"ถ้าขาดสติปัญญาเสียแล้ว
วัตถุภายนอก เครื่องมือสื่อสาร
หรือแม้แต่ความเร็วของการสื่อสาร
อาจจะพาเราไปสู่ความหายนะได้"








หลังจากซุ่มกบดานอยู่นาน ไม่ยอมอัพบล็อกจนมีคนมาประณามก็ยังไม่สำนึกอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะอัพเสียทีครับ ที่หายไปไม่ได้ไปไหนแต่ไปซุ่มอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ครับ บังเอิญได้ยินมานาน บังเอิญเดินผ่านร้านหนังสือแล้วเจอ บังเอิญอีกเช่นกันเปิดอ่านแบบสแกนแล้วติดใจจนต้องซื้อมาอ่านครับ เป็นหนังสือที่เหมาะกับวัยทีน (อิอิ) อย่างเราๆ ที่เข้ามาอ่านบล็อกปอนอย่างมากครับ

วิธีการอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็คือใช้สมาธิในการอ่านแล้วก็คิดทบทวนความคิดความรู้สึกของเราไปพร้อมๆ กันด้วย กับประเด็นต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ครับ การใช้สมาธิเพื่อให้เกิดสติทบทวนเรื่องราวต่างๆ จะทำให้เราเกิดปัญญาขึ้นครับ ซึ่งปัญญาเหล่านี้จะทำให้เราดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย นอกจากความคิด ความรู้สึกของเราเท่านั้นเอง

หนังสือเล่มนี้เกิดจากการสนทนากันระหว่างแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กับแอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร โดยใช้เนื้อเพลงที่พี่แอมแต่งเป็นตัวดำเนินเรื่อง ทำให้เราอ่านได้ง่ายๆ สบายๆ พร้อมกับได้ข้อคิดข้างต้นครับ เนื้อหาบริโภคไม่ยาก แต่การเปิดใจยอมรับและตรึกตรองตามยากกว่าครับ แต่ถ้าเราเปิดใจคิดตามได้..... ปอนยืนยันครับว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขมากขึ้นทีเดียวครับ

วันนี้มีตัวอย่างบทนึงในหนังสือเล่มนี้ที่พูดถึงการสื่อสาร เทคโนโลยีการสื่อสารไว้อย่างน่าคิดทีเดียว...  เราลองมาคิดๆ ตามกันนะครับ แล้วยังไงก็ไปหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันด้วยนะครับ เพราะรายได้เข้าสมทบทุนสร้างสาวิกาสิกขาลัย เพื่อเป็นการเรียนการสอนคนรุ่นใหม่ให้เกิดปัญญาในการใช้ชีวิตครับ เท่ากับทำทานในการสร้างปัญญาและได้ผลบุญอันรวดเร็วที่เราจะเกิดปัญญาด้วยนะครับ


จะพูดกับคน
อัลบั้ม : Amp + Au
ร้องโดย : เสาวลักษณ์  ลีละบุตร

ติดต่อแผนกโน้น กดสี่ ติดต่อแผนกนี้ กดสอง
ติดต่อจะส่งของ กดใหม่ จะติดต่อตรงไหนยังไงชักงง

เจ็บหนักขนาดไหน กดก่อน เกิดเหตุว่าเดือดร้อน กดสาม
ป่วยหนักขนาดหาม กดสิบ จิ้มไปให้ยิบไม่เจอสักคน

ก็แบบแผนกมันเยอะ มันก็งงเหมือนกัน
ยิ่งรอตั้งนาน มันก็ลืมแล้วไง ไอ้ปุ่มเมื่อกี้ มันให้โทร.หาใคร
ก็ฟังเรื่อยไป ยังไม่เจอมนุษย์เลย

จะพูดกับคน พูดกับคน พูดกับคนสักที
กดยังไง แล้วตรงไหน ใครก็ได้ช่วยที
จะพูดกับคน ไม่มีคน มันไม่เจอสักที
พูดกับคน ไม่ใช่ผี ไม่ใช่เครื่องบ้าบอต่อไป

ติดต่อจะจ่ายทรัพย์ กดหก ถ้าหากว่าถูกชก กดศูนย์
ถ้าหากเป็นแบบหมุน เปลี่ยนใหม่
อยากกดเบอร์ไหนตามใจแล้วกัน

ผ่าตัดเปลี่ยนม้าม กดต่อ
ถ้าอยากสะเดาะเคราะห์ กดวัด
ติดต่อตลาดนัด กดใหม่ บวกรอในสายเข้าไปสามวัน

(ไม่รู้เมื่อไรจะกดเจอ อันนี้ต้องทำใจ)
(พรุ่งนี้ไม่ตายก็กดเจอ)

เสาวลักษณ์ :
แอมเคยจะจองตั๋วหนังทางโทรศัพท์ค่ะคุณแม่ พอโทร.ไปเขาก็จะมีข้อมูลบอกหมดเลยว่า ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ที่โรงนี้สาขาถนนศรีนครินทร์ กดเบอร์นั้น ภาพยนตร์เรื่องนั้น รอบนั้น กดเบอร์นี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ รอบนี้ บอกจนครบ โอ้โห! คุณแม่ขา แอมฟังไปสักพัก เอ๊ะ! นี่เราจะดูเรื่องอะไรเนี่ยะ ลืมไปแล้วแล้วก็เลยมานึกถึงเวลาที่เป็นเรื่องฉุกเฉินน่ะค่ะ อันนี้แอมเอามาจากหนังเรื่องหนึ่ง มันเป็นหนังตลกล้อเลียน มีคนคนหนึ่งเขาจะโทร.ไปหาตำรวจแอลเอ ทางโน้นก็ตอบกลับมาว่า แอลเอพีดี...สวัสดีค่ะ แล้วก็เป็นเครื่องตอบรับอัตโนมัติตลอดเลย ถ้าโจรขึ้นบ้านกดเบอร์นี้ มีผู้บุกรุกกดเบอร์นั้น ถูกทำร้ายกดเบอร์นี้ ฆาตกรรมกดเบอร์นั้น เฮ้ย! ฉันจะตายอยู่แล้ว ไม่ได้เจอตำรวจ...

แม่ชีศันสนีย์ : เจอเสียงคน แต่ไม่มีคน

เสาวลักษณ์ : ก็เลยเอามาเขียนเป็นเพลงค่ะคุณแม่ เพราะว่าหลายๆ คนก็คงเคยเสียเวลาไปหลายนาที คิดเป็นเงินหลายบาทแล้วค่ะ

แม่ชีศันสนีย์ : เพลงนี้ฮิตมั้ยลูก เพราะเนื้อหามันก็โดนคนหมู่มากอยู่

เสาวลักษณ์ : ไม่ถึงกับฮิตค่ะ เพราะไม่ได้เป็นเพลงโปรโมตแต่เวลาร้องแล้วคนฟังจะชอบ เพราะว่า...

แม่ชีศันสนีย์ :  มันขำดี มันจริง มันใช่

เสาวลักษณ์ : แอมรู้สึกว่าบางทีอยากจะให้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนได้มั้ย ว่าโทร.ไปแล้วมีคนพูดว่า ฮัลโหลมีธุระอะไร จะได้เร็ว แล้วก็รู้เรื่องกันไป ไม่งั้นมันก็จะ...เอ่อ...อ่า...บางทีไอ้เสียงในเทปมันก็เมื้อนเหมือนเสียงคนด้วยนะคะ ฮัลโหล อ้าว ! กลายเป็นเทปไปซะนี่

แม่ชีศันสนีย์ :  เวลาที่เขียนเพลงอย่างนี้ แม่มองว่ามันเป็นความจริงที่เหมือนเรากำลังล้อเลียนสังคม เวลาที่เราล้อเลียนสังคม มันก็มีปฏิกิริยาตอบรับจากสังคมบ้างไหมลูก ว่า...เออ! มันจริง

เสาวลักษณ์ : ตอนหลังเริ่มเห็นโฆษณาบ้างนะคะ เป็นโฆษณาที่ออกมาใหม่ว่า ได้พูดกับคนเลย แสดงว่าต้องมีคนบ่นเรื่องนี้เหมือนกัน บางทีหยิบมาเป็นจุดโปรโมตจุดขายเลยค่ะว่า ถ้าท่านโทร.ติดต่อเรา ท่านจะได้พูดกับพนักงานโดยตรง ภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้

แม่ชีศันสนีย์ : นี่แสดงว่าสังคมเองก็เบื่อความสะดวกที่มันไม่มีคนไว้สื่อสารด้วย เพลงมันยืนยันเลยว่าสังคมเหงาจริงๆ มันเหมือนเราเพียงต้องการใครสักคนมาฟังเรา แต่คราวนี้เรากดไปที่ไหนก็มีแต่เสียงคนพูด แต่ไม่มีคนฟัง

เสาวลักษณ์ : ไม่มีเพื่อนที่เป็นตัวบุคคลจริงๆ

แม่ชีศันสนีย์ :  ไม่มีชีวิตของใครที่อยู่ข้างหน้าเราแล้วมีแต่เครื่องมือ เป็นเพลงที่สะท้อนอีกทศวรรษข้างหน้าเลยนะแอม ว่าวิธีการที่ใช้ความทันสมัยของเครื่องมือทั้งหลายมันจะไม่ทำให้โลกเราอยู่กันอย่างเป็นสังคมมนุษย์ แต่จะอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน ฉะนั้นต้องมีปัญญาใช้เครื่องมือให้เป็น

เสาวลักษณ์ : ที่เห็นชัดๆ ก็อย่างเพื่อนน่ะค่ะ เมื่อก่อนนี้คนเราคบคนมากกว่านี้ มีการสื่อสารระหว่างคนมากกว่านี้ เดี๋ยวนี้มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวท่องโลกได้แล้ว แม้กระทั่งคนอยู่บ้านเดียวกันยังไม่ต้องพูดกันเลย

แม่ชีศันสนีย์ :  ต่างคนต่างอยู่หน้าจอ แต่ไม่รู้จักใจตัวเอง

เสาวลักษณ์ :  ต่างคนต่างอยู่ที่หน้าจอโดยไม่ต้องสื่อสาร เมื่อก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์ สมาชิกในครอบครัวก็ต้องไปนั่งดูทีวีด้วยกัน

แม่ชีศันสนีย์ :  ยังได้คุยกันตอนเบรกโฆษณาบ้าง

เสาวลักษณ์ :  ค่ะ แต่เดี๋ยวนี้จอใครจอมัน แล้วทุกคนก็เริ่มคุยกับใครก็ไม่รู้ เริ่มแช็ตกับคนไม่รู้จัก

แม่ชีศันสนีย์ :  เราอยู่ใกล้กัน แต่ใจไกลกันหมด ทุกคนอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง แทบจะเรียกได้ว่าเงยหน้าขึ้นมา...ตาก็ฝ้าฟางแล้ว

เสาวลักษณ์ :  แล้วอย่างเด็กเล่นเอ็มเอสเอ็น ก็แช็ตกัน เดี๋ยวนี้ใครจะคุยกับใครก็ได้ ที่มีข่าวล่อลวงกันทางอินเทอร์เนตบ่อยๆ น่ะค่ะ แต่ละคนก็เอารูปที่ไม่ใช่รูปตัวเองหรอก แต่ใช้รูปสวยรูปหล่อของคนอื่นมาลงล่อไว้ ฉันหน้าตาอย่างนี้ ผมหน้าตาอย่างนั้น หลอกลวงกันไปนึกว่าแช็ตอยู่กับชายหนุ่มอายุยี่สิบหก แต่จริงๆ อาจจะแช็ตอยู่กับยายแก่เลสเบี้ยนวัยเจ็ดสิบก็ได้ เราก็ไม่รู้ คือเทคโนโลยีเหล่านี้มันปลอมแปลงกันได้หมดไงคะคุณแม่ เทคโนโลยีทำให้คนยิ่งเหงา

          เมื่อก่อนออกจากบ้านไปซื้อของ อย่างน้อยไปซื้อกับข้าวอาทิตย์ละสองครั้ง ก็ยังได้เจอคน ยังได้พูดกัน เอ้า! วันนี้หมู เนื้อ ไก่เป็นยังไงคะ ผักแพงขึ้นมั้ยคะ หรืออะไรๆ ไปตามเรื่องแต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้วค่ะ เพราะสั่งทุกอย่างทางคอมพิวเตอร์ ช็อปปิ้งแอตโฮม ทุกอย่างแอตโฮม ทำได้หมด แม้กระทั่งการคบเพื่อน ครอบครัวนั่งหัวโด่อยู่ที่บ้านไม่ได้พูดด้วย ไม่มีอะไรจะคุยด้วย แต่ไปคุยกับใครก็ไม่รู้ที่ใช้นามแฝง คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร แอมรู้สึกว่ายิ่งทำให้คนโดดเดี๋ยว

คนที่ไม่รู้จักกัน ไม่ได้คุยกันจริงๆ จังๆ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือเนี่ย อย่างเมื่อก่อนนี้เรานัดทานข้าวกับเพื่อนแล้วก็จะได้คุยกัน เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งเพื่อนแอม เขาบอกว่าแกฉันคิดถึงแกมากเลยแอม ฉันไม่ได้เจอแกนานแล้ว ฉันอยากกินข้าวกับแก มากินข้าวกันเถอะ เอ้า! แอมก็ไป แต่ถึงเวลาเจอกันจริงๆ เราก็นั่งกินไปคนเดียว มันก็พูดโทรศัพท์ไม่หยุดเลย

แม่ชีศันสนีย์ :  อยู่ใกล้ก็เหมือนไกล

เสาวลักษณ์ :  ค่ะ แล้วก็ไม่ได้คุยเรื่องงานนะคะ แอมก็รอเพื่อให้เพื่อนบอกในสายว่ากินข้าวอยู่กับเพื่อนนะ มีธุระหรือเปล่า เดี๋ยวค่อยคุยกันหรืออะไร ไม่ค่ะ เขาก็...เหรอ แล้วไงอีกล่ะ แล้วไม่ใช่เครื่องเดียวนะคะคุณแม่สองเครื่องค่ะ แอมก็...นี่แกมากินข้าวกับฉันทำไมเนี่ยคือถ้าเป็นเรื่องงานเรื่องธุระปะปัง แอมก็จะเข้าใจว่าเขารอช้าไม่ได้ งานมันจะช้าไม่ได้ แต่บางทีเป็นเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ตักข้าวกิน เราก็นั่งตรงข้ามกับเขาอยู่แท้ๆ นะคะ แต่เหมือนเขาไม่ได้มาทานข้าวกับเราเลย

แม่ชีศันสนีย์ :  มันเป็นความมักมากของคนในปัจจุบันที่ต้องการเสพทีเดียวหลายๆ เรื่อง โดยไม่รู้ความจริงว่าจิตนั้นรู้ได้ทีละเรื่อง โดยธรรมชาติของจิต จิตจะรู้ได้ทีละเรื่อง ในขณะที่เรากินข้าว เราก็อ่านหนังสือพิมพ์และก็เปิดทีวีด้วย แต่เราไม่รู้จักตัวเองในขณะนั้นอย่างแท้จริง

สิ่งที่เราสนใจไปข้างนอกนั้นปลอมหมดนะ ปลอมหมดเลย เหมือนกับมันเป็นโลกมายาที่เราตามไม่ทัน แต่เรากำลังโกหกตัวเราเองว่าเราสนใจสิ่งนั้น เราอยากทำสิ่งนี้ เราอยากดีตรงนั้น เราอยากได้ตรงนี้ แต่ในขณะที่เรากำลังวิ่งออกไปข้างนอกนั้น เราไม่เคยเห็นตัวเองเลย

เสาวลักษณ์ :  ถ้าคุณแม่ไปตามร้านอาหารเดี๋ยวนี้ อาจจะได้เห็นภาพที่น่าสนใจมาก คือภาพของคนกลุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่โต๊ะอาหารเดียวกันแล้วทุกคนพูดโทรศัพท์ หนังบางฉากหรือภาพบางภาพที่เขาเอามาล้อกันก็เอามาจากความจริงทั้งนั้น คือต่างคนต่างนัดมาทานข้าวกันแล้วทุกคนก็อยู่กันคนในโทรศัพท์ เหมือไม่ได้มาทานข้าวด้วยกัน เป็นอย่างนั้นจริงๆ ต่างคนต่างมีคนละเครื่อง บางคนคุยไปตักอาหารกินไปไม่มีความสัมพันธ์กับคนตรงหน้าเกิดขึ้นตรงนั้น

แม่ชีศันสนีย์ :  ชีวิตกับชีวิตใกล้กันแต่ไม่เกิดความงอกงาม เราใช้เครื่องมือสื่อสารทำให้ชีวิตไกลกันมากขึ้น ทั้งๆ ที่เราต้องการใครสักคนที่เข้าใจเรา ฟังเรา และสื่อสารกับเรา แต่เรามองไม่เห็นว่าคนข้างหน้าเราเป็นคนพิเศษสำหรับเรา จึงทอดทิ้งเขาแล้วไปให้ความสำคัญกับคนไกลตัว แล้วก็ให้คนใกล้ตัวนั่งเหงาไป

เสาวลักษณ์ :  มองย้อนไป บางทีเราเคยนึกมั้ยว่าตอนที่เราไม่มีโทรศัพท์ใช้กันมากๆ อย่างนี้ มันเป็นอย่างไร เมื่อก่อนนี้เวลาเราจะทำอะไร เราสามารถที่จะค่อยๆ คิดอะไรได้มากกว่านี้ เดี๋ยวนี้พอนึกได้ปุ๊บเราก็ยกเลยโทรศัพท์อยู่กับมือเราอยู่แล้ว พอเราโกรธใครปุ๊บ เราหยิบโทรศัพท์เลย แล้วเราก็โทร.ไปด่ามันเดี๋ยวนั้นเลย แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะแบบ...ถ้าเจอจะด่านะเนี่ย แต่ว่ายังไม่มีโอกาสได้เจอ

แม่ชีศันสนีย์ :  ก็เลยไม่ได้ด่า

เสาวลักษณ์ :  แต่ในระหว่างนั้น ความโกรธมันก็คงต้องลดระดับลงไปบ้าง กว่าจะเจอหน้าอีกทีอาจจะลืมไปแล้วฉันว่าฉันจะด่ามันเรื่องอะไรน้า แต่เดี๋ยวนี้ทันทีเลยค่ะปรี๊ด ตู้ม! โทร.สามสายเลยก็ได้ นี่เธอ คนนี้เขาพูดว่าอย่างนี้ ด่ากันตรงๆ ซึ่งๆ หน้า มันไม่มีตัวกรอง มันไม่มีไส้กรองเลย เพราะว่าเทคโนโลยีมันเจริญมาก

แม่ชีศันสนีย์ :  สังคมมันเร็วและรนจนกระทั่งมันยุ่งเหยิงและรุ่งริ่งไปหมดแล้ว เพราะเจ้าเครื่องมือสื่อสารซึ่งมันไม่ได้ทำให้เราได้เจริญสติกับตัวเอง ถ้าฉันกำลังเซ็ง แล้วมีใครบางคนโทร.เข้ามากระทบใจแล้วปรุงแต่งให้กระเทือน มันไม่ง่ายมากที่จะกระแทกออกไปเลย

เสาวลักษณ์ :  ตอนนี้การกระทบกระเทือนกระแทกเป็นปฏิกิริยาที่กลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้วจริงๆ ค่ะ

แม่ชีศันสนีย์ :  คนก็เลยเร็ว รน ชน รุ่งริ่งกันไปหมด

เสาวลักษณ์ :  ส่วนใหญ่ผลที่เกิดหลังจากนั้นเนี่ยกู้ยาก กับเทคโนโลยีนี่เราต้องเป็นนายมัน ต้องรู้ว่าเราจะใช้มันตอนไหน แล้วไม่ใช่มันเมื่อไหร่ คือทุกวันนี้ที่เป็นอยู่เท่าที่แอมเห็นนะคะ ของพวกนี้มันกลายมาเป็นนายเราเสียเอง กลายเป็นว่าเราจะต้องกลายเป็นทาสตอบสนองมันทุกครั้ง ไม่ต้องเป็นเทคโนโลยีด้วยซ้ำไป

บางครั้งแม้กระทั่งทรัพย์สินของเรา รองเท้าสักคู่หนึ่งแทนที่เราจะเป็นเจ้าของรองเท้า รองเท้ากลับเป็นเจ้าของเรา อย่างเช่นเราเก็บเงินมากมายเพื่อไปซื้อรองเท้าแพงสุดฤทธิ์ แพงหูดับมาคู่หนึ่ง แอมก็เห็นมากับตาว่าพอใส่แล้วเดินเหยียบก็...อู๊ย! น้ำหยดใส่รองเท้าก็...อู๊ย! กลับบ้านต้องเช็ด เป็นขี้ข้ามัน เพราะคู่นี้ตั้งสี่หมื่น

โอ๊ย ! แทบตาย คือแทนที่จะสบายๆ เป็นของที่เราใช้รองเพื่อไม่ให้เท้าเราไปเหยียบแก้วหรืออะไรคมๆ มันกลับกลายเป็นวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง กลายเป็นของที่เราต้องเป็นทาสมัน ถามว่าแล้วไปซื้อมันมาทำไม แล้วก็ซื้อแพงด้วย ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ ด้วยนะ หาเงินแทบแย่ไปซื้อมันมา ซื้อมาเสร็จแล้วได้เป็นนายมันมั้ย ก็ไม่ได้

แม่ชีศันสนีย์ :  เราต้องพัฒนาสติปัญญาเอาไว้เพื่อรู้จักใช้วัตถุภายนอกให้เป็น เพราะถ้าขาดสติปัญญาเสียแล้ววัตถุภายนอก เครื่องมือสื่อสาร หรือแม้แต่ความเร็วของการสื่อสารอาจจะพาเราไปสู่ความหายนะได้เพราะมันไม่มีหางเสือ มันเร็วมาก มันอาจทำให้หลงทิศหลงทาง แต่ถ้ามีสติปัญญาเป็นหางเสือ

เราจะสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างทันสมัย มีใจที่รู้ตื่นและเบิกบาน เพราะจิตที่ทันสมัยก็จะรู้จักใช้มันอย่างไม่เป็นทุกข์ได้ และใช้มันเป็นแค่เครื่องมือที่จะพาให้เราไปถึงความชัดเจนในการสื่อสารที่จะไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวดเพราะเราอีก แม่ว่ามันต้องมีสติปัญญาเอาไว้เป็นตัวกำหนดทิศทางของการใช้ เหมือนเรามีเงิน เงินอาจทำให้เราทุกข์ได้นะ

แต่ถ้าเรามีสติปัญญาอยู่เหนือเงิน ทรัพย์สมบัติที่เรามีอยู่ก็จะไม่ทำให้ทุกข์ เพราะสติปัญญาจะทำให้เราใช้สมบัติเหล่านี้ให้เป็นไปอย่างคนที่มีอิสระ ไม่มีโซ่ตรวนของความเป็นของฉันมาผูกรัดเอาไว้

เสาวลักษณ์ :  อย่างนี้ถ้าจะเทียบเคียงกับที่ท่านพุทธทาสภิกขุชอบเขียนไว้ได้มั้ยคะว่า "มีให้เป็น เป็นให้เป็น" อันนี้แอมอ่านแล้วรู้สึกว่า...

แม่ชีศันสนีย์ :  มีก็ไม่ทุกข์

เสาวลักษณ์ :  แอมชอบมาก ตอนแรกที่ไม่เข้าใจ แอมก็เคยคิดว่า...เอ๊ะ! แล้วไอ้ทุกสิ่งที่เราจะต้องมีต้องเป็นเราจะทำอย่างไรกับมันดี ก็พยายามนึกถึงคำของท่านพุทธทาสภิกขุตรงนี้ว่า ถ้าจะต้องมีอะไรก็มี จะเป็นอะไรก็เป็น ก็กำลังหัดอยู่เหมือนกันค่ะ คือหัดเป็นให้เป็น เข้าไปเกี่ยวข้องกับมันให้เป็น เสร็จธุระแล้วออกให้ได้ คือพอเราใช้มันเสร็จก็ออกมาจากมัน

แม่ชีศันสนีย์ :  อยู่กับมันอย่างสัตบุรุษ อยู่กับมันอย่างคนที่รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาลเวลา รู้จักเลือกบุคคล และชุมชน เราใช้มันเพื่ออะไร เพื่อไม่ยึดติด เพื่อมีอิสรภาพมากขึ้น ยิ่งมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากเท่าไร เรายิ่งต้องรู้จักพึ่งตัวเองมากขึ้นเท่านั้น อย่าให้เราขาดการเรียนรู้ไปทีเดียวนะ

เสาวลักษณ์ :  ยิ่งเทคโนโลยีต่างๆ มันช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการจดจำให้เรามากเท่าไร มันยิ่งทำให้เราจำอะไรไม่ได้หนักขึ้น เมื่อก่อนเราจำเบอร์โทรศัพท์เพื่อนได้ จำวันเกิดเพื่อนได้ด้วยตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเครื่องไม่ตื๊ดๆ เตือนมาเนี่ย เราจำไม่ได้แล้ว

แม่ชีศันสนีย์ :  มันทำให้เราไม่รู้จักคิด มันทำให้เราเฝ้าสังเกตน้อยลง มันทำให้เราอ่อนแอ ต้องพึ่งมันมาก สมัยก่อนมีก็ดี ไม่มีก็ได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีไม่ได้ ชีวิตดูจะทำอะไรไม่ได้เสียเลย เราต้องฝึกตัวเองให้ได้ถึงขั้นที่ว่า มีก็ได้ แต่ถ้าไม่มีดีกว่า อย่างนี้เรียกว่า พึ่งตัวเองได้อย่างเป็นอิสระจริงๆ

เสาวลักษณ์ :  คอมพิวเตอร์หาย โทรศัพท์มือถือหายนี่เรื่องใหญ่เลย เพราะทำงานทำอะไรไม่ได้เลย

แม่ชีศันสนีย์ :  อย่างนี้ต้องฝึกวิเวกบ่อยๆ จะได้รู้ว่าเวลาที่เรามีกายวิเวก จิตมันคิดอะไรได้ดีเหมือนกันนะ ดีกว่าที่เราใช้เครื่องมือสมัยใหม่พวกนี้อีก

เสาวลักษณ์ :  บางทีแอมก็มานั่งนึก อย่างตอนเครื่องไฟฟ้าในบ้านมันเสีย ตอนแรกเราจะหงุดหงิดม้ากมาก ตู้เย็นเสีย มีอยู่พักหนึ่ง ทั้งเดือนค่ะคุณแม่ ต้องเอาไปซ่อมไกลมาก มันหายไปจากชีวิตแอมตั้งเดือน แอมก็...ฉันไม่มีตู้เย็น ฉันไม่มีตู้เย็น ทำยังไงดี ลำบากมากต้องออกไปซื้อกับข้าว ซื้อของสดของวันนั้นมากินทุกวัน ซื้อมาเผื่ออะไรก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวมันเสีย

ไม่มีอะไรจะแช่ มีกล่องโฟมอยู่ใบหนึ่ง ก็ซื้อน้ำแข็งใส่ไว้เวลาซื้อของกินมาก็เอาไปใส่กล่องโฟม อาทิตย์แรกรู้สึกว่าเดือดร้อนมาก พอสัก 2-3 อาทิตย์ผ่านไป ก็คุยกับน้องที่บ้านว่า...เฮ้ย! ไม่มีตู้เย็นก็ดีเหมือนกันนะเราไม่ต้องกินอาหารแช่แข็ง เริ่มต้องออกไปซื้อของสดกินทุกวัน เริ่มได้คิดอะไรๆ

แม่ชีศันสนีย์ :  สุขภาพก็ดีด้วย

เสาวลักษณ์ :  แอมก็เริ่มแบบ...เอ๊ะ ! ที่จริง กว่าจะนึกได้กว่าจะปรับตัวได้ ความที่เรามีตู้เย็นมาตั้งแต่เกิด อาทิตย์แรกนี่ทำตัวไม่ถูกเลย อุ๊ย! ทำยังไงดี รู้สึกว่าอยู่โดยขาดตู้เย็นไม่ได้ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าที่จริงไม่มีก็ได้

แม่ชีศันสนีย์ :  ตู้เย็นเป็นโลงศพไปแล้ว แช่แข็งหมดเลย

เสาวลักษณ์ :  แล้วก็รู้สึกว่าเอะอะอะไรเราก็ไปซื้อของที่แช่...แช่...แช่มา แล้วเราก็มาเวฟบ้าง ปิ้งบ้าง แต่พอตอนไม่มีตู้เย็นมันทำให้เราได้ออกไปซื้อกับข้าวที่เขาทำวันนั้น แล้วต้องกินให้หมดวันนั้น ไม่มีอะไรที่ต้องแช่ค้างคืนไว้

แม่ชีศันสนีย์ :  มันกลับไปสู่วิถีชีวิตจริงมากขึ้น

เสาวลักษณ์ :  ถ้าไม่เจอเองก็คงไม่เข้าใจ

แม่ชีศันสนีย์ :  สรุปว่าเราก็คงต้องใช้มันอย่างเป็นนายมัน ใช้มันอย่างมีสัมมาทิฏฐิ ใช้อย่างคนที่อาศัยมันเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ไม่ใช้เป็นเป้าหมายของชีวิตทั้งหมด อันนี้แหละที่เราจะได้เป็นคนที่ทำอะไรได้มากกว่าการกด อีกหน่อยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของเราก็จะโตกว่าสมองเราแล้ว เพราะเรากดจนมันบวม กดแล้วก็หงุดหงิดทุกครั้งที่เราไม่ได้คำตอบ




ขอให้ทุกท่านเกิดปัญญาและสติจากการอ่านนะครับ
ธรรมะสวัสดี
จ๊ะเอ๋ บ๊ายบาย

ปอนเองครับ


ปัจฉิมลิขิต

ต้องไปซื้อมาอ่านให้ได้นะครับ ได้ผลดีสองต่อเลยก็คือได้ทำวิทยาทานเพราะร่วมกันสร้างสาวิกาสิขาลัย แล้วเราก็จะก่อเกิดปัญญาด้วยนะครับ






Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไปยืนอ่านจนจบเล่ม question
กะว่าสิ้นเดือนจะไปซื้อมาเก็บไว้
อ่านแล้วได้คิด ได้พิจารณาหลายอย่างๆ ในหัวเรา

ดีเนอะ

#1 By MANA Cross on 2008-08-15 13:30

จะพูดกับคน...sad smile

ปอนว่าน่าอ่าน งั้นต้องกลับไปร้านหยิบดูใหม่อีกรอบ

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-15 14:36

อยากอ่านเล่มเดียวกับปอนอ่ะ

จีดตรงที่พี่แอมบอกว่ากินข้าวกับเพื่อนแล้วมันก็มัวแต่คุย
โทรศัพท์ โดนใจดำ ฉึกเลย...
เวลามีคนโทรมาตอนกินข้าวผมจะไม่รับโทรศัพท์ หรือถ้ารับก็จะบอกว่า มันกำลังรบกวนอรรถรสในการทานข้าวอยู่

เดี่ยวนี้คนพูดกันน้อย เวลาพูดกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
เอาวเวลามานั่งยิ้มหน้าคอม ..


เฮ้อ...

ปิดคอมดีกว่า
ผมชอบแม่ชีคนนี้
ไม่ทำตัวเว่อร์ๆเหมือนพระบางคน
ไปไหนมาไหนต้องมีคนคอยยกแข้งยกขา
ผมชอบหลักความคิดเค้า กับสิ่งที่เค้าทำ
เพราะมันมุ่งเป้าไปที่คน ชีวิต ความเป็นอยู่คน
ไม่เหมือนวัดอื่นๆ เน้นสร้างวัตถุ

ชอบโฆษณา จ๊ะเอ๋ บายบาย ด้วยครับ
มี 3 ชุด เข้าใจง่าย

#4 By มนุษย์กล่อง on 2008-08-15 16:57


ยาวอีกละ เดี๋ยวกลับมาอ่านอีกทีครับ ปั่นงานให้เสร็จก่อน..sad smile

#5 By :: KinG MoJi :: on 2008-08-15 18:44

อย่างนี้ต้องอัพบล็อกให้น้อยลง question

#6 By oatato on 2008-08-15 19:50

เดี๋ยวต้องลองไปซื้อมาอ่านบ้างแล้วล่ะ

#7 By ~memay~ on 2008-08-15 20:06

น่าไปซื้อมาอ่านมากเลย
อ่านแล้้ว รุ้สึกว่า อืม... เราพึ่งเทคโนโลยีมากเกินไปจริงๆด้วยแฮะ sad smile
ประทับใจครับ ไว้จะหามาอ่านบ้าง open-mounthed smile

#9 By M i a o w on 2008-08-15 23:20

Hot! big smile big smile big smile อยากให้อ่านกันเยอะๆ

#10 By (^_^)/nana on 2008-08-15 23:26

เรื่องจริง ที่หลายคนลืมกันแล้ว..
ใช้คอม ใช้โทรศัพท์จนชิน..

เป็นเรื่องที่ดีมากๆค่ะ.
big smile Hot!

#11 By MomMom on 2008-08-16 00:24

นั่นสิคะ มีแต่ระบบอัตโนมัติทั้งนั้นเลยเดี๋ยวนี้ เราก็ไม่รู้จะกดที่ไหนให้มันไปถูกแผนก บางทีระบบพูดจนหมดยังไม่รู้เรื่อง sad smile
เป็นหนังสือดีที่น่าสนใจมากๆ
เรื่องโทรไปไม่เจอคนเนี่ย เดี๋ยวนี้ที่ไหนๆ ก็ให้เครื่องตอบรบอัตโนมัติหรือ IVR ซึ่งต้องฟังนาน เลือกเมนู กดเลือกไปเรื่อยๆ กว่าจะได้ตามที่ต้องการ บางทีโอนสายไปไม่มีคนรับ ก็เข้าเครื่องฝากข้อความ หรือ Voice Mail เล่นเอาเซ็ง พูดกับเครื่องมันก็ขัดเขิน ไม่เหมือนพูดกับคน

#13 By จั่นเจา on 2008-08-16 14:54

ยาวจัง แฮะ...

ไอ่เครื่องตอบรับ นี่มันน่าเบื่อดีจริงๆแหละครับ^^

#14 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-16 16:23

กรี๊ดดดดดดดดดด
พี่ปอนเข้าทางธรรม

#15 By Luna~ on 2008-08-16 17:03

แวะมาทักทายสวัสดี
ยังไม่ได้หนีหายไปไหน
แอบมี exteen กับเค้าละ
แต่จะมีน้ำหน้าเขียนได้ซักกี่หน้าหนอเรา
ซำบายดีนะคุณปอน

#16 By มนุษย์เพลง on 2008-08-16 22:06

เหมือนเพลง "ผีคอลเซ็นเตอร์" เลย sad smile

คุณปอนจะละทางโลกแล้วเหรอ question พี่โอ๊ตก็เหงาแย่สิเนี่ย question

#17 By ตุ้ย since 2006 on 2008-08-17 05:51

-- อ่านจบแล้ว (อ่านในบลอคพี่ปอนนะคะ)

-- เป็นหนังสือที่น่าอ่านมากจริงๆ ด้วย

-- ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงในสังคมสมัยนี้

-- อยากจะพูดกับคนนะไม่ใช่กับเครื่อง

-- บางทีเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าเกินไปในบางเรื่อง

-- จนบางเรื่องก้าวตามไม่ทัน

-- ไม่ได้เข้าบลอคพี่ปอนนานเลย

-- รูป display ใหม่ดูเก๋มากๆ confused smile

#18 By Evil-minded Angel on 2008-08-17 21:47

หนังสือดีจังเลยค่ะ confused smile เป็นอีกหนึ่งหนังสือน่าอ่านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเองเลยล่ะ big smile

เคยอ่านหนังสือแม่ชี กับเคยฟังเพลงคุณแอมป์ แต่ไม่ยักรู้ว่าสองคนนี้เขารู้จักกันด้วยล่ะ confused smile

#19 By ongki on 2008-08-19 17:38

งานดูอ่านสบายๆ น่าลองอ่านดีจังเลยครับ confused smile

#20 By on 2008-08-20 00:32

ใช่เลย เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้จริงๆ..อยากย้อนอดีตจัง มีความสุขกว่าเยอะ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! หนังสือดี ดีจริงๆ

#21 By MayaKniGht on 2008-08-22 16:57

โอ้.... มาช้าได้ไงเนี่ย
พลาดวันที่น้องปอนปอน อัพเรื่องนี้ได้ไงเรา...

อิอิ

เนื้อหายาวมาก และก็เป็นเนื้อหาที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ big smile
เป็นหนังสือที่น่าอ่านมากเลยล่ะครับ

#23 By นายฉิม on 2008-08-27 09:06

big smile ข้าพเจ้าเห็นด้วยยยยbig smile

#24 By cool fire on 2008-08-28 18:14

สติมาปัญญาเกิด

ดิฉันขอเวลาเรีกสติเพื่อเรียบเรียงตนเองค่ะ
ขอบคุณมากที่เป็นห่วง

แล้วพบกันนะคะ

#25 By แม่ชีเองค่ะ (202.149.24.161) on 2008-08-29 23:44