ร่วมทุกข์...ร่วมสุข
posted on 07 Jan 2009 00:08 by sloppythinking in Liveปอนคิดไปเองว่า.... คนที่มาอ่านเอ็นทรี่นี้ผ่านการมีแฟนหรือมีแฟนกันอยู่แล้วทุกคนก็แล้วกันนะครับ

ห่างหายการเขียนเรื่องแนวความคิดเกี่ยวกับความรักมานานพอดู วันนี้ก็ได้เจอประเด็นอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับความรักครับ คิดว่าไม่เขียนไม่ได้ซะแล้ว จากเมื่อเอ็นทรี่มหากาพย์ "ความรักแบบปอนปอน" ทั้ง 3 ภาค ปอนจะเน้นไปที่การอธิบายว่า วิธีการเกิดความรักนั้นจะต้องเกิดมาจากพื้นฐานของความเข้าใจเป็นหลัก แต่มาครั้งนี้ เมื่อเรารักหรือชอบเข้าไปแล้ว เราจะอยู่ด้วยกันยังไงให้มีความสุขกันยืนยาวครับ

ปอนไม่มั่นใจนะครับว่าความคิดของปอนจะถูกทั้งหมดเพราะปอนก็ไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นหากท่านใดที่มีประสบการณ์เหนือกว่าอยากแลกเปลี่ยนก็เชิญได้เลยนะครับ
โดยธรรมดาของชีวิตมนุษย์กินปี้ขี้เหม็นแล้วต้องมีความธรรมดาพื้นฐานที่มนุษย์เราต้องเจอก็คือ "ความทุกข์" และ "ความสุข" ถ้าเราดั๊นนน ไปรักกับใครสักคน (คือฉันรักเธอ เธอก็รักฉัน เรารักกันนะครับ ไม่ได้รวมถึงกรณีฉันรักเธอแต่เธอไปรักใครก็ไม่รู้) อย่างที่บอกมาตั้งแต่ครั้งที่แล้วว่า "ความรักที่ดีต้องมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจกันและกัน"
ดังนั้น เวลาที่เราจะเข้าใจใครสักคนก็ควรจะต้องรู้เรื่องของกันและกันในระดับหนึ่งถึงจะเกิดเป็นความเข้าใจกันและกันได้ ซึ่งเรื่องราวของแต่ละคนก็คงไม่ใช่เรื่องที่มีแต่ความสุขหรรษาปราศจากทุกภัยมาเยือนเพียงอย่างเดียว การรับรู้ถึงความทุกข์กับการรับรู้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นของคนที่เรารักแล้วเขาก็รักเราไปควบคู่กันมันจึงเป็นความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจกันและกันเป็นอย่างมากนะครับ
บางครั้ง แค่เพียงการรับรู้ถึงความสุขกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นมันก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน การเป็นคู่รักที่มีการ "ร่วมทุกข์...ร่วมสุข" กัน จึงเป็นแนวทางที่จะทำให้รักมีความยั่งยืนยาวนาน เหมือนเช่น "ป้าจุ๊กับลุงปุ๊ย" ที่มีความรักให้กันแก่กันมากอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
การร่วมทุกข์...ร่วมสุข ในความคิดของปอนมันน่าจะหมายถึง การที่คนที่เรารักและรักเราคอยอยู่ข้างๆ อยู่ใกล้ๆ เพื่อรับรู้และสัมผัสความรู้สึกแห่งความสุขนั้นร่วมกัน การร่วมทุกข์ ก็เช่นเดียวกันนอกจากที่จะอยู่ข้างๆ อยู่ใกล้ๆ เพื่อรับรู้และสัมผัสความรู้สึกที่เป็นทุกข์ใจและ/หรือทุกข์กายไปพร้อมๆ กันแล้วก็ยังถือว่าคนที่รักจะเป็นกำลังใจให้กัน หรือช่วยกันคิดเพื่อหาทางออกให้พ้นจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นไปได้
(ยกเว้นกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นตัวทำให้เกิดทุกข์นะครับ เช่น ผัวซ้อมเมีย เมียมีชู้ ผัวมีเมียน้อย ผัวเข้าบ่อนเมียเล่นไพ่ ผัวกินเหล้าเมียเลี้ยงลูกแล้วยังมีหน้ามาไถตังค์เมีย เพราะประเภทเหล่านี้มันไม่ได้เกิดจากการร่วมกันทุกข์ ร่วมกันสุข แต่มันมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความสุขบนความทุกข์ของอีกฝ่ายหนึ่ง ครับ
)การร่วมทุกข์..ร่วมสุข บางทีก็มีคนเข้าใจผิดแบบแมนๆ ว่า ชั้นรักเธอแล้วชั้นอยากให้เธอมีความสุขสุดยอด ไม่ต้องมารับรู้หรืออยู่ในความทุกข์ใจของฉันๆ จะรับมันไว้ผู้เดียว เพราะชั้นรักเธอ ชั้นจะดูแลเธอให้มีแต่ความสุขเท่านั้น
ที่ปอนบอกว่า ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ผิดเพราะว่า คนเราที่รักกันหรือชอบกันจริงๆ แบบไม่ฉาบฉวยจะต้องสังเกตคนที่เรารักหรือชอบอยู่เสมอ เมื่อคนปกติมีความทุกข์ใจอะไรเกิดขึ้นมาไอ้ความทุกข์เหล่านั้นจะเด้งดึ๋งออกมาทางสีหน้า แววตา หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ปกติ คู่รักของคนๆ นั้นก็ต้องซึมซับมาครับพร้อมๆ กับไม่สบายใจว่าเกิดอะไรขึ้น แทนที่คุณจะทำให้คนที่คุณรักมีความสุขแต่กลับกลายเป็นการทำให้คนๆ นั้นมีความทุกข์ขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว
ซ้ำร้าย หากว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นใหญ่หลวงนักแต่คุณรับมันไว้เพียงผู้เดียวไม่ยอมให้คนที่เรารักได้รู้ระแคะระคาย แต่ไอ้/อีคนที่เรารักกลับไปรู้จากปากคนอื่น....... ก็จะเป็นการสร้างความทุกข์แบบคูณ 2 ให้กับคนที่คุณรักเลยทีเดียวครับ
บางคู่ชอบทำตัวประหนึ่งนายหัวหฤษณ์กับโสรยาจากละครเรื่องจำเลยรัก ชั้นรักเธอแต่เธอจะต้องมาร่วมแต่ทุกข์ๆๆๆๆ กับชั้น เวลามีปัญหามีความทุกข์ใจคิดถึงคนรักอยากเล่าอยากระบายอยากให้อยู่ด้วย แต่พอถึงเวลาที่มีความสุขกลับคิดถึงเพื่อนอยากให้เพื่อนอยู่ร่วมสุขแต่คนรักมีหน้าที่แค่ร่วมทุกข์..... อย่าทำนะครับ.. อย่าทำ เพราะมันจะทำให้เกิดความทุกข์และสุขไม่สมดุล แต่กรณีที่เป็นคนที่มีความทุกข์เยอะมากกว่าความสุข คนที่เพาะบ่มความรักขึ้นมาจากความเข้าใจก็จะเข้าใจกันได้ครับ

จริงๆ แล้วการร่วมสุขมีความสำคัญน้อยกว่าการร่วมความทุกข์ด้วยกันนะครับ เพราะการร่วมความทุกข์ทำให้เรามีความเข้าใจในกันและกันมากยิ่งขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีคิดการดำเนินชีวิตในแบบที่ "เป็นจริง" ไม่ได้มีการเสแสร้ง และที่สำคัญเราจะได้เห็น "น้ำใจ" ของคนที่เรารักอย่างไม่สามารถจะพบได้จากการร่วมอยู่ในความสุข
วิธีการที่คนรักกันจะร่วมทุกข์...ร่วมสุขกันได้มีวิธีทำง่ายมากๆ ครับ คือ "การพูดความจริงแบบตรงไปตรงมา" เมื่อเราพูดความจริงต่อกันความไว้วางใจก็จะเกิดขึ้น จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ จนทำให้เกิดความเข้าใจและจะรักกันมากขึ้น หรือถ้าไม่รักกันมากขึ้นก็จะรู้ตัวกันแล้วหล่ะครับว่าเราควรจะคบกันต่อไปดีหรือเปล่าจะได้กลับตัวได้เร็วไม่เสียเวลาดันทุรังคบกันไป
อยากจะฝากทิ้งท้าย....ในกรณีการร่วมทุกข์ร่วมสุขที่จะเกิดขึ้นเราต้องดูถึงความสมดุลด้วยนะครับ อย่างที่บอกในตอนต้นว่าความสุขมีเอาไว้ร่วมกับเพื่อนส่วนความทุกข์เอาไว้กับคนที่เรารักแล้วมันก็รักเรา แบบนั้นจะทำให้เกิดความรักที่ไม่ยั่งยืน หรืออีกกรณีหนึ่งคือคู่ที่มองว่าความรักสวยงามมีแต่ความสุขสมหวัง คนใดคนหนึ่งหรือคนทั้งสองคนได้แต่เรียกร้องหาความสุขจากกันและกัน โดยละเลยความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับคนรักของตัว นอกจากเป็นความรักที่ฉาบฉวยแล้วยังเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวด้วยครับ เห็นได้ว่า วัยรุ่นหรือวัยทำงานในสมัยนี้เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิกเปลี่ยนแฟนบ่อยๆ เป็นว่าเล่น ปอนคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุนี้คือความต้องการตักตวงแต่ความสุข แต่พยายามจะละเลยความทุกข์ที่เกิดขึ้นของแต่ละคนไปไม่ยอมให้มันมากล้ำกรายกับความรัก ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องมีทั้งทุกข์และสุข การตักตวงแต่ความสุขมันจึงเป็นหนทางที่ไม่ยั่งยืนครับ

ขอให้ทุกคนมีคนที่อยู่ร่วมทุกข์....ร่วมสุขด้วยกันไปยืนยาวนะครับ สำหรับคนเขียนรู้สึกว่าที่เขียนมาค่อนข้างออกแนวอุดมคติเหลือเกิน แต่ปอนก็อยากมีความรักแบบนี้นะครับ ความรักที่ได้ร่วมทุกข์...ร่วมสุขกับใครสักคน ประกาศไว้ตรงนี้เลยครับว่า ใครที่อยากมาร่วมสานอุดมการณ์นี้กับอนาคตวารสารศาสตรมหาบัณฑิตในระยะเวลาอันใกล้แบบปอนเรียนเชิญติดต่อได้ทางอีเมล์ตรงโปรไฟล์ใต้รู้ทางด้านซ้ายมือเลยนะครับ

(ปอนยังว่างงงงงงงงงงง)สิ่งที่แสน - Tattoo Colour
ปัจฉิมลิขิต : ในที่สุดวิทยานิพนธ์ก็เสร็จแต่ยังไม่สิ้นครับ (แต่คนทำเกือบสิ้นใจ) ต้องสอบปกป้องมันก่อน (ซึ่งคงปกป้องไม่ได้แน่นอน) แล้วต้องตรวจเล่มเพื่อส่งเล่มสมบูรณ์ให้ทันวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 ที่จะถึงนี้ครับ.. มาช่วยลุ้น (แบบร่วมทุกข์ร่วมสุข) กันดีกว่าว่าจะทันหรือเปล่า

Tags: ครองคู่, ความรัก, ทุกข์, รักกัน, รักกันยืนยาว, ร่วมกัน, วิธีการ, สุข18 Comments

เข้าใจเรา
เข้าใจกัน
#1 By tiew@fine on 2009-01-07 00:27