เป็น อยู่ คือ... ยังไงต่อ
posted on 20 Apr 2009 23:40 by sloppythinking in Politic, Socialสบายๆ มาสักพักเพื่อรอให้เหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มตกตะกอนแล้วปอนค่อยแสดงจุดยืนดีกว่า เพราะจะทำให้เขียนด้วยอารมณ์ได้ลดลงไปหน่อยนึงนะครับ และนี่เป็นการแสดงจุดยืนของปอนในด้านการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมันก็มีความเกี่ยวข้องทางด้านการสื่อสาร (ที่ถนัด) ทั้งการสื่อสารทางการเมือง การสื่อสารด้านการสร้างภาพลักษณ์ แล้วก็การบริหารการสื่อสารแทรกๆ กันอยู่ในนี้
ซึ่งเอ็นทรี่นี้ปอนปรับปรุงมาจากการที่ไปตอบเอ็นทรี่ของคุณนัทไฟเย็นนะครับ ปอนเห็นว่าที่ตอบไปมันยาวได้อีกเอ็นทรี่นึงเลยก็เลยเอามาปรับสักหน่อยจนเป็นอย่างที่เห็นนี่แหล่ะครับ ปอนหวังว่ามุมมองของปอนในครั้งนี้คงจะทำให้เกิดความคิดกันอีกสักด้านสองด้านในประเด็นที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้บ้างนะครับ
หากเราจะวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้คงต้องบอกว่าสังคมไทยกำลังถูกครอบงำไปด้วยการสร้างภาพลวง ซึ่งการสร้างภาพเหล่านี้มุ่งหวังไปที่ผลของการฝังหัวแล้วล้างสมองทำให้คนที่มีโอกาสต่างๆ น้อยกว่าคนในเขตเมืองคิดว่าตัวเองโดนกระทำ โดนโดดเดี่ยว โดนเอาเปรียบจากชนชั้นอื่นๆ
เราสามารถมองจากความจริงพื้นฐานของได้ว่าโลกนี้ไม่มีทางที่สิทธิของคนเราจะเท่าเทียมกันทุกๆ คนครับ แม้แต่ประเทศที่บอกว่าทุกคนเท่าเทียมกันก็ยังไม่มีความเท่าเทียมที่แท้จริงกันเลยแม้แต่น้อย ต่างก็ต้องแบ่งเป็นชนชั้นนำ กับประชาชนชั้นไพร่ฟ้า ซึ่งวิถีการดำรงชีวิตและบทบาทหน้าที่ก็มีต่างกันออกไป
แต่ปัญหาทุกวันนี้และแนวคิดจากความจริงดังกล่าว ได้ถูกคนที่พยายามปลุกปั่นไม่ได้เอาความจริงพื้นฐานเหล่านี้ไปเป็นเกณฑ์ แต่กลับปลูกฝังแนวคิด utopia (โลกในอุดมคติที่มีแต่ความเท่าเทียม เสมอภาค มีภราดรภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดของกลุ่มสังคมนิยม) ที่ไม่มีจริงเอามาใช้ฝังหัวคนที่มี "โอกาสทางสังคมน้อย" เพื่อกระตุ้นความโกรธแค้นที่ตัวเองไม่มีไม่เป็นเหมือนอย่างคนอื่นเขา และคนเหล่านั้นก็จะหันมา "พึ่งพา" คนที่ปลูกฝังความคิดนี้ด้วยเชื่อว่าคนนั้นจะเป็นผู้เดียวที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันได้ ซึ่งการพึ่งพาดังกล่าวก็ส่งผลให้คนเหล่านั้นไม่คิดจะหาโอกาส หรือสร้างโอกาสด้วยตัวเอง ได้แต่รอความช่วยเหลือจากคนที่ถืออำนาจรัฐไว้ในมือ หรือคนที่ให้ความหวังได้มากที่สุด มันก็เลยเกิดเหตุการณ์แบบนี้แหล่ะครับ แต่บางคนก็คิดว่าการกระทำแบบนั้นเป็นอาชีพอย่างหนึ่งทำให้เกิดรายได้ด้วย แล้วมีความสะใจได้ระบายอารมณ์ด้วยการเผารถเมล์ ยิงคน ตะโกนด่าทอคนอื่นได้ โดยที่ตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบอะไร สบายใจได้เงิน
ส่วนการโต้แย้งด้วยเหตุผล ด้วยหลักการ ด้วยหลักฐาน ด้วยกฎหมายในกรณีต่างๆ ของเสื้อสีต่างๆ ปอนมองว่าเรื่องนี้เสื้อเหลืองทำได้ดีมาตั้งแต่ต้นตั้งแต่สมัยรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ก่อนที่จะเป็นเสื้อเหลืองเลยทีเดียวครับ เพราะมีการตั้งคำถามอย่างชัดเจนเป็นระบบให้กับรัฐบาลทักษิณในสมัยนั้นได้ตอบคำถาม แต่ก็ไม่ได้มีการชี้แจงจากรัฐบาลในสมัยนั้น จนคนเริ่มเกิดความกังขา จนในที่สุดก็เชื่อว่ารัฐบาลเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะไม่สามารถตอบคำถามถึงความไม่ยุติธรรมและการแทรกแซงองค์กรต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากหลายๆ กรณี (ทั้งเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ เรื่องแต่งตั้งนายทหาร หรือเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานต่างๆ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร ฯลฯ ในขณะนั้นได้เลย) ทำให้คนเริ่มเชื่อมากขึ้นจนลุกลามมาเป็นเสื้อเหลือง เป็นพันธมิตรฯ อย่างที่เห็นเพราะทุกคนที่มารวมตัวกันเห็นว่าตัวเองเริ่มเสียประโยชน์จากการกระทำของรัฐบาลในขณะนั้น แล้วก็ไม่ได้ความชัดเจนสักอย่างจากรัฐบาล
จนถึงปัจจุบันทักษิณก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ โดยเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติหลายๆ แหล่ง ทักษิณก็จะหลีกเลี่ยงที่จะตอบ หรือตอบไม่ชัดเจน รวมถึงการรวมตัวของเสื้อแดงด้วยเช่นกันที่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น แล้วก็พยายามสร้างเหตุผลที่เป็นนามธรรม (อำมาตยาธิปไตย, ประชาธิปไตย) ในการชุมนุมโดยที่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุนได้ แต่มีแกนหลักคือ "ทักษิณ" และคำว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง (ซึ่งก็คืออะไรก็ไม่รู้ ไม่สามารถนิยามได้จากการชุมนุม) แล้วก็การปลุกเร้าประชาชนโดยการเอา "ความหวัง" ที่ถูกสร้างโดยทักษิณมาเป็นเครื่องต่อรองว่าถ้าทำสำเร็จทักษิณจะมาอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง
ดังนั้นปอนคิดว่าหากจะมองเรื่องนี้ เราต้องดูว่า "ทักษิณ" ต้องการอะไรกันแน่ มากกว่าจะมองเรื่องความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้น เพราะเรื่องราวของชนชั้นถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นฉากบังหน้าแค่เคลือบไว้ให้เป็นเครื่องมือในการเรียกระดมคนเพื่อมาทำตามความตั้งใจของ "ทักษิณ" เท่านั้น
อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าความเท่าเทียมที่แท้จริงไม่มีในโลก แต่ชนชั้นสูงของเราโดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปรีชาญาณมากนะครับ ที่พระองค์ทรงงานอย่างหนักใกล้ชิดกับราษฎรทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นเหล่านั้นลดลงอย่างมาก แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ได้คิด หรือสำนึก เพราะถูกปลูกฝังมาว่าทำงานน้อยๆ ได้เงินเยอะๆ เป็นสิ่งที่ใฝ่ฝัน แล้วทักษิณจะให้อย่างนั้นแก่พวกเขาได้ (ทั้งๆ ที่นโยบายของทักษิณที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ รัฐบาลต่างๆ ที่ผ่านมาก็เคยทำมาหมดแล้ว เพียงแต่สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองกับนโยบายโปะเข้าไปทำให้ดูว่าเป็นนโยบายเพื่อคนจนอย่างแท้จริง ยืนอยู่ข้างคนจนรากหญ้า)
ทางออกของปัญหาทั้งหมดนี้จะหมดไปก็ต่อเมื่อประชาชนไทยเรามีความรู้เรื่องระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างชัดเจนตามนิยามในบริบทของสังคมไทย เพราะที่ผ่านมานิยามเหล่านี้ถูกบิดเบือนมาโดยตลอด เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับคนบางกลุ่ม แล้วคนไทยต้องตระหนักถึงรากเหง้าของเราครับ เพราะปัจจุบันคนเราทิ้งรากเหง้าของเราไปมาก มากจนทำให้ไขว้เขวสเปะสะปะอย่างที่เป็นอยู่ ไม่รู้ว่าพอจะทราบกันบ้างหรือเปล่าว่าตั้งแต่ทักษิณมาเป็นรัฐบาล ทำให้ประชาชนตามชนบท ชาวไร่ชาวนา มีความคิดวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เคยสู้ชีวิตไม่ย่อท้อต่อปัญหา แต่ปัจจุบันต่างก็เฝ้ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยไม่ขวนขวายหาทางออกด้วยตัวเองก่อน ปอนคิดว่า....มันอันตรายต่อประเทศเรามากทีเดียวครับ
สิ่งที่อยากบอกทั้ง 4 ฝ่ายหลักๆ มีดังต่อไปนี้ครับ
รัฐบาล ค่อยๆ ทำไปครับอย่าลนลานเพราะแรงกดดันจากพวกนั้น ค่อยๆ คิดเพื่อหาทางออกบางทีการแก้รัฐธรรมนูญมันก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา เพราะ "ประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน" แก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าถ้าแก้แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าไม่แก้แล้วจะเสียประโยชน์อะไร ถ้าผลที่ได้มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์นักการเมือง มันก็ไม่จำเป็นต้องแก้ครับ แค่รัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชนด้วยช่องทางที่เข้าถึงก็เพียงพอ
ฝ่ายค้าน พวกคุณเสนออะไรมาควรใช้สมองคิดซะบ้างนะครับ ข้อเสนอต่างๆ ควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเห็นได้ชัดนะครับ ไม่ใช่เพื่อพวกพ้องน้องพี่นายทุนนายเงินนายหัวทั้งหลายแหล่ ทำอะไรก็ควรละอายใจบ้างเพราะยังไงก็รับเงินเดือนมาจากภาษีของราษฎรตาดำๆ หาเช้ากินค่ำพวกคุณสุขสบายกว่าพวกที่ทำมาหาเลี้ยงคุณตั้งเยอะ คุณยังเอารัดเอาเปรียบเค้าโดยที่ไม่สร้างประโยชน์ให้เขาอีกหรอครับ ถ้าคุณจะบอกว่าเอาพวกที่โดนตัดสิทธิทางการเมืองกลับมาเพราะมีคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง ทำงานเป็น ทำงานเก่ง มันคงไม่ใช่มั้งครับ เพราะหลายปีได้พิสูจน์มาแล้วว่าประเทศไทยไม่มีคนพวกนั้นก็สามารถอยู่รอดมาได้อย่างดี เพราะฉะนั้นจะมาอ้างเรื่องนี้คงไม่ได้หรอกนะครับ เท่าที่โดนตัดสิทธิทางการเมืองยังทำตัวมีปัญหากันมากมายขนาดนี้เลยครับ ถ้าเอากลับมาไม่อยากจะคิดว่าปัญหาจะตามมามากขนาดไหน
เสื้อเหลือง อยู่นิ่งๆ ครับ เสนอความคิดเห็นตามสมควรก็พออย่ากร่างมากครับ การมีผู้ร่วมอุดมการณ์เยอะก็ไม่ได้แปลว่าจะเอาจำนวนไปกดดันการทำงานของหน่วยงานต่างๆ นะครับ ถ้าหากเกิดความไม่เป็นธรรมจริงๆ ค่อยออกมาขู่หรือเตือนสักทีนะครับ ไม่ต้องบ่อยไม่ต้องถี่หรือเก็บทุกเรื่องมาขู่นะครับมันดูไม่ดี ภาพลักษณ์จะดูแย่ลง
เสื้อแดง อยู่นิ่งๆ ครับ ตั้งหลักให้ดีว่าจะทำอะไรเพื่อใคร เพื่ออะไรกันแน่ ไอ้สิ่งที่พูดกับพฤติกรรมที่ทำน่ะมันคนละอย่างเรียบเรียงความคิดให้ดีๆ ครับ ทำให้เป็นมืออาชีพหน่อยไม่ใช่พูดๆ อย่างเดียวแต่ไม่มีวิธีการ ซึ่งไอ้วิธีการที่ผ่านมามันไม่ใช่การเรียกร้องแบบมืออาชีพนะครับ มันกลายเป็นกองโจร "ห้าร้อย" ของแท้แล้ว มาเรียกร้องประชาธิปไตย (ยังไง อะไรก็ไม่รู้) ไม่ใช่หรอครับ ไหงกลับกลายเป็นมาปล้นสะดมไปซะได้
จุดยืนปอนมีแค่นี้จริงๆ ครับ ขอบคุณมากครับที่อ่านกัน
ปอนเอง
)
)
ถ้ารู้ แล้วทำไม คำพูด และกริยาถ่อยๆ ยังมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ ทำไมตอนประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านไม่เห็นเป็นแบบนี้..
#1 By มนุษย์กล่อง on 2009-04-20 23:42