ได้เรียนมหา'ลัย แล้วไงต่อ

posted on 06 May 2008 15:09 by sloppythinking  in Social




เนื่องในวาระดิถีประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐบาลประจำปีการศึกษา 2551 ก็เลยต้อง
เกาะกระแสกับเขากันสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเชยตาย และเสียดายที่มีโอกาสได้เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
มิหนำซ้ำยังมีโอกาสได้เรียนและสอนไปพร้อมๆ กันในเวลาต่อมาหลังจากที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี 

แต่ๆๆ ความแตกต่างก็มีอยู่นิดนึงตรงที่การเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีไม่ได้เข้าด้วยระบบการสอบแข่งขันสนามใหญ่แต่อย่างใด เพราะดันเรียนปวช. เลยมิอาจจะเผยอไปเทียบชั้นคนจบม.6 เลยตัดสินใจเข้าเรียนภาคพิเศษในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน และในเวลาไม่นานนักก็ได้ทำงานที่นั่น จนกระทั่งออกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบัน ผีซ้ำด้ามพลอยยังต้องกลับมาสอนเด็กๆ ในมหาวิทยาลัยที่เพิ่งจากมา....ดูชีวิตสับสนวนเวียนจมปลักยังไงก็ไม่รู้แฮะ

เกริ่นซะมายืดยาววัยรุ่นคงเริ่มเซ็ง แค่จะบอกว่าในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยมากมายขนาดนี้ เลยมีมุมมองบางอย่างอยากจะมานำเสนอทั้งผู้ที่กำลังจะเข้าไป "เรียน" และผู้ที่ "กำลังเรียน" อยู่ โดยเป็นมุมมองทั้งจากบทบาทการเป็นนิสิตนักศึกษา และผู้บรรยายเนื้อหายัดเยียดความรู้ตามรายวิชา (อาจารย์นั่นแหล่ะแต่ไม่ค่อยอยากใช้เท่าไหร่...อิอิ) จนปัจจุบันก็ยังมีสถานะเป็นนักศึกษาอยู่ให้พวกเราได้คิดสักนิดก่อนก่อนตัดสินใจจะทำอะไรลงไปในขณะที่เล่าเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน ทั้งแบบเปิดและแบบปิด ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์บ้างต่อการใช้ชีวิตในช่วงที่เรียนอยู่ครับ

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่าการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษามีวัตถุประสงค์หลัก อันดับหนึ่ง สำคัญสุดๆ ก็คือ "การเข้าไปเรียนรู้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ด้านวิชาการชั้นสูงของแต่ละสาขาวิชา ส่วนการเรียนรู้ทางด้านสังคมนั้นเป็นสิ่งที่ "จะต้อง" เรียนรู้ควบคู่กันไปโดยผ่านทางการทำกิจกรรมต่างๆ ที่มีอยู่เยอะแยะมากมายไปหมดให้เลือกตามความถนัดของแต่ละคน นะครับ

ดังนั้นสิ่งที่พวกเราพึงกระทำในขณะที่กำลังเล่าเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษา ที่ประมวลมาคร่าวๆ จากประสบการณ์มีดังนี้ครับ

การปฏิบัติการการเรียน

1. ตั้งเป้า

         ก่อนจะทำการปฏิบัติการเรียนเราควรตั้งเป้าหมายไว้ว่าเราจะทำเกรดไม่ต่ำกว่า 2.00 แต่ไม่เกิน 2.50 เดี๋ยวถ้าเกินกว่านี้พ่อแม่ตกใจแย่เลย หรือเกียรตินิยมอันดับ 1 อันดับ 2 หรือเกลียดนิยม ก็ว่ากันไปครับ เพราะจะทำให้เราสามารถกำหนดพฤติกรรมการเรียนของเราได้ว่าเราควรทำตัวอย่างไร

2. เข้าเรียน

           หากไม่ป่วยเจียนตายก็ขอให้เข้าเรียนไว้ก่อน อยากหรือไม่อยากก็ต้องเข้านะครับ เพราะนั่นจะทำให้เราสามารถเรียกคะแนนความเห็นใจจากอาจารย์ได้ในเวลาให้คะแนนหรือตัดเกรด ยิ่งถ้าเราสามารถทำให้อาจารย์จำหน้าเราได้ยิ่งดีครับ เช่น ตอบคำถามบ่อยๆ จ้องหน้าอาจารย์ทำเสมือนว่าเข้าใจ ฯลฯ  แต่หากเราไม่สามารถเข้าเรียนได้จริงๆ เราต้องสร้างการรับรู้ให้อาจารย์ด้วยนะครับไม่ว่าจะฝากเพื่อนมาบอก หรือเรามาบอกก่อน บอกทีหลัง แต่เหตุผลของการไม่เข้าเรียนต้องสามารถยอมรับได้ในระดับปัญญาชนให้เหตุผลด้วยนะครับ

3. การจับกลุ่ม

             ก่อนอื่นเราควรเสาะแสวงหาเพื่อนที่ถูกชะตากันให้ได้ก่อนครับ บางครั้งคนที่คิดว่าเราถูกชะตากันก็อาจจะไม่มั่นคงในระยะยาว แต่เราควรจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเราว่าเราควรจะคบกับเพื่อนกลุ่มไหนหรือคนไหนได้อย่างสบายใจและมีเป้าหมาย อุดมการณ์ ความคิด คล้ายคลึงกัน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในข้อ 1 ของเราครับ  เพราะเพื่อนๆ เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยเราในยามคับขันในการเรียนได้เป็นอย่างดี ถ้าหากเราเลือกเพื่อนผิดอาจตายหมู่ หรือตายเดี่ยวโดยที่คนอื่นลอยตัวได้ครับ

4.  การจดคำบรรยาย

               เราควรจดตามความเข้าใจของเราเอง จะสั้นหรือยาวก็ได้ แต่ในระหว่างที่อาจารย์บรรยายอยู่นั้นไม่ควรก้มหน้าก้มตาจดอย่างตะบี้ตะบันเสมือนว่าชั้นเกิดมาเพื่อจดๆๆๆๆ แต่เราควรฟังอาจารย์บรรยายให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยจดลงในสมุดของเรา บางทีอาจจะทำให้เราไม่ต้องจดยาวยืดมากนักเพราะเป็นการประมวลตามความเข้าใจของเราแล้วเอามาเขียนเพื่อให้นึกขึ้นได้ในภายหลังอีกที แต่หากว่าเราเป็นคนจดช้า ขี้เกียจจด ลายมืออ่านเองยังไม่ออกขอแนะนำว่าให้ฟังอาจารย์ให้เข้าใจอย่างเดียวครับ แล้วค่อยไปยืมสมุดของเพื่อนไปถ่ายเอกสารเก็บไว้อ่านเวลาสอบ (วิธีการนี้ปอนก็ใช้อยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เรียนปริญญาตรีจนถึงปริญญาโทเลยทีเดียว)

5.  การเอาใจมาใส่ในการเรียน

                 มีหลายๆ คนครับพอได้เข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาแล้ว แต่ไม่ได้เอาใจและวิญญาณมาเรียน มักจะมาแต่ตัวแถมยังมาช้ามากๆ อีกต่างหาก บางคนพอมาถึงก็รีบไปเฝ้าพระอินทร์เลยทีเดียว อยากจะบอกว่าเนื้อหาการเรียนมันไม่ได้สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจเหมือนดูแฮรี่พอตเตอร์ ตลอดเวลาถึงแม้ว่าอาจารย์ผู้สอนจะพยายามทำให้บรรยากาศในการเรียนมันสนุกสนานมากมายขนาดไหน แต่ด้วยเนื้อหาวิชาแล้วมันได้แค่นี้จริงๆ มันทำให้สนุกตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นการเรียนจึงจำเป็นต้องอาศัยความใส่ใจ โดยที่เราในฐานะผู้ที่เข้าไป "ศึกษา" จะต้องใส่ใจไปในการเรียนในชั้นเรียน และหมั่นไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ตามที่อาจารย์แนะนำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

                   การนั่งฟังบรรยายในห้องเรียนไม่มีทางเพียงพอต่อการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือการทำข้อสอบได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลภายนอกทั้งหนังสือ อินเทอร์เนต สื่อมวลชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่พวกเราควรทำให้ครบ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นควรแสดงออกให้เห็นถึงการเอาใจใส่ในการเรียนของเราให้โลกได้รับรู้โดยเฉพาะอาจารย์ประจำวิชา ที่ง่ายที่สุดก็คือการส่งงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรงเวลาหรือถามเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานที่ได้รับมอบหมาย สิ่งนั้นจะเป็นการสร้างการรับรู้ให้อาจารย์จดจำเราได้เป็นอย่างดี  และหากเมื่อเราไปพบเจอแหล่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนขอให้รีบนำมาป่าวประกาศให้เพื่อนๆ ทั้งหลายได้รับทราบโดยเร็วเพื่อช่วงชิงพื้นที่ภายในจิตใจของเพื่อนๆ และเป็นการต่อยอดทางวิชาการทำให้การเรียนสนุกมากยิ่งขึ้นนะครับ

                     การอุทธรณ์ว่ามีงานเยอะมากแล้ว วิชาอื่นก็ให้มาไม่มีเวลาทำงานที่อาจารย์ให้หรอก เป็นพฤติกรรมที่บั่นทอนการแสดงความเอาใจใส่ในการเรียนอย่างมากครับ การอุทธรณ์อย่างนี้ต่ออาจารย์ประจำวิชาจะมีแต่ผลร้ายเท่านั้น เพราะการสั่งงานในแต่ละวิชาจะถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบสนองวัตถุประสงค์ของรายวิชาอยู่แล้ว งานทั้งหลายจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ในปริมาณที่ได้ตั้งไว้ เพราะฉะนั้น ควร "จัดการ" ตัวเราเองเพื่อทำให้งานทั้งหลายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีครับ และเราจะได้รับการชื่นชมว่าเป็นผู้ที่ใส่ใจในการเรียนและบริหารจัดการชีวิตได้เป็นอย่างดีด้วย

6.  การจัดลำดับความสำคัญในแต่ละวิชา

                     คนบางคน "หลง" ไปว่าตัวเองยังคงเรียนในระดับมัธยมศึกษาอยู่ จึงไปให้ความสำคัญกับวิชาพื้นฐานเช่นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม ฯ ซึ่งเป็นรายวิชาพื้นฐานของในแต่ละมหาวิทยาลัยได้บังคับไว้ในหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์มากขึ้นเอาไว้ การเน้นที่รายวิชาเหล่านี้เพราะคิดว่าจะทำเกรดได้จากความถนัด แต่ในความเป็นจริงแล้ววิชาที่เราควรให้ความสำคัญที่สุดก็คือรายวิชาในสาขาที่ตัวเองเลือกมาครับ หลายคนบ่นว่าวิชาเอกเป็นวิชาที่ยากมากไม่เข้าใจ ถ้าคิดอย่างนั้นแล้วเราคงต้องกลับมาพิจารณาตัวเราใหม่ซะแล้วหล่ะ ว่าเราชอบหรือเหมาะสมกับสาขาวิชาที่เราเลือกจริงหรือเปล่า

                      การที่เราจะเรียนให้มีความสุขจะต้องให้ความสำคัญกับรายวิชาหลักในสาขาวิชาของตัวเองเพราะวิชาเหล่านั้นเป็นเนื้อนาบุญที่จะมีผลติดตัวเกื้อหนุนชีวิตเราไปตลอดชีวิต หากเราละทิ้งวิชาเอกเราก็จะไม่มีบุญติดตัวทำให้เราอาจเสียศูนย์ในชีวิตไปเลยก็เป็นได้ ที่สำคัญเราต้องสนุกกับวิชาเอกเหล่านั้นอย่างที่สุดด้วยครับ

7.  การแต่งตัว

                   การมาเรียนในระดับอุดมศึกษาคือการแสวงหาความรู้ชั้นสูงในแต่ละศาสตร์ นะครับ (ย้ำอีกรอบ) เพราะฉะนั้นการแต่งตัวควรจะอื้อกับการเรียนรู้ครับ ไม่จำเป็นต้องก้าวล้ำนำสมัยแฟชั่นจ๋าระยะร้อยเมตรมาก็ได้ครับ (ยกเว้นบางสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม) เช่น การใส่เสื้อรัดปลิ้นมาเลยทั้งหน้าอกแล้วก็พุง พอมานั่งเรียนก็ลำบากอึดอัดทำให้หายใจลำบากเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิในการเรียน หรือใส่กระโปรงสั้นๆ มาทำให้เวลานั่งลำบากต้องหาวัตถุมาปิดมาบัง หวาดระแวงว่ารถหวอจะมาหรือเปล่าทำให้สมาธิในการเรียนของตัวเองเสียไปอย่างไม่น่าให้อภัย

                     หรือบางคนที่ไม่คิดว่าจะต้องระมัดระวังคิดว่าตัวเองมีดีที่หวอต้องโชว์ให้ทั้งโลกประจักษ์ชัด ไม่ได้สะทกสะท้านสายตาของคนที่จะมองเห็น แต่การกระทำดังกล่าวกลับกลายเป็นมลพิษทางสายตายหรือทัศนอุจาดในชั้นเรียน ที่จะทำให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้บรรยายเห็นต้นกล้วยสองต้นคู่ หรือตะเกียบพลาสติกที่ไม่มีลวดลายแล้วมีหลืบเร้นลับเข้าไปด้านในเป็นที่น่าสยดสยองขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง ขอให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ซะ หรือน้องใหม่ๆ ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง มันยิ่งทำให้สภาพในห้องเรียนเลวร้ายลงอย่างที่สุด

                      การใส่รองเท้าของผู้หญิงควรที่จะหัดใส่รองเท้าคัทชูหรือส้นสูงก็ได้เพราะนอกจากจะดูดีมีสกุลรุนชาติแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกภาพอีกด้วยนะครับ การใส่รองเท้าแตะแฟชั่นหรือรองเท้าผ้าใบไม่ได้ช่วยทำให้ดูสดใสน่ารักขึ้นมาแต่อย่างใด (ยกเว้นคนที่จำเป็นต้องใส่เพื่อให้เหมาะสมกับวิชาที่เรียนจริงๆ เท่านั้น) การฝึกใส่รองเท้าเช่นนี้จะทำให้สามารถปรับตัวได้เข้ากับทุกๆ สถานการณ์เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะต้องใส่รองเท้าประเภทนี้เมื่อไหร่ฝึกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่าไปหัดใส่ตอนเรียนจบนะครับ

                       สำหรับพวกผู้ชาย การใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงแสลคสีเข้มเป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างมากเพราะจะทำให้เราดูมีสง่าราศีคนหน้าตาไม่ดีก็จะดูดีได้ด้วยชุดนี้ การใส่เสื้อยืดตราห่านคู่เก่าๆ เหลืองๆ มีรูแล้วใส่กางเกงขาสามส่วนรองเท้าแตะมาเรียน หรือใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าแตะโดยไม่มีเหตุผลที่จำเห็น เว้นเสียแต่ว่า การเรียนบางประเภทต้องใส่เสื้อผ้าประเภทนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับกาละ (เวลา) เทศะ (สถานที่และโอกาส) เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การใส่เสื้อผ้าดังที่กล่าวมาจะไม่ก่อให้เกิดความร่วมมือกับคนอื่นๆ เลย เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงแสลคถือว่าเป็นใบเบิกทางชั้นยอดสำหรับพวกเรานะครับ

                       มิหนำซ้ำบางคนหน้าตาไม่ดีแล้วยังใส่เสื้อเชิ้ตที่ขาวจนเหลืองหลุดรุ่ยออกนอกกางเกงยีนส์ ไม่ใส่ถุงเท้า เพราะไม่สะดวกต่อการใส่รองเท้าแตะตราดาวเทียมมาเรียน แล้วนั่งอ่านหนังสือบอลในห้องเรียนประดุจว่าอาจารย์เสมือนเป็นคนขายตรงจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง บางคนก็มาเรียนในสภาพเพิ่งลุกจากเตียงด้วยเสื้อผ้าชุดเมื่อวานยังไม่ได้ทำอะไรกับร่างกายก่อนมาเรียนเลยแม้แต่นิดเดียว แต่บางคนก็ใช้ห้องเรียนเป็นห้องนอน หอพักเก็บไว้พักผ่อนเล่นเกมส์เล่นเนตมาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ตั้งหลักนอนอย่างเดียว ด้วยสภาพเละๆ จากการแต่งตัว


                        ดังนั้น ขอเน้นว่าบรรดากระทาชายและน้องหญิงทั้งหลายแหล่ถ้าหากไม่จำเป็นที่จะต้องแต่งตัวสมบุกสมบันในการเรียนแบบลุยๆ แล้ว ขอให้แต่งกายให้สมกับระดับของการศึกษาที่สังคมยังคาดหวังว่าการประพฤติตัวที่เหมาะสมกับภูมิความรู้ของเราที่ได้เข้ามาศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเมื่อเราศึกษาสูงแล้วเราก็ควรจะยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้สูงส่งยิ่งขึ้นไปสู่การยอมรับจากสังคมนะครับ  ถึงแม้การเรียนจะดีเด่นขนาดไหนแต่หากประพฤติตัวไม่เหมาะกับกาลเทศะแล้ว ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมานั้นก็จะขาดความเชื่อถือครับ ถ้าหากจะอ้างว่าการแต่งตัวแสดงถึง "ตัวตน" ของตัวเองแล้วยังมีโอกาสให้แสดงตัวตนในที่อื่นๆ อีกมากครับ ในห้องเรียนเข้าไปตักตวงความรู้ให้เต็มที่เถอะครับ อย่ามาห่วงเรื่องความสวย ความงาม ความหล่อกันเลยครับ "เรามาหาความรู้ไม่ได้มาหาลูกค้า" นะครับ


การปฏิบัติการด้านการทำกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตร


                      การทำกิจกรรมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากและควรทำควบคู่ไปกับการเรียนให้ได้ เพราะจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในคณะและต่างคณะ แต่การที่จะปฏิบัติการทำกิจกรรมได้นั้นมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่หลายอย่างด้วยกัน ดังนี้ครับ

1.  แบ่งเวลา

                      ความสำคัญที่สุดอยู่ที่การศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน แต่การทำกิจกรรมเป็นการแสวงหาความรู้อีกด้านหนึ่งเพื่อเสริมสร้างทักษะทางสังคม เพราะฉะนั้นการแบ่งเวลาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ว่าจะติดพันการทำกิจกรรมมากขนาดไหนก็ต้องเข้าเรียนก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นแล้วค่อยแบ่งเวลาในการทำสิ่งอื่นๆ ต่อ หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดก็ขอให้ใช้วิธีการตามที่บอกมาข้างต้นคือแจ้งอาจารย์และพึ่งเพื่อนๆ ในห้องด้วย

2.  รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

                        การทำกิจกรรมเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ดังนั้นจะทำกิจกรรมให้ดีเราควรที่จะลดอัตตาของตัวเองลง เพื่อฟังคนอื่นมากขึ้น เมื่อฟังแล้วต้องพยายามเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเป็นผู้ตามเสมอไป แต่เราสามารถนำเสนอความคิดเห็นบนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกัน ไปสู่คนอื่นๆ หากผลที่ปรากฏออกมาไม่ตรงใจเรา ก็ขอให้ยอมรับและปฏิบัติตามโดยพยายามหาข้อเรียนรู้จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เราได้เจอ นั่นจะทำให้เราได้ประโยชน์จากการที่เรารับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ อย่างสูงสุด

3.  รับผิดชอบ

                         ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำกิจกรรม นอกจากรับผิดชอบต่อตัวเองในการแบ่งเวลาเพื่อทำให้การเรียนไม่บกพร่องแล้ว ความรับผิดชอบต่อผู้อื่นต่องานก็จำเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งเราอาจจะไม่อยากทำแต่เราก็จำเป็นต้องทำเพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายออกมาอย่างสมบูรณ์เพื่อให้คนอื่นๆ ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น การฝึกรับผิดชอบจะทำให้เราเป็นคนคุณภาพดีในสังคมได้เลยทีเดียวครับ



หลักที่สำคัญๆ ก็คงมีอยู่เพียงเท่านี้นะครับ การปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่และการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ๆ เป็นสิ่งที่พวกเราจำเป็นต้องทำให้ได้ และถ้าทำได้ดีก็จะติดตัวเราไปใช้ในชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างดีทีเดียวครับ




ปอนเองครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โอ้
ขอบคุณสำหรับคำเเนะนำดีๆนะค่ะ
จะจดจำเอาไปใช้นะคะ
confused smile
สุดยอดมากครับพี่!
ขอบคุณมากครับ มันเป็นคติข้อเตือนเลย

จาก..
ผม..อีกคนหนึ่งที่อยากเข้าเรียนในมหา'ลัย

#2 By Ozaka* on 2008-05-06 15:49

คาดว่าลูกๆ หลานๆ จะได้รับคำแนะนำดีๆ จากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านนี้นะคะ

ถ้ามหาวิทยาลัยมีฝ่ายปกครองแบบโรงเรียน ดิฉันขอโหวตอาจารย์ปอนปอนเป็นรองคณบดีฝ่ายปกครองทีเดียวค่ะ เทศนาเรื่องเครื่องแต่งกายได้ละเอียดมวากกก

#3 By conte01 (203.146.136.87) on 2008-05-06 16:23

เป็นประโยชน์มากๆครับ คุณครู double wink

- แถบทางขวา มันบังข้อความซะเยอะเลยครับ
(เปิดด้วย fire fox)

- ลืมเขียนเรื่อง เมามาสอบ ด้วยหรือเปล่า ครับ confused smile

#4 By riddler on 2008-05-06 19:08

คุณอาจารย์ปอนปอน ออกมาแนะนำดีมากๆ

โอ้ กดเอฟ 5 เปล่า บล็อกปอนเค้าแจ่มแจ๋วแล้วนะ
ไม่มีปัญหาอะไรเลย big smile

#5 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-05-06 20:03

นักศึกษาควรอ่านมากเลยนะคะนี่

#6 By MayaKniGht on 2008-05-06 20:52

ที่แพนด้าใช้ก็คือ

"จด จำ เข้าใจ"

ทุกอย่างต้องจด จดทั้งในสมุดและ สมอง
จำให้ได้ ในสาระสำคัญ
แล้วก็จะเข้าใจจ้า อิอิ

แต่ตอนเรียนไม่ได้ตั้งเป้าเลยแฮะbig smile
Hot!
ให้ บอล หนึ่งลูกครับผมbig smile
ให้ด้วย
ตามแพนด้า
Hot!

#9 By มนุษย์กล่อง on 2008-05-06 21:57

พี่ปอนขาาาาาาาาาาาาาาาา
สงสัยบิ๋มจะพลาดใส่ผ้าใบมาสี่ปี
ตอนนี้คาดว่ากำลังจะตกตึกตายยย

กลัวมากกก วันรับปริญญาอ่า sad smile

#10 By Luna~ on 2008-05-06 22:11

มีอีกเเยะอ่ะพี่ หะหะหะ

ว่าแต่ในนี้สนคนไหนป่ะล่ะ?

ปล. ดูเหมือนจะไม่โสดสักคน วู้วว

#11 By Luna~ on 2008-05-06 22:26

^
ใส่ผ้าใบไปเตะต่อยไงนิ

สาระดีๆ มากเลยเหมาะอย่างยิ่งกับน้องใหม่ น้องเก่า น้องซิ่ว หรือตัวผมเอง อ่านไปสะดุ้งไปเพราะโดนตัวเองไปหลายดอก ทั้งๆ ที่เป้นคนมีตำแหน่ง ก่ากก
ยิ่งเรื่องแต่งตัวด้วยแล้ว

Hot!

#12 By little Dog on 2008-05-07 00:53

Hot! Hot! Hot!
เป็นเอนทรี่ที่น่ารักมาก!

#13 By mikan on 2008-05-07 01:18

Hot! หนูจะตั้งใจเรียนคะพี่ปอน cryถึงแม้จะเป็นเทอมสุดท้ายก็ตาม อิอิ confused smile
ยาวมากแต่อ่านจบค่ะ
มีสาระและฮาตะเกียบคู่มากๆ
ตะเกียบคู่คืออะไร ไม่เข้าใจจริงๆนะ

สนับสนุนให้ทำกิจกรรมครับ

พี่ก็นั่งฟังอย่างเดียวเล็กเชอร์รอซีรอกซ์ sad smile จริงๆก็เป็นนิสัยที่ไม่ดีเลยเนอะ
เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ Hot!
ขอบคุณมากค่ะ กำลังจะขึ้นปี1พอดีเลย

มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน--ม.นเรศวรรึป่าวคะembarrassed

#17 By annie on 2008-05-08 09:05

ผมทำได้ซะครั้งคงไม่เป็นแบบนี้

#18 By Under Constuctive Man on 2008-05-08 09:24

เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ

ขอบคุรสำหรับคำแนะนำนะคะbig smile

Hot!

#19 By Sita on 2008-05-08 09:42

ยิ่งใกล้จะจบก็ยิ่งต้องตั้งใจให้มากๆ
วอกแวก ที มีหลุดแน่ๆเลย แงๆ

#20 By robocon on 2008-05-08 09:51

ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ
จะจดจำไว้ใช้ค่ะ

#21 By \/ /\ N ฮ Z Z /\ on 2008-05-08 10:37

แจ่มแจ้ง แจ่มใจ สุดยอด ตรงประเด็น ตรงใจสุดๆเรยค่า เอาไปเรยๆๆ Hot! Hot! Hot!

#22 By eVeZaa on 2008-05-08 11:23

เยี่ยมไปเลย..เสียดายมาอ่านเจอช้าไป
ตอนเรียน พอเอาตัวรอดได้ แหะ ๆ sad smile Hot!

#23 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-05-08 11:52

ชอบตรง "มาหาความรู้ ไม่ใช่ลูกค้า" จริงๆ ^^

สมกับเป็นเด็กธรรมศาสตร์เลยพี่... เรื่องการแต่งกายละเอียดมาก
เคยอยากขยันเหมือนกันน่ะ

แต่ทำได้ช่วงเปิดเทอมแปบเดียะ

และก็ไม่เข้าเรียน ไม่อ่านหนังสือ 555+

กะว่าปีนี้จะเอาใหม่ล่ะ

ไม่รู้ว่าจะทำได้อ่ะป่าว sad smile

Hot!

เอาบอลไปซะ ชอบอ่ะ

#25 By TiNG on 2008-05-08 14:41

big smile มานั่งฟังทำตาปริบๆ อาจเพราะล่วงเลยวัยมาเยอะ

#26 By ป้าหมู on 2008-05-08 18:35

ขอบคุณมากค่ะ
เป็นประโยชน์มากเลย big smile

#27 By {peak*} on 2008-05-08 18:47

Hot! ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆค่่า

#28 By TaLgY on 2008-05-08 20:52

ปีก่อนหลานเฮียติดถาปัด เกษตร
ปีนี้หลานอีกคน ติดเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ดีใจกับเด็กๆ ที่ได้เรียนตามที่หวัง
เห็นใจน้องๆ ที่พลาดไป สู้ๆ

#29 By จั่นเจา on 2008-05-08 21:28

ปอนคงเส้นเลือดในสมองแตกแน่ๆ เลยครับ...คุณ Conte I...เด็กสมัยนี้เค้าแรงจริงๆcry

โอ้ว...คุณโอ้...ปอนลืมเขียนsad smile แต่ไม่เป็นไรครับ ปล่อยมันไป เดี๋ยวคนหน้าใหม่ๆ เค้าจะตกใจ เดี๋ยวมหาวิทยาลัยฯ ที่ปอนคลุกคลีอยู่เสื่อมเสียแย่เลยquestion

ปอนไม่จด แล้วไม่ค่อยจำครับ...คุณแพนด้า...แต่จะเน้นเข้าใจมากกว่าsad smile เพราะฉะนั้นอย่ามาถามเรื่องวิชาการกับช้านนนน แต่ถ้าถามความคิดเห็นน่ะได้sad smile confused smile

มักง่ายมากนะครับ...เฮีย ก....

...Luna...จ๊ะ ใส่หมายเลขให้พี่ด้วย พี่ตาลาย

กรี๊ดดดด ทำไม๊ทำไม...พี่หมอเชน...ไม่เข้าใจเนี่ยะ ก็ขาผู้หญิงเล็กๆ ขาวๆ ไงครับ จริงๆ แล้วต้องเขียนว่าตะเกียบพลาสติก คู่ถึงจะเห็นภาพหล่ะครับdouble wink

...น้อง Annie...ใช่หรือเปล่าน้าembarrassed surprised smile มหาวิทยาลัยเค้าจะเสียชื่อเสียน่ะสิcry พี่ว่าอะไรๆ ทำนองนั้นแหล่ะquestion ดีใจจังมีคนรู้จักด้วย

แหม...คุณแป้น...ถ้าคุณแป้นอ่านตอนเรียนตอนนั้นปอนก็คงยังหน้าใสกิ๊กไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรอยู่เลยนะครับsurprised smile question ปอนจะไปเขียนอะไรได้question

น้องหมอโรคจิตของพี่... คือมันเป็นประสบการณ์รวมๆ กันของทั้งสองมหาวิทยาลัยแหล่ะจ๊ะ เก็บกดมามากก็ต้องมาระบายสักหน่อย ตอนด่ามันในห้องเรียนมันก็ทำหน้าเหมือนจะมากระโดดตบcry sad smile confused smile

แล้วเมื่อไหร่...เฮียจั่นเจา...จะมีลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยบ้างครับ... ปอนจะได้ช่วยลุ้นว่าหลานจะได้เรียนอย่างที่อยากเรียนหรือเปล่าdouble wink question confused smile


ขอบคุณน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านกันนะครับ ขอบคุณมากๆ เลยนะครับที่หลายๆ คนเห็นว่าข้อเขียนอันนี้พอจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตในการเรียนระดับอุดมศึกษาบ้างนะครับ ด้วยความหวังดีครับconfused smile confused smile

#30 By ปอนปอน on 2008-05-08 21:49

อยากให้น้อง ๆ ที่เอนทรานซ์ติดตอนนี้
มาอ่านบลอคนี้จังค่ะ...เพราะเคยเห็นบางคน ถึงแม้จะสอบติดแล้ว แต่ยังหาหลักหรือเป้าหมายในการเข้าไปเรียนไม่เจอ....
..
บางคนยังไม่รู้ว่าจบแล้วชีวิตจะไปยังไงต่ออะจ้า....

ขอชื่นชมค่ะ เป็นบลอคที่เขียนเพื่อแนะแนวทางให้กับนักศึกษาได้อย่างดีค่ะ
surprised smile Hot!

#31 By GoddessIsis on 2008-05-08 22:40

เป็นวิธีที่ถูกต้องในการเรียนมหาวิทยาลัยเลยนะคะ

แต่ทำไม่ได้อย่างนึง "ห้ามหลับในเวลาเรียน" ทำประจำเลยค่ะ แต่ก็ขอสมุดเพื่อนตลอดนะคะ แล้วก็โชคดีที่วันไหนมีเทสจำเป้นคำตอบก่อนหลับทุกที อิอิ

กิจกรรมก็ทำค่ะ ตอนนี้ยุ่งแต่กิจกรรม เวลาเรียนก็ต้องมี กิจกรรมก็ต้องมา เหนื่อยแต่ก็สนุก

เต็มที่ตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่าไปเสียใจภายหลังเนอะ

ขอมอบดราก้อนบอล 1 ลูกค่ะ Hot!

#32 By Ojisama on 2008-05-08 22:47

ว้าววว ดีจังเรยค่ะ ใช้ภาษาเข้าจัยง่ายดี
ชอบตงเรื่องการแต่งตัวมากเรยค่ะ
อ่านแล้วขำนิดๆ question

ขอบคุนนะคะสำหรับคำแนะนำดีๆให้น้องใหม่confused smile

#33 By [B]*bEttY* on 2008-05-08 23:34

อ้ะ ขอโทดค่ะ ลืมเรยๆๆๆ

Hot! Hot! Hot!

ต้องให้ดาวคร่า confused smile อิอิ

#34 By [B]*bEttY* on 2008-05-08 23:35

Hot!

ชอบมากๆเลยค่ะ

ตอนนี้กำลังสับสนกับตัวเองเรื่องประมาณนี้อยู่เลย

เครียดไปหมด ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน

ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะ

โดนจริงๆ ><~

#35 By ~FeawkunG~ on 2008-05-09 23:00

เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ

เห็นด้วยกับการเข้าเรียนนะครับ

ไม่งั้นอาจเป็นเหมือนผม

ช้่าไปหนึ่งปีเต็มๆ แล้ว

การแต่งตัวก็สำคัญ

และถือเป้นการให้เกียติ ไม่ว่าจะเป็นผู้สอนเพื่อน หรือตัวเราเองก็ตาม

สาวๆ ที่ชอบนุ่งสั้นๆ ทั้งหลายครับ

บอกได้เลย พวกผมหนะ

จ้องสืบพันธุ์ แต่ไม่คิดเอา ทำพันธุ์ นะครับ

กรุณาอยากบอกว่า ฉันก็ไม่เอาแกแหละ...

ถือว่าคนละประเด็นไป!!!

เรื่องกิจกรรม ถ้ามันส์ นอกจากเคล็ดขัดยอกแล้ว

อาจได้ อะไรดีๆ กลับมา มากมาย

4-6 ปี อาจจะดูยาว

แต่เชื่อเถอะ มันสั้นกว่าที่เราคิดเยอะ

โชคดีๆ เด็กๆ เอ๋ยย


#36 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-05-10 00:11

โอ้ นึกถึงอดีตเก่าๆ ผมก็คนนึงหล่ะ ที่จบ ปวส. แล้ว มาต่อป.ตรีใน กทม ตอนนั้นมันตื่นเต้นดีนะครับ ยังจำได้เลย ตอนสอบเข้า เราทำข้อสอบได้เยอะ แต่พอเพื่อนบอกว่าเพื่อนทำได้เยอะกว่า เซ็งจิตเลยครับ กลัวสอบไม่ติด...แต่สุดท้าย ก็ได้เรียนดังใจหมายครับ เปิดเทอมแล้ว ตั้งใจเรียนกันนะครับ

#37 By MinimarT on 2008-05-12 09:36

เรื่องทีผมพึ่งคิดได้คือ คุณสมบัติผู้นำแหละครับ
รับฟังความเห็นผู้อื่น, รับผิดชอบ

บอกตรงๆเราเป็นคนนึงที่ชอบหนีปัญหาบ่อยด้วยนะ แต่เล็คกเชอร์เนี่ยเราไม่ค่อยพึ่งของคนอื่นเลย เพราะลายมือบางทีมันไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ

แต่หลังๆยอมรับจริงๆว่าเรียนเป็นกลุ่มมันได้แชร์ความรุ้กัน ช่วยกันเติมเต็มเป็นเครือข่ายได้ดี่สุดๆ

โทษที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อ่านบล็อกยาวๆเลย วันนี้มีเวลาเลยได้อ่านนี่แหละฮะ
ของแบบนี้ วันนึงมันก็มาเองค่ะ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

อันที่จริงดิฉันก็เตรียมตัวเป็นคุณหญิงกีรติน่ะค่ะ

"ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจที่ฉันมีคนที่ฉันรัก"

เตรียมเป็นยัยแก่ขึ้นคานเลยทีเดียวค่ะ แต่แล้ว....

ผู้ชายก็มา

จริงๆ นะคะ เชื่อดิฉันสิ

#39 By conte01 (203.146.136.87) on 2008-05-13 18:12