กิน ขี้ ปี้ เที่ยว
posted on 26 May 2008 15:16 by sloppythinking in Social
"เฮ้ย เป็นไงมั่งวะ"
(คงทักทายเพื่อนทางปลายสาย)
"แม่ง กูลงซัมเมอร์สองวิชาว่ะ"
"แต่กูยอมรับเลยนะเว้ย ว่าแม่งกูทำตัวเหี้ยฉิบหาย"
"แม่งกูหวังว่าได้เกรดแค่หนึ่งจุดห้า ดีบวกสองตัวก็พอแล้วว่ะ"
(ปลายสายคงจะบอกว่าอะไรวะ ทำไมได้แค่นั้น)
"ก็กูแม่งเข้าเรียนก็ไม่เข้า งานกูก็ไม่ส่งสักชิ้น ได้แค่นี้ก็พอแล้วเว้ย"
(ปลายสายคงจะตกใจที่ได้ยิน เลยเปลี่ยนแนวมาถามเรื่องครอบครัว)
"เออ แม่งเมื่อคืนอ่ะ ขนาดเค้าไม่สบายกูก็ยังมีอารมรณ์ไปเที่ยวอีกนะมึง"
"กลับมาตั้งตีสาม กว่าจะได้นอนก็ตีห้า แล้วแม่กูก็มาปลุกตอนเจ็ดโมงเว้ย"
"กูก็ออกไปซื้ออะไรๆ มาให้เค้ากินเสร็จแล้วก็ก็นอนต่อ เพิ่งตื่นเมื่อเที่ยงนี่เองว่ะ"
(ปลายสายคงกลับลำมาพูดเรื่องที่จะไปฝึกงาน)
"เออ กูว่ากูจะไปฝึกที่เชียงใหม่ว่ะ"
"มีเพื่อนที่เคยไปฝึกอ่ะ มันบอกว่าสบายมากเลยเว้ย มันสนิทกับเจ้าของบริษัท"
"มันบอกว่าไม่มีงานก็ไม่ต้องเข้าบริษัทก็ได้ว่ะ งานก็ทำแบบสบายๆ"
"แล้วงานก็ไม่ค่อยมีด้วย"
(ปลายสายคงจะถามว่าอ้าวมันไม่ค่อยมีงานแล้วมันจะได้ความรู้อะไรวะ)
"อ๋อ กูเรียนกูไม่เน้นเอาความรู้ว่ะ กูเรียนเอาแค่พอผ่านๆ ไปได้ก็พอแล้วว่ะ"
"แม่งเนี่ยะเทอมนี้กูว่าจะเปลี่ยนอาจารย์ว่ะ แม่งอาจารย์อรแม่งเขี้ยวให้งานก็เยอะ"
"กูว่าจะเปลี่ยนไปอาจารย์อีกคนนึงว่ะได้ข่าวว่าเค้าใจดีกว่าอีก"
"เออ.. แต่แม่งไปเชียงใหม่กูก็จะไม่มีรถใช้เนี่ยะสิ"
(ปลายสายคงถามว่าอ้าวแล้วมึงทำไมไม่เอารถของมึงไปใช้ล่ะ)
"รถกูจะเอาไปได้ยังไงเล่า สภาพอย่างนั้นจะขับไปถึงเชียงใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้"
"แม่ง แต่ถ้าไปอยู่เชียงใหม่ไม่มีรถใช้มันก็ไม่สะดวกว่ะ"
"เออ..เนี่ยะกูกำลังกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ เออๆๆ งั้นแค่นี้ก่อนนะ เอออออ"
บทสนทนาข้างบนปอนได้ยินมาเต็มสองรูหูจากการไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านหนึ่ง คนที่พูดเป็นผู้หญิงซึ่งจัดว่าดูดีทีเดียวไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด น่าจะกำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยฯ แห่งหนึ่ง (ซึ่งคงไม่ใช่สถาบันที่ปอนเคยสอน) ในขณะที่พูดอยู่ก็นั่งยกขาข้างหนึ่งไว้บนเก้าอี้ แล้วมือก็จับตะเกียบกินก๋วยเตี๋ยวไปด้วย บทสนทนาเหล่านี้ทำให้ปอนกระอักกระอ่วนใจมากๆ ครับ ว่าเฮ้ยจริงๆ แล้วมันมีชีวิตเผาผลาญทรัพยากรของโลกผลิตก๊าซเรือนกระจกให้โลกอยู่ทุกวันนี้ไปทำไม
จากบทสนทนาข้างต้นเราจะเห็นว่า สิ่งที่สนใจมากที่สุดในชีวิตของเด็กผู้หญิงคนนี้ก็คือ ความสะดวกสบาย มีความสุขจากการกิน และการเที่ยว การเรียนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและไม่จำเป็นไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้น ปอนเชื่อว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับผู้หญิงคนนี้มีเป็นจำนวนมาก และพฤติกรรม วิธีคิด ต่างๆ คงไม่แตกต่างกันมาเท่าใดนัก ปอนไม่อยากจะตัดสินคนจากการที่ได้ฟังเพียงเท่านี้ แต่ปอนก็ไม่สามารถหาเหตุผลอื่นๆ มาอธิบายที่มันดีกว่านี้ได้ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ท่านผู้มีอุปการคุณทุกๆ ท่านช่วยปอนหาเหตุผลมาอธิบายบทสนทนาด้านบนให้ปอนกระจ่างกว่าที่ปอนคิดสักหน่อยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูงทีเดียว เพราะปอนมองว่ามันเป็นปัญหาของชาติที่จะต้องขาดกำลังคนที่มีศักยภาพ แต่ไม่ได้ใช้ศักยภาพดังกล่าวมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และปอนก็เห็นคนแบบนี้เพิ่มขึ้นทุกๆ วันแล้วครับ
อีกกรณีนึงนะครับซึ่งน่าจะสอดคล้องกัน
มีคนรู้จักของปอนได้มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ไปงานวันเกิดของคนรู้จักที่บาร์ไฮโซย่านทองหล่อ มีคนไปร่วมงาน ทั้งหมดประมาณ 10 คน ทุกคนต่างเมาปลิ้นทิ่มประตู หัวหกก้นขวิดกันไป (รวมทั้งคนรู้จักของปอนด้วย) โดยเฉพาะเจ้าของงานซึ่งอายุประมาณ 20 ต้นๆ ก็เมามายจนหมดสติไป ค่าเสียหายทั้งหมดประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท คนรู้จักของปอนบอกว่าเจ้าของงานเป็นลูกของคนในแวดวงไฮโซเลยมีศักยภาพที่จะมาละลายเงินลงขวดได้มากมายขนาดนี้ ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และคนมาร่วมงานต่างก็เป็น "คนดี" "มีการศึกษาดีๆ" ทั้งนั้น มีเรียนทันตแพทย์ด้วย ส่วนเจ้าของงานได้ข่าวว่าจบมาจากอังกฤษ
ปอนคิดว่ากรณีนี้ก็ไม่ค่อยต่างจากกรณีข้างบนสักเท่าไหร่พื้นฐานความคิดเหมือนๆ กันเลยทีเดียวครับ แต่กรอบของคำว่า "ไฮโซ" ทำให้กรณีที่ 2 ดูดีขึ้นมานิ๊ดส์นึง แต่ในมุมมองของปอน "ไฮโซ" ก็คือกลุ่มคนที่มีสถานะและศักยภาพทางสังคมค่อนข้างสูง สามารถทำอะไรๆ ได้หลายๆ อย่างเพราะมีพื้นฐานมาจากฐานะทางการเงินและชาติตระกูล แต่ปอนแบ่งไฮโซ ได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ก็คือ ไฮโซแท้ ซึ่งมักจะใช้ศักยภาพที่มีของตัวเองไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองฝ่ายเดียว พวกนี้เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นในหน้าจอโทรทัศน์เท่าใดนัก ส่วนอีกกลุ่มนึงก็คือ ไฮโซเทียม กลุ่มนี้จะมีพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจดี มีตังค์เยอะแต่ใช้เงินที่มีเพื่อซื้อความสุขแบบวูบวาบให้กับตัวเองเท่านั้น โดยอาจเผื่อแผ่ส่วนบุญเหล่านี้ให้คนรอบข้างบ้างเพียงไม่กี่คน
หรืออาจสรุปได้ว่า ไฮโซแท้ก็คือพวกที่มักจะก่อประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้างมากกว่าความสุขแบบวูบวาบของตัวเอง ส่วนพวกไฮโซเทียมก็มักจะมีเงิน แต่ไม่ค่อยจะมีความคิดเท่าใดนัก
และจากกรณีนี้ทำให้ปอนได้เรียนรู้อีกว่า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภทเป็นเครื่องมือในการลดชนชั้นทางสังคมได้เป็นอย่างดี พอเครื่องดื่มประเภทนี้เข้าปากไม่ว่าจะเป็นกระแช่หรือเหล้าที่หมักและต้มเองราคาไม่กี่ร้อยบาทต่อ 1 โอ่ง กับสุราชั้นดีราคาแพงขวดละหลายพันหรือหลักหมื่นบาท พอเข้าไปในร่างกายก็ทำให้สูญเสียความควบคุมและสติเหมือนๆ กันหมด ไม่ว่าจะคนเก็บขยะ คนงานก่อสร้าง แพทย์ นักธุรกิจ คนรวย คนจน ก็จะมีพฤติกรรมที่ขาดสติควบคุมเหมือนๆ กันทั้งหมด แต่สิ่งที่แตกต่างกัน ก็คืออำนาจการทำลายล้างคนที่รวยมีอำนาจการทำลายล้างทรัพย์สินและชีวิตของตัวเองและผู้อื่นมากกว่า คนที่จนแค่นั้นเอง
เราจะเห็นว่า ความสุขของคนในสมัยนี้ต่างพึ่งพิงอยู่กับสิ่งที่มันวูบวาบแบบสุขอยู่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ทั้งกรณีแรกและกรณีที่สองต่างก็มีความสุขสนุกสนานอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นความทุกข์ทั้งหลายก็จะประเดประดังถาโถมเข้ามาแทบจะทันที ทั้งจากอาการเมามายจนอ้วกแตกอ้วกแตน หมดสติ ปวดหัวเพราะเมาค้าง หรือเมาแล้วขับไปชน หรือโดนตำรวจจับ ฯลฯ แต่ในกรณีแรกอาจจะร้ายแรงกว่าตรงที่โง่แล้วยังอยากจะเที่ยวอาจทำให้ชีวิตตกอยู่ในหลุมดำได้เลยทีเดียวถ้าไม่มีสามีรวยไปซะก่อน
น่าเสียดายนะครับ ถ้าทั้งสองกรณีได้ผันศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ไปช่วยเหลือสังคม โดยพยายามผันความสุขของตัวเองให้เป็นความสุขเมื่อเห็นคนในสังคมมีความสุข เงิน 4 หมื่นกว่าบาทและแรงคนอีก 10 กว่าคน ที่ถูกละลายลงขวดและหมดเปลี้ยไปกับอาการเมามายสิ้นสติ สามารถแปลงเป็นความสุขให้กับคนได้เป็นร้อยชีวิตเลยทีเดียว ถ้าหากคิดสักนิด เช่นไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กที่ยากไร้ หรือตามโรงเรียนศึกษาพิเศษ (เค้าเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโรงเรียนปัญญานุกูล ใช่หรือเปล่าครับ) หรือสถานรับเลี้ยงคนชรา ความสุขจากการอิ่มใจที่ได้ทำความดีเหล่านี้มันจะอยู่ติดตัวเราได้นานกว่าไปเมาปลิ้นอย่างเดิมอย่างแน่นอน
ตอนที่เรียน ป.ตรี ปอนเคยใช้เงินเพียงครั้งละ 2 หมื่นกว่าบาทในการจัดกิจกรรมเพื่อไปเลี้ยงเด็กในโรงเรียนศึกษาพิเศษ และบ้านพักคนไร้ที่พึ่งเราเพียงไม่กี่คนสามารถสร้างความสุขให้คนได้เป็นร้อยคนและความสุขก็ติดตัวเรามาจนถึงทุกวันนี้
หรือวัยรุ่นสมัยนี้จะมีวิถีชีวิตแต่ "กิน ขี้ ปี้ เที่ยว" กันนะครับ
วันนี้มีคำถามครับ
- 1. ช่วยหาเหตุผลที่ดูดีมาอธิบายหรือวิพากษ์วิจารณ์ตามความคิดเห็น ในกรณีศึกษาแรกให้ปอนหน่อยนะครับ เพราะปอนรู้สึกว่าความคิดของปอนมีแต่อคติทั้งนั้นเลย แต่ปอนคิดไม่ได้จริงๆ
- 2. ช่วยหาเหตุผลที่ดีๆ ว่าทำไมคนต้องใช้เหล้าเป็นเครื่องหาความสนุกทั้งๆ ที่กินไปมันก็มีแต่ผลเสีย ให้ปอนหน่อยนะครับ ห้ามเอาเหตุผลว่า "เพื่อสังคม" มาใช้นะครับ มันกว้างและไม่สามารถจับต้องได้ และมันเป็นเหตุผลที่ปอนได้ยินมาตั้งแต่เด็กเล็กๆ จนถึงตอนโตครับ
ปอนเองครับ
เดี๋ยวครูปอนดุ)
อ่านบทสนทนาข้างต้นนึกว่าเป็นเพื่อนคุณปอน
...เป็นเหตุผลที่ปราศจากอคติจริงๆ เลยครับ
แถมไม่ได้รับความอิ่มเอมใจกลับมาอีกต่างหากค่ะ...

...เพราะปอนพยายามจะทำความเข้าใจไงครับว่าไอ้ที่กินๆ กันไปเนี่ยะ กินกันไปทำไมเพราะไม่มีใครที่บอกเหตุผลในทางที่ดีเหมาะแก่สติปัญญาชนให้ปอนได้เลย เอ๊ะ...พูดอย่างนี้เฮียก็เป็นหนึ่งในคนแบบที่ปอนเขียนมาหรอครับ ถึงร้อนตัวอย่างนี้น่ะ
นึกว่าปอนคุณกับเพื่อน แต่คิดว่าไม่ใช่
เพราะปอนออกจะเป็นกุลสตรี ขนาดนั้น
อ่านไป 5 บรรทัด ทนอ่านต่อไปไหว
ต้องข้ามลงมาอ่านข้างล่างแทน
มันมีทั้งวะทั้งโว้ย..
แน่จริงอย่าโว้ยสิวะ
ปล. ไม่มีความเห็นเกียวกับ กิน ขี้ ปี้ เที่ยว
เพราะคิดว่าส่วนมากจะเป็น กิน ขี้ ปี้ ก่อนนอน นะ
#1 By แพนด้าญี่ปุ่น on 2008-05-26 15:35