี้เพราะค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทีเดียว จึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยมากว่า 1 สัปดาห์ เพื่อให้การเขียนทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักวิชาการจริงๆ เพราะถ้าเขียนก่อนหน้านี้จะต้องมีอคติแฝงอยู่เยอะแยะอย่างมากแน่นอนครับ

ก่อนอื่นการทำความเข้าใจกับสถาบันทางสังคมจำเป็นอย่างมากกับเรื่องดังกล่าวครับ ประเทศไทยของเรามีสถาบันทางสังคมต่างๆ มากมายหลายรูปแบบทั้งสถาบันที่ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันทางความมั่นคง สถาบันศาล สถาบันทางการเมือง สถาบันทางเศรษฐกิจ สถาบันครอบครัว และสถาบันสื่อมวลชน ก็ถือว่าเป็นสถาบันหนึ่งในสังคมเช่นกัน ซึ่งแต่ละสถาบันก็จะมี "บทบาทและหน้าที่" (Function) ของตัวเองที่จะต้องกระทำต่อสังคมให้สังคมเกิดความสมดุลแล้วดำเนินสถานภาพไปได้อย่างมั่นคงและปราศจากปัญหา หรือทำให้เกิดปัญหาให้น้อยที่สุด


ถ้าหากสถาบันใดสถาบันหนึ่งไม่เข้าใจและไม่เข้าระบบ หรือพยายามที่จะครอบงำ หรือควบคุมสถาบันต่างๆ ในสังคม เพื่อให้เปลี่ยนแปลงไปโดยที่ไม่ก่อประโยชน์ที่แท้จริงให้กับสถาบันนั้นๆ ก็มักจะมีปัญหาตามมาเสมอๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะนำมาซึ่งความผิดพลาดในการทำบทบาทและหน้าที่ (Dysfunction) ของสถาบันนั้นๆ ผลกระทบกับคนที่ในสังคมก็จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมและเอารัดเอาเปรียบระหว่างกันเกิดขึ้น


ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หน้าที่ของสถาบันการเมืองก็คือการบริหารประเทศด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม ตามหลักธรรมภิบาล และรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถให้สถาบันต่างๆ ในสังคมตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นเพื่อให้สังคมเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งการเลือกตั้งดังกล่าวไม่ได้แสดงออกให้เห็นความต้องการที่แท้จริงแต่อย่างใด ซึ่งความต้องการที่แท้จริงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์จากรากฐานของปัญหาที่เกิดขึ้นและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ จึงจะกลายเป็นความต้องการที่แท้จริงที่ฝ่ายการเมืองต้องเข้าไปบริหาร จัดการเพื่อให้แก้ไขปัญหา และสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวนั้นให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ซึ่ง รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร สภาผู้แทนราษฎรที่มีหน้าที่ออกกฎหมาย และวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นเพื่อคานอำนาจดังกล่าวต่างก็ต้องทำหน้าที่เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวให้ได้เป็นอย่างดีที่สุด


ส่วนสถาบันสื่อมวลชน ก็มีบทบาทที่ต้องกระทำกับสังคมอย่างชัดเจนเช่นกัน ตามทฤษฎีหมาเฝ้าบ้าน (Watchdog) สื่อมวลชนมีบทบาทในการเฝ้าระวังภัย และตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วจำเป็นต้องตีแผ่หรือเห่าเพื่อร้องบอกกับเจ้าของบ้าน นั่นก็คือบรรดาประชาชนอย่างเราๆ ที่เป็นเจ้าของประเทศให้ได้รับรู้และระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว ซึ่งมีความสัมพันธ์กับบทบาทตาม ทฤษฎีผู้เฝ้าประตู (Gatekeeper) ที่สื่อมวลชนเป็นผู้เฝ้าประตูของข้อมูลข่าวสารที่จะต้องไหลผ่านออกมาทางสื่อมวลชนช่องทางต่างๆ เพราะในสังคมมีข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวัน ทำให้สื่อมวลชนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคัดเลือกข้อมูล ข่าวสารที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือเสถียรภาพของประเทศ ให้คนได้รับรู้เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ เพื่อหาหนทางในการดำเนินชีวิตได้ในสภาพการณ์ที่เป็นจริง บทบาทของสื่อมวลชนตามที่สองทฤษฎีได้กล่าวมาถือเป็นพื้นฐานที่สุดในการดำเนินงาน และกิจกรรมทางด้านการสื่อสารมวลชน


ซึ่งหน้าที่ของสื่อมวลชน ตามทฤษฎีบทบาทหน้าของสื่อสารมวลชน มีนักวิชาการหลายท่านและหลายแนวคิดได้นำเสนอไว้ทั้ง เดนิส แมคเครว (Dennis McQuail), ลาสเวลและไรท์ (Lasswell & Wright), รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ (ที่ไม่ใช่พ่อของไทย..อิอิขอหน่อยนะครับ) โดยคณะกรรมาธิการแมคไบรท์ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาปัญหาทางด้านการสื่อสารของโลกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน (ค.ศ.1977) ได้มองว่าหน้าที่หลักๆ ของสื่อมวลชนที่มี่ต่อสังคมไว้ 5 ประการด้วยกันคือ

             1. การสอดส่องดูแล (Surveillance)
                2. การสร้างความสัมพันธ์กับส่วนต่างๆ ในสังคม (Correlation)
                3. การถ่ายทอดวัฒนธรรม (Cultural Transmission)
                4. การให้การศึกษา (Education)
                5. การให้ความบันเทิง (Entertainment)


ซึ่งหน้าที่ทั้ง 5 ประการ ดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนต้องยึดถือปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นหน้าที่พื้นฐานที่สื่อมวลชนต้องกระทำ เพื่อให้สื่อมวลชนสามารถดำรงความเป็น "สถาบัน" สื่อมวลชนอยู่ได้ต่อไป ซึ่งความรับผิดชอบหรือหน้าที่ของสื่อมวลชนจะแตกต่างกันออกไปตามแต่รูปแบบการปกครองของสังคมนั้นๆ สำหรับประเทศไทยเองได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสรีประชาธิปไตย (เขาบอกมาว่าอย่างนี้ก็ต้องเชื่อ...เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็บอกอย่างนี้ทุกครั้ง) ตามทฤษฎีปทัสฐาน (Normative Theories) ซึ่งเป็นการบอกถึงบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน "ในอุดมคติ" ของสังคมรูปแบบต่างๆ ตามตารางที่ รองศาสตราจารย์ ดร. สมควร กวียะ ได้เปรียบเทียบแต่ละทฤษฎีให้เห็นได้อย่างชัดเจนไว้นะครับ



ทฤษฎี บทบาทหน้าที่(Functions)
บทบาทหน้าที่ต้องห้าม    
(De-Functions)
ทฤษฎีอำนาจนิยม(Authoritarianism) สนับสนุนและส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลที่กำลังทรงอำนาจและรับใช้รัฐ ในรูปของการให้ข่าวสาร การให้การศึกษา หรือความบันเทิง แต่ต้องอยู่ในกรอบอุดมการณ์เชิงอนุรักษ์นิยม การวิพากษ์วิจารณ์จักรกลทางการเมือง ผู้บริหารประเทศ และเจ้าหน้าที่ปกครองที่กำลังทรงอำนาจ
ทฤษฎีเสรีภาพนิยม(Libertarianism) แจ้งข่าวสาร ให้ความบันเทิง ส่งเสริมการค้าและการโฆษณาสินค้า แต่ที่สำคัญที่สุดจะต้องเป็นตลาดเสรีของความคิดเห็นส่วนบุคคล เพื่อช่วยในการแสวงสัจจะและควบคุมรัฐบาล แสดงเนื้อหาที่เป็นการหมิ่นประมาท อนาจาร หยาบคาย และยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในยามสงคราม
ทฤษฎี บทบาทหน้าที่(Functions) บทบาทหน้าที่ต้องห้าม(De-Functions)
ทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility Theory) แจ้งข่าวสาร ให้ความบันเทิง ส่งเสริมการค้า และการโฆษณาสินค้า แต่ที่สำคัญคือการยกความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ เข้าสู่การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสาธารณะภายใต้พันธะความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม ละเมิดร้ายแรงต่อสิทธิส่วนบุคคล และต่อผลประโยชน์ที่สำคัญของสังคม
ทฤษฎีเบ็ดเสร็จนิยม(Totalitarianism) เป็นอุปกรณ์ของรัฐในการสร้างความสำเร็จและความสืบเนื่องของระบอบสังคมนิยมภายใต้อำนาจเผด็จการของพรรค ซึ่งมาจากชนชั้นกรรมาชีพ เน้นเสนอข่าวสาร ความคิดเห็น และการศึกษาภายในกรอบอุดมการณ์สังคมนิยม วิพากษ์วิจารณ์จุดมุ่งหมายของพรรคที่แตกต่างไปจากยุทธวิธีที่กำหนด
ทฤษฎีสื่อสารเพื่อการพัฒนา (Development Communication Theory)  สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยลดความยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ เน้นให้ข่าวสารและการศึกษาเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนา ละเมิดต่อกฎหมาย สิทธิส่วนบุคคลและผลประโยชน์ของสังคม
ทฤษฎีสื่อประชาธิปไตย(Democratic-Participant Media Theory) สนับสนุนบทบาทและสิทธิของบุคคล ชุมชนและชนกลุ่มน้อย มุ่งส่งเสริมประชาธิปไตยจากฐานล่าง โดยการให้ข่าวสารความคิดเห็น การศึกษาและที่สำคัญก็คือให้สิทธิในการสื่อสารและโอกาสของประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมกับสื่อมวลชน ใช้อิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
จาก : สมควร กวียะ, การสื่อสารมวลชน: บทบาทหน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ ความรับผิดชอบ . (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์โกสินทร์, 2548), น. 99-100.

ถ้าหากอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว เราจะเห็นว่าทั้งสถาบันทางการเมืองและสถาบันสื่อมวลชนต่างก็มีหน้าที่ที่       "ต้องทำ" ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การที่สื่อมวลชน ต้องตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัยต่อการกระทำของนักการเมือง แล้วถามกับเจ้าตัวโดยตรงเพื่อทำให้ข้อสงสัยนั้นเกิดความกระจ่างขึ้นนั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติของการทำหน้าที่พื้นฐานของสื่อมวลชน


"นักการเมืองที่สุจริตย่อมไม่จำเป็นต้องกลัวต่อคำถามที่สื่อมวลชนตั้งขึ้นมา แต่สื่อมวลชนย่อมต้องกลัวต่อคำตอบที่จะได้รับเพราะนั่นคือคำถามที่สื่อมวลชนจะต้องถามต่อไป"
หลักการพื้นฐานก็คือหากเราตั้งคำถามที่ดี คำตอบที่ได้ก็มักจะดีตามคำถามที่ถามไป.. แต่นี่คงไม่ใช่หลักการที่ใช้ได้กับการทำข่าวการเมืองไทย ที่จำเป็นต้องไปถามกับนักการเมืองของไทย


มาถึงบรรทัดนี้แล้ว พวกเราคงจะพอร่วมคิดกับปอนได้ว่า หากสื่อมวลชนทำตามความต้องการของนักการเมือง ทั้งการทำงานและการตั้งคำถามแล้ว ประเทศไทยของเราที่เชิดชูและเรียกร้องประชาธิปไตยกันนักหนานั้น จะตกอยู่ในการปกครองรูปแบบใดตามตารางด้านบน คำตอบคงอยู่ในใจของทุกท่าน คำตอบคงอยู่ในความคิดคำนึงของทุกท่าน และคำตอบคือความเข้าใจของท่านที่มีต่อสื่อมวลชนและนักการเมือง ที่บทบาทและหน้าที่ไม่สามารถเดินร่วมทางกันได้ แต่ต้องเดินขนานกันไปอย่างรู้เท่าทันกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างสูงสุด ครับ


ปอนเอง


ปัจฉิมลิขิต
: สำหรับแทคทำบุญนะครับ รอนิ๊ดดด นึงนะครับ หลีกทางให้กับการเผยแพร่ความรู้ก่อนนะครับ เพราะปอนคันปากมาอาทิตย์นึงแล้วต้องระบายออกบ้าง..ไม่อย่างนั้นอัดอั้นตายแน่ๆ ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถึง คุณปอน

สวัสดีครับ ผมคิดว่าตัวเองนอนและอัพบล็อคดึกแล้วนะครับ ไม่คิดว่าจะเจอคนดึกกว่าอย่าง คุณปอน sad smile ไม่ทราบว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ ตรวจทานข้อสอบ ออกเกรด เรียบร้อยหรือยังครับ ถ้าอย่างไรระวังรักษาเรื่องสุขภาพด้วยนะครับ

ป.ล. ผมคิดว่าสำหรับเอนทรี่นี้ให้ความรู้ได้ดีมากเลยครับ ว่าหน้าที่และขอบเขตของสื่อมวลชนที่จะต้องนำเสนอข้อมูลให้กับประชาชนมีขอบเขตอยู่ตรงไหน แต่ผมคิดว่า ความรู้ที่ คุณปอน อุตส่าห์เขียนมาตั้งเยอะคงส่งไปไม่ถึง ท่านผู้นั้นหรอกครับ เพราะว่าต่อให้ ท่านผู้นั้นหลงเข้ามาอ่านบทความนี้เข้าจริง ๆ ก็เถอะ น้ำเต็มแก้วก็ยังเป็นน้ำเต็มแก้วอยู่วันยังค่ำนั้นล่ะครับsad smile

#1 By Old Mustang on 2008-03-07 02:13

อีกข้อครับ ขออนุญาตส่งไม้ผลัดให้ คุณปอน เฝ้าบล็อคต่อก็แล้วกันนะครับ ส่วนผมขออนุญาตกลับขึ้นเตียงก่อนก็แล้วกันนะครับsurprised smile

#2 By Old Mustang on 2008-03-07 02:14

ขอบคุณมากๆ เลยครับ...คุณ Old Mustang...ที่มาเป็นผู้ชายคนแรกของปอนsurprised smile question ปอนก็ปรับๆ ข้อความกับย่อหน้าเพิ่งเสร็จเลยนะครับเนี่ยะ..ปอนก็จะไปนอนแล้วเหมือนกัน เขียนตั้งแต่ห้าทุ่มกว่าๆ เพิ่งจะเสร็จ sad smile เพราะเก็บกดมากไปหน่อยครับ.. ขอบคุณครับconfused smile

#3 By ปอนปอน on 2008-03-07 02:18

คิดว่าคำถามที่ท่านนายาถามมาเนี่ย .. ควรใช้ถามกลับกับตัวท่านเองมากกว่านะคะ - -'

ว่า "คิดได้แค่นี้เหรอ?"

เท่าที่ฟังท่านพูดผ่านรายการ(อะไรซักอย่าง)มาบ้างเนี่ย
รู้สึกท่านจะออกอาการ พูดโดยไม่คิด (ภาษาชาวบ้านก็ออกไปในเชิงปากเสีย)อยู่เหมือนกัน

ก็ไม่ได้เข้าใจแล้วก็ช่ำชองในเรื่องนี้มากเท่าไหร่นะคะ
แต่ฟังแล้วก็หงุดหงิดแทนพี่ๆสื่อมวลชน

ท่านนายกพูดอย่างนี้แล้วไหนล่ะ ประเทศเสรี? อิสระของสื่ออยู่ที่ไหน? ถ้าสื่อรายงานข่าวไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ ให้แง่คิดแง่มุมกับประชาชนไม่ได้?
.. แล้วไหนล่ะ ที่เรียกว่า อิสะ ??

ตกลงประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยรึเปล่าคะเนี่ย?sad smile

entry นี้ข้อมูลเอี้ยดจริงๆเลยค่ะbig smile
Hot!

#4 By A PIT on 2008-03-07 02:23

ด้วยความเป็นเด็ก เราก็คิดอย่างเด็ก

เพื่อนเคยบอกว่าลองคิดดูว่าคำถามมันน่าถามไหม ถึงได้โดยตอกกลับมา

คิดดูแล้วอาจจริง เพราะใครก็คงไม่อยากโดนเปรียบเทียบกับคนที่คนอื่นทุกคนลงความเห็นว่าดีกว่าตน

แต่กะ นาย ก คนปัจจุบัน...ทำไมเห็นใจไม่ค่อยลงไม่รู้

คงเพราะหนูยังเด็ก....Hot!

#5 By devil เม็ดถั่ว on 2008-03-07 02:53

ใครเลือกมาล่ะsad smile
Hot! Hot!

ให้ความรู้ดีมากๆเลยคะ ^^



หึหึหึ...พูดแบบนี้ มันก็โจ่งแจ้งชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรอ ว่า.....กลัว

#7 By ~ShAdOw~ on 2008-03-07 04:05

ติดไว้แล้วจะกลับมาอ่านต่อ

#8 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-03-07 08:02

ท่านชมพู่คงลืมส่องกระจกดูตัวเองตอนสัมภาษณ์นะครับ
cry

#9 By oatato on 2008-03-07 09:18

เป็นเอนทรีที่ให้สาระแถมเข้าใจง่ายดีด้วยค่ะ

ก็นะ... คนเราน่ะมองไม่เห็นขนคิ้วตัวเองหรอก =*=

Hot!

#10 By Dahlia on 2008-03-07 09:42


แหม่.. ปอนๆ ไอ้ประเด็นนี้ผมเองก็คันมานานแล้วแต่เลี่ยงไม่พูดถึงดีกว่า พูดไปอาจจะแรง.. ในทีสุดก็มีคนพูดแทนจนได้ถึงจะคนละแนวแต่ก็พอช่วยให้หายคันได้บ้าง ปอนๆเป็นแบบวิชาการสุดตัวจริงๆ อ่านไปบางทีแนวบ้านๆอย่างผมเข้าไม่ถึงนะเนี่ยะ..sad smile

เท่าที่ได้อ่านมาทั้งหมด บทบาทของแต่ละคนแต่ละสถาบันเนี่ยะ ผมว่าแต่ละคนรู้อยู่เต็มอก ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน แต่เรื่องของเรื่องที่มันชอบมีคำพูดมาสะกิดใจให้พวกเราต้องมาเขียนระบายความอัดอั้นนั้น มันมีสาเหตุจากใครบางคนที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์โดยสิ้นเชิง ถ้าพูดแบบบ้านๆคือมันขึ้นอยู่กับสันดานคนนั้นอ่ะ..

#11 By :: KinG MoJi :: on 2008-03-07 10:04

คุณ (......) เรื่องนายกสองคนน่ะ
ใครเขาก็รู้กัน เด็ก 2 ขวบยังรู้เลย (ช่วงขช่วง หลินฮุ่ย ก็ยังรู้)
ไปอมวัดมาพูดก่อนเหอะ ใครๆเขาถึงจะเชื่อ ...

ตอนนี้ผมรู้สึกอิ่มเรื่องการเมืองมาก แต่ก็ติดตามเรื่องการเมืองบ้าง
แต่จะเปลี่ยนช่องทุกครั้งเมื่อมีหมูหมักและทักกี้ขึ้นที่หน้าจอทีวี...
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแฮะ อีกหน่อยสองชื่อนี้คงเป็นชื่อที่ถูกห้ามให้พูด
ไม่ใช่ฟังแล้ว จะกลัวจนทนฟังไม่ได้เหมือนชื่อลอด์เวอเดอร์มอร์
ใน Harry Potter น่ะครับ แต่ฟังแล้ว "เซงคอดๆ.." ต่างหาก

ถ้าคันปากนัก จะให้ยืมตีนหมีไปช่วยเกาครับ
แต่ถ้าอยากระบาย เชิญห้องส้วมเลยจ๊ะ อิอิอิ

ช่วงนี้คงหายตัวไปซักพักนะ ไม่ได้ออนเลย
cry
ไม่อยากพูด เหนื่อยมากๆ

แต่ต้องให้ Hot!

#13 By มนุษย์กล่อง on 2008-03-07 11:19

จี๊ดจริงๆ
จี๊ดถึงสมองเลย
ถึงไม่ชอบเรื่องพวกนี้
แต่เราก็เลี่ยงมันไม่ได้เลยเนอะ
คุณปอนให้ความรู้ดีมาก

#14 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2008-03-07 11:20

entry นี้ยาวและเข้าใจยากจัง
ทฤษฏีเยอะไปหมด ไม่ใช่ปอนเขียนงงนะ
แต่ผมงงของผมเอง...
กว่าจะอ่านจบ เสียเวลางานไปตั้งสิบกว่านาทีแน่ะ
เพราะต้องใช้เวลามาก ในการตีความ
และไล่ลำดับความคิด (ของตัวผมเอง)

สำหรับรอยหยักในสมองหนึ่งหยักครับ
เอาดราก้อนบอลไปลูกนึง ลูกนึงก็พอนะเดี๋ยวอ้วนHot!
ผมชักจะรู้สึกว่า การเมืองไทย เป็นเรื่องห้ามแตะต้อง แล้วสิครับ

#16 By จิปาถะ on 2008-03-07 11:44

ไม่เห็นด้วยกับอาการปากหมาของนายกรักแมวท่านนี้เช่นกัน
ควรจะเงียบในสิ่งที่ไม่ควรพูดบ้าง

แต่ลองวิเคราห์ถึงเรื่องสื่อที่พยายามสร้างคำถามแรงๆเพื่อให้ตัวเองเกิด
ด้วยซิครับ

ตั้งแต่ยุค หยุ่น สรยุทธ์แรกๆ และรุ่นหลังๆที่พยายามเลียนแบบ

รวมถึงสื่อที่ออกข่าวตัดสินผู้มีอำนาจ ราวกับเป็นผู้พิพากษา

ไม่ต้องเอาถึงระดับสำคัญๆอย่างนายก
ผมเคยเห็นข่าวรัฐมนตรีท่านนึง ขอลาออกเพราะว่ามีข่าวว่าตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หุ้นของญาติ
(หาได้ยากนะคนแบบนี้) ทั้งๆที่ท่านนี้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ขอออกเพื่อที่ว่าเวลาตรวจสอบจะได้ไม่มีปัณหามาว่ากัน

(ย้ำว่าหายากจริงๆคนแบบนี้)

ผมอยากรู้ว่า นักข่าวที่ลงข่าวนี้ หากผลตัดสินออกมาว่า
ไม่ผิด
จะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากการเป็นนักข่าวรึเปล่า
รึก็แค่ลงข่าวแก้ให้?


อำนาจทางการเมืองที่เรามักจะพูดว่าควรมีอะไรหลายๆอย่าง
มาคานอำนาจกัน

แต่อำนาจสื่อทุกวันนี้เป็นไปตามสองอย่าง
เงินกับทัศนคติส่วนตัว

มีอะไรมาคานอำนาจสื่อไ้ด้บ้างล่ะครับ...

#17 By garun on 2008-03-07 12:32

อืม ชอบตรงสีเหลือง ทำดี ต้องกลัวอะไร

#18 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-03-07 12:47

"นักการเมืองที่สุจริตย่อมไม่จำเป็นต้องกลัวต่อคำถามที่สื่อมวลชนตั้งขึ้นมา แต่สื่อมวลชนย่อมต้องกลัวต่อคำตอบที่จะได้รับเพราะนั่นคือคำถามที่สื่อมวลชนจะต้องที่จะต้องถามต่อไป"...เห็นด้วยกับข้ออความนี้มากๆ

แต่นายกคนปัจจุบันไม่รู้เป็นไงพูดจาไม่ค่อยจะดีเลย เสียงกวนประสาท แถมตอบคำถามยั่วโมโห ไม่รู้จักเก็บอารมณ์...เป็นใหญ๋เป็นโตขนาดนี้แล้ว..สุภาพนะเป็นไหม...พูดจาให้นุ่มนวลน่าฟังหน่อยจะได้ไหม..

#19 By MayaKniGht on 2008-03-07 14:22

-- ชอบคำพูดคุณปอนมากๆ เลย ในหลายๆ ประโยค

-- โดยส่วนตัวแล้ว คนที่อยู่ในระดับควรจะมีอะไรอ่ะ

-- เรียกไม่ถูกอ่ะคะ ที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ประมาณนี้อ่ะคะ

-- อีกอย่าง แต่ละคนเค้าก็มีหน้าทีอะไรก็ทำไป.. ถ้าทำถูกแล้วจะกลัวอะไร

-- เหมือนอย่างดาราบางคน.. ที่ใช้คำตอบที่ดีกว่านี้ เฮ้อ!! ปวดใจ big smile Hot! Hot!

#20 By Evil-minded Angel on 2008-03-07 15:31

ขอบคุณมากเลยครับ...คุณ MODROBOFAPIT ...นี่แหล่ะครับแสดงถึงวุฒิภาวะที่ไม่สอดคล้องกับอายุ.. คนบางคน "หลง" ในความอาวุโสของตัวเองจนลืมอะไรไปหลายๆ อย่าง หรือบางครั้งก็สันหลังหวะจนกระทั่งต้องเบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่นครับsad smile

การเห็นใจคนอื่นบนพื้นฐานของความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยครับ...คุณมิสเตอร์ถั่ว...แต่กับคนที่ไม่เห็นใจคนอื่นและไม่เข้าใจคนอื่นก็ไม่น่าเห็นใจครับ คุณมิสเตอร์ถั่วถึงเห็นใจเค้าไม่ลงไงครับdouble wink

ปอนไม่ได้เลือกแน่ๆ เลยครับ...คุณ sio หมีน้อยพรรคมาร...เออ..แล้วคนที่เลือกจะรู้หรือเปล่านะว่าเป็นอย่างนี้น่ะembarrassed sad smile

เป็นหน้าที่ครับ... คุณ ~ShAdOw~ ...ขอบคุณมากๆ เลยนะครับที่มารับข้อมูลเหล่านี้ไปใช้double wink confused smile

สั้นๆ แค่นี้เองหรอ...พี่ตุ้มเป๊ะ...แทคนายกปอนน่ะยังไม่ได้ทำเลยนะ จะได้มาเป็นนายกแข่งกับนายกคนนี้ไงdouble wink

นี่ขนาดที่สุวรรณภูมิมีแต่กระจกนะครับ...คุณ โอ๊ต...เค้ายังไม่เห็นเงาหัวเค้าเองเลย.. ปอนว่าต้องมีลางอะไรแน่ๆ เลย เค้าถึงไม่เห็นเงาหัวตัวเองในกระจกdouble wink question

ขอบคุณครับ...คุณ Dahlia...ที่เห็นความนี้พอจะมีประโยชน์บ้าง แวะมาเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ นะครับconfused smile

มันพยายามจะปรับเปลี่ยนระบบของสถาบันต่างๆ ให้มันสามารถควบคุมได้ครับ...คุณ King Moji...สังคมเราเลยรวนเร สั่นคลอนไม่มั่นคงไม่มีทิศทางอย่างนี้แหล่ะครับ เพราะมันก้าวล้ำล้วงลูกคนอื่นเกินไป พอไม่เป็นอย่างใจตัวเองต้องการก็เลยอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างนี้แหล่ะครับ..เหมือนกันทั้งนายกตัวจริงและตัวแทนเลยนะครับdouble wink sad smile

ตอนนี้ปอนก็ทำเหมือนๆ กับ...คุณแพนด้า...แหล่ะครับ คือเปิดรับให้น้อยที่สุด เพราะเบื่อและทำใจไม่ได้ที่จะต้องฟังอะไรทั้งหลายแหล่ที่มันไม่มีประสิทธิภาพ คุณแพนด้าไม่แปลกหรอกครับที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องน่ะ เพราะสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีค่อนข้างมีวิธีคิดต่างจากมนุษย์สังคมครับ แต่ๆๆๆ จะให้ตีนแพนด้ามาเกาหรอครับ ขอเป็นอย่างอื่นได้ป่ะ หรือของคุณช้างก็ได้นะ

ใครมาบังคับไม่ทราบครับ...เฮีย ก....ไม่ต้องให้ก็ได้ถ้าเห็นว่ามันไม่ดีน่ะ แล้วมาเหนื่อยอะไรแถวนี้มิทราบ ไปซบอกผู้ชายนู่นไป เผื่อว่าจะหายเหนื่อยบ้าง แล้วพวกครูฝึกน่ะหายไปไหนหมด ไปเหนื่อยที่อื่นไป๊ ชิ้วๆๆๆ

แหม...คุณมนุษย์เพลงดาวศุกร์สุดหรรษา...ปอนเขียนแล้วเสียวตับเลยหรอครับ เราเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ครับ ถึงต้องทำอะไรบ้างบางอย่างไม่งั้นอกตู้มๆ ระเบิดตายแน่ๆ เลยครับdouble wink

มันเป็นสิ่งต้องห้ามก็เพราะนักการเมืองมันเข้าใจผิดถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเองครับ...คุณจิ...ถ้ามันเข้าใจและยอมรับปฏิบัติตามก็ไม่มีปัญหา แต่นี่เพราะผลประโยชน์ส่วนตัวมันบังตา มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็นครับsad smile big smile

แหม...คุณ garun...ถามได้โดนใจปอนจริงๆ ครับ สิ่งที่ปอนบอกมาเสมอในการเขียนบล็อกนี้ก็คือ ต้องประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ และคานอำนาจสื่อมวลชนครับ เพราะถ้าเราเอะอะก็เชื่อสื่อมวลชน สื่อมวลชนก็จะตกเป็นเครื่องมือของพวกมีอำนาจต่างๆ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจครับ ถ้าประชาชนจับตาและมองการทำงานของสื่อมวลชน ตลอดเวลา ถ้าสื่อมวลชนอันไหนไม่ได้ทำตามบทบาทหน้าที่ก็เลิกดู เลิกอ่าน เลิกฟัง ปอนว่าก็จะดีมากครับและเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของประชาชนเหมือนกัน
ที่สำคัญประชาชนต้องรู้เท่าทันสื่อมวลชน (Media Literacy) ด้วยครับ นี่แหล่ะจะทำให้สื่อมวลชนไม่ออกนอกลู่นอกทางครับ เดี๋ยวปอนเขียนเรื่องนี้ให้อีกเอ็นทรี่นึงนะครับdouble wink confused smile

มันเป็นสันดานคนไปแล้วน่ะครับ...คุณพี่มายา...แก่จนป่านนี้แล้วคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วหล่ะครับ ชาติหน้าก็ไม่รู้จะได้เกิดหรือเปล่า เกิดมาก็อาจจะไม่ได้เป็นคน เลยต้องดูชาติต่อๆ ไปน่ะครับว่านิสัยจะเปลี่ยนหรือเปล่าเนอะ..คนแบบนี้น่ะครับ ขอบคุณมากเลยนะครับที่ชอบประโยคทองของปอน แล้วทำให้ได้รู้ด้วยว่า..ปอนพิมพ์เกินไปเมื่อคืนง่วงนอนจัดเลยครับcry confused smile

#21 By ปอนปอน on 2008-03-07 15:38

ขอบคุณมากๆ เลยครับ...คุณอุ้ย...ที่เห็นว่าความคิดของปอนพอจะมีประโยชน์อยู่บ้างconfused smile

#22 By ปอนปอน on 2008-03-07 15:42

การเมืองสมัยนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน + ชวนปวดหัวจริงๆ นะครับ แล้วก็ .... เอ่อ ... ที่คุณปอนเขียนมานี่ละเอียดม้ากมากเลย เพราะฉะนั้น ผมขอให้ Hot! ไว้ก่อน แล้วจะค่อยๆ นั่งอ่านอย่างละเอียดนะครับbig smile

#23 By CHAN on 2008-03-07 17:47

แอบขำตรง ปัจฉิมลิขิตนี่แล
โอ้ว......การเมือง


เบื่อเหมือนกันคะ ไม่รู้จะตั้งคน....บางคนมาทำงานทำมัย


เมื่อวานไปสอบเจอลุทักกี้ด้วยเจ้าคะ (ใช้ตึกเค้าเรียน)
มันเป็นนิสัยติดตัวน่ะฮ่ะคุณปอน...ยิ่งออกมาพูดจาโฉงเฉงๆเท่าไหร่ ความคิดมันก็พ่นออกมาทางรูจมูกเท่านั้นแหละ....ออกมามีแต่ขี้...ขี้มูกน่ะopen-mounthed smile
เฮ้อ ... ตามไปอ่าน ที่มติชน จนจบ

ให้ ตายเหอะ นี่เหรอ นายก เมืองไทย

#27 By riddler on 2008-03-07 22:12

ทฤษฎีตรึมมาก sad smile อ่านไม่หมดนะ แต่ว่าไปอ่านจากบทสัมภาษณ์ของมติชนตามลิงค์แทน

พี่ว่าบางครั้งสื่อก็ถามคำถามได้แย่นะ เพราะเวลาถามดีๆนายกก็ตอบได้ดีออก แต่พอถามทำนองยุแยงอยากให้เป็นข่าวมันก้เลยเป็นเรื่องอะ
เชิญติดต่อคุณช้างเองเลยขอรับ
จุดธูปเอาก็ได้ อิอิอิbig smile
ผมว่ามันเหมือนกับที่
นายกระทิ หัวกลมแห่งผจก. บอกแหละครับ
คนไทยโดนหลอก

ผมว่ามันทั้งสองด้า่นนะครับ
โดนทั้งรัฐหลอก ทั้งสื่อมวลชนหลอก
ขึ้นอยู่กับว่าใครจะหลอกใคร

ดึงมวลชนมาเป็นเกราะกำบังได้มากกว่ากัน
ผมว่ารัฐบาลปากเสียยังดีกว่า สื่อมวลชนโคมลอย หรือนั่งเทียนครับ
เหมือนตอนสมชายเลือดทหารก็เหมือนกัน
ดันเขาขึ้นมาแล้วก็กระทืบเขาลงไป

ไม่เห็นมีใครทวงถามถึงความรับผิดชอบของสื่อสารมวลชนเลย

กระทั่งคูฟีเวอร์ก็ตาม...
ข่าวขายได้ก็ขาย แล้วจะบอกว่าทำเพื่อจรรยาบรรณ ผมไม่เชื่อหหรอกครับ ในเมื่อคุณยังรับเงินอยู่เลย มันต้องมีโอนเอียงบ้างแหละ แล้วประชาชนที่่จะไปตรวจสอบคุณ มันจะไปทำได้ยังไงในเมื่อสื่อมีสื่อกระจายเสียงอยู่

และนั่น
เป็นสาเหตุที่ไม่มีใครสนับสนุกการปฎิรูปการศึกษาเลย เพราะโง่แล้วควบคุมง่าย(รัฐฯ)ครับ ขายข่าว(สื่อ)ก็ง่าย
ทำอะไรก็ง่ายไปหมด

แม้กระทั่งสื่อมวลชนเอง(ที่จริงๆแล้วรวมตัวกันประโคมข่าวเรื่องการปฎิรูปการศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติของสื่อมวลชนก็ได้)
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ก็รวมตัวไว้เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ
ถ้ามีวาระแห่งชาติในการเสนอข่าวเรื่องการพัฒนาประเทศด้านใดด้านหนึ่งจะดีมาก แต่ก็ไม่มี....


เมืองไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนาจริงๆ..

#30 By Elta_kung on 2008-03-08 14:42

ขอถาม

สื่อมวลชนเมืองไทยถามคำถามดีแล้วเหรอครับ

ไม่ว่าสื่อมวลชนจะถามคำถามห่วยแค่ไหน คนที่ทำงานการเมือง ก็ต้องตอบ นี่คือ บทบาทและหน้าที่ ที่คุณว่าไว้เหรอครับ

บ่อยครั้งที่ผมเห็นสื่อมวลชน ถามคำถามเพื่อยั่วยุ ในสิ่งที่จะทำให้เกิดผลทางการเมือง
ผมยอมรับว่าสมัครเบี่ยงประเด็นหลายเรื่องในเรื่องที่สื่อมวลชนถามไป เรื่องไหนไม่อยากตอบก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด
แต่ไม่ใช่ว่าสื่อมวลชนถามดี ถามได้อย่างสมควรตามหน้าที่ เสมอ นะครับ

บางครั้งที่ถาม ก็ทำให้ประชาชนอย่างผม อยากพูดแบบสมัคร
"คำถามแบบนี้ คิดได้แค่นี้เหรอ???"

สรุปก็คือ คุณคิดว่าสื่อมวลชนทำตามบทบาทหน้าที่อย่างสมควรแล้ว
และนายสมัคร บังคับควบคุมคำถามของสื่อมวลชน
จริงหรือ???
ขอบคุณครับ...คุณชาญ...ที่เห็นว่ามันพอจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างconfused smile ถ้าอ่านแล้วมีความคิดเห็นยังไงบอกกล่าวกันด้วยนะครับdouble wink

แหม...น้องอู๋...ก็นะมันเหลืออดจริงๆ นี่หน่าconfused smile

อ้าว...น้องปุก...ยังเป็นตึกของมันอยู่อีกหรอจ๊ะ มันขายไปหมดแล้วไม่ใช่หรอเนี่ยะ..แสดงว่าเป็นนอมินีจริงๆ น่ะสิquestion

ฮาๆๆ...น้องอะศุจิ...คนเราถ้ามีวุฒิภาวะทางอารมณ์สักหน่อยก็จะสามารถหาวิธีการหลีกเลี่ยงคำถามได้ดีกว่านี้น่ะจ๊ะ..วุฒิภาวะมันดูตรงนี้จริงๆ เลยนะdouble wink

นี่แหล่ะครับ...คุณโอ้...นายกของเมืองไทย มีแล้วเป็นไปแล้วเลี่ยงไม่ได้แล้วด้วยครับ

ฮาๆๆๆ...พี่หมอเชน...ถ้าบ้านเราเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยจริงๆ ทุกคนมีสิทธิคิด มีสิทธิถาม และมีสิทธิจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้นะครับ มันแสดงถึงฐานคติของคนๆ นั้นว่ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสถาบันต่างๆ ในสังคมครับ เรื่องนี้มันแสดงให้เห็นถึงฐานคติในการครอบงำ ดูหมิ่น และพยายามกำหนดกะเกณฑ์ให้เป็นได้ดั่งใจ พอไม่ได้เป็นตามนั้นก็แสดงออกมาทางคำพูด ที่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดครับ มันทำให้เห็นวุฒิภาวะของคนน่ะครับdouble wink

แหม...คุณแพนด้า...ไม่เปิดโอกาสเลยนะครับ

เป็นอย่างที่...คุณ Elta_kung...บอกเลยครับ ประชาชนคนธรรมดาอย่างพวกเราๆ จึงจำเป็นต้องรู้บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ถูกต้องไว้เพื่อตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนครับ เพราะมันเป็นกระบวนการหนึ่งของการรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) คือถ้าสังคมไทยเต็มไปด้วยความรู้ และความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของสถาบันต่างๆ สื่อมวลชนก็ต้องทำงานอยู่ในกรอบที่ควรจะเป็น เพราะไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากนั้นได้ ไม่เช่นนั้นกระบวนการทางสังคมก็จะกดดันสื่อมวลชนเอง ซึ่งมันก็วนไปที่คุณ elta_kung บอกน่ะครับ มันมีความสัมพันธ์กับเรื่องการศึกษา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเลือก ที่จะเปิดรับสื่อที่น่าเชื่อถือและทำตามบทบาทของสื่อมวลชนที่ดีเท่านั้นครับdouble wink confused smile

ตอบ...คุณไทน่า หมาป่าตัวสีเขียวอื๋อครับ...

ในประเทศเสรีประชาธิปไตยที่พูดๆ กันว่าประเทศไทยเราเป็น สื่อมวลชนหรือคนในสังคมมีสิทธิที่จะคิด ที่จะถามได้ทุกเรื่องทุกประเด็นครับ

นักการเมืองที่ดีที่สุจริต "มีหน้าที่" ต้องตอบข้อสงสัยของสังคม ของสื่อมวลชน หรือของชาวบ้านธรรมดาๆ ให้ได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีสิทธิไม่ตอบคำถามเช่นกัน มันขึ้นอยู่กับ IQ และ EQ ในการตอบหรือหลีกเลี่ยงคำถามครับ

ส่วนเรื่องคิดว่า สื่อมวลชนทำตามหน้าที่ที่ดีจริงหรือนั้น ปอนไม่สามารถบอกได้เพราะทุกวันนี้ก็มีคละเคล้ากันไป ผู้รับสารหรือผู้ชม ผู้ฟัง ผู้อ่าน (Audience)ต้องตัดสินใจเอาเองบนพื้นฐานของทฤษฎีที่ปอนว่ามาครับ เพราะฐานคติและพื้นความรู้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

สมัครไม่ได้ควบคุมคำถามครับ แต่..เพราะควบคุมคำถามเองไม่ได้ถึงได้มีอาการแสดงออกมาอย่างนี้ไงครับ มันแสดงให้เห็นถึง IQ และ EQ ฐานคติที่คนๆ นั้นมีต่อสถาบันต่างๆ ในสังคมได้อย่างดีครับ ปอนคิดว่าถ้าหมอเลี้ยบ หรือจาตุรนต์ หรือแม้แต่เฉลิม หรือแม้แต่ตัวพ่อคือทักษิณ อยู่ในสถานการณ์แบบสมัครและต้องตอบคำถามนี้ ผลที่ออกมาจะไม่เป็นแบบนี้ และคำตอบที่ออกมาจะไม่ใช่แบบนี้ครับ

คงจะพอเข้าใจนะครับ ลองอ่านแล้วก็ตีความให้ดีๆ นะครับว่าในบทความนี้ปอนต้องการแสดงให้เห็นถึงอะไรบ้าง ถ้าคิดได้ยังไงก็สรุปให้ฟังหน่อยก็ดีครับคุณไทน่าdouble wink

#32 By ปอนปอน on 2008-03-09 11:19

สรุปคือ มีปัญหากับวิธีการที่ใช้ตอบโต้กับสื่อมวลชน ของสมัคร
ที่มันไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องทั่วไป

เหรอครับ?

ถ้าพูดถึงความเป็นเสรีประชาธิปไตย
นักการเมือง ก็มีสิทธิและเสรีภาพในการเลือกวิธีที่จะตอบโต้กับสื่อมวลชนนะ

ซึ่ง วิธีการของนายสมัคร ไม่ดีจริงๆเหรอครับ
ในการบอกกันตรงๆ ว่า
"ผมคิดว่าคำถามทีพวกคุณเอาถามผม มันไม่ได้เรื่อง"
"วิธีเขียนของพวกคุณ ที่ตัดเอาบางส่วนมาให้เป็นประเด็น มันปัญญาอ่อน"
และ ฯลฯ


ประเด็นมีอยู่ว่า ผมสงสัยว่าคุณมีปัญหาที่ตรงไหนแน่ ทำไมถึงต้องยกเรื่องทฤษฎีการสื่อสารขึ้นมา ทำไมต้องทาสีเหลืองตั้งหลายแถบ
ผมจึงได้ถามว่า นายสมัครพยายามควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนจริงหรือ เพราะเข้าใจว่าคุณมีปัญหาเรื่องนี้

และที่ผมอึดอัด คือประโยคที่ว่า
"แต่นี่คงไม่ใช่หลักการที่ใช้ได้กับการทำข่าวการเมืองไทย ที่จำเป็นต้องไปถามกับนักการเมืองของไทย"

ผมจึงได้ถามว่า คุณแน่ใจแล้วหรือ ว่าสื่อมวลชน ถามคำถามที่ดีแล้วจริงๆ?
และ หรือคุณเชื่อว่าสื่อมวลชนไทย ถามคำถามที่ดีเสมอ?
และ คุณคิดว่า สื่อมวลชนไทย ทำหน้าที่อย่างมีจรรยาบรรณครบถ้วนแล้วจริงๆหรือ?


และ เมื่อฟังที่มาตอบแล้ว ผมก็ขอถามต่อว่า มันไม่ดีจริงๆเหรอ ในการที่นักการเมือง ตอบโต้สื่อมวลชนแบบต่อหน้าตรงไปตรงมา แบบที่นายสมัครทำ

หรือมันไม่ดีแค่เรื่องสไตล์การตอบโต้ ที่ดูเหมือน EQ ต่ำ
หรือว่ามันไม่ดีตรงไหนแน่?
ป.ล. หลายครั้งที่ผมเห็นสื่อมวลชนถามคำถามในเชิงยั่วยุ ขุดคุ้ยหรือกระแทกในเรื่องไร้สาระ เพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะก่อผลประโยชน์แก่ประชาชน

ซึ่ง นักการเมืองที่ไม่ใช่นายสมัคร ก็มีสไตล์การรับมือที่ดูแสดงถึงวุฒิภาวะ อย่างที่คุณว่า

แต่ว่าสื่อมวลชนควรจะกระทำตนแบบนี้จริงๆเหรอ?
ตอบ...คุณไทน่า หมาป่าเขียวอี๋...ปอนเข้าใจคุณแล้วหล่ะครับ อ๋อ..เป็นอย่างนี้นี่เอง ปอนว่าไม่ต้องมาตั้งคำถามกับปอนแล้วนะครับ เพราะคำตอบคุณก็มีของคุณแล้วจะมาถามปอนทำไม.. ถามไปก็ไม่ตรงกับคำตอบของคุณ ป่วยการเปล่าๆ ครับ ปอนเข้าใจคุณนะ... ทีแท้คำตอบก็เป็นอย่างนี้นี่เองopen-mounthed smile

#35 By ปอนปอน on 2008-03-09 14:31

ทำใจนานมากกว่าจะอ่านได้ เพราะว่าน่าจะหนัก แถมยาวอีกครับ

พออ่านจบก็รู้สึกว่าสนุกดี ได้ความรู้ด้วยนะครับ

ส่วนประเด็นเรื่องประชาธิปไตยขออนุญาตไม่พูด
เพราะผมหัวเอียงซ้า่ยครับ 55

#36 By @ri on 2008-03-10 20:07

อยากให้นายกออกนโยบาย วาจาไพเราะแห่งชาติ ให้คณะรัฐบาลทุกคนปฏิบัติ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชน ไม่อยากเห็นเด็กๆ พูดจากร้าวร้าว แดกดัน กระแนะกระแหน เสียดสี

เฮ้อ ได้แค่ฝัน

#37 By จั่นเจา on 2008-03-11 19:14

เบื่อการเมืองครับ cry

#38 By apple666 (Nopphasul) on 2008-03-12 13:34

ดิชั้นขอขับช้างมาห้ามทัพก่อนค่ะ อย่าเพิ่งต่อตีกันนะคะ

#39 By conte (203.146.136.87) on 2008-03-13 10:28

ที่จริงหัวเอียงซ้ายก็อ่านได้นะครับ...คุณ ari...มันก็มีทฤษฎีว่าไว้เหมือนกัน.. แต่ก็นะ..ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยในสายตาคนไทยและนักการเมืองคืออะไรกันแน่นะครับsad smile (ปอนก็ไม่ได้ชื่นชมประชาธิปไตยนะครับdouble wink )

เอ...เฮียจั่นเจาครับ...เด็กที่ว่านี่ปอนเข้าข่ายหรือเปล่าครับ คงเป็นไปไม่ได้อ่ะครับผู้นำของเราเป็นอย่างนี้คงจะหลีกเลี่ยงค่านิยม การพูดจาและพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้หรอกครับ เราก็คงต้องกล้ำกลืนไปเรื่อยๆ น่ะครับ

ปอนก็เบื่อมากเลยครับ...คุณ nopphasul...แต่ทำไงได้ เราก็คงต้องกล้ำกลืนไป เราต้องไม่ให้การเมืองเล่นเราอย่างเดียวนะครับ เราต้องเล่นการเมืองด้วย จะได้หายเซ็งไปได้บ้างนะครับdouble wink

ใครจะตีใครกันหรอครับ...คุณ Conte I...ปอนเห็นมีแต่การแลกเปลี่ยน "ความคิดเห็น" นะครับ ซึ่งบางทีความคิดเห็นยังไม่ตกผลึกอะไรเท่าไหร่ก็จะมายัดเยียดปอนแล้ว เท่านั้นเองครับ รีบขับช้างเข้ามารถวังโดนหมากัดขาช้างนะครับ คุณ Conte อิอิquestion double wink

#40 By ปอนปอน on 2008-03-13 11:35

หมาที่ไหนกัน อิชั้นเกรงว่าจะเป็นหมาที่ "มาดามควาย" ท่านเคยเหยียบเสียแบนมาแล้ว

ถ้ามิควรก็ลบได้นะคะ

#41 By conte (203.146.136.87) on 2008-03-13 12:31

ไม่เป็นไรครับ...คุณ Conte I...ปอนดีใจมากๆ เลยครับที่ยังมีคนเป็นห่วงปอน ขอบคุณมากครับ ถึงแม้จะโดนคุณนายพี่เหยียบแบนมาแล้วแต่ก็ยังไม่หมดแรงเห่าหรอกครับ ปล่อยให้เห่าไปฟังเพลินดีครับ ได้มุมมองอะไรแปลกๆ ตั้งเยอะ ได้เข้าใจความคิดของเด็กสมัยนี้ด้วยว่าเป็นยังไง.. จะได้ตั้ง "รับ" ถูกนะครับdouble wink confused smile

#42 By ปอนปอน on 2008-03-13 16:37

นายกพยายามทำตัวเด็กน่อ - -...

ข้อมูลสุดยอดเลยครับ รู้สึกกลัววารสารขึ้นมาซะงั้น ดูทฤษฏีอัดกันซะ - -''

#43 By on 2008-03-14 16:58

อุอุสวัสดีครับ

ตรวจข้อสอบเหนื่อยไหมครับ

#44 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-03-15 23:17

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ คนที่มีความคิดระดับนี้ดันมาเป็นนายกได้

#45 By Brawatcher on 2008-03-16 22:36

6 ตุลาก็เพราะปากไอ้หมัก สื่อถามอะไรที่มันตอบไม่ได้มันจะรีบปัดไปเรื่องอื่นไม่ก็ว่านักข่าวซะงั้น

#46 By ดอกไม้หอม on 2008-03-16 23:36

ชอบคอมเม้นท์Hot! ล้วนถูกใจทั้งนั่น
ว่าแต่น้องปอน คงวุ่นวายกับการตรวจข้อสอบเสร็จเมื่อไรจะเสร็จละคะ..

#47 By MayaKniGht on 2008-03-17 16:26

ตอนนี้คงได้ปลงๆกับเรื่องเหล่านี้ค่ะ
เพราะนี่คือคนที่เขาเลือกกันมา

#48 By ป้าหมู on 2008-03-19 08:07

อ่านยังไม่จบค่ะ พอดีลูกค้ามา ขอตัวไปบริการลูกค้าก่อนนะคะ

อ้อ ก่อนไป ขอถามนิดค่ะ
"แล้วเราจะทำยังไงดีคะคุณปอน"

#49 By นกจร on 2008-03-20 15:34

แจกแจงเป็นตารางแบบนี้ก็ดีครับ ดูไม่แดกดันเหมือนใครบางคนดี Hot!