คำสี่คำในขณะนี้ที่เราควรเข้าใจ
posted on 21 Apr 2008 00:06 by sloppythinking in Communication
"ถ้าเรามองการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยจากยุคของสัจจะ มันก็มียุคของมัน ยุคของสัจจะตั้งแต่... อย่างตอนนี้เรามักจะเรียกยุคนี้ว่า "ยุคกลียุค" กลียุคนี่จะมีน้อยคนที่จะเข้าใจว่ามันคืออะไร แต่คำว่า "กลียุค" โดยศัพท์ของมันคือ ยุคที่มีความจริงเหลือแค่ 1 ใน 4 "กลิ" แปลว่า 1 ใน 4 ส่วนยุคที่มีความจริงเป็น 4 ส่วนที่เรียกว่า "สัตยายุค" และยุคที่ความจริงหดลงไปเหลือแค่ 3 ส่วน เขาเรียกว่า "ไตรดายุค" แล้วยุคที่ความจริงเหลือครึ่งเดียว 50 เปอร์เซ็นต์คือ "ทวาปรยุค" และยุคในสมัยของเรานี้ความจริงแค่ 1 ใน 4
ในอดีตคนที่มองยุคสมัยผ่านความเป็นจริงนี่ เขาบอกว่าในยุคที่ความจริงเหลือ 1 ใน 4 นั้นจะเกิดสิ่งที่เราเรียกว่า มิคสัญญี เวลานี้เราจำคำกันอยู่แค่ 2 คำคือ นั่นคือคำว่า กลียุค กับมิคสัญญี มิคสัญญีคนก็จะมองว่ามันคือความวุ่นวาย คำว่า "มิคสัญญี" ตามศัพท์มันแปลว่าความสำคัญมั่นหมายว่าผู้อื่นเป็นเนื้อเป็นสมันที่ฆ่าได้ไม่บาป เหมือนสมัยที่มีคนบอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป
เพราะฉะนั้นมันน่าแปลกใจไหม ที่ในยุคข้อมูลข่าวสารกลับเป็นยุคเดียวกับที่เราเรียกว่า กลียุค ทำไมล่ะในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารการสื่อสารมหาศาลนี่แต่กลายเป็นยุคที่มีความจริงเพียง 1 ใน 4 แล้วเป็นยุคที่นำไปสู่การฆ่าฟันกันด้วย เพราะฉะนั่นเราต้องบอกว่าในยุคของโลกสื่อสารนี่สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นเรื่องสัจจะ เพราะว่าถ้าเป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีอิทธิพลแต่กลับสื่อข้อมูลที่เป็นความเท็จ สื่อสิ่งที่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว นั่นคือเรากำลังสร้างสังคมที่เป็นมิคสัญญีขึ้นมา เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าจะเกิดสังคมสมานฉันท์ได้"
(บทสัมภาษณ์คุณรสนา โตสิตระกูล ในหนังสือย้อนรอย-ถอดรหัส ไอทีวี พิมพ์ครั้งแรก 2550 หน้า 364-365)
สภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันนอกจากเป็นยุคที่มนุษย์ทำสงครามกันด้วยการใช้การสื่อสารเป็นอาวุธแล้ว การสื่อสารยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองหรือพวกพ้องของคนบางกลุ่ม ในขณะเดียวกันการสื่อสารก็ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเรียกร้องสิทธิให้กับกลุ่มคนที่โดนละเมิดหรือคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม ด้วยพฤติกรรมทางด้านการสื่อสารที่หลากหลายที่มีความหมายทั้งด้านร้ายและด้านดี ทำให้มีกลุ่มคนบางกลุ่มใช้คำในการอธิบายพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ยังไม่ค่อยถูกต้องนัก เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในการแยกแยะพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อหวังผลบางอย่างให้ถูกต้องตามสถานการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
คำที่ถูกนำมาใช้อยู่บ่อยครั้งทั้งจากสื่อมวลชน นักการเมือง นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน ฯลฯ ที่เราต่างก็คุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างดี แต่ความหมายที่แท้จริงกลับไม่ค่อยมีใครสนใจนัก จากบทสัมภาษณ์คุณรสนาข้างต้นสามารถอธิบายคำว่า โฆษณาชวนเชื่อ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ และข่าว ได้เป็นอย่างดี วันนี้ปอนจำมาขอทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความหมาย และยกตัวอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจนในเอ็นทรี่นี้นะครับ
โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ระดับความจริงไม่เกิน 25% เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆ สื่อมวลชนเลยทีเดียว แต่การโฆษณาชวนเชื่อถือเป็นการสื่อสารที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือและอาวุธเพื่อทำลายล้างคู่ต่อสู้บ่อยครั้ง และส่วนใหญ่มักจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเสียด้วยผลงานของการใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือชิ้นโบว์แดงที่คนกล่าวขวัญถึงมากที่สุดก็คือในยุคสมัยของฮิตเลอร์ ที่ใช้โฆษณาชวนเชื่อในการนำร่องเพื่อทำลายล้างชาวยิวให้สิ้นซาก ผ่านการทำภาพยนตร์เพื่อกระตุ้นให้คนรังเกียจชาวยิวจนกระทั่งเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในที่สุด และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและประเทศไทยก็ตกไปอยู่ในวังวนของโฆษณาชวนเชื่อนี้ด้วยก็คือการทำสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและโซเวียต ที่แบ่งออกเป็นค่ายประชาธิปไตย และค่ายสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์)
ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของสงครามการสื่อสารของค่ายประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐอเมริกาที่ใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อให้คนยอมรับประชาธิปไตยว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในโลก และในประเทศไทยเองก็มีปฏิกิริยาหลายๆ อย่างที่แสดงให้เห็นถึงการตอบรับปฏิกิริยาดังกล่าวทั้งการไม่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน การกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทยหรือยุทธภูมิเขาค้อ หรือการที่เราต้องกระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นลาวและเวียตนามด้วยการสนับสนุนให้ไทยเป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกาเพื่อต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากผลของการโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น ซึ่งเราจะเห็นว่าการโฆษณาชวนเชื่อก่อให้เกิดเหตุการณ์ "มิคสัญญี" และถือว่าการโฆษณาชวนเชื่อจะทำให้เกิด "กลียุค" ซึ่งนำมาแต่ความเสียหายและความทุกข์ให้กับมนุษยชาติ
เราจะเห็นว่า โฆษณาชวนเชื่อมักถูกนำมาใช้ในการสู้รบทางการเมืองและการทหารเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันในแวดวงการเมืองของไทยได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน (โดยเฉพาะเช้าวันอาทิตย์ทางช่อง 11 หรือ NBT) เพราะฉะนั้นไม่ว่านักการเมืองจะพูดหรือสื่อสารอะไรออกมาขอให้พวกเราตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นแทบจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมด ดังนั้นเมื่อนักการเมืองพูดเราจึงต้องใช้วิจารณญาณในการฟังอย่างยิ่งยวด ในปัจจุบันมีการเปิดสอนกันอย่างเป็นหลักเป็นการในชื่อหลักสูตร "การสื่อสารทางการเมือง" ใครสนใจกรุณาไปเรียนได้ตามมหาวิทยาลัยใกล้บ้านครับ
สำหรับตัวอย่างในระดับปัจเจกบุคคลที่ปอนจะยกตัวอย่างเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าเราพบเจอโฆษณาชวนเชื่อในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้างนะครับ เริ่มเลยก็แล้วกัน ตัวอย่างที่นำเสนอมาเป็นเหตุการณ์สมมติครับ ตัวละครมีอยู่จริง แต่จะเป็นจริงตามที่เขียนหรือเปล่าไม่รู้...หุหุ
"วันหนึ่งเฮีย ก. ก็มาป่าวประกาศก้องให้โลกได้รับรู้ว่าตัวเองหล่อล่ำหน้าตาดี เป้าตุงตู้ม พร้อมๆ กับเขียนเอ็นทรี่ต่างๆ ให้คนอื่นหลงคิดไปว่าเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ เล่นฟิตเนสจนฟิตปั๋ง หล่อมากจนสาวๆ ติดตรึม พร้อมกับติดสินบนน้องกระปุกตั้งฉ่ายด้วยไอศกรีมไอเบอรี่ให้มาสร้างกระแสปล่อยข่าวว่าหน้าตาดีจนเป็นที่รักของน้องปุก (แต่หนุ่มๆ ที่เป็นเป้าหมายไม่มีโผล่มาสักคน) แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันเมื่อคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่น ได้นัดบอดกันในวันหนึ่งจึงได้พบว่าเฮีย ก. มนุษย์ในกล่องมีรูปลักษณ์แตกต่างจากที่เขียนไว้โดยสิ้นเชิงจนตอนที่พบกันครั้งแรกคิดว่าเฮีย ก. จ้างให้คนขี่สามล้อแดงในตลาดมาเป็นตัวแทนเพื่อลองใจคุณแพนด้าฯ" เป็นต้น
โฆษณา (Advertising) ระดับความจริงไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ โฆษณาเป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แค่ตื่นขึ้นมาเราก็จะได้สัมผัสกับโฆษณาแล้วเป็นอย่างน้อย การสื่อสารด้วยการโฆษณามักถูกนำมาใช้ในการขายสินค้าและบริการ สินค้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่สิ่งของเท่านั้นแต่รวมไปถึงคนอีกด้วย โฆษณามักจะนำเสนอความจริงเพียงบางส่วนโดยเฉพาะในด้านที่ดีๆ เพื่อให้คน "เลือก" ใช้ "เลือก" ซื้อ หรือ "เลือก" ไปทำหน้าที่บางอย่างแทนตัวเรา การโฆษณามักจะสามารถวัดผลเป็นจำนวนได้อย่างชัดเจนเช่น ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยอดผู้เข้าร่วมงาน จำนวนคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง
ดังนั้น การโฆษณาจึงมีแต่ภาพที่ดีสวยงามเพื่อให้คนเชื่อและ "เลือก" แต่อีกด้านหนึ่งที่เหลือเป็นสิ่งที่จะต้องค้นหาจากการสื่อสารรูปแบบอื่นๆ ต่อไป (นินทาก็เป็นหนึ่งในการค้นหาด้านที่ซ่อนเร้นได้เช่นกัน) หากสังคมเต็มไปด้วยโฆษณาอาจเรียกได้ว่าเป็น "ทวาปรยุค" เลยก็ได้ครับ
ตัวอย่างในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์สมมติอีกเช่นกันครับ
"คุณโอ้พูดว่าตัวเองเหงาเป็นโสดไม่มีใคร แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณโอ้ยังเลือกไม่ได้เองต่างหากเพราะชอบคนนู้นทีคนนี้ทีไม่เป็นที่แน่นอนก็เลยทำให้ยังเป็นโสดไม่มีใครอยู่นั่นเอง"
ประชาสัมพันธ์ (Public Relations) ระดับความจริงไม่เกิน 75 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันนี้การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์มีมากมายดาษดื่นหลากหลายรูปแบบเพื่อหลอกล่อให้เราเชื่อ ซึ่งการประชาสัมพันธ์มีระดับความจริงค่อนข้างสูง เพราะการจะทำประชาสัมพันธ์ได้นั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่การเกิดขิ้นของเหตุการณ์หรือโครงการ ฯลฯ อะไรก็ตามแต่จะต้องถูกแฝงเร้นไว้ในการให้ผลเชิงการสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ที่ได้พบเห็นและรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ประชาสัมพันธ์แตกต่างจากโฆษณาตรงที่ไม่สามารถวัดผลเป็นจำนวนได้ ถ้าหากทำการวิจัยประเมินผลก็จะได้ผลเป็นระดับความพึงพอใจที่มีต่อองค์กร หรือตัวบุคคลนั้นๆ
เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการทำประชาสัมพันธ์ก็คือ การยึดพื้นที่ในจิตใจให้คนรู้สึกดีเมื่อได้พบเห็นหรือรับรู้ความเคลื่อนไหวของคนหรือองค์กรหนึ่ง ในบางครั้งอาจรวมไปถึงการให้ความร่วมมือเพื่อให้สิ่งต่างๆ ที่คนหรือองค์กรนั้นๆ ทำประสบความสำเร็จได้อย่างราบรื่นอีกด้วย ในองค์กรที่มีทุนหนาๆ มักใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร (Corporate Advertising) รวมทั้งการสร้างตราสินค้าอีกเช่นกันที่มักใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างให้ตราสินค้าของตัวเองติดอยู่ในใจของผู้บริโภค จนบางครั้งอาจตกเป็นสาวกของตราสินค้านั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยก็ได้ (เช่น เฮีย ก. คลั่นใคร่ไอ้แมคและสินค้าในเครือแอปเปิ้ลมากกกกกก เป็นต้น) ซึ่งจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างร่วมกันด้วยครับ หากโลกเราเต็มไปด้วยการประชาสัมพันธ์ก็จะเข้าสู่ "ไตรดายุค"
ตัวอย่างในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์สมมติอีกเช่นเคยครับ (แต่จะเป็นจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ)
"การนัดมีทติ้งกินเที่ยวหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาที่มีทั้งคุณ Old Mustang , เฮีย ก., น้องกระปุกตั้งฉ่าย ผลัดกันเป็นผู้ประสานงานแต่ละครั้งแล้วนำมาเผยแพร่ผ่านทางบล็อก และบอกประชาชนทั่วไปให้ทราบถึงความสนุกสนานร่าเริง ความอิ่มหนำสำราญและความสุขที่ได้จากการไปมีทติ้งในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นความจริงที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่ยังมีความจริงที่ไม่ได้หยิบยกมาพูดถึงอีกนั่นก็คือ การไปมีทติ้งแต่ละครั้ง เฮีย ก. มักจะพกพาความคาดหวังในการพบปะผู้ชายหน้าตาใหม่ๆ ด้วยทุกครั้งไป เพื่อเปิดความสัมพันธ์กับผู้ชายใหม่ๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคง..... ต่อไป"
ข่าว (News) ระดับความจริงไม่ต่ำกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะดูเหมือนเป็นอุดมคติไปสักหน่อย แต่นี่คือสิ่งที่จะต้องเป็นไปสำหรับข่าวที่ทุกอย่างที่นำเสนอในรูปแบบข่าวจะต้องเป็นความจริงเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นไม่มีโอกาสลดลงต่ำไปกว่านี้ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นรูปแบบการสื่อสารอื่นๆ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ข่าวที่ดีนั้นไม่ใช่แต่เพียงนำเสนอว่า ใคร ทำอะไร ทำไม ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (5W1H) แต่จะต้องนำเสนอความจริงที่รอบด้านด้วยการแสวงหาจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหตุการณ์ สถานการณ์นั้นๆ ให้ครบทุกด้านทั้งผู้ควบคุมดูแล ผู้ได้รับประโยชน์ และผู้ที่เสียผลประโยชน์ โดยปราศจากความคิดเห็นส่วนตัวของทั้งผู้สื่อข่าว (นักข่าว) บรรณาธิการ ผู้ประกาศข่าว
ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเลือกที่จะเชื่ออย่างไรกับเหตุการณ์ เรื่องราวที่เกิดขึ้น สื่อมวลชนไม่มีสิทธิตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด ไม่มีสิทธิชี้นำผู้บริโภคข่าว มีหน้าที่เพียงเสนอข้อมูลให้รอบด้านและมากที่สุดเท่าที่หาได้เท่านั้นเอง ซึ่งจะทำให้สังคมไปสู่ "ยุคแห่งสัจจะ" ที่จะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างสมดุลกันนั่นเอง เรื่องข่าวไม่มีตัวอย่างครับ เพราะหาตัวอย่างได้ยากเหลือเกิน
หวังว่าทุกๆ ท่านคงจะพอเข้าใจและสามารถแยกแยะข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏในสื่อมวลชนได้บ้างนะครับ เพราะอีกไม่นานสงครามข่าวสารจะเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น คนอย่างเราๆ จึงต้องใช้วิจารณญาณให้มากขึ้นๆๆๆ ขอเวลาหยุดสักนิดเพื่อพิเคราะห์สิ่งที่ได้เห็นและได้รู้ผ่านทางสื่อมวลชนด้วยนะครับ
ปอนเอง

...ปอนก็พยายามรณรงค์ในเรื่องการรู้เท่าทันสื่ออยู่แหล่ะครับ เพราะในเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาสื่อมวลชน หรือรัฐ หรือกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ได้ ประชาชนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารที่ถูกนำเสนอออกมาครับ ถ้าเรารู้เท่าทันสื่อมวลชนจะกลัวผู้บริโภคครับ....ปอนพยายามทำอยู่และจำทำจนกว่าจะปลดเกษียณหรือลาออกจากการเป็นอาจารย์ครับ (ยังไม่ได้เป็นเลยแต่คิดไว้ก่อน
#1 By xViStA on 2008-04-21 00:30