วิธีใช้สื่อท่ามกลางความสับสน
posted on 12 Jun 2009 02:12 by sloppythinking in Communication, Socialช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ผ่านมาพวกเราคงเห็นว่าเกิดสงครามด้านการสื่อสารในประเทศไทยแบบเห็นได้เด่นชัดที่สุดตั้งแต่มีการพูดถึงสงครามสื่อกันมาเมื่อหลายสิบปี ครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดในแวดวงนิเทศศาสตร์เลยทีเดียวครับ มีหรือที่คนอย่างปอนจะพลาดประเด็นนี้เลยที่เงียบหายไปไม่ได้อัพบล็อกก็เพราะมัวไปเก็บข้อมูลเรื่องนี้อยู่นะครับไม่ได้อู้อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ (นี่ๆๆ รู้สึกว่าตัวเองหน้าด้านมากๆ ไม่มียางอายที่สุดก็ตอนที่เขียนแบบนี้แหล่ะครับ แหะๆ)
จากเหตุการณ์เหล่านี้หลายๆ คนคงจะทั้งงงและเบื่อจนเลิกบริโภคสื่อที่เกี่ยวกับการเมืองไปเลยทีเดียว แต่ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์กินปี้ขี้เหม็นแล้วดันมาเป็นคนไทยอีกยังไงซะก็เลี่ยงที่จะไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการเมืองไปได้นะครับเพราะประเทศเราเป็นประชาธิปไตย (จริงๆ นะ) เรามีสิทธิที่จะรู้และต้องรู้เพื่อรักษาสิทธิของเราครับ อย่าให้ใครเอาสิทธิของเราไปใช้ตามอำเภอใจแล้วมาอ้างว่าประชาชนให้สิทธิให้มาแล้วอย่างเต็มที่ จะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้นะครับ
อรัมภบทมามากแล้ว มาเข้าเรื่องการใช้สื่อของเรากันดีกว่า เราจะเห็นว่าสื่อมวลชนมีการแสดงจุดยืนจุดนั่งกันชัดบ้างไม่ชัดบ้าง บางเจ้าก็เป็นผู้นำเองเลยด้วยซ้ำ หรือบางเจ้าพยายามเป็นกลางแต่ก็โดนครหาว่าอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง บางเจ้าก็กระมิดกระเมี้ยนแอบๆ แย้บๆ นิดๆ หน่อยเพื่อดูไม่ให้น่าเกลียดเพราะอยู่ในฐานะที่เป็นสื่อมวลขนมีจรรยาบรรณอันสูงซึ่งมีไว้ละเมิดเป็นประจำ
เมื่อมันมีสื่อหลากหลายแบบนี้ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลบ่าทะลักเข้ามามันเลยมีทั้งความเหมือนและแตกต่างในเรื่องเดียวกันแต่คนละสื่อ พอประชาชนคนตาดำๆ อย่างพวกเราบริโภคสื่อมากกว่า 1 สื่อก็จะเริ่มงงว่าจะเชื่อใครดีหว่าเมื่อไม่รู้จะเชื่อใครก็เลยเลิกบริโภคไปซะอย่างนั้น วันนี้เรามาคุยกันดีกว่าครับ ว่าเราจะใช้ข้อมูลที่มาจากหลายแหล่งได้อย่างไร แล้วทำยังไงเราจะไม่โดนสื่อมวลชนหลอกเอา เปิดใจให้กว้างแล้วค่อยๆ คิดตามกันไปนะครับ... มาเริ่มกันเลยดีกว่า
ขั้นตอนแรก เราต้อง "เลือก" ครับ
ตอนนี้ข้อมูลข่าวสารมันมีออกมามากมายก่ายกองตั้งแต่เรื่องขี้ฝุ่นปลิวเข้าตาหมาไปจนถึงเรื่องประเทศชาติล่มสลาย เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกที่จะสนใจมันครับ เกณฑ์ในการเลือกที่ง่ายที่สุดก็คือ ข่าวสารอะไรที่มันเป็นประโยชน์แล้วก็มีผลกระทบกับสิทธิหรือผลประโยชน์ของเรา เช่น ปตท.มั่วนิ่มขึ้นราคาน้ำมัน, รถเมล์ขสมก., รถไฟฟ้า, แจกเงินฟรี, ตลาดหุ้นกำลังฟู, โรคไข้หวัดกำลังระบาด, นักการเมืองโกงหน้าด้านๆ แถมยังหวังเรียกเรตติ้งให้ตัวเอง ฯลฯ เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีผลต่อการดำรงชีวิตของเราในแต่ละวัน เราก็เลือกที่จะรับแต่เฉพาะเรื่องราวเหล่านี้ครับ ส่วนเรื่องช่วงๆ กินไผ่จนอ้วนเกินพิกัด หลินฮุ่ยนอนหงายแบะขาเอาลูกกอดไว้ในอกตลอดเวลา เคอิโงะขึ้นร้องเพลงด้วยหน้าขาวว่อก ก็ทิ้งๆ ไปบ้างก็ได้ครับ
ขั้นตอนที่สอง เมื่อเราเลือกได้ว่าเราจะสนใจเรื่องอะไรเราก็ต้องมา "เช็ค" ครับ
การเช็คข้อมูลจากแต่ละสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยครับ อย่างน้อยเราคงต้องเสียเวลาสักนิดอ่านหรือรับข้อมูลตั้งแต่ 3 แหล่งขึ้นไป ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เราคงพอจะเห็นๆ กันบ้างแล้วนะครับว่าสื่อไหนสักกัดค่ายไหน ถ้าใครรักใครชอบทีมทักษิณคงต้องบริโภคสื่อในเครือผู้จัดการ ส่วนใครชอบพันธมิตรสีเหลืองทั้งแผ่นดินก็คงต้องบริโภคสื่อในเครือ D ต่างๆ ทั้ง D station, D (red) News
นอกนั้นแล้วเรายังต้องบริโภคสื่อที่คิดว่าอยู่กลางๆ บ้างเช่นเครือเนชั่น ทีวีไทย ส่วนช่อง 3 คุณจะไม่มีทางพลาดข่าวแน่นอนเพราะจะเอาข่าวเก่าๆ ประเด็นเดิมๆ มารีรันทุกช่วงเวลา หรืออื่นๆ เช่นสำนักข่าวต่างประเทศต่างๆ แต่ยังไงก็ต้องบริโภคสื่อไทยด้วยนะครับ
ที่เราต้องเช็คเพราะเราต้องดูทิศทางของข้อมูล และการเช็คข้อมูลว่ามันตรงกันทุกสื่อหรือไม่ แล้วเวลาแหล่งข่าวพูดเรื่องเดิมข้อมูลตรงกันทุกครั้งหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เราต้องสังเกตให้ดีๆ ครับ
ขั้นตอนที่สาม พอเราเช็คแล้วสิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ "เปิดใจ" ครับ
ข้อสำคัญที่สุดในการใช้สื่อมวลชนก็คือ "การเปิดใจ" ครับ เราต้องเปิดใจรับข้อมูลที่เราได้มาให้ได้ครับ ขอให้เชื่อถือในข้อมูลที่ผ่านการเช็คเปรียบเทียบมาแล้วไม่ใช่เชื่อถือในยี่ห้อสื่อ เราจะเห็นว่าที่ผ่านมาคนที่บริโภคสื่อในเครือ ในค่ายไหนก็จะบริโภคอยู่แต่ค่ายนั้น แล้วก็ไม่ค่อยจะยอมเปิดรับข้อมูลข่าวสารในค่ายอื่นๆ ทำให้ข้อมูลที่เราจะนำมาใช้วิเคราะห์มีน้อยมากจนบางครั้งก็ถูกครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จไป และการไม่เปิดใจนี่แหล่ะครับที่เป็นโอกาสให้เราถูกหลอก ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์เข้ากลุ่มเข้าพวก
ขั้นตอนที่สุดท้าย พอเรายอมรับกับข้อมูลข่าวสารที่เราได้มาแล้วเราก็ต้องเอาไป "ใช้ประโยชน์" ครับ
ในปัจจุบันเรามีช่องทางในการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของเราในฐานะเป็นประชาชนคนหนึ่งได้หลายช่องทางครับ ถ้าเราเห็นว่าสิ่งไหนที่จะทำให้เราเสียผลประโยชน์ที่เราควรจะได้รับเราก็ต้องเรียกร้องเพื่อแสดงให้เห็นว่า "กูก็รู้ทันมึงนะ เอาของกูคืนมา"
หรืออีกอย่างหนึ่งคือการใช้ข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจเพื่อการดำรงชีวิตซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ขั้นพื้นฐานของการบริโภคข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเลยครับ.. ปอนคิดว่าการตัดสินใจอะไรก็ตามบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและสมเหตุสมผลมันจะทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขแล้วก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงด้วยครับ
"อย่าบริโภคข่าวสารไปวันๆ แต่ให้ใช้ประโยชน์จากมันให้เรามีความสุข" ครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต... ที่หายไปนานมากๆ เพราะตอนนี้หลายสิ่งหลายอย่างประเดประดังถาโถมเข้ามามากมายเหลือเกินครับ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานลงแขก งานปากท้อง งานจิตใจทั้งของตัวเองและเพื่อนพ้อง เลยทำให้ไม่มีสติสตังจะเขียนบล็อก แต่ก็มีแอบปลูกต้นไม้เหมือนคนอื่นๆ ยังไม่มีดอกเลยครับ ช่วยๆ กันหน่อยนะครับอย่างน้อยให้มันมีดอกสักหน่อยก็พอ
ปัจฉิมลิขิตจริงๆ....หายไปนานๆ แบบนี้ก็หวั่นๆ กลัวคุณแชมป์จะไล่ปอนออกจากหมู่บ้านเหมือนกันนะครับเนี่ยะ
แล้วขอขอบคุณทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาถามไถ่ กระทุ้งตอกย้ำให้อัพบล็อกด้วยนะครับ ขอบคุณนะครับที่คิดถึงกัน
อรัมภบทมามากแล้ว มาเข้าเรื่องการใช้สื่อของเรากันดีกว่า เราจะเห็นว่าสื่อมวลชนมีการแสดงจุดยืนจุดนั่งกันชัดบ้างไม่ชัดบ้าง บางเจ้าก็เป็นผู้นำเองเลยด้วยซ้ำ หรือบางเจ้าพยายามเป็นกลางแต่ก็โดนครหาว่าอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง บางเจ้าก็กระมิดกระเมี้ยนแอบๆ แย้บๆ นิดๆ หน่อยเพื่อดูไม่ให้น่าเกลียดเพราะอยู่ในฐานะที่เป็นสื่อมวลขนมีจรรยาบรรณอันสูงซึ่งมีไว้ละเมิดเป็นประจำ
เมื่อมันมีสื่อหลากหลายแบบนี้ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลบ่าทะลักเข้ามามันเลยมีทั้งความเหมือนและแตกต่างในเรื่องเดียวกันแต่คนละสื่อ พอประชาชนคนตาดำๆ อย่างพวกเราบริโภคสื่อมากกว่า 1 สื่อก็จะเริ่มงงว่าจะเชื่อใครดีหว่าเมื่อไม่รู้จะเชื่อใครก็เลยเลิกบริโภคไปซะอย่างนั้น วันนี้เรามาคุยกันดีกว่าครับ ว่าเราจะใช้ข้อมูลที่มาจากหลายแหล่งได้อย่างไร แล้วทำยังไงเราจะไม่โดนสื่อมวลชนหลอกเอา เปิดใจให้กว้างแล้วค่อยๆ คิดตามกันไปนะครับ... มาเริ่มกันเลยดีกว่า
ขั้นตอนแรก เราต้อง "เลือก" ครับ
ตอนนี้ข้อมูลข่าวสารมันมีออกมามากมายก่ายกองตั้งแต่เรื่องขี้ฝุ่นปลิวเข้าตาหมาไปจนถึงเรื่องประเทศชาติล่มสลาย เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกที่จะสนใจมันครับ เกณฑ์ในการเลือกที่ง่ายที่สุดก็คือ ข่าวสารอะไรที่มันเป็นประโยชน์แล้วก็มีผลกระทบกับสิทธิหรือผลประโยชน์ของเรา เช่น ปตท.มั่วนิ่มขึ้นราคาน้ำมัน, รถเมล์ขสมก., รถไฟฟ้า, แจกเงินฟรี, ตลาดหุ้นกำลังฟู, โรคไข้หวัดกำลังระบาด, นักการเมืองโกงหน้าด้านๆ แถมยังหวังเรียกเรตติ้งให้ตัวเอง ฯลฯ เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีผลต่อการดำรงชีวิตของเราในแต่ละวัน เราก็เลือกที่จะรับแต่เฉพาะเรื่องราวเหล่านี้ครับ ส่วนเรื่องช่วงๆ กินไผ่จนอ้วนเกินพิกัด หลินฮุ่ยนอนหงายแบะขาเอาลูกกอดไว้ในอกตลอดเวลา เคอิโงะขึ้นร้องเพลงด้วยหน้าขาวว่อก ก็ทิ้งๆ ไปบ้างก็ได้ครับ
ขั้นตอนที่สอง เมื่อเราเลือกได้ว่าเราจะสนใจเรื่องอะไรเราก็ต้องมา "เช็ค" ครับ
การเช็คข้อมูลจากแต่ละสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยครับ อย่างน้อยเราคงต้องเสียเวลาสักนิดอ่านหรือรับข้อมูลตั้งแต่ 3 แหล่งขึ้นไป ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เราคงพอจะเห็นๆ กันบ้างแล้วนะครับว่าสื่อไหนสักกัดค่ายไหน ถ้าใครรักใครชอบทีมทักษิณคงต้องบริโภคสื่อในเครือผู้จัดการ ส่วนใครชอบพันธมิตรสีเหลืองทั้งแผ่นดินก็คงต้องบริโภคสื่อในเครือ D ต่างๆ ทั้ง D station, D (red) News
นอกนั้นแล้วเรายังต้องบริโภคสื่อที่คิดว่าอยู่กลางๆ บ้างเช่นเครือเนชั่น ทีวีไทย ส่วนช่อง 3 คุณจะไม่มีทางพลาดข่าวแน่นอนเพราะจะเอาข่าวเก่าๆ ประเด็นเดิมๆ มารีรันทุกช่วงเวลา หรืออื่นๆ เช่นสำนักข่าวต่างประเทศต่างๆ แต่ยังไงก็ต้องบริโภคสื่อไทยด้วยนะครับที่เราต้องเช็คเพราะเราต้องดูทิศทางของข้อมูล และการเช็คข้อมูลว่ามันตรงกันทุกสื่อหรือไม่ แล้วเวลาแหล่งข่าวพูดเรื่องเดิมข้อมูลตรงกันทุกครั้งหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เราต้องสังเกตให้ดีๆ ครับ
ขั้นตอนที่สาม พอเราเช็คแล้วสิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ "เปิดใจ" ครับ
ข้อสำคัญที่สุดในการใช้สื่อมวลชนก็คือ "การเปิดใจ" ครับ เราต้องเปิดใจรับข้อมูลที่เราได้มาให้ได้ครับ ขอให้เชื่อถือในข้อมูลที่ผ่านการเช็คเปรียบเทียบมาแล้วไม่ใช่เชื่อถือในยี่ห้อสื่อ เราจะเห็นว่าที่ผ่านมาคนที่บริโภคสื่อในเครือ ในค่ายไหนก็จะบริโภคอยู่แต่ค่ายนั้น แล้วก็ไม่ค่อยจะยอมเปิดรับข้อมูลข่าวสารในค่ายอื่นๆ ทำให้ข้อมูลที่เราจะนำมาใช้วิเคราะห์มีน้อยมากจนบางครั้งก็ถูกครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จไป และการไม่เปิดใจนี่แหล่ะครับที่เป็นโอกาสให้เราถูกหลอก ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์เข้ากลุ่มเข้าพวก
ขั้นตอนที่สุดท้าย พอเรายอมรับกับข้อมูลข่าวสารที่เราได้มาแล้วเราก็ต้องเอาไป "ใช้ประโยชน์" ครับ
ในปัจจุบันเรามีช่องทางในการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของเราในฐานะเป็นประชาชนคนหนึ่งได้หลายช่องทางครับ ถ้าเราเห็นว่าสิ่งไหนที่จะทำให้เราเสียผลประโยชน์ที่เราควรจะได้รับเราก็ต้องเรียกร้องเพื่อแสดงให้เห็นว่า "กูก็รู้ทันมึงนะ เอาของกูคืนมา"
หรืออีกอย่างหนึ่งคือการใช้ข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจเพื่อการดำรงชีวิตซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ขั้นพื้นฐานของการบริโภคข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเลยครับ.. ปอนคิดว่าการตัดสินใจอะไรก็ตามบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและสมเหตุสมผลมันจะทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขแล้วก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงด้วยครับ
"อย่าบริโภคข่าวสารไปวันๆ แต่ให้ใช้ประโยชน์จากมันให้เรามีความสุข" ครับ
ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต... ที่หายไปนานมากๆ เพราะตอนนี้หลายสิ่งหลายอย่างประเดประดังถาโถมเข้ามามากมายเหลือเกินครับ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานลงแขก งานปากท้อง งานจิตใจทั้งของตัวเองและเพื่อนพ้อง เลยทำให้ไม่มีสติสตังจะเขียนบล็อก แต่ก็มีแอบปลูกต้นไม้เหมือนคนอื่นๆ ยังไม่มีดอกเลยครับ ช่วยๆ กันหน่อยนะครับอย่างน้อยให้มันมีดอกสักหน่อยก็พอ
ปัจฉิมลิขิตจริงๆ....หายไปนานๆ แบบนี้ก็หวั่นๆ กลัวคุณแชมป์จะไล่ปอนออกจากหมู่บ้านเหมือนกันนะครับเนี่ยะ
แล้วขอขอบคุณทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาถามไถ่ กระทุ้งตอกย้ำให้อัพบล็อกด้วยนะครับ ขอบคุณนะครับที่คิดถึงกัน
ถ้าสื่อ ตปท ก็ Times,Forbes ครับ
ว่าแต่คุณแชมป์จะถูกไล่?? เรื่องอะไรน่ะครับ
#1 By กรรมกรไซเบอร์ on 2009-06-12 02:18