นึกๆ แล้วก็ขำกับตัวเอง
posted on 17 Aug 2009 19:35 by sloppythinking in Liveชีวิตคนเรานี่ก็แปลก พลิกผันไปเรื่อยๆ เกินความคาดหมายอยู่เสมอ

คนที่ดูเหมือนว่าจะเรียนไม่ดีที่สุดในบ้าน

ที่ตอนเข้ามัธยมตัดสินใจเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมอันดับ 3 ของจังหวัด โดยไม่ฟังคำทัดทานของพ่อแม่ ญาติพี่น้องให้เข้าโรงเรียนชายล้วนอันดับ 1 ของจังหวัด


พอจบปวช.ท่ามกลางความขัดแย้งกับอาจารย์ในวิทยาลัยเรื่องการตรวจสอบทุจริตของอาจารย์ และความเบื่อที่รู้สึกว่าศักยภาพเรามีมากกว่าจะอยู่ที่นี่ ต้องตัดสินใจเปลี่ยนสายการเรียนอีกครั้งไปเรียนปริญญาตรี (ภาคพิเศษเรียนตอนเย็น) ที่มหาวิทยาลัยใกล้บ้านในสาขานิเทศศาสตร์ (ประชาสัมพันธ์) ทั้งๆ ที่ก็มีอาจารย์ในวิทยาลัยบางส่วนขอร้องให้เรียนต่อ ปวส. แล้วก็ความไม่แน่ใจว่าเราจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้ของผู้ปกครอง

ในที่สุดก็ได้เข้ามาเรียนจนได้พร้อมๆ กับได้มาเจอเพื่อนซี้ที่เรียนประถมด้วยกันมา สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงนี้มากมาย จนกลายเป็นสร้างความแข็งแกร่งให้ความจิตใจและความคิด

ไม่น่าเชื่อว่าถึงแม้จะเรียนภาคพิเศษที่ไม่ได้ผ่านการเรียนม.ปลายและระบบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยมาเหมือนระบบปกติ แต่ก็สามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้เพราะการมีเพื่อนๆ ที่เป็นทีมงานที่ดีช่วยกันเล่นช่วยกันเรียนทำหน้าที่ของตัวอย่างเต็มที่ จนกลุ่มก้อนของเราได้รับการยอมรับจากคณาจารย์

และแน่นอนที่สุดตัวปอนก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากอาจารย์ จนเมื่อตอนเรียนจบปริญญาตรีก็ถูกบังคับให้ทำงานเป็นนักประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งเหตุผลจากทุกๆ ด้านทำให้เราต้องยอมจำนนต่อเหตุผลเหล่านั้นก้มหน้าก้มตาทำไปเรื่อยๆ

แต่แค่ไม่กี่เดือนท่ามกลางความน่าเบื่อหน่ายการทำงานที่ซ้ำซากและระบบราชการ ทำให้จากคนที่ไม่คิดที่จะเรียนต่อปริญญาโท คนที่เคยประกาศกร้าวว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงชั้นก็จะไม่ไปเรียนเด็ดขาดเพราะสติปัญญาคงไม่ถึงระดับนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดแล้วก็พยายามไปเรียนต่อปริญญาโทให้ได้เพราะเป็นทางออกที่สวยงามที่สุดที่จะจากการทำงานแบบนี้ไปเพื่อรักษา "หน้า" ของหลายๆ คนไว้

ครั้งแรกที่สอบเป็นการสอบแบบฉุกละหุกเพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะสอบมาก่อน ผลการสอบทั้งสองมหาวิทยาลัยใหญ่ยักษ์ของประเทศที่ออกมาก็คือไม่ติดเพราะไม่ได้เตรียมตัวอะไรสักอย่าง ปีถัดมาต้องทนทำงานและเตรียมความพร้อม (ล่วงหน้าก่อนสอบ 1 สัปดาห์ อิอิ) ก็สามารถสอบติดที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จนได้ตามใจประสงค์เพราะค่าเรียนถูกที่สุดซึ่งเป็นเหตุผลแรกที่เลือกเข้าเรียนที่นี่ถึงแม้เวลาเรียน 3 ปีแต่ที่อื่น 2 ปีก็ยอม พอรู้ว่าติดที่นี่แน่แท้แล้วเวลาไปสอบที่มหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งก็ทำข้อสอบแบบทิ้งๆ ขว้างๆ

แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองคิดผิดไปนิดหน่อยเพราะมีปัญหามากมายระหว่างเรียนซึ่งไม่ได้เกิดจากตัวเราแม้แต่น้อย จากปัญหาดังกล่าวทำให้การวางแผนไว้ว่าจะจบการศึกษาภายใน 2 ปีครึ่ง ต้องเลื่อนออกไปเป็น 4 ปี
ซึ่งใครๆ เค้าบอกว่าเป็นปกติแล้วที่ใช้เวลาขนาดนี้สำหรับการศึกษาของที่นี่ เงินที่ตั้งใจไว้ว่า 4 แสนก็ทะลุออกไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่อยากคำนวณ

ระหว่างที่เรียนอยู่ ชีวิตอะไรทั้งหลายที่ไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ก็คงเป็นจริงเพราะการที่คิดว่าคนอย่างเราคงไม่มีศักยภาพที่จะไปสอนใครได้แล้วไม่สามารถทำงานในแวดวงวิชาการได้หรอก ก็ต้องเปลี่ยนไปเพราะโดนชักนำ ชักชวน บังคับ บีบบังคับให้ต้องผันตัวเองเข้าไปสู่การทำงานรูปแบบนี้ และในที่สุดก็คงต้องอยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้เพราะจนด้วยเหตุผลที่เข้ามากำหนดชีวิตของเรา

ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามใจได้ทั้งหมด แต่เราก็สามารถเลือกที่จะมีความสุขตามอัตภาพได้ เพื่อเฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งเราจะมีโอกาสได้ทำตามที่ใจเราต้องการ หรืออาจจะทำควบคู่กันไปก็ได้แต่ต้องเฝ้ารอโอกาสและจังหวะที่จะแวะเวียนมาเท่านั้น โอกาสคงเหมือนชีวิตที่พลิกผันไป พลิกผันมาเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อไปแต่เรามีหน้าที่เดียวคือต้องประคองชีวิตไปให้ได้ท่ามกลางเหตุผล ท่ามกลางสภาวการณ์ ท่ามกลางความสบายใจของคนรอบข้าง ความสบายใจของคนที่รักเรา และคนที่เรารัก ก็คงทำให้ชีวิตน้อยๆ ของเราคงจะพอมีคุณค่าในโลกขึ้นมาได้บ้าง


จนมาถึงวันนี้ ต้องขอขอบคุณครับ ขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตช่วยออกแบบชีวิตให้มีสีสัน มีรูปแบบที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจคอยรับฟังปัญหาคอยเม้าท์ให้สบายใจ ขอบคุณพี่ๆ รุ่นพี่ที่ให้กำลังใจและปลอบใจ ขอบคุณน้องๆ ที่ช่วยเหลืองานมาตลอด ขอบคุณคณาจารย์ทั้งหลายที่ประสิทธิประสาทสติปัญญาสรรพความรู้เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

และที่สำคัญที่สุด ขอบคุณแม่ที่ให้กำลังใจ ให้กำลังทรัพย์ ให้กำลังกายและเป็นเบื้องหลังความสำเร็จในการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ประถมเป็นต้นมา ขอบคุณพ่อที่ให้ความเป็นห่วงและกำลังทรัพย์ในการใช้ชีวิต ขอบคุณทุกๆ คนครับที่ผ่านเข้ามาให้ความสุขความเศร้าและให้นั่งคิดถึงเพื่อเป็นรากฐานให้ชีวิตแข็งแกร่ง และขอบคุณคุณแชมป์ คุณต่าย ทีมงานเอ็กซ์ทีนที่ทำให้พวกเราได้รู้จักกันนะครับ

ชีวิตของคนเราช่างยอกย้อน วกไปวนมา บางทีก็น่าปวดหัว แต่สำหรับชีวิตปอนมันช่างน่าขำจริงๆ
แต่อย่างน้อยปีนี้ก็ได้ของขวัญวันแม่ กับของขวัญวันเกิดอายุครบ 29 (เมื่อวานนี้) ของตัวเองเป็นปริญญาที่รอคอยมาตั้ง 4 ปีแน่ะ และที่สำคัญยังคงโสดแบบเสมอต้นเสมอปลาย

ปอนเองครับ
ปัจฉิมลิขิต งานนี้แม่บ่นกระบุงโกยเพราะร้อนมาก คนเยอะมากหน้าแม่ไม่เหลือแป้งเลย แถมผมที่ตั้งกระบังมาจากบ้านก็แฟบไม่เป็นท่าเพราะโดนเหงื่อไหลจนเปียกไปหมดเหมือนลูกนกตกน้ำเลยทีเดียว

เอ่อ..
ดีใจด้วยครับ คุณแม่คงดีใจกับของขวัญอันนี้
ปล. ได้เห็นหน้าแบบเต็มๆ ท่าทางจะเป็นคนอารมณ์ขันเหลือเฟือแบบที่คุณนางสาวความสุขว่าไว้
ปลล. ปากยังแดงได้อีกนะ
#1 By :: KinG MoJi :: on 2009-08-17 19:48