"ถ้าเรามองการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยจากยุคของสัจจะ มันก็มียุคของมัน ยุคของสัจจะตั้งแต่... อย่างตอนนี้เรามักจะเรียกยุคนี้ว่า "ยุคกลียุค" กลียุคนี่จะมีน้อยคนที่จะเข้าใจว่ามันคืออะไร แต่คำว่า "กลียุค" โดยศัพท์ของมันคือ ยุคที่มีความจริงเหลือแค่ 1 ใน 4 "กลิ" แปลว่า 1 ใน 4 ส่วนยุคที่มีความจริงเป็น 4 ส่วนที่เรียกว่า "สัตยายุค" และยุคที่ความจริงหดลงไปเหลือแค่ 3 ส่วน เขาเรียกว่า "ไตรดายุค" แล้วยุคที่ความจริงเหลือครึ่งเดียว 50 เปอร์เซ็นต์คือ "ทวาปรยุค" และยุคในสมัยของเรานี้ความจริงแค่ 1 ใน 4

 

ในอดีตคนที่มองยุคสมัยผ่านความเป็นจริงนี่ เขาบอกว่าในยุคที่ความจริงเหลือ 1 ใน 4 นั้นจะเกิดสิ่งที่เราเรียกว่า มิคสัญญี เวลานี้เราจำคำกันอยู่แค่ 2 คำคือ  นั่นคือคำว่า กลียุค กับมิคสัญญี   มิคสัญญีคนก็จะมองว่ามันคือความวุ่นวาย คำว่า "มิคสัญญี" ตามศัพท์มันแปลว่าความสำคัญมั่นหมายว่าผู้อื่นเป็นเนื้อเป็นสมันที่ฆ่าได้ไม่บาป เหมือนสมัยที่มีคนบอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป

 

เพราะฉะนั้นมันน่าแปลกใจไหม ที่ในยุคข้อมูลข่าวสารกลับเป็นยุคเดียวกับที่เราเรียกว่า กลียุค ทำไมล่ะในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารการสื่อสารมหาศาลนี่แต่กลายเป็นยุคที่มีความจริงเพียง 1 ใน 4 แล้วเป็นยุคที่นำไปสู่การฆ่าฟันกันด้วย เพราะฉะนั่นเราต้องบอกว่าในยุคของโลกสื่อสารนี่สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นเรื่องสัจจะ เพราะว่าถ้าเป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีอิทธิพลแต่กลับสื่อข้อมูลที่เป็นความเท็จ สื่อสิ่งที่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว นั่นคือเรากำลังสร้างสังคมที่เป็นมิคสัญญีขึ้นมา เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าจะเกิดสังคมสมานฉันท์ได้"

(บทสัมภาษณ์คุณรสนา โตสิตระกูล ในหนังสือย้อนรอย-ถอดรหัส ไอทีวี พิมพ์ครั้งแรก 2550 หน้า 364-365)

 

 

สภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันนอกจากเป็นยุคที่มนุษย์ทำสงครามกันด้วยการใช้การสื่อสารเป็นอาวุธแล้ว การสื่อสารยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองหรือพวกพ้องของคนบางกลุ่ม ในขณะเดียวกันการสื่อสารก็ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเรียกร้องสิทธิให้กับกลุ่มคนที่โดนละเมิดหรือคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม ด้วยพฤติกรรมทางด้านการสื่อสารที่หลากหลายที่มีความหมายทั้งด้านร้ายและด้านดี ทำให้มีกลุ่มคนบางกลุ่มใช้คำในการอธิบายพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ยังไม่ค่อยถูกต้องนัก  เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในการแยกแยะพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อหวังผลบางอย่างให้ถูกต้องตามสถานการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

 

คำที่ถูกนำมาใช้อยู่บ่อยครั้งทั้งจากสื่อมวลชน นักการเมือง นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน ฯลฯ ที่เราต่างก็คุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างดี แต่ความหมายที่แท้จริงกลับไม่ค่อยมีใครสนใจนัก จากบทสัมภาษณ์คุณรสนาข้างต้นสามารถอธิบายคำว่า โฆษณาชวนเชื่อ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ และข่าว ได้เป็นอย่างดี วันนี้ปอนจำมาขอทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความหมาย และยกตัวอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจนในเอ็นทรี่นี้นะครับ

 

โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ระดับความจริงไม่เกิน 25% เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆ สื่อมวลชนเลยทีเดียว แต่การโฆษณาชวนเชื่อถือเป็นการสื่อสารที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือและอาวุธเพื่อทำลายล้างคู่ต่อสู้บ่อยครั้ง และส่วนใหญ่มักจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเสียด้วยผลงานของการใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือชิ้นโบว์แดงที่คนกล่าวขวัญถึงมากที่สุดก็คือในยุคสมัยของฮิตเลอร์ ที่ใช้โฆษณาชวนเชื่อในการนำร่องเพื่อทำลายล้างชาวยิวให้สิ้นซาก ผ่านการทำภาพยนตร์เพื่อกระตุ้นให้คนรังเกียจชาวยิวจนกระทั่งเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในที่สุด และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและประเทศไทยก็ตกไปอยู่ในวังวนของโฆษณาชวนเชื่อนี้ด้วยก็คือการทำสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและโซเวียต ที่แบ่งออกเป็นค่ายประชาธิปไตย และค่ายสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์)

ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของสงครามการสื่อสารของค่ายประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐอเมริกาที่ใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อให้คนยอมรับประชาธิปไตยว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในโลก และในประเทศไทยเองก็มีปฏิกิริยาหลายๆ อย่างที่แสดงให้เห็นถึงการตอบรับปฏิกิริยาดังกล่าวทั้งการไม่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน การกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทยหรือยุทธภูมิเขาค้อ หรือการที่เราต้องกระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นลาวและเวียตนามด้วยการสนับสนุนให้ไทยเป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกาเพื่อต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากผลของการโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น ซึ่งเราจะเห็นว่าการโฆษณาชวนเชื่อก่อให้เกิดเหตุการณ์ "มิคสัญญี" และถือว่าการโฆษณาชวนเชื่อจะทำให้เกิด "กลียุค" ซึ่งนำมาแต่ความเสียหายและความทุกข์ให้กับมนุษยชาติ

เราจะเห็นว่า โฆษณาชวนเชื่อมักถูกนำมาใช้ในการสู้รบทางการเมืองและการทหารเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันในแวดวงการเมืองของไทยได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน (โดยเฉพาะเช้าวันอาทิตย์ทางช่อง 11 หรือ NBT) เพราะฉะนั้นไม่ว่านักการเมืองจะพูดหรือสื่อสารอะไรออกมาขอให้พวกเราตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นแทบจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมด ดังนั้นเมื่อนักการเมืองพูดเราจึงต้องใช้วิจารณญาณในการฟังอย่างยิ่งยวด ในปัจจุบันมีการเปิดสอนกันอย่างเป็นหลักเป็นการในชื่อหลักสูตร "การสื่อสารทางการเมือง" ใครสนใจกรุณาไปเรียนได้ตามมหาวิทยาลัยใกล้บ้านครับ

 

สำหรับตัวอย่างในระดับปัจเจกบุคคลที่ปอนจะยกตัวอย่างเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าเราพบเจอโฆษณาชวนเชื่อในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้างนะครับ เริ่มเลยก็แล้วกัน ตัวอย่างที่นำเสนอมาเป็นเหตุการณ์สมมติครับ ตัวละครมีอยู่จริง แต่จะเป็นจริงตามที่เขียนหรือเปล่าไม่รู้...หุหุ

 

"วันหนึ่งเฮีย ก. ก็มาป่าวประกาศก้องให้โลกได้รับรู้ว่าตัวเองหล่อล่ำหน้าตาดี เป้าตุงตู้ม พร้อมๆ กับเขียนเอ็นทรี่ต่างๆ ให้คนอื่นหลงคิดไปว่าเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ เล่นฟิตเนสจนฟิตปั๋ง หล่อมากจนสาวๆ ติดตรึม พร้อมกับติดสินบนน้องกระปุกตั้งฉ่ายด้วยไอศกรีมไอเบอรี่ให้มาสร้างกระแสปล่อยข่าวว่าหน้าตาดีจนเป็นที่รักของน้องปุก (แต่หนุ่มๆ ที่เป็นเป้าหมายไม่มีโผล่มาสักคน) แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันเมื่อคุณแพนด้ามาจากญี่ปุ่น ได้นัดบอดกันในวันหนึ่งจึงได้พบว่าเฮีย ก. มนุษย์ในกล่องมีรูปลักษณ์แตกต่างจากที่เขียนไว้โดยสิ้นเชิงจนตอนที่พบกันครั้งแรกคิดว่าเฮีย ก. จ้างให้คนขี่สามล้อแดงในตลาดมาเป็นตัวแทนเพื่อลองใจคุณแพนด้าฯ" เป็นต้น

 

โฆษณา (Advertising) ระดับความจริงไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ โฆษณาเป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แค่ตื่นขึ้นมาเราก็จะได้สัมผัสกับโฆษณาแล้วเป็นอย่างน้อย การสื่อสารด้วยการโฆษณามักถูกนำมาใช้ในการขายสินค้าและบริการ สินค้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่สิ่งของเท่านั้นแต่รวมไปถึงคนอีกด้วย โฆษณามักจะนำเสนอความจริงเพียงบางส่วนโดยเฉพาะในด้านที่ดีๆ เพื่อให้คน "เลือก" ใช้ "เลือก" ซื้อ หรือ "เลือก" ไปทำหน้าที่บางอย่างแทนตัวเรา การโฆษณามักจะสามารถวัดผลเป็นจำนวนได้อย่างชัดเจนเช่น ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยอดผู้เข้าร่วมงาน จำนวนคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

ดังนั้น การโฆษณาจึงมีแต่ภาพที่ดีสวยงามเพื่อให้คนเชื่อและ "เลือก" แต่อีกด้านหนึ่งที่เหลือเป็นสิ่งที่จะต้องค้นหาจากการสื่อสารรูปแบบอื่นๆ ต่อไป (นินทาก็เป็นหนึ่งในการค้นหาด้านที่ซ่อนเร้นได้เช่นกัน) หากสังคมเต็มไปด้วยโฆษณาอาจเรียกได้ว่าเป็น "ทวาปรยุค" เลยก็ได้ครับ

 

ตัวอย่างในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์สมมติอีกเช่นกันครับ

 

"คุณโอ้พูดว่าตัวเองเหงาเป็นโสดไม่มีใคร แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณโอ้ยังเลือกไม่ได้เองต่างหากเพราะชอบคนนู้นทีคนนี้ทีไม่เป็นที่แน่นอนก็เลยทำให้ยังเป็นโสดไม่มีใครอยู่นั่นเอง"

 

 

ประชาสัมพันธ์ (Public Relations) ระดับความจริงไม่เกิน 75 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันนี้การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์มีมากมายดาษดื่นหลากหลายรูปแบบเพื่อหลอกล่อให้เราเชื่อ ซึ่งการประชาสัมพันธ์มีระดับความจริงค่อนข้างสูง เพราะการจะทำประชาสัมพันธ์ได้นั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่การเกิดขิ้นของเหตุการณ์หรือโครงการ ฯลฯ อะไรก็ตามแต่จะต้องถูกแฝงเร้นไว้ในการให้ผลเชิงการสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ที่ได้พบเห็นและรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ประชาสัมพันธ์แตกต่างจากโฆษณาตรงที่ไม่สามารถวัดผลเป็นจำนวนได้ ถ้าหากทำการวิจัยประเมินผลก็จะได้ผลเป็นระดับความพึงพอใจที่มีต่อองค์กร หรือตัวบุคคลนั้นๆ

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการทำประชาสัมพันธ์ก็คือ การยึดพื้นที่ในจิตใจให้คนรู้สึกดีเมื่อได้พบเห็นหรือรับรู้ความเคลื่อนไหวของคนหรือองค์กรหนึ่ง ในบางครั้งอาจรวมไปถึงการให้ความร่วมมือเพื่อให้สิ่งต่างๆ ที่คนหรือองค์กรนั้นๆ ทำประสบความสำเร็จได้อย่างราบรื่นอีกด้วย ในองค์กรที่มีทุนหนาๆ มักใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร (Corporate Advertising) รวมทั้งการสร้างตราสินค้าอีกเช่นกันที่มักใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างให้ตราสินค้าของตัวเองติดอยู่ในใจของผู้บริโภค จนบางครั้งอาจตกเป็นสาวกของตราสินค้านั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยก็ได้ (เช่น เฮีย ก. คลั่นใคร่ไอ้แมคและสินค้าในเครือแอปเปิ้ลมากกกกกก เป็นต้น) ซึ่งจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างร่วมกันด้วยครับ หากโลกเราเต็มไปด้วยการประชาสัมพันธ์ก็จะเข้าสู่ "ไตรดายุค"

 

ตัวอย่างในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์สมมติอีกเช่นเคยครับ (แต่จะเป็นจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ)

 

"การนัดมีทติ้งกินเที่ยวหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาที่มีทั้งคุณ Old Mustang , เฮีย ก., น้องกระปุกตั้งฉ่าย ผลัดกันเป็นผู้ประสานงานแต่ละครั้งแล้วนำมาเผยแพร่ผ่านทางบล็อก และบอกประชาชนทั่วไปให้ทราบถึงความสนุกสนานร่าเริง ความอิ่มหนำสำราญและความสุขที่ได้จากการไปมีทติ้งในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นความจริงที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่ยังมีความจริงที่ไม่ได้หยิบยกมาพูดถึงอีกนั่นก็คือ การไปมีทติ้งแต่ละครั้ง เฮีย ก. มักจะพกพาความคาดหวังในการพบปะผู้ชายหน้าตาใหม่ๆ ด้วยทุกครั้งไป เพื่อเปิดความสัมพันธ์กับผู้ชายใหม่ๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคง..... ต่อไป"

 

ข่าว (News) ระดับความจริงไม่ต่ำกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะดูเหมือนเป็นอุดมคติไปสักหน่อย แต่นี่คือสิ่งที่จะต้องเป็นไปสำหรับข่าวที่ทุกอย่างที่นำเสนอในรูปแบบข่าวจะต้องเป็นความจริงเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นไม่มีโอกาสลดลงต่ำไปกว่านี้ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นรูปแบบการสื่อสารอื่นๆ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ข่าวที่ดีนั้นไม่ใช่แต่เพียงนำเสนอว่า ใคร ทำอะไร ทำไม ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (5W1H) แต่จะต้องนำเสนอความจริงที่รอบด้านด้วยการแสวงหาจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหตุการณ์ สถานการณ์นั้นๆ ให้ครบทุกด้านทั้งผู้ควบคุมดูแล ผู้ได้รับประโยชน์ และผู้ที่เสียผลประโยชน์ โดยปราศจากความคิดเห็นส่วนตัวของทั้งผู้สื่อข่าว (นักข่าว) บรรณาธิการ ผู้ประกาศข่าว

ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเลือกที่จะเชื่ออย่างไรกับเหตุการณ์ เรื่องราวที่เกิดขึ้น สื่อมวลชนไม่มีสิทธิตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด ไม่มีสิทธิชี้นำผู้บริโภคข่าว มีหน้าที่เพียงเสนอข้อมูลให้รอบด้านและมากที่สุดเท่าที่หาได้เท่านั้นเอง ซึ่งจะทำให้สังคมไปสู่ "ยุคแห่งสัจจะ" ที่จะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างสมดุลกันนั่นเอง  เรื่องข่าวไม่มีตัวอย่างครับ เพราะหาตัวอย่างได้ยากเหลือเกิน

 

 

หวังว่าทุกๆ ท่านคงจะพอเข้าใจและสามารถแยกแยะข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏในสื่อมวลชนได้บ้างนะครับ เพราะอีกไม่นานสงครามข่าวสารจะเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น คนอย่างเราๆ จึงต้องใช้วิจารณญาณให้มากขึ้นๆๆๆ ขอเวลาหยุดสักนิดเพื่อพิเคราะห์สิ่งที่ได้เห็นและได้รู้ผ่านทางสื่อมวลชนด้วยนะครับ

 

 

ปอนเอง

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นั่นสิ เดี๋ยวนี้ในทีวีแข่งขันกันเยอะ ไม่รู้จะเชื่อไรดี sad smile

#1 By xViStA on 2008-04-21 00:30

โอ้ว.............พี่ปอนเจ้าคะพี่กล่องไม่ได้ติดสินบนไอเบอรี่นะเจ้าคะ แต่เป็นสตาบัคส์ Oopcry
ส่วนคุณโอ้นั้น.......อิอิ น่าสงสัย

cry cry cry
ยุคมิคสัญญีนั้นมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ครับ
ตั้งแต่อดีตกาลผ่านล่วงเลยมาจนถึงสงครามโลก
ถึงการไปบุกดินแดนอื่นโดยอ้างความชอบธรรม
ต่าง ๆ นานาตามที่เห็นในข่าวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

และก็เป็นเรื่องแปลกที่เราเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น
เกิดจากความเห็นชอบของกลุ่มคนมากมายเสียด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการบังคับ ปิดบัง หรืออะไรก็ตามแต่
ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จเพราะว่ามันได้เกิดขึ้นไปแล้ว

โดยไม่สนว่าความจริงนั้นมีหรือไม่
โดยไม่สนว่าความถูกต้องนั้นคืออะไร

นี่มันอาจจะเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมที่ซ่อนเร้น
ที่ไม่เคยสูญหายของมนุษย์ที่มีมาตั้งแต่อดีตกาลก็ได้ครับ

#3 By oatato on 2008-04-21 09:28

อ่านประกอบกับบล็อค(ของคนอื่น)เรื่องมีทติ้งลับต่างๆแล้ว เร้าใจมากครับ มีทั้ง Metaphor แอบตัดพ้อ น้อยใจ กระทบกระแทก ไม่น้อยหน้าสวรรค์เบี่ยง ครับ :)

#4 By ลุงอ้วน (58.8.121.211) on 2008-04-21 09:30

ทีแรก ขํา เฮีย ก. ซะกลิ้ง เลย

พอ มา ถึง โฆษณา ... อะจึ๋ยๆๆ
สงสัย entry ล่าสุด จะเป็นหลักฐานมัดตัวเอง ซะแล้ว


confused smile confused smile confused smile

#5 By riddler on 2008-04-21 10:14


บอกอย่างไม่อายว่า เคยได้ยินแค่ กลียุค และ มิคสัญญี แต่ไม่รู้ความหมายของมันจริงๆหรอกนะ
ส่วนข้อมูลข่าวสาร เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยข้อมูลขยะ ผู้บริโภคต้องกรองเอาเอง..

ปล. วันนี้เขียนเรื่องเครียดเหมือนกันเลย..sad smile

#6 By :: KinG MoJi :: on 2008-04-21 14:51

ขอแก้ข่าวเรื่องตัวอย่างของโฆษณาชวนเชื่อที่คุณปอนยกตัวอย่างมา
-ตอนแรกนึกว่าคุณกล่องจ้างเคนธีรเดชมาเป็นแทนนะเนี่ย
-ส่วนน้องปุกตั้งฉ่ายผมนึกว่าเป็นดาราเกาหลีปลอมตัวมา
-ส่วนคุณปอนผมนึกว่าดาราฮอลีวู้ดปลอมตัวมาเช่นกัน
แต่ละคนเกินคาดมายกันทั้งนั้น อิอิbig smile
#5 คุณโอ้ ...
คุณปอนเค้ายิงคุณโอ้
แต่ไอ้ที่ยิงไปนั้นก็วก
มาแทงข้างหลังตัวเอง
เลือดซิบๆเลยล่ะครับ อิอิอิ
ยุคข้อมูลข่าวสารด้านเดียว สนทนาประสาสมัคร
ต่อว่าสื่อบ่อยจัง กระแนะกระแหน ประชดประชัน
เคยเห็นการ์ตูนล้อ ว่าควรขึ้นข้อความ รายการนี้ไม่เหมาะสำหรับเยาวชน เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในการพูดจา ไม่ควรลอกเลียนแบบ

เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย แค่สงสัยว่า สื่อด้านเดียวอยู่ยุคไหนกัน

#9 By จั่นเจา on 2008-04-21 17:17

ยกตัวอย่างแล้วเห็นภาพชัดแจ๋วววววเลย
confused smile

#10 By มนุษย์เพลง (203.144.240.229) on 2008-04-21 17:52

คนเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ปกติก็มีน้อยแล้ว ยังเขียนให้เข้าใจแบบยกตย.ประกอบซะชัดแจ้งขนาดนี้อีก

อยากให้ข่าวมีความจริงไม่ต่ำกว่าร้อยเปอร์เซนต์จังเลย ทุกวันนี้ไม่รู้จะเชื่อใครแล้ว Hot! Hot! Hot!
นับถืออาจารย์ปอนจริงๆ อธิบายมีตัวอย่างครบ เข้าใจง่าย สอนลูกศิษย์คนไหนไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจละก็ให้กลับบ้านไปทำนา นาคงจะไม่ออกรวง ควายคงส่วยหัวละคะ

#12 By MayaKniGht on 2008-04-21 21:43

Hot! จำเป็นต้องให้เป็นฮอตโพส
ให้เพราะว่า บอกความหมายของคำว่า กลียุค, มิคสัญญี ถือเป็นประโยชน์
จะมองข้ามการยกตัวอย่างที่ชั่วๆ

ทำไม ความจริงถึงไม่ถูกตีแผ่อกมา 100%
ก็เพราะว่าความจริงมันเจ็บปวด เช่นโลชั่น whitening ต่างๆ ถ้าคนเราเกิดมาผิวเข้ม ทาให้ตายยังไง หรือทาจนตาย มันก็ไม่มีวันขาว เพราะสาเหตุที่ผิวดำเกิดจาก pigment ในร่างกายเรานี่เอง ที่อ่อนไหวต่อแสงแดด

ความจริงอีกอย่างที่คนเราเลือกที่จะไม่ยอมรับ คือการที่สิ่งขิงทุกอย่างในประเทศไทย มีราคาแพง เพราะน้ำมันขึ้นราคาอย่างไม่หยุดยั้ง นั่นเป็นเพราะใคร คงไม่ต้องพูด ที่ทำให้ราคาน้ำมันกระฉูด แล้วคนไทยเราก็โง่พอที่จะเลือกมันขึ้นมาเป็นนายกกันอีก ชื่นชมเชิดชูกันเข้าไป

ความจริงมันเจ็บปวด การยอมรับความจริงมันยากยิ่ง

#13 By มนุษย์กล่อง on 2008-04-21 22:40

ใช่แล้วครับ...คุณ xViStA...เราในฐานะผู้บริโภคไม่ควรเชื่อสื่อไหนครับ แต่เราต้องดูหลายๆ สื่อแล้วเอามาเปรียบเทียบกันเองครับ พอปะติดปะต่อได้แล้วค่อยประมวลเป็นความเชื่อของเราครับdouble wink confused smile

ในที่สุด...น้องปุก...ก็เปิดเผยความจริงออกมาแล้ว..หรือว่าตัวอย่างที่พี่เขียนขึ้นมาเป็นความจริงกันนะcry question confused smile

ปอนว่ามันเป็นสัญชาตญาณดิบของบางชนชาติมั้งครับ...คุณโอ๊ต...แต่มันก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากการกระทำเพื่อความอยู่รอดมาเป็นการกระทำตามใจตัวเองเพื่อให้ทุกคนยอมรับและเกรงกลัว ซึ่งมันไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตอยู่เลย ทั้งสงครามอิรัก อัฟกานิสถานต่างก็ใช้การใช้โฆษณาชวนเชื่อทั้งนั้นในการหาความชอบธรรมให้กับผู้รุกราน... เหมือนกับรัฐสภาของไทยที่ใช้เสียงข้างมากรุกรานเสรีภาพของประชาชนหล่ะครับsad smile angry smile big smile

กรี๊ดดดด..คิดถึง...ลุงอ้วนจัง...ทำไมลุงอ้วนทำตัวลึกลับอย่างนี้ครับเปิดเผยตัวให้รู้จักหน่อยสิครับ ลุงอ้วนรู้จักพรรณไม้ด้วย... ส่วนไอ้เรื่องวาทกรรมการสื่อสารระหว่างบล็อก มันก็เป็นไปตามสันดานของแต่ละคน (เฮีย ก.) และนิสัยที่น่ารักของแต่ละคนแหล่ะครับ ในบล็อกยังไงตัวจริงก็ไม่ต่างหรอกครับ แต่ปอนมักเป็นฝ่ายถูกกระทำ open-mounthed smile

คนเราทำอะไรไว้มักดิ้นไม่หลุดหรอกครับ...คุณโอ้...แต่ๆๆ ปอนไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นะ..ที่เขียนเป็นเหตุการณ์สมมติทั้งนั้นเลยนะครับsurprised smile question

เราสองคนช่างใจตรงกันจริงๆ เลยนะครับ...คุณ King Moji ...ปอนก็พยายามรณรงค์ในเรื่องการรู้เท่าทันสื่ออยู่แหล่ะครับ เพราะในเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาสื่อมวลชน หรือรัฐ หรือกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ได้ ประชาชนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารที่ถูกนำเสนอออกมาครับ ถ้าเรารู้เท่าทันสื่อมวลชนจะกลัวผู้บริโภคครับ....ปอนพยายามทำอยู่และจำทำจนกว่าจะปลดเกษียณหรือลาออกจากการเป็นอาจารย์ครับ (ยังไม่ได้เป็นเลยแต่คิดไว้ก่อนquestion)

...คุณแพนด้า...กำลังโฆษณาชวนเชื่ออยู่นะครับโดยเฉพาะที่บอกว่าเฮีย ก.ให้เคน ธีรเดชปลอมตัวมา โฆษณาชวนเชื่อชัดๆ แต่อันต่อๆ มาเป็นข่าวทั้งนั้นเลยครับdouble wink แต่เอะ..ที่บอกว่าตัวอย่างของคุณโอ้มาแทงข้างหลังปอนหมายความว่ายังไงหรอครับ..ปอนกับคุณโอ้แตกต่างกันมากนะครับปอนไม่มีใครเลยจริงๆ นะdouble wink confused smile (แต่คิดถึงคุณชัยจัง )

กรณีของสมัครเป็นการนำเสนอข้อมูล 2 ด้านหล่ะครับ...เฮียจั่นเจาconfused smile...แต่ๆๆๆ ด้านไหนถูกด้านไหนผิดด้านไหนน่าเชื่อถือ ด้านไหนแถปอนว่าถ้าคนดูไม่ได้เอาอัตตาของตัวเองเป็นที่ตั้งก็น่าจะรู้นะครับ แต่คนดูบางกลุ่มยังใช้ความหลงชอบ หลงชื่นชมเข้าครอบงำตรรกะทำให้เกิดเป็นสังคมแตกแยกอยู่นี่เองแหล่ะครับ angry smile big smile

แล้วเราจะไปปากต่อปากกันเมื่อไหร่ครับ... คุณมนุษย์เพลงดาวศุกร์สุดหรรษา...เข้าใจแล้วยังไม่พอ เรายังต้องจับตาและตรวจสอบนะครับไม่อย่างนั้นอ่านไปนี่เสียเปล่าเลยนะ..อิอิconfused smile

ไม่ต้องเชื่อใครครับ...พี่หมอเชน ...เราต้องบริโภคข้อมูลข่าวสารในเรื่องเดียวกันให้มากที่สุดจากหลายๆ แหล่งครับ แล้วเอามาเปรียบเทียบกันครับ เหมือนอย่างที่ปอนตอบคุณ xViStA ไปน่ะครับ..เราถึงจะเป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพครับ double wink confused smile

ขอบคุณมากๆ เลยครับ...คุณพี่มายา...ที่ชมเชยให้กำลังใจกันนะครับ แต่ตอนนี้ปอนไม่ได้เป็นอาจารย์แล้วครับ งดเป็นอาจารย์ 1 ปีเต็มครับชาร์จแบต..อิอิ แต่ๆๆ ลูกศิษย์อย่างที่พี่มายาเขียนถึงเท่าที่ปอนเห็นๆ มีไปประมาณ 200-300 คนแล้วหล่ะครับ ปอนก็ได้แต่นั่งเศร้าใจที่ลูกศิษย์ปอนอาจจะเป็นตัวปัญหาทำให้ประเทศเราฝนแล้งและขาดแคลนอาหารครับ ปอนขอโทษจริงๆ ครับปอนพยายามเต็มที่แล้ว big smile

การให้ฮอตโพสต์ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลก็ได้นะครับ...เฮีย ก....จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีประโยชน์แค่ตรงนั้นหรอก แต่ของมันดีน่ะครับ มันประโยชน์ตั้งแต่อักขระแรกจนถึงอักขระสุดท้ายเลยครับ..ไม่เหมือนของใครบางคนบัวผุดบัวจมไม่มีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์สักหย่างconfused smile confused smile confused smile confused smile จะเข้าป่าจริงหรอครับ ปอนว่าจะมัวแต่เข้าป่าเดียวกันซะมากกว่า ฮาๆๆๆๆ confused smile confused smile

ความจริงมันโหดร้ายก็จริงนะครับ แต่ทุกคนต้องรับความจริงให้ได้ แล้วปอนก็คิดว่ามีคนจำนวนมากมายมหาศาลที่รับความจริงได้.. อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานสิครับ.. รับความจริงซะบ้างนะครับ.. question

#14 By ปอนปอน on 2008-04-22 00:11

โฆษณาเป็นสิ่งที่ตอแหลมากกกกกก... ทำโฆษณามาจึงรู้ว่าตอแหลจริงๆ

ทึ่งกับสว. กทม ที่เราต่างเทคะแนนให้ค่ะ เอาคำในพุทธทำนายมาประยุกต์ได้อย่างมีเหตุผล ดิฉันเชื่อพระพุทธองค์ค่ะ เชื่ออย่างไม่ตั้งข้อสงสัย เพราะพุทธวจนะไม่มีสิ่งเท็จ 100%

#15 By conte01 (203.146.136.87) on 2008-04-22 11:34

ขอบคุณเรื่องราวดีๆครับ

#16 By LittleLee on 2008-04-22 21:38

หวัดดีจ้า........
พี่เป็นคนนึงที่อยู่ในแวดวง ข่าว โฆษณา ประชาสัมพันธ์ จ้า
..
เห็นด้วยเหมือนกันค่ะว่า เราต้องวิเคราะห์ข้อมูลที่เราได้รับจากทุกทิศทุกทางให้ออก ว่าจริงเท็จแค่ไหน
..
ไม่งั้นเราจะตกเป็นเครื่องมือของผู้ชอบหาประโยชน์ส่วนตัวก็ได้จ้า
..
ปล. คำที่พวกพี่ชอบพูดติดตลกกันบ่อยก็คือ เราไม่ได้โกหก แค่เราไม่บอกเท่านั้น จ้า อิอิ (อย่าซีเรียสนะ)
surprised smile Hot!

#17 By GoddessIsis on 2008-04-22 21:54

อ่านไปงงไป แต่พออ่านการยกตัวอย่าง เข้าใจแจ่มแจ้งเลยค่ะ ชอบตอนเฮีย ก.พกความหวัง... หุหุหุ big smile

#18 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-04-22 23:40

สุดยอดครับ กระจ่างกันไปเลย

Hot!

#19 By Zairen_Bibliophobia on 2008-04-23 00:15

คนเขียนบล๊อคแบบนี้น้อยจริงๆ

ขอบคุณที่อธิบายให้เข้าใจครับ

#20 By หูใหญ่ on 2008-04-23 01:21

มาดูทีวีที่มีความจริง 25% กัน
http://manager.co.th/Home/news1/astv120.html

#21 By ดอกไม้หอม on 2008-04-23 01:52

อ่าน ตัวอย่างแล้วเข้าใจง่ายเลยค่ะ อิอิHot!

#22 By General เบ๊ on 2008-04-23 08:21

ตัวอย่างนี่...ดูน่ากลัวยังไงไม่รู้ครับ - -''

ส่วนมิคสัญญี เป็นยุคที่เกิดมานานแล้วละครับ

#23 By on 2008-04-23 08:22

ยกตัวอย่างประกอบซะด้วยconfused smile

#24 By (^_^)/nana on 2008-04-23 11:36

question
นึกว่านั่งเรียนวิชาการสื่อสารอยู่นะครับเนี่ย
เป้นความรู้ที่มีประโยชน์ครับ

#25 By AkE on 2008-04-23 12:52

จรืงๆสื่อทีวี คืออาวุธของของคนที่ใช้สื่อเป็นนะคะ คนที่ใช้เป็นมักใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองด้วยสิ..ไม่ดีเลย

#26 By 2spot studio on 2008-04-27 00:47

นอกจากต้องเลือกเสพสื่อแล้ว ยังต้องใช้วิจารณญาณอีกนะ
ล่าสุด...กาแฟคอลลาเจนสุดท้ายก็ไม่มีคอลลาเจนจริงๆ

กาแฟผสมถั่วขาว แท้จริงผสมน้อยมากจนแทบไม่มีผลให้ลดความอ้วนได้เลย และประการสำคัญ ต่อให้บล็อกแตรอลี่ได้ มันก็หักล้างกับน้ำตาลในกาแฟอยู่ดี เพราะมันน้อยมากน่ะ

พวกข้อเท็จจริงของ Product ที่เราใช้ๆกินๆกันทุกวันนี่เป็นไง ผมก็พอรู้มาบ้างพอควร ถ้าเลือกได้จะหลีกเลี่ยงพวก Mass Product เลยละ หันไปใช้ของที่มันมีคุณภาพหน่อยดีกว่าconfused smile
อ่านตัวอย่างแล้วเข้าใจง่ายค่ะ และยังได้ความรูอีกด้วยhttp://www.dekyim.org

#28 By sone (118.172.72.85) on 2008-04-29 14:15