"ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" จริงป่ะ
posted on 25 Jun 2009 02:47 by sloppythinking in Socialมีคนใกล้ตัวปอน (อีกแล้ว...มีกับเค้าด้วยหรอ) มีความเชื่อฝังหัวว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" ครับ เค้าคนนั้นก็เลยตั้งจิตวิญญาณไว้ว่าจะอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้กับงานเพื่อให้ตัวเองมีคุณค่าขึ้นมา ปอนก็รู้สึกขัดๆ อยู่ในใจว่า ใครวะที่พูดคำนี้ออกมา แล้วมันจริงอย่างที่พูดที่คิดหรือเปล่า.... คิดไปคิดมาหลายตลบก็ออกมาได้ดังนี้ครับ
"คุณค่าของความเป็นมนุษย์" คืออะไร
ถ้าเราจะมองทางด้านศาสนาน่าจะทุกศาสนาที่มีแนวคิดเหมือนๆ กันก็คือ "ทำความดี ละเว้นความชั่ว" คอนเซ็ปต์อภิมหาอมตะตลอดกาล แต่ในทางพุทธจะเพิ่มเข้ามาอีกนิดนึงคือ "ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น" ด้วย ถ้าเราจะคิดถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ในเชิงศาสนาและหลักเหตุและผลแล้ว "คุณค่าของความเป็นมนุษย์" ก็น่าจะอยู่ที่การที่ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นๆ รอบๆ ตัวเดือดร้อนไม่สบายใจมีความทุกข์ใจที่เกิดจากเรา หรือง่ายๆ ก็คือยึดถือศีล 5 เป็นนิจ
ดังนั้น ด้วยพื้นฐานของค่านิยมความเป็นมนุษย์ถ้าใครก็ตามที่ทำตัวไม่เกะกะระรานใครทำให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจเสียใจทุกข์ใจ แล้วตัวเองก็มีความสุข กินอิ่ม นอนหลับ ร่างกายแข็งแรง ก็น่าจะชี้หน้าได้เลยว่าคนๆ นั้นเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าเหมือนกันนะ
"งาน" คืออะไร
แล้วงานล่ะ... สำหรับปอนคิดว่า "งาน" ก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะชีวิตคนเรามีทั้งเรื่องสุขภาพที่ต้องรักษาดูแล คนในครอบครัวที่ต้องใส่ใจ คนที่เรารัก และคนที่รักเรา บางคนก็มีมากกว่านี้ทั้งงานอดิเรกหรืออะไรก็ตามแต่ที่จะสรรหาให้เข้ามาอยู่ในชีวิต ส่วนงานก็เป็นอีกสิ่งที่เราต้องทำและรับผิดชอบภายใต้สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดที่เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในชีวิตของเรา และงานก็เป็นเพียงเครื่องมือแลกเปลี่ยนรายได้ให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้เท่านั้นเองครับ
หลักคิดง่ายๆ ของงานแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกก็คือถ้าเราทำให้เจ้าของเงินหรือนายจ้างที่จ้างเรา "พึงพอใจ" มากเท่าไหร่รายได้เราก็จะมากตามความพึงพอใจนั้นๆ ซึ่งความพึงพอใจไม่ว่าจะเกิดจากการประเมินหรืออะไรก็ตามแต่นั่นก็คือถ้าพึงพอใจมากก็ได้มากเท่านั้นเองครับ แต่สำหรับคนที่เป็นเจ้าของกิจการที่ไม่ใช่ลูกจ้างก็ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น "งาน" ก็คือแหล่งรายได้ที่จะมากขึ้นตามความฉลาดและปัจจัยอื่นๆ เท่านั้นเองครับ
ส่วนประเภทที่ 2 การทำงานโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนในรูปของผลประโยชน์ (เงิน ทอง สิ่งของมีค่า เกียรติยศ ชื่อเสียง ฯลฯ) ที่ตัวเองจะได้รับ แต่ทำงานโดยมุ่งหวังให้คนอื่นๆ หรือตัวอื่นๆ ให้ได้รับผลประโยชน์สูงที่สุดจากการทำงานของตัวเอง เราก็คงเห็นคนที่ทำงานประเภทที่ 2 นี้อยู่บ้าง แต่จะหาจริงๆ ได้ก็น้อยเต็มทีครับ
"ผลของงาน" คืออะไร
สำหรับในเรื่องผลของงานในรูปแบบแรกที่ปอนพูดถึง ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราที่ส่งผลให้การทำงานสำเร็จหรือล้มเหลว รายได้เพิ่มมากขึ้นหรือรายได้ลดลง ซึ่งบางทีเราอาจจะเห็นว่าคนทำงานไม่เก่ง คนทำงานไม่เป็น เราทำงานเก่งกว่าแต่ปรากฏว่าคนเหล่านั้นได้ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความสามารถอย่างอื่นที่ไม่ได้วัดจากศักยภาพการทำงานของคนๆ นั้นให้องค์กรแต่ใช้ศักยภาพในการ "ทำ" ให้กับเจ้าของเงินหรือนายจ้างได้อย่างพึงพอใจมากกว่า
ดังนั้น ผลของงานจึงไม่น่าจะเป็นตัวชี้วัดถึงคุณค่าของคนได้ เพราะปอนคิดว่าหลายๆ คนก็คงเจอ
ส่วนผลของงานในประเภทที่ 2 ถ้าคนที่มีความตั้งใจทำงานในประเภทนี้จริงๆ ก็คือ "ความสุขใจ" ครับ ถึงแม้บางคนจะต้องเบียดเบียนชีวิตตัวเองไปบ้าง แต่ความสุขใจที่ได้จากงานประเภทนี้มักจะทำให้ลืมความเจ็บปวดที่ได้รับไปแทบหมด แต่ก็มีหลายคนที่การทำงานประเภทนี้ถูกเปลี่ยนเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัสบนความสุข
ดังนั้น การทำงานในประเภทที่ 2 จึงต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าเราต้องไม่เบียดเบียนตัวเองหรือถ้าจำเป็นก็ต้องเบียดเบียนให้น้อยที่สุด เพราะถ้าเราเกิดความทุกข์ถึงแม้คนอื่นจะมองว่าเราเป็นคนดีแต่ตัวเราก็จะทุกข์แบบแสนสาหัส ซึ่งส่วนใหญ่คนทำงานประเภทนี้มักหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอความทุกข์แสนสาหัสบนความสุขที่ได้รับ เราอาจจะเรียกได้ว่าคนทำงานประเภทนี้เป็นคนที่มีคุณค่าคนหนึ่งได้นะครับ
ด้วยเหตุนี้ ปอนจึงคิดว่าจริงๆ แล้ว ไอ้คำว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" มันก็คือ มายาคติ (ความคิดลวงทำให้คิดเชื่อไขว้เขวไปจากความเป็นจริง) ที่กลุ่มเจ้าของเงินหรือนายจ้างสร้างขึ้นมาให้ดูดีเพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นให้คนทำงานให้กลุ่มของตัวเองอย่างถวายชีวิต เพราะถ้ามีคนคิดคนเชื่อแบบนี้เยอะๆ คนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงก็คือคนที่เป็นเจ้าของเงิน (นายทุน) หรือนายจ้างนั่นเองครับ (ใครรู้ว่าใครเป็นคนคิดประโยควลีเด็ดนี้บอกปอนหน่อยก็ดีนะครับ)
เพราะหากเราจะมองถึงงานของมือปืนรับจ้างก็คือการฆ่าคนให้ตาย ผลของงานที่น่าพึงพอใจที่สุดก็คือเป้าหมายได้ตายสนิทสมใจนายจ้าง ถ้าเราเชื่อตามความคิดว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" ก็แปลว่า มือปืนรับจ้างจะเป็นคนที่มีค่าขึ้นมาทันทีเมื่อได้ฆ่าคนที่เป็นเป้าหมายให้ขาดใจตายได้สำเร็จ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่เห็น "คุณค่า" ของมือปืนรับจ้างมีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ก็คือ "นายจ้าง" หรือเจ้าของเงินนั่นเอง การทำงานในบริษัทก็เช่นกันแต่บางทีทำงานสำเร็จก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่า นายจ้างหรือนายทุนจะเห็นว่าเรามี "คุณค่า" เสมอไป
แต่งานในแบบที่ 2 น่าจะเป็นทางเดียวที่ทำให้คนมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น นอกจากเดิมที่มีคุณค่าความเป็นคนอยู่แล้ว เพราะคนเหล่านี้ได้เผื่อแผ่ความสุขไปยังคนอื่นๆ และทำให้สังคมน่าอยู่และเอื้ออาทรกันมากขึ้นโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อะไรซึ่งกันและกัน แต่ถ้าองค์ประกอบของชีวิตทั้งสุขภาพ ครอบครัว คนที่เรารัก และคนที่รักเราสูญเสียไปเพราะงานเหล่านี้คุณค่าของเราก็จะลดลงไปถึงแม้ว่าคนอื่นๆ ในวงกว้างจะเห็นว่ามีคุณค่า แต่สำหรับคนใกล้ๆ ตัวจะไม่เห็นคุณค่าของเราเลยแม้แต่นิดเดียว
จากที่ปอนคิดไปคิดมาเลยทำให้สรุปได้ว่า จริงๆ แล้วค่าของคนไม่ได้อยู่กับงานเพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ "การจัดการชีวิต" ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุขทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างต่างหาก งานก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำอย่างหนึ่งในชีวิตเท่านั้นแต่ก็ควรจะทำให้เกิดความพอดีไม่ไปเบียดเบียนส่วนอื่นของชีวิตให้ล้มเหลว ไม่อย่างนั้นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ก็อาจจะหายไปก็ได้นะครับ
ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ว่ายังไงกันบ้าง เชิญแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่สุดๆ ไปเลยนะครับ
ปอนเอง
ปัจฉิมลิขิต... อยากได้ดาววิ้งๆ กับผีขนุนครับ(เลยอัพ) รดน้ำกันเยอะๆ หน่อยนะครับ ขอร้องๆๆๆ

Tags: การทำงาน, คน, ความเป็นมนุษย์, คุณค่าของคน, ค่านิยม, งาน, นายจ้าง, มนุษย์, มายาคติ, ลูกจ้าง13 Comments

ช่วยรด ๆ จะได้เจอผีขนุนไว ๆ
#1 By ไอ้แป้น : i-phan on 2009-06-25 03:05