กฎจราจรใหม่ที่ทุกคนควรต้องรู้
posted on 20 Dec 2008 01:07 by sloppythinking in Live, Socialห่างหายไปนานเลยต้องมาอัพเรื่องใหม่เทรนด์ล่าสุดๆ มาให้ทุกท่านอ่านหน่อยครับ..... เนื่องด้วยสัปดาห์ที่ผ่านมาภาระกิจหน้าด้านการทำวิทยานิพนธ์กำลังเข้มข้นเข้าขั้นจะถึงจุดสุดยอดทำให้ปอนขับรถไปกลับกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ บ่อยมากครับ บ่อยมากกว่าขี่รถจักรยานไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยซะอีกครับ โดยการขับรถไป-กลับออกจากบ้านแต่เช้าตุ๊ดแล้วก็รีบกลับออกจากกทม.ช่วงผีตากผ้าอ้อม ทำให้ได้พบเห็นและรับรู้กฎจราจรที่เค้าเปลี่ยนแปลงใหม่ไม่เหมือนกับที่เราไปอบรมหรือข้อสอบใบขับขี่ที่เราเคยๆ นะครับ มาเป็นข้อๆ กันเลยดีกว่า
มอเตอร์ไซค์ขี่กลางเข้าไว้เสียภาษีเหมือนกัน ถ้าใครเคยขับรถไปต่างจังหวัดบ่อยๆ โดยเฉพาะถนนตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลกถึงกรุงเทพฯ จะเห็นว่าปัจจุบันถนนได้มาตรฐานใหญ่โตโอ่อ่าเป็นยิ่งนัก (ซึ่งในความคิดเห็นของปอนคาดว่าน่าจะเป็นผลงานที่ดีผลงานเดียวในรัฐบาลทักษิณและลิ่วล้อที่ผ่านมา) จากตั้งแต่หน้าม.นเรศวรที่มีถนน 12 เลนส์เป็นช่วงเดียวที่มีและมีมาก่อนรัฐบาลทักษิณนานมากแล้ว พาดผ่านแล้วก็ค่อยๆ ลดเหลือ 8 เลนส์ จนกระทั่งเหลือ 4 เลนส์จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ และจากนครสวรรค์ไปถึงกทม.เป็น 8 เลนส์แล้วมีปูนกั้นขอบถนนอย่างเรียบร้อย เราจะเห็นว่าตามหลักการทั่วไปและบางแห่งมีป้ายบอกว่ารถสองล้อ รถที่ใช้ในการเกษตรทุกประเภทให้ใช้ไหล่ทางในการวิ่ง ซึ่งไหล่ทางก็ทำได้มาตรฐานเหมือนเป็นอีกเลนส์นึงเลยทีเดียวครับ
ช้าชิดขวาเร็วแซงซ้าย เดี๋ยวนี้รถที่ขับช้าๆ ความเร็วประมาณ 60-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะมาขับที่เลนส์ทางด้านขวาคือเลนส์ที่ 3-4 กันเกือบหมดครับ แล้วที่สำคัญบางครั้งขับความเร็วเท่าๆ กันหรือต่างกันนิดหน่อยทำให้เกิดการสับหว่างหรือขวางทางไปตลอดทางโดยที่คนขับก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเมื่อเห็นรถที่มีความเร็วสูงกว่าต้องแซงทางด้านซ้ายไปเรื่อยๆ จากสาเหตุของพี่สิงห์นักบิดกับพี่ช้าชิดขวาเหล่านี้ทำให้ถนนเลนส์ 1-2 และไหล่ทางว่างโล่งทีเดียวครับ ใครจะแซงก็ต้องไปใช้ 3 เลนส์ที่ว่านี้แทนครับ ทำให้รถเร็วต้องไปขับทางด้านซ้ายที่ใกล้กับชุมชนมากกว่าทำให้เกิดอันตรายขึ้นมากกว่าเดิมครับ
มาเปิดไฟสูงให้ถนนสว่างไสวกันเถอะเราจะได้มองถนนชัดๆ อย่างที่บอกครับว่าออกจากบ้านแต่เช้าตุ๊ดเลยทีเดียว แล้วใช้เวลาทำธุระปะปังอยู่ในกทม.ประมาณ 3-4 ชั่วโมง แล้วก็รีบกลับออกมาก่อนฟ้าจะมืด แต่ยังไงก็ต้องมืดก่อนถึงบ้านอยู่ดี เราก็ต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อให้มองเห็นถนนอันกว้างใหญ่ได้อย่างดีใช่ไหมครับ เพราะถนนบ้านเรายังมีไฟถนนเป็นหย่อมๆ ไม่ได้สว่างไสวไปทั่วเหมือนถนนในเมือง ปอนก็เปิดไฟหน้ารถธรรมดาๆ ครับนั่นก็คือไฟต่ำ แต่รถจะมีทั้งไฟต่ำและไฟสูงเอาไว้ทำไมก็รู้ส่วนใหญ่ไฟสูงไว้ใช้กระพริบแต่มันก็สว่างกว่าไฟต่ำทำให้วิสัยทัศน์ในการมองถนนได้ดีกว่า ปอนถูกสอนมาว่าเวลาขับรถตอนกลางคืนให้เปิดไฟต่ำเป็นหลักแต่ถ้าไม่มีรถวิ่งอยู่ด้านหน้ากับวิ่งส่วนมาให้เปิดไฟสูงได้ ซึ่งปอนก็ปฏิบัติแบบนี้มาตลอดครับ
ปาดกันสักนิดเพื่อความรวดเร็วในการไปถึงจุดหมาย กฎข้อนี้จะพบเห็นได้ในกทม.เป็นส่วนใหญ่ถ้าในกรณีที่ไฟเขียวไฟแดงให้ตรงไป ให้เลี้ยวซ้าย ให้เลี้ยวขวาไม่เปิดพร้อมกันไปทีเดียว เราจะเห็นว่ามีรถที่รอจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาจอดต่อแถวกันยาวกว่าช่องอื่นในบางแยก เพราะฉะนั้นเพื่อความรวดเร็วเราก็ไปในเลนส์ที่มันว่างๆ แล้วค่อยๆ เปิดไฟเลี้ยวแทรกคันที่เค้ารอคิวกันอยู่ดีกว่าครับ ไปได้รวดเร็วไม่ต้องรอหลายไฟแดง ไม่ต้องเข้าคิวให้เมื่อย รถในช่องที่เรารออยู่เค้าจะไปก็ไปไม่ได้ไม่เป็นไรเพราะถือว่ายังไงอีกแป๊บนึงเค้าก็ต้องติดไฟแดงอยู่แล้ว รอเราเลี้ยวแป๊บเดียวเท่านั้น บางคันมีความสามารถสูงถนน 4-5 เลนส์อย่างแถวๆ หน้าศาลฎีกาสนามหลวงก็สามารถปาดจากเลนส์ขวาสุดมาเข้าช่องซ้ายสุดเพื่อเลี้ยวขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าได้นับถือมากๆ ครับ
ปอนหวังว่าพวกเราคงจะจำไปใช้กันนะครับเพราะปัจจุบันกฎจราจรของเราเปลี่ยนไปมาก น่าตำหนิหน่วยงานที่รับผิดชอบมากครับที่เวลาเปลี่ยนกฎจราจรแล้วไม่ประกาศให้ประชาชนรู้ ทำให้เราตามไม่ทันแล้วไม่ได้รับความสะดวกในการใช้รถใช้ถนน แถมคนที่สอนขับรถไม่ว่าจะโรงเรียนสอนขับรถหรือคนที่สอนคนอื่นต่ออีกทีก็ไม่สอนมารยาทการขับรถให้ครบด้วยทำให้เราไม่รู้กฎจราจรใหม่ๆ นี้ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าปอนขับรถยนต์เป็นมา 10 ปีพอดีในปีนี้ ขี่รถมอเตอร์ไซค์เป็นมา 19 ปี มันนานเกินไปทำให้ไม่ได้อัพเดทกฎจราจรใหม่ๆ ที่เค้าอบรมกันก่อนสอบใบขับขี่นะ ปอนคงเชยไปซะแล้วสิเพราะตอนปอนสอบใบขับขี่เค้ามีแต่เอกสารให้อ่านแล้วสอบขับรถกับขี่รถวนรอบๆ ขนส่ง แล้วก็หัดถอยรถยนต์เข้าซองตรงซองเฉียงเท่านั้นเอง ปอนคงเชยเกินไปซะแล้วจริงๆ

อีกเรื่องนึงครับที่พบเห็นได้ทั่วไป ปอนต้องขอชื่นชมความมุมานะพยายามของตำรวจทางหลวงมากๆ เลยครับ ที่ทุ่มเททำงานแม้ยามค่ำมืดถนนไม่มีแสงสว่างก็ยังจอดรถไว้ข้างทางมืดๆ แล้วก็ใส่เพียงเสื้อสะท้อนแสงตัวเดียวไปยืนอำนวยความสะดวกให้กับบรรดารถบรรทุกทั้งหลายด้วยการไปยืนโบกอยู่กลางถนนมืดๆ แบบนั้น ปอนเห็นก็อดชื่นชมในความขยันขันแข็งทุ่มเททำงานเสี่ยงอันตรายเพื่อประชาชนชาวรถบรรทุกขนาดนี้ครับ คนขับรถบรรทุกและเจ้าของกิจการลอจิสติกถึงรักตำรวจทางหลวงกันทุกคนเพราะแม้ยามค่ำมืดดึกดื่นก็มาอำนวยความสะดวกโบกรถให้แบบนี้ แต่สำหรับคนใช้ท้องถนนธรรมดาๆ อย่างปอนบางทีก็ตกใจนะครับเพราะถนนมันมืดมากกกก ขับรถมาด้วยความเร็วค่อนข้างสูง (140 กม./ชั่วโมงเองนะ) มาเจออะไรตะคุ่มๆ กลางถนนมันก็ตกใจอาจหักพวงมาลัยเข้าไปชนได้นะครับ ปอนยังไม่อยากเป็นฆาตกรฆ่าตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกรถบรรทุกอยู่ ชาติคงขาดบุคลากรตำรวจทางหลวงที่ดีๆ ไปแย่เลยนะครับ ทุ่มเททำงานก็ไม่ว่านะครับแต่ระวังรักษาตัวเองด้วยนะครับคุณตำรวจทางหลวงถ้ารถบรรทุกเค้ามองไม่เห็นขึ้นมาเร่งเครื่องไปทับให้แบนติดถนนแล้วหนีไป... เสียดายคุณตำรวจแย่เลยนะครับ
ที่เขียนมาปอนไม่ได้ประชดใครจริงๆ นะครับ ปอนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ
มีข่าวประกาศนิดนึงครับในที่สุดวิทยานิพนธ์ของปอนก็ถึงเวลาที่จะได้ขึ้นเขียงอีกหนึ่งรอบเพื่อถกเถียงกันถึงประเด็นต่างๆ ที่ค้นพบได้จากการวิจัยแล้ว (ถ้าเสร็จสมบูรณ์จะเอามาเผยแพร่ในนี้อีกครั้งนะครับ) หรือชาวบ้านเค้าเรียกว่าสอบปกป้องวิทยานิพนธ์นั่นเองครับ (แต่ในความจริงปกป้องไม่ได้หรอกครับมีแต่ตายกับตาย ขึ้นอยู่กับว่าจะตายแบบทุรนทุรายหรือตายแบบสงบ) ปอนจะสอบในวันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2552 เวลา 9.00 น.ที่จะถึงนี้ครับ ซึ่งปอนคาดว่าจะไปกทม. ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม และจะหน้าด้านอยู่จนถึงวันจันทร์ ที่ 19 มกราคม 2552 นี้ครับ ใครที่จะรับจองเป็นเจ้าภาพสวดปอนก็เชิญลงชื่อจองไว้ได้เลยนะครับจะสวดเป็นอาหารญี่ปุ่นอย่างเคยๆ อาหารไทย อาหารอีสาน หรืออาหารฝรั่งก็ได้ครับ แต่เย็นวันศุกร์ ที่ 16 ปอนขอสงวนไว้ฉลองโดนฆ่ากับรุ่นน้องที่ร้านแถวๆ ท่าพระจันทร์ครับ จองก่อนมีสิทธิ์ก่อนนะครับ 


ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต : ช่วงที่ผ่านมาอาจไปเยี่ยมเยือนมิตรรักแฟนบล็อกได้ไม่ค่อยจะทั่วถึงต้องขอโทษด้วยนะครับ คาดว่าหลังจากมกราคมไปแล้วสถานการณ์น่าจะเข้าสู่ภาวะว่างงานได้ตามปกติ... ยังคงระลึกถึงทุกๆ คนอยู่นะครับ


#1 By tiew@fine on 2008-12-20 01:52